สรุปคำบรรยาย ภาษี( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 1 - 6

767 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 15, 2010, 5:53:58 AM7/15/10
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ รศ. ธิติพันธุ์  เชื้อบุญชัย  , บิดามารดาข้าพเจ้าขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ชั่วโมงที่ 1 – 2  วันที่ 25 พฤษภาคม 2553

            อาจารย์จะบรรยาย สองชั่วโมงต่อครั้งนะครับ อาจารย์อยู่ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้บรรยายที่นี่ 4 5 ปี ที่ผ่านมา บางมหาวิทยาลัย วิชานี้อาจเป็นวิชาเลือก อาจส่งผลต่อการทำความเข้าใจคือ ในช่วงสามสี่เดือนถ้าเรายังไม่เคยเรียนมาเลย หากมานั่งไล่ทีละมาตรา คงจะลำบาก ฉะนั้นในการบรรยายคงเป็นการปูฟื้นฐาน เพื่อให้เข้าใจหลักการใหญ่ ทำให้ ไปศึกษาตำราต่างๆ โดยเฉพาะของท่าน ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม

            ตำราที่เกี่ยวข้อง ที่น่าจะหามาดูคือ คู่มือการศึกษาวิชา ภาษีอากรซึ่งท่านอาจารย์  ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม เป็นผู้เขียน ตำรานี้ ก็น่าจะเพียงพอในการสอบ

            เล่มที่สองคงเป็นตัวประมวลรัษฎากรณ์โดยตรง เล่มอื่นๆ ก็ดูตามอัธยาศัยนะครับ ประเด็นที่อยากจะเกริ่นเบื้องต้น ในส่วนวิชาภาษีอากร ในเรื่องการออกข้อสอบ อาจารย์คงไม่ออกในรายละเอียดลึกซึ้งหรือยากมากเหมือนในวิชากฎหมายแพ่งหรืออาญาที่ได้ศึกษากันมาในขั้นมหาวิทยาลัย กันแล้ว วิธีการในการเรียน ถ้าสามารถทำได้ ให้อ่านไปทำโน้ตย่อไปในแต่ละเรื่อง ในส่วนของขอบเขตการบรรยาย น้ำหนักจะอยู่ที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นหลัก

            เราก็ควรสนใจในส่วนของประมวลรัษฏากรณ์เป็นหลัก สำหรับสิ่งที่จะคุยกันต่อไป เป็นเรื่องเนื้อหา ของกฎหมายภาษีอากร อาจารย์เข้าใจว่าเมื่อเราพูดคำว่าภาษีก็คงจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้ประกอบอาชีพต้องเสียทุกปี อีกอันหนึ่งคือภาษีมูลค่าเพิ่มที่เราต้องเจอเพราะเราไปซื้อของถ้าไปดูใบเสร็จรับเงิน จะเห็นรายการในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มว่าเป็นจำนวนเท่าใดอยู่ ถ้าถามว่าภาษีคืออะไรในคำตอบ อาจตอบได้ไม่ครบถ้วน ในการเรียนชั้นระดับปริญญาตรีที่ละเอียดกว่านี้ ก็ต้องมีการถามในครั้งแรกของการเรียนว่า ภาษีคือะไร มักได้คำตอบว่าคือสิ่งที่รัฐเรียกเก็บ แล้วรัฐอาจเรียกเก็บอะไรหลายๆอย่าง เช่น เราใช้ไฟฟ้า การไฟฟ้า ก็เก็บเงินค่าไฟฟ้า ก็เป็นเรื่องที่การไฟฟ้าเรียกเก็บเงินค่าไฟฟ้าเหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่ภาษี แม้จะจ่ายให้กับรัฐเหมือนกันแต่ว่ามีการได้ประโยชน์ตอบแทน เป็นค่าบริการ

            แต่ความหมายของภาษี ต้องมีอย่างน้อยสองเรื่อง คือการบังคับจัดเก็บ เป็นสิ่งที่รัฐบังคับจัดเก็บจากประชาชนและประชาชนจะไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนโดยตรง แน่นอนเราได้รับประโยชน์สาธารณะจากรัฐ เช่น บัตรทอง ถนนหนทางเราก็มีตำรวจ มีทหารคอยคุ้มครองความปลอดภัย เรามีระบบกระบวนการยุติธรรมที่รัฐจัดหา แต่ไม่ได้ให้โดยตรงเป็นการให้ทั่วไป พื้นฐานเวลาที่เราพูดถึงตัวภาษีอากร เราต้องเข้าใจว่า เป็นสิ่งที่รัฐจัดเก็บจากเรา โดยเราไม่ได้ผลประโยชน์ตอบแทนโดยตรง

            ประเด็นคำถามต่อไปคือ ทำไมรัฐต้องเก็บภาษี ภาพใหญ่ต้องบอกว่า เพราะรัฐใช้ภาษีดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง เช่นรัฐต้องการส่งเสริมหรือต้องการหน่วงการบริโภคสินค้าบ้างอย่างตัวรัฐอาจใช้ภาษีเป็นตัวกำหนดได้ เช่นการไม่ส่งเสริมการสูบบุหรี่ ก็เก็บภาษีสรรพสามิต เพื่อให้ราคาบุหรี่แพงขึ้น หรือกรณีที่รัฐต้องการส่งเสริมกิจกรรมบางอย่าง เช่น การให้สิทธิประโยชน์ในทางการส่งเสริมการลงทุน หรือการยกเว้นภาษีบางอย่าง หรือบางทีรัฐใช้เป็นตัวกระจายรายได้ เป็นการลดช่องว่างการมีการจน ก็เป็นเรื่องของการที่รัฐใช้ภาษีอากรมาอุดหนุนการให้บริการสาธารณะ การดูแลจัดการประเทศมีข้าราชการ มีการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน มีการจ้างงานต่างๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้จำเป็นต้องใช้งบ และงบส่วนสำคัญก็มาจากภาษีอากร

            ร้อยละเก้าสิบของงบประมาณที่ใช้อยู่คือมาจากภาษีอากร ที่สำคัญคือตัวภาษีเป็นตัวหลักใหญ่ ในการเป็นแหล่งทุนให้รัฐ เวลาที่เราพูดถึงตัวภาษีอากรต้องเข้าใจว่ามีความสำคัญอย่างไร โดยหลักการจะต้องมีกฎหมายให้อำนาจรัฐในการจัดเก็บภาษี ผ่านทางกรมสรรพากร เก็บผ่านกฎหมายคือประมวลรัษฎากรณ์กำหนดให้เป็นหน้าที่เราที่ต้องเสียภาษี กฎหมายรัฐกำหนดหน้าที่ คือรัฐธรรมนูญ คือหน้าที่ของปวงชนชาวไทยคือเสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ เวลาที่เราดูเรื่องภาษีอากรถ้าให้เข้าใจมากขึ้น เวลาเราแบ่งประเภทภาษีอากร คำบางคำเป็นตัวที่เรียกว่าเป็นเกณฑ์บางอย่าง เช่นฐานภาษี มีความแบบกว้าง คงเป็นเหมือนกับ ฐานหรือสิ่งที่รวมกันให้เป็นประเภทภาษี ซึ่งเป็นตัวไปกำหนดว่า ประเภทฐานภาษีนั้นๆเป็นภาษีอย่างหนึ่ง  

            ที่สำคัญ ฐานภาษีมี สามประเภทใหญ่ ๆ การกำหนดภาษีโดยฐานภาษีอย่างแรกคือ กำหนดโดยรายได้ คือการจัดเก็บจากรายได้ ของกลุ่มคนประเภทต่างๆเอาไว้ จะมีสามประเภทใหญ่ๆด้วยกัน คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ในชั้นปริญยาตรีมักใช้คำว่า ภาษีเงินได้ บริษัท หรือ ห้างฯ นิติบุคคล เหตุผลที่ไม่ใช้เพราะทำให้ นักศึกษา เข้าใจ คลาดเคลื่อน ต่อกลุ่มคนที่ต้องเสียภาษีนั้น ทำให้นิติบุคคลต้องเสียภาษี ในช่วงที่คณะเปิดสอบ คำถามที่ถามคือใครมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล จำนวนหนึ่งตอบโดยไม่เข้าใจ สิ่งที่ต้องเข้าใจ ต้องเป็นหน่วยภาษีที่ เข้าอยู่ในคำนิยาม เพราะฉะนั้น เนฯ เป็นนิติบุคคลแต่ไม่เข้านิยาม ห้างฯ นิติบุคคล เนฯ จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล  กระทรวงวิทยาศาสตร์แม้เป็นนิติบุคคลก็ไม่ต้องเสียภาษี นิติบุคคล

            ฐานที่สามคือ ภาษีเงินได้ปิโตรเลี่ยม เป็นภาษีที่จัดเก็บจากเงินได้ จากกำไรสุทธิที่บริษัทสำรวจและผลิตทั้งหลาย พูดง่ายๆก็คือกำไรสุทธิที่ได้จากการขุดเจาะน้ำมันหรือก๊าซ ในไทยคงมีไม่กี่แห่งที่ต้องอยู่ภายใต้ตรงนี้ ส่วนของเงินได้ปิโตรเลี่ยม วิชาของเราไม่อยู่ในขอบเขตการบรรยายหรือการสอบ

            ฐานรายได้ ฐานการบริโภค เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภคสินค้าหรือการใช้บริการของบุคคล ภาษีที่อยู่ในกรอบภาษีบริโภคที่สำคัญคือภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งภาษีทั้งสองชนิดนี้เป็นภาษีที่อยู่ในขอบเขต การศึกษาของพวกเรา และโดยทั่วไปมักจะมีส่วนในการสอบด้วยเช่นกัน ภาษีการบริโภคชนิดที่สาม คือภาษีสรรพสามิต พวกเหล้า บุหรี่ สิ่นค้าที่เราบริโภค ต้องเสียและภาษีศุลกากรต้องเสีย อันนั้นเป็นภาษีที่เราเรียกว่าเป็นภาษีฐานการบริโภค

            ส่วนฐานภาษีที่สามคือ ฐานภาษีความมั่งคั่ง เก็บจากการถือครองทรัพย์สินบางอย่างและมีการโอนทรัพย์สินที่ถือครองนั้น สิ่งที่เราอาจจะคุ้นเคย คือ ภาษีทรัพย์สิน มีข่าวในรอบสามสัปดาห์คือการที่คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในการเสนอกฎหมาย ที่ดินซึ่งโดยทั่วไปก็คือภาษีทรัพย์สิน เป็นการจัดเก็บทรัพย์ที่ดิน อันนั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้เห็นชอบเป็นกฎหมาย ถ้าผ่านออกเป็นกฎหมาย ก็น่าจะใช้ในปีสองปีข้างหน้า

            กฎมหายที่เราใช้อยู่คือภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ ส่วนภาษีความมั่งคั่งอีกชนิดหนึ่งคือภาษีมรดก ไม่ค่อยให้ผลในทางรายได้กับรัฐมากมายเท่าใดนักแต่ผลในทางจิตวิทยามีสูงมากเป็นการกระจายรายได้หรือเหลื่อมล้ำพอสมควร บางทีได้จัดเก็บจากกองมรดก

            ปัจจุบันประมวลรัษฏากรณ์ยกเว้นภาษีเงินได้เกี่ยวกับการรับมรดก ปัจจุบันเรายกเว้นภาษีมรดกไว้ จริงๆประเทศไทยเคยจัดเก็บ ด้วยเหตุผลหลายๆประการก็ได้มีการยกเลิกไป

            ภาษีชนิดที่สาม ที่อยู่ภายใต้ฐานภาษีความมั่งคั่งคือภาษีการให้ นี่เป็นการจัดประเภทตามฐานภาษี

            อาจจัดได้ตามระบบของภาษีอีก คือระบบอยู่สองระบบ คือ ระบบภาษีทางตรงกับระบบภาษีทางอ้อม ทางตรงจัดเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีโดยตรง ตามกฎหมาย ตรงจุดนี้ขออธิบายเพิ่มเติม ว่าหน้าที่ในการเสียภาษี หรือ เรียกว่าผู้ที่รับภาระทางภาษี แบ่งออกเป็นภาระภาษีตามกฎหมาย เป็นภาระที่กฎหมายกำหนดให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้รับ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลํรรมดา กฎหมายกำหนดว่า คนที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมา เป็นผู้รับภาระ หรือภาษีมูลค่าเพิ่มกำหนดให้ผู้ประกอบการ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเว้นแต่เข้าข้อยกเว้น ผู้ประกอบการณ์เป็นผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะประมวลรัษฐากรณืบัญญัติไว้เป็นอย่างนั้น เวลาที่เราไปซื้อสินค้าในร้านสะดวกซื้อนอกจากเราจ่ายค่าสินค้าแล้ว รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เราจ่ายเงินให้แก่ร้านสะดวกซื้อเหล้านั้น เป็นเงิน 107 บา ท จะเสียภาษี เจ็ดบาท เราเป็นคนที่รับภาระภาษีที่แท้จริง

            คือจะมีผู้รับภาระภาษีตามกฎหมายและตามความเป็นจริง สำหรับภาษีเงินได้ เราจะเห็นได้ว่าเป็นภาษีทางตรง เพราะหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมาย กับหน้าที่ตามความเป็นจริงนั้น มาลงอยู่กับเราซึ่งเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน ในขณะที่ภาษีเงินได้นั้นเป็นระบบภาษีทางอ้อม เป็นระบบภาษีที่ ไม่ได้จัดเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีโดยตรงแต่ไปจัดเก็บผ่าน ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมาย ในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม ในราคาหนึ่งร้อยกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่างเพิ่ม เจ็ด แต่ว่าผู้ก่อการไม่รับภาษีนั้นด้วยตนเอง แต่มาเรียกเก็บจากผู้รับสินค้าหรือผู้ใช้บริการ ตัวภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นภาษีทางอ้อม เวลาที่เราไปดูเรื่องเกี่ยวกับการจัดระบบภาษีโดยตรง

            การจัดประเภทกรณีที่สามซึ่งใช้เกณฑ์เรื่องอัตราภาษีเป็นตัวจับ

            ซึ่งการจัดเก็บไทยใช้ระบบอัตราก้าวหน้า ก็คือ ถ้ารายได้เยอะฐานภาษีก็สูงไปอีก

            ฐานภาษีในความหมายแบบแคบ เราหมายถึงจำนวนหรือปริมาณที่นำไปคูณกับอัตราภาษีเพราะฉะนั้นเวลาที่เราพูดถึงฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม เราจึงหมายถึงจำนวนหรือราคาสินค้าหรือค่าตอบแทนการให้บริการ ไปคูณกับอัตราภาษีคือ ร้อยละเจ็ด เป็นคำที่นำมาใช้ในการพิจารณาในอัตราภาษี อัตราก้าวหน้า หมายถึงภาษีที่จะจัดเก็บในอัตราที่สูงขึ้นเมื่อผู้เสียภาษีมีฐานภาษีที่สูงขึ้นเช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกท่านที่ทำงานจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเริ่มร้อยละห้า และสุดท้าย ร้อยละสามสิบเอ็ด ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินได้สุทธิที่บุคคลธรรมดานั้นมี ถ้าคนธรรมดานั้นมีแค่หนึ่งแสนบาท อัตราภาษีที่จัดเก็บคือร้อยละห้า แต่ถ้าบุคคลธรรมดานั้นมีรายได้สองแสนบาท เราจะเห็นได้ว่า จำนวนเงินที่สูงขึ้นนั้นทำให้ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเป็นอัตราก้าวหน้า ตรงจุดนี้อยากให้เราหมายเหตุว่า เวลาพูดถึงอัตราร้อยละห้า หรือร้อยละสิบเป็นการพูดตามประมวลรัษฎากรณ์ ไม่ได้ไปพิจารณาการยกเว้น ที่แยกต่างหากไว้นั่นเป็นจุดแรกตามอัตราก้าวหน้า ประเภทที่สองตามอัตราคงที่ หมายถึงอัตราภาษีไม่เปลี่ยนแปลงไปกับฐานภาษี เช่นภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราภาษีอยู่ที่ร้อยละเจ็ด ซื้อสินค้าราคาหนึ่งร้อยก็ร้อยละเจ็ดหนึ่งหมื่นก็ร้อยละเจ็ด อัตราประเภทที่สามคือ ประเภทถอถอย ปัจจุบันใช้ในภาษีบำรุงทองที่อยู่ การแบ่งประเภทอีกประเภทคือหน่วยงานที่จัดเก็บ เช่นผ่านกรมสรรพากร มองว่าเป็นภาษีรัษฏากรณ์

            ภาษีที่เราเรียนและใช้สอบกัน เป็นเรื่องของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ในส่วนอีกส่วนหนึ่งเวลาที่เราพูดถึงเรื่องภาษีต่างๆ สิ่งที่เราต้องระลึกก็คือ รัฐไม่สามารถกำหนดได้ตามอำเภอใจ โดยทั่วไปก็จะมีหลักภาษีอากรที่ดี ทั่วไปก็มีสี่ห้าเรื่อง

            เรื่องแรกคือ หลักความเป็นธรรม ต้องมีความเป็นธรรม และในทางวิชาการ ความเป็นธรรมก็มีทั้งแนวนอน แนวดิ่ง แนวนอนคือใครมีเงินได้ หรือ ความสามารถในการเสียภาษีเท่ากัน ก็ควรมีการจัดเก็บภาษีเท่ากัน ถ้าใครมีความสามารถในการเสียภาษีต่างกัน ก็ควรเสียต่างกัน ภาษีต่างๆไปตั้งอยู่บนเกณฑ์หรือ หลักความสามารถ ซึ่งการที่จะวัดความสามารถ ก็วัดจากตัวรายได้ของบุคคล หรือภาระที่บุคคลนั้นต้องรับผิดชอบ คือโดยพื้นฐานถ้ามีความสามารถเท่ากัน ก็ต้องเสียภาษีเท่ากัน ในขณะที่ ถ้าคนสองคนมีความสามารถในการเสียภาษีไม่เท่ากัน แต่ภาระที่เกี่ยวข้องเท่ากัน คนที่มีภาระมากกว่าก็ควรเสียภาษีน้อยกว่า คือความเป็นธรรมในแนวดิ่ง ตรงนี้กฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้รองรับ หลักความสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธรรม ใครที่ไม่มีภาระครอบครัวก็หักลดหย่อนไม่ได้ ก็ย่อยสามารถหักลดหย่อนคู่สมรส ใช้ประโยชน์กับรัฐมากกว่า ก็ต้องรับภาระภาษีมากกว่า เป็นประโยชน์ ก็ไปสะท้อนอยู่ในภาษีมูลค่าเพิ่มใครซื้อสินค้ามากในราคาสูงก็ต้องรับภาระภาษีในส่วนที่สูงใครบริโภคสินค้าในปริมาณที่ต่ำก็ต้องเสียภาษีน้อยกว่า นั่นคือประการแรกและประการที่สำคัญที่สุด

             หลักการเสียภาษีอากรประการที่สองคือหลักความแน่นอน พื้นฐานคือแน่นอนในเรื่องกฎหมาย ต้องมีกฎหมายกำหนดให้บุคคลนั้นต้องเสียต้องมีการบังคับใช้ ว่าจะจัดเก็บกับใครต้องมีความแน่นอนมีความชัดเจนว่ากรณีใดจะจัดเก็บ ส่วนความแน่นอนในกรณีที่สาม โดยทั่วไปคือการตีความของศาลต้องมีความเป็นไปในทางทิศทางเดียวกัน หลักอีกประเภทคือหลักเกี่ยวกับความสะดวก คือ ต้องไม่ให้เกิดความลังเลในการเสีย หรือเกิดการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเลย

            การพูดการหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเรื่องคนจ่ายเงินหักเก็บภาษีไว้ เลย เราจะพบว่า คนที่มีเงิน พอสิ้นเดือนจะมีรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้

            ประเด็นที่สี่คือความประหยัด คือไม่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเสียภาษีที่สูงเกินไป คือ ทั้งทางฝั่งหน่วยงานผู้จัดเก็บ ต้องไม่มีต้นทุนที่สูงจนเกินไป กฎหมายหลายฉบับจึงมีการยกเว้นภาษีให้สำหรับฐานภาษีบางอย่าง เช่น การยกเว้นหนึ่งแสนห้าหมื่นแรก เพราะว่า การที่จัดเก็บแสนบาทแรก ห้าพัน คนที่ส่วนใหญ่เวลาที่มีเงินได้ ไม่กี่ร้อย กี่พัน ค่าจัดการภาษีจะสูงกว่า   

            ต้องไม่เบี่ยงเบนการบริโภคของประชาชน กฎหมายที่เก็บภาษีจากดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ อันนี้เป็นภาษีที่ขาดความเป็นกลาง ทำให้ประชาชนไขว้เขวในการตัดสินใจบริโภค

            สิ่งที่อยากจะพูดต่อไปอีกประเด็นคือ กฎหมายและเอกสารอ้างอิง พวกเราเวลาทำงานมีประเด็นภาษีที่เกี่ยวข้อง แน่นอนประมวลรัษฏากรณ์ที่ต้องดูแน่ๆ เวลาสภาวะทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง ประมวลรัษฏากรณ์ก็ควรเปลี่ยนแปลงไป หลายท่านคงจำวิกฤษทางเศรษฐกิจต้มยำกุ้งได้ ก็มีการเปลี่ยนแปลงวิธีจัดเก็บภาษีมีการเปลี่ยนจากหนี้สินเป็นทุนหรือหุ้น การทำธุรกรรมเหล่านั้นมี ภาษีเกิดขึ้นเสมอ รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการทางภาษีมายกเว้น เพราะไม่เช่นทำให้คนที่ได้รับการผ่อนปลน ซึ่งมันจะไม่สามารถเยียวยา วิกฤตทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งถ้าสมมุติประมวลรัษฏากรณ์ไม่มีบทบัญญัติเหล่านั้น ทุกอย่างก็ไปที่สภานิติบัญญัติตลอดเวลา ทำให้วิกฤติเศรษฐกิจหนักมากขึ้นไปอีก ประมวลรัษฏากรณ์จึงมีบทที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการออกกฎกระทรวงระดับรองต่างๆ กฎหมายเหล่านั้นเป็นกฎหมายที่ยกเว้นภาษีให้ ซึ่งมีบทบัญญัติหลายมาตราที่ยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฏากรณ์ให้ รวมถึงภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิตด้วย นอกจากตัวกฎหมายที่มาโยงประมวลรัษฏากรณ์ทางอ้อม ก็มีกฎหมายอีกสองสามฉบับที่ต้องไปดู

            ก็คือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในประมวลรัษฏากรณ์ก็มีบัญญัติศัพท์บางคำเท่านั้น เช่น การขาย รวมถึงการให้อสังฯ โดยไม่มีค่าตอบแทนด้วย แต่มีคำบางคำที่ประมวลรัษฯไม่ได้บัญญัติไว้ก็ต้องไปดู ปพพ อะไรเป็นจ้างแรงงาน อะไรเป็นจ้างทำของ ก็ต้องไปดู

            อย่างในเรื่องอายุความ ก็ต้องนำของ ป.อ.มาใช้

            กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง  หรือ คำพิพากษาฏีกา ก็เป็นอะไรที่พวกเราต้องอิงต้องดูตลอดเวลาอยู่แล้ว ก็คงเป็นเรื่องเอกสารอ้างอิง ในสัปดาห์หน้าเราคงมาดูโครงสร้างภาษีอากร

ชั่วโมงที่ 3 – 4  วันที่ 8 มิถุนายน  2553

            เรื่องที่สองคือฐานภาษีในโครงสร้างภาษีอากร เป็นความหมายแบบแคบคือสิ่งที่ไปคูณกับอัตราภาษีเพื่อหาจำนวนภาษีอากร

            เรื่องที่สามก็เป็นเรื่องอัตราภาษีในกฎหมายภาษีอากรแต่ละฉบับโดยทั่วไปก็ระบุอัตราไว้ในกฎหมายฉบับนั้นๆ เว้นแต่ ภาษีศุลกากร หรือ สรรพสามิต

            แต่ว่าถ้าเป็นกฎหมายฉบับอื่นๆ อัตราภาษีจะระบุในกฎหมายฉบับนั้นๆโดยตรง

            เรื่องที่สี่ในโครงสร้าง ก็คือ วิธีการชำระภาษี ว่าแต่ละประเภทกฎหมายกำหนดวิธีการชำระอย่างไร และชำระเมื่อไหร่

            เรื่องที่ห้าคือการระงับข้อพิพาท หรือ ข้อโต้แย้งทางภาษีอากร เกิดมีการหรือมีความเห็นไม่สอดคล้องกันระหว่างผู้ยื่นเสียภาษี กระบวนการในการระงับหรือขจัดข้อโต้แย้งระหว่างกันเป็นอย่างไร

            เรื่องที่หกในโครงสร้างมีเรื่องสภาพบังคับของกฎหมายภาษีอากรนั้นๆ โดยทั่วไปก็จะมีสองลักษณะใหญ่ๆ อย่างแรกคือทางแพ่ง โดยทั่วไปก็มีเรื่องการเรียกเบี้ยปรับกับเงินเพิ่ม ส่วนอีกประการหนึ่งคือ ทางอาญา ซึ่งตรงนั้นมีส่วนที่ไปพูดถึงการให้รับผิดทางอาญา ว่าจะต้องรับผิดอย่างไร ในส่วนภาษีบุคคลธรรมดา ก็มีลํกษณะคล้ายๆกับสิ่งที่เรียนไปเมื่อสักครู่ เบื้องต้นจะพูดถึงหกเรื่องที่ว่า ว่าในบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องอยู่ในมาตราอะไร เพื่อจะไปดูหรือพิจาณาได้ เวลาอ่านตำราหรือตัวบทจะได้เข้าใจง่ายขึ้น

            เรื่องแรกคือใครมีหน้าที่เสีย ภาษีบุคคลธรรมดา ก็คงจะดูเฉพาะมาตราสำคัญ อยู่ที่ มาตรา 41 กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ได้ล่วงมาแล้ว ....

            ถ้าดูมาตรา 41 ก็เห็นได้ว่าคนที่มีหน้าที่เสียคือคนที่มีรายได้พึงประเมิน ก็จะอธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย ว่าไม่ได้อธิบายว่าใครเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินบ้าง

            บทที่ดูคือ 56 57  ทวิ ตรี เบญจ เป็นบทบัญญัติที่พูดถึงการยื่นรายการเพื่อเสียภาษี โดยในห้ามาตราดังกล่าวจะอธิบายว่าผู้มีเงินได้พึงประเมินอะไรใครจะต้องยื่นอะไรบ้าง ซึ่งในปกติเราจะเรียกว่าหน่วยภาษี เวลาที่เราพูดถึงผู้มีหน้าที่เสียภาษี ก็จะพูดอีกคำว่าหน่วยภาษีรายได้บุคคลธรรมดาคือใคร ซึ่งจะกล่าวต่อไป ว่าแหล่งที่มาของเงินได้พึงประเมินนั้นคืออะไร

            สำหรับเรื่องฐานภาษีนั้น จะมีการกำหนดฐานภาษีสองกรณีใหญ่ๆด้วยกัน ความจริงแล้วจะมีกรณีที่สามคือ ภาษีเงินได้สุทธิ สำหรับการกำหนดภาษีทั่วไปจะอยู่ที่ 48 อนุ 1 กับ อนุ 2 จะพบว่าในนั้นได้มีการกำหนดฐานภาษีคือเงินรายได้สุทธิซึ่งไปคูณกับอัตราภาษีเงินได้ คำถามคือเงินได้สุทธิได้มาอย่างไร ก็มีวิธีการในการกำหนดเงินได้สุทธิด้วยการบอกว่าเอาเงินได้พึงประเมินหักด้วยค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน มาตรา 42 ทวิ ถึง 47 เป็นค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน เป็นเรื่องของค่าใช้จ่าย ส่วน 47 เป็นเรื่องค่าลดหย่อน นอกจาก มาตรา 47 แล้ว ยังต้องดูที่ 57 เบญจ เป็นการเสียภาษีของหญิงมีสามี

            เงินได้พึงประเมินอยู่ในมาตราอะไรคำตอบ 30 40 40ตรี 42 ซึ่งมาตรา 42 เป็นบทยกเว้น และพระราชกฤษฏีกาฉบับที่สิบ ส่วนค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 42ทวิ และพระราชกฤษฏีกาฉบับที่ 41 ซึ่งเมื่อเอาเงินได้พึงประเมินหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ก็เป็นเงินได้สุทธินั่นเอง

            การคำนวณภาษีตาม 48 อนุ 1 จะต้องนำจำนวนภาษีที่คำนวณได้ ไปเปรียบเทียบกับจำนวนภาษีที่คำนวณได้ ตาม 48 อนุ 2 ภาษีที่คำนวณได้ตามอนุมาตราไหนสูงกว่ากันให้เสียตามที่สูงกว่านั้น อันนั้นคือการหาฐานภาษีในกรณีทั่วไป อีกกรณีคือการหาฐานภาษีเงินได้เฉพาะอย่าง จะมีสามกรณีย่อยด้วยกัน กรณีที่หนึ่งเงินได้จากการลงทุนทางการเงิน คือกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับผลประโยชน์หรือได้รับเงินได้ จากการลงทุนของตนเองเช่น 48 วรรคสาม ประเภทดอกเบี้ยก็แยกเป็นสามอนุมาตรา ก็ต้องดูว่าเป็นดอกเบี้ยหรือเสมือนดอกเบี้ย

            ส่วน 48  ( 3 ) วรรคสอง เป็นเรื่องเงินปันผล ที่กำหนดการเสียภาษีไว้เฉพาะ ส่วน ( 4 ) ก็เป็นเงินได้ที่ไม่ได้มุ่งการค้าหรือหากำไร

            ซึ่งก็แยกเป็นสองวรรคเป็นทางมรดกกับกรณีในทางอื่นๆนอกจากทางมรดก ส่วนกรณี 48 ( 5 ) เช่นพวกเงินชดเชย หรือเงินที่ได้จากกองสำรองเลี้ยงชีพ อันนั้นเป็นเรื่องที่สองของกฎหมายภาษีอากร ส่วนโครงสร้างที่สามเป็นเรื่องอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเรา ใช้อัตราภาษีก้าวหน้าซึ่งเป็น อัตราที่กำหนดอยู่ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดที่สองซึ่งในกรณีที่ท้ายหมวดสองมีข้อที่พวกเราต้องระมัดระวังในการอ้างถึงบทบัญญัตินี้พอสมควร เป็นหมวดสาม บัญชีอัตราภาษีเงินได้ นั้นจบที่หมวดสามที่มาตรา 76 ทวิ แต่ได้ยกเลิกตั้งแต่ปี 2502 เวลาที่จะอ้างจะต้องอ้างเป็นอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดสาม เพราะมีหลายท่านอ้างอัตราภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นการอ้างอิงที่ไม่ถูกต้อง ในส่วนอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดสามจะต้องมีสองส่วนด้วยกันคือบุคคลธรรมดาหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บุคคลธรรมดาจะมีพระราชกฤษฏีกา 440 ยกเว้นเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน หนึ่งแสนห้าหมื่นแรก ที่คำนวณได้ตามมาตรา 48 สิ่งที่พวกเราต้องระมัดระวังอย่างยิ่งคือ ยกเว้นเฉพาะ 48 ( 1 ) เท่านั้น อนุมาตรา 4 หรือ 5 อาจมีการคำนวณแบบอัตราก้าวหน้า การคำนวณภาษีตาม 48 อนุ 4 หรือ 5 ไม่สามารถใช้ประโยชน์การยกเว้น 1.5 แสนแรกเหมือน 48 อนุ 1 ได้

            หมายความว่าถ้าเป็นการคำนวณตาม 48 อนุ 4 หรือ 5 การคำนวณภาษีต้องเสียตั้งแต่บาทแรก ส่วนโครงสร้างกรณีที่สี่เป็นเรื่องของ วิธีการชำระภาษี ก็จะย้อนกลับไปในสิ่งที่พวกเราดูกันในตอนต้น โดยหลักการทั่วๆไป ก็จะมีสี่วิธีการ เป็นการชำระภาษีกลางปี สำหรับเงินได้พึงประเมินบางประเภท

            ดูที่มาตรา 56 ทวิ ส่วนกรณีที่สองที่มีการชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคือชำระภาษีปลายปี คือพวกที่มีเงินได้พึงประเมินทุกประเภท

            สำหรับกรณีไหนที่ไม่ได้เข้าเงื่อนไขตรงนั้นการเสียภาษีต้องชำระปลายปีเสมอ ซึ่งอยู่ในมาตรา 56

            มาตรา 57 57 ทวิ ตรี เบญจ

            ส่วนวิธีการชำระวิธีที่สามคือการหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องอยู่ที่มาตรา 50 เป็นหลัก ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ทอ. 4/2548

            วิธีที่ 4 คือ 48 ทวิ 48 ตรี 60 คือชำระภาษีล่วงหน้า

            การโต้แย้งอาจแบ่งเป็นเรื่องการ ตรวจสอบ ประมเนภาษี บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องอยู่ในมาตรา 18 มาตรา 19 20 21  23 24 25 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องของการตรวจสอบและประเมินภาษี ถ้าผู้เสียภาษีไม่เห็นด้วย ผู้เสียภาษีสามารถอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 28 – 34 ซึ่งเป็นเรื่องของการอุทธรณ์การประเมิน

            เรื่องที่หก คือสภาพของการบังคับของบุคคลธรรมดานั้น ซึ่งเรื่องของเบี้ยปรับอยู่ที่มาตรา 22 26 คือ เงินเพิ่มอยู่ที่ 21

            “””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””

            การขอคืนภาษีอากรนั้นก็จะบัญญัติไว้ในมาตรา 63 และ 27 สิ่งที่อธิบายไปเมื่อสักครู่เพื่อให้เห็นโครงสร้างของกฎหมายภาษี

            ต่อไปประเด็นสำคัญในเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซึ่งเรื่องแรกคือผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อย่างที่เรียนในตอนต้น ประเด็นที่หนึ่งคือ ใครเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน

            มาตรา 56 57 57ทวิ ตรี เบญจ อาจแบ่งประเภทหรือจำแนกหน่วยภาษีได้ออกเป็น ห้าหน่วยภาษีด้วยกัน คือ บุคคลธรรมดา เริ่มตั้งแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกความสำคัญของบุคคลธรรมดาไม่ได้กำหนดว่าจะมีอายุเท่าใด บุคคลธรรมดามีหน้าที่เสียภาษีตั้งแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกแล้วมีเงินได้ เช่นเป็นทายาทผู้รับสิทธิ รายได้ต่างๆจากค่าเช่าหรือจากเงินดอกเบี้ยที่ได้รับ ตั้งแต่ในครรภ์นั้น ทารกรายนั้นก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็มีกำหนดวิธีการว่าถ้าบุคคลนั้นเป็นทารกเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถหรือคนที่ ไม่มีสติสัมปชันยะ ก็มีบทบัญญัติไว้ ดูที่มาตรา 57 ซึ่งกำหนดเอาไว้ว่า ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นผู้เยาว์ ให้เป็นหน้าที่ของผู้อนุบาลหรือทำให้เกิดเงินได้พึงประเมินเพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถก็ต้องเสียภาษีเช่นกัน ประเด็นบุคคลธรรมดาจะต้องเป็นเรื่องหญิงมีสามี ถ้าอยู่ร่วมกันระหว่างปีภาษีให้สามีเป็นผู้นำส่ง

            เคยมีผู้นำเรื่องเสนอศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่ขัด

เป็นเรื่องผลกระทบ ต่อความสงบของครอบครัว ขัดกับหลักความสงบ ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งบทบัญญัติในความเสมอภาค มีเรื่องของสถาน ก็มักจะไปบอกว่าหญิงมีสามีนั้น ศาลวินิจฉํยว่า ผู้ต้องเสียภาษีจึงไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ กับการที่มีสถานของการเป็นคู่สมรส อย่างไรก็ตามสิ่งที่ บทบัญญัติในศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้พิจารณาต่อไปว่าการที่ หญิงมีสามีหรือ การที่ชายหญิงจดทะเบียนเป็นสามีภริยากัน ทำให้ ต้องเสียภาษี ในจำนวนเงินที่รวมกันแล้วสูงกว่าชายกับหญิงที่อยู่กินกันแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก็ไม่บังคับต้องเสียภาษี

            พวกเราอาจสงสัยว่าการที่เอาเงินได้หญิงมีสามีไปผูกกับ สามีจะสูงกว่าหรือเปล่าคำตอบก็คือว่า ถ้าชายหญิงที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสนั้น ต่างยื่นเสียภาษีแยกจากกัน ต่างฝ่ายต่างได้รับสิทธิและประโยชน์ หมายความว่าสามารถยกเว้นภาษีรายได้สุทธิซึ่งถ้าเอาจำนวนที่ยกเว้นสองราย จะทำให้ได้รับยกเว้นจำนวนรวมกันสามแสนบาท แต่ถ้ากรณีที่จดทะเบียนสมรสรวมกัน เงินได้จะนำไปรวมกับเงินได้ของสามีนั้นหมายความว่าเงินได้สุทธิของหญิงมีสามีจะไปเริ่มต้นในอัตราภาษีขั้นสุดท้ายของสามีและยกเว้นในครั้งเดียวคือจำนวนเดียว เพราะเงินได้ถูกรวมกันเสียแล้ว เงินได้สุทธิ เป็นเงินได้สุทธิของภริยาอยู่ที่สามแสนบาท ก็คือมีเงินได้สุทธิหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทแรก ได้รับยกเว้นการได้รับยกเว้นเงินได้ของภริยา บาทแรกจะไปเสียภาษีร้อยละสามสิบคือไปต่อท้ายในเงินได้ของสามี สิทธิต่างๆ ภริยาก็ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละสามสิบ เพราะหากเราเอาสองกรณีนี้ไปพิจาณาส่วนของภริยา จะเสียภาษีในอัตราร้อยละสามสิบ จำนวนครั้งสามแสนบาทก็คำนวณได้เก้าหมื่นบาท

            ส่วนที่หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทแรกก็ไดรับยกเว้นเปรียบเทียบ ก็มีส่วนต่างอย่างน้อยก็คือเจ็ดหมื่นเก้าพันบาท

            ถ้าเป็นเงินเดือนภริยาสามารถแยกยื่นจากสามีได้ ก็บัญญัติให้ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ ยื่นรายการแทนในขณะที่ หน่วยภาษีที่สามคือกองมรดกที่ไม่ได้แบ่ง ในส่วนของห้างฯ จะอยู่ใน 56 วรรคสอง คือเป็นหน่วยภาษีที่ 4 และ ห้า ก็เป็นห้างที่บัญญัติไว้ในปพพ.

            นั่นเป็นผู้มีเงินในในหน่วยภาษี อีกกรณีหนึ่งก็คือเรื่องของแหล่งเงินได้ หรือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ

            ทั้งนี้เป็นภายใต้กฎหมายที่กำหนด ประเทศไทยเราเองใช้หลักความสัมพันธ์ของประเทศ อยู่ใน 41 วรรคสอง วรรคสาม

            ใครที่อยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปอยู่ในประเทศไทยไม่คำนึงว่ามีสัญชาติไทยหรือไม่ แม้มีสัญชาติลาวเขมรเวียดนาม ถ้าอยู่ในไทยครบ 180 วันในปีภาษีใด ถือว่าเป็นผู้อยู่ในไทย

            ไม่คำนึงถึงสัญชาติ คำนึงถึงจำนวนวันถ้าครบ 180 วันเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย

            คือคนที่อยู่ในไทยนั้นเวลาเสียภาษีจะดูทั้งสองมาตรา ไปพูดถึงเงินได้พึงประเมินที่ได้รับหรือหาได้ในต่างประเทศ หรือที่เป็นเงินได้ในต่างประเทศ ถ้าใครที่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย

            ซึ่งกรณีที่กฎหมายกำหนดผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว

            นักร้องเข้ามาร้องเพลงในไทยถือเป็นการทำกิจการในไทยซึ่งในกรณีนี้นักร้องคนนั้นจะต้องเสียภาษีในไทย แม้จริงๆแล้วนักร้องคนนั้นจะไม่ได้รับค่าจ้างในไทยก็ตาม

            นักร้องคนนั้นแม้จะได้รับเงินในต่างประเทศก็ต้องเสียภาษีในไทยก็เป็นประเด็นที่ต้องไปดูการบังคับจัดเก็บของกรมสรรพากรซึ่งในส่วนนี้ ก็มีพูดเอาไว้ในมาตรา 50

            ในมาตรา 41 มีถ้อยคำที่น่าสนใจในคำหนึ่ง คือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในไทย ประเด็นคำถามคือเวลาพูดถึงกิจการนายจ้างในประเทศไทย คำว่าในประเทศไทยขยายกี่คำ

            ถ้าหากขยายทั้งสองคำคือถ้าเป็นกิจการต่างประเทศของนายจ้างในไทยก็ไม่เข้าเงื่อนไขของคำนี้ ลูกจ้างที่ไม่ได้รับเงินก็ไม่ต้องเสียภาษี หรือถ้าเป็นกิจการในประเทศไทยของนายจ้างต่างประเทศก็เป็นสิ่งที่เป็นประเด็นมักเกิดขึ้นคือสิ่งที่เป็นนายจ้างในประเทศไทยมีเหตุการณ์ในต่างประเทศ แล้วมีลูกจ้าง

            กรณีกิจการที่ดำเนินสาขา ตัวอย่างแรกที่ยกว่าบริษัทไทยที่ได้รับงานในต่างประเทศ คำถามก็คือถ้าอย่างนั้นการพิจาณาประเด็นนั้นจะทำอย่างไรเรื่องนี้ฏีกา 6054/2549 วินิจฉัยในกรณีที่บริษัทไทยไปรับเหมาก่อสร้างในต่างประเทศแล้วส่งคนไปมีเงินได้

            คำตอบหรือคำวินิจฉัยของศาลฏีกา ต้องเสียภาษีในไทย โดยถือว่า เป็นเงินได้เนื่องจากกิจการในไทย

            6054/2549

            เป็นอะไรที่น่าคิดอยู่เหมือนกันว่า เป็นคำพิพากษาฏีกาที่ เป็นไปตามหลักการของภาษีระหว่างประเทศหรือไม่เพราะประเด็นปัญหาตามคำพิพากษาฏีกามีมากกว่าหลายเรื่องเหมือนกัน ก็เห็นได้ว่าลูกจ้างคนนี้ต้องเสียภาษีสองขั้นด้วยกัน บทบัญญัติไทยฟิลิปปินมีภาษีซ้อน แต่คำพิพากษาฏีกานี้ แต่ถ้าประเทศที่ไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนตรงนี้คนที่เป็นลูกจ้างจะต้องเสียภาษีซ้ำ ประเด็นที่สองมีต่อไปอีกว่า การรับเหมาก่อสร้างในต่างประเทศนั้น บริษัทไทย ก็เป็นคนจ่ายเงินเดือน คำถามคือว่า แรงงานสามร้อยคนต้องเสียภาษีหรือไม่ โยงไปเรื่องหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งตรงนี้เกินเลยขอบเขตของหลักการภาษีเงินได้ต่างประเทศไปสักนิดหนึ่ง ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาฏีกาฉบับนี้ มีคำถามตามมาว่า ลูกจ้างไปทำงานต่างประเทศถ้าสมมุติมีเงินได้ ทั้งปี เกินกว่าล้านแปดแสนบาท ลูกจ้างรายนี้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เป็นอีกประเด็นแล้วนะครับ

            อย่างที่บอกว่าเราต้องดูสองประเภทตลอดเวลา เป็นการทำยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังนั้นในประเด็นนี้จึงมี คำพิพากษาฏีกาที่ต้องเสียภาษีในไทย แต่ว่าไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

            ต่อไปเป็นเรื่องของฐานภาษีกรณีทั่วไปก็อยู่ในมาตรา 48 อนุมาตรา 1 ต้องบัญญัติไว้ว่าในกรณีเงินได้พึงประเมินเมื่อได้หัก แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีท้ายหมวดนี้ ในมาตรา 48 อนุมาตราหนึ่งมีประเด็นที่เราต้องดูแยกย่อยไปสามประเด็นย่อยคือเงินได้พึงประเมินและประเภทเงินได้พึงประเมิน การหักค่าใช้จ่ายและการหักค่าลดหย่อน ในมาตรา 39 เป็นส่วนของคำนิยาม ส่วนการจัดประเภทเงินได้พึงประเมินอยู่ใน 46 มาตรา 39 บัญญัติ หมายความว่าเงินได้อันเข้าลักษณะเสียภาษีนี้ รวมถึงตลอดทรัพย์สินหรือบทบัญญัติอื่นอันคิดคำนวณเงินได้เป็นเงิน จริงๆในมาตรา 39 นิยามเงินได้พึงประเมินไม่ได้อธิบายอะไรเลย เพราะไปเขียนคำว่าเงินได้ ถ้าบอกว่าเงินได้ที่เสียภาษีในหมวดนี้ก็ดูในมาตรา 40 จริงๆก็เกิดปัญหาว่าอะไรเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งโดยทั่วไปก็เป็นเรื่องสิ่งที่ได้รับแล้วทำให้อำนาจซื้อของตนเพิ่มมากขึ้น แล้วทำให้เงินหลายๆอย่างเพิ่มขึ้น

            เช่นไปกู้มาแล้ว ไม่ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินเพราะมีหนี้ที่ต้องชำระ หรือกรณีปล่อยกู้ให้กับเพื่อนเราแล้วคืนเงินกู้ให้กับเราก็ไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน แล้วที่สำคัญนิยามเงินได้พึงประเมิน ให้หมายความรวมถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่สำคัญคือว่าสิ่งที่เป็นเงินได้นั้นเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์ แต่ที่สำคัญคือ ต้องสามารถคิดคำนวณได้เป็นเงิน ถ้าใครที่ไม่สามารถเป็นเงินไม่ถือเป็นเงินได้

            เช่น ยกลูกสาวให้ไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน แต่ถ้ายกลูกหมูให้อันนี้คำนวณได้ก็คิดเป็นเงินได้พึงประเมิน อยู่ที่มาตรา 9 ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ ได้เปล่า ตรงนี้เป็นหัวใจของการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ศาลฏีกาวินิจฉัยโดยตลอดว่า หมายถึงต้องได้รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์นั้นมาแล้ว การที่บุคคลธรรมดา ได้รับสิทธิเรียกร้อง ในหนี้บางอย่างแต่ไม่ได้รับวัตถุแห่งหนี้นั้นมาสิทธิเรียกร้องนั้นไม่เป็นเงินได้ เช่นลูกจ้างทำงานให้กับบริษัทแล้วปลายปี บริษัทประกาศจ่ายเงินโบนัสจำนวนสองแสนบาทแต่จะโอนเข้าบัญชีให้ในวันที่ 1 มกราคม เพราะฉะนันวันที่ 31 ธันวาคมนั้น นายจ้างจะจ่ายเงินปันผล

            ให้เป็นจำนวนสองแสนบาท แต่จะเข้าบัญชีในวันที่เบิกให้ ลูกจ้างรายนั้นมีสิทธิเรียกร้องแล้ว ในวันที่ 31 ธันวาคมนั้น ศาลฏีกาเคยวินิจฉัยโดยตลอดว่าไม่ใช่เงินได้พึงประเมินจะมีเงินได้พึงประเมินเมื่อนายจ้างได้โอนเงินเข้าบัญชีไปแล้ว ในวันที่ 1 มกราคมนายจ้างล้มละลาย เงินไม่เข้าบัญชีลูกจ้าง ก็ไม่มีเงินได้พึงประเมิน เพราะหัวใจเงินได้พึงประเมินอยู่ในคำว่าได้รับ เป็นเกณฑ์เงินสด ในกฎหมายภาษีอากรก็ได้ยินคำสองคำว่าเกณฑ์สิทธิกับคำว่าเกณฑ์เงินสด สาระสำคัญของเงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ภาษีอากร จะต้องมีคำนิยามที่รวมถึงเงินค่าภาษีนั้นด้วยนะ ที่บอกว่าเงินค่าภาษีไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน สุดท้ายในการแก้ไขมาตรา 39 หรือ 40 ส่วนเงินเครดิตรก็เป็นเรื่องเครดิตรเงินปันผล จ่ายจากกำไร ที่เสียภาษีแล้ว ก็หมายความว่าบริษัทที่จ่ายเงินปันผล อีกทอดหนึ่งเงินปันผลถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมิน ถือว่าเป็นภาษีซ้อนเชิงเศรษฐกิจ

            แล้วก็การเสียภาษีซ้ำซ้อนมันขัดต่อหลักความเป็นธรรมกฎหมายก็ให้บทบัญญัติให้ 47 ทวิให้เรื่องการเสียภาษี ให้พวกเราไปหาดู ในมาตรา 40 เป็นเรื่องการจัดเงินได้พึงประเมิน เราดูในตอนต้นด้วยว่าคือเงินได้ตลอดต่อไปนี้ มีการเขียนไว้ชัดเจนว่ารวมถึงเงินค่าภาษีที่มีการวางแผนภาษีด้วย ก็มีการเขียนเรื่องค่าภาษีอากร เพราะฉะนั้นตัวมาตรา 40 ต้องมีการเน้นย้ำ ประเด็นคำถามว่า ทำไมต้องการแบ่งประเภท คำตอบคือว่าการจัดแบ่งเหตุผลก็คือ เงินได้แต่ละประเภทมีค่าใช้จ่ายในการก่อให้เกิดเงินได้ ตัวอย่างเช่นเราทำงานเป็นลูกจ้างค่าใช้จ่ายสำหรับเราอาจมีไม่มากเท่าเราไปเป็นทนายความ

            จำให้ต้องมีการแยกประเภทเงินได้ ทั้งในกรณีตามมาตรา 50 จะถูกเอาไปใช้มีเงินได้พึงประเมิน

            ก็คือตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามสัญญาจ้างทำของ เช่นการเป็นทนายความนั้นเงินว่าความเกิดจากสัญญา ระบุว่าเป็นสัญญาจ้างทำของเช่นกัน มีการคำนวณเพื่อเสียภาษี

            ข้อภาษีอากรก็เป็นข้อที่ไม่ยากเท่าไหร่นัก ก็ขอให้สอบผ่าน

            ชั่วโมงที่ 5 6   วันที่ 22 มิถุนายน  2553

            อาจารย์จะมาบรรยายสามครั้งติดต่อกันเลย หัวข้อคือภาษีเงินได้นิติบุคคล และ ภาษีเงินได้ระหว่างประเทศ

            ได้คุยกับท่านอาจารย์ชัยสิทธิ ว่าไม่ต้องดูฏีกามากนักเอาหลักเข้าว่า เราก็คงจะได้ ทำความเข้าใจเรื่องของภาษีเงินได้ซึ่งมีความสำคัญมาก ถ้าออกฏีกาไม่มีความเข้าใจ ก็ไม่ดีนัก ความจริงวิชาภาษีอากรควรเป็นคะแนนช่วย ไม่ว่าสนามใด เท่าที่ตรวจดูข้อสอบไม่ยากเลย ก็หวังว่าการบรรยายก็จะเอาตัวอย่างข้อสอบมาให้ดู เอาคำพิพากษาฏีกามาให้ดู ที่สำคัญคือหลัก โครงสร้างของกฎหมายภาษีอากร เทียบแล้วมีไม่กี่มาตรา แล้วก็หลักก็ไม่มีอะไรมากคือ มีเงินได้ก็ต้องเสียภาษี มีเงินได้กี่ประเภท

            หัก ณ ที่จ่ายอย่างไร และข้อสอบออกก็โยงอย่างน้อยสองเรื่อง

            ก็คิดว่าก็คงจะพอรู้แนวข้อสอบว่าเข้าใจหลัก เพราะฉะนั้นถ้ามีฏีกาใด อ่านแล้วง่าย คือสองเรื่องก็น่าสนใจว่าฏีกาก็น่าจะเป็นข้อสอบเพราะฉะนั้นก็เป็นแนวทางเช่นว่านี้ แต่ความจริงแล้วกฎหมายภาษีอากร เงินได้นิติบุคคลต้องเปิดดูประมวลกฎหมาย เริ่มในมาตรา 65 แล้วก็เป็นไปตาม 65 ทวิ ตรี ไล่ไปแล้วก็จบแค่ 76 ทวิ จริงๆแล้วก็สิบเอ็ดมาตราเท่านั้น การทำความเข้าใจก็คงไม่ยากอะไร เราได้เรียนมาแล้วประเภทเงินได้ในเงินได้บุคคลธรรมดาเงินได้มีกี่ประเภทใช้เกณฑ์เงินสดในการเสียภาษีอัตราภาษีก็แตกต่างขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ จำนวนเงินได้ที่ได้รับ ถ้าเรามีค่าใช้จ่ายหรือค่าลดหย่อนมาหัก การหัก ณ ที่จ่าย ก็ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ การหักค่ารถหย่อนก็ไม่เหมือนกัน

            มีเงินได้อยู่สามประเภท ที่เลือกเสียภาษีได้โดยไม่ต้องรวม เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย หัก ณ ที่จ่าย กรณี ซื้ออสังฯ

            คราวนี้นิติบุคคลก็มีอัตราภาษีที่แตกต่างขึ้นอยู่กับทุน ภาษีก็เลยขึ้นอยู่กับทุน เสร็จแล้วภาษีที่สำคัญมากคือ นิติบุคคลใช้เกณฑ์สิทธิ บุคคลธรรมดาใช้เกณฑ์เงินสด

            ซึ่งความเชื่อมต่อก็เข้ามาเกี่ยว ออกสอบก็มีสองประเด็นเช่น บริษัทจ่ายเงินปันผล ผู้รับเงินปันผล เป็นอย่างไร ขณะเดียวกันก็โยงไปเรื่องบุคคลธรรมดา เครดิตรภาษีต่างกันอย่างไร

            ความจริงวิชาภาษีอากร เรียนง่ายสุด ถ้าเราเข้าใจคอนเซป มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ ส่วนใหญ่เราไม่พูดถึง มูลนิธิ สมาคม เราก็พูดถึงบริษัทจำกัด มหาชนจำกัด กิจการร่วมค้า ไม่รวมคณะบุคคล ที่ไปอยู่ในภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

            องค์การต่างประเทศไม่เคยออกสอบ แต่อาจมีพูดถึงบ้าง พอเราดูว่าใครมีหน้าที่เสีย ก็พอ ส่วนรู้ประดับความรู้ก็คือใครไม่ต้องเสีย มันไม่ออกสอบหรอก ว่าใครไม่ต้องเสียบ้าง

            ก็พบว่า ถ้าเราเข้าใจสิ่งแรกเลย คนจะเป็นนักกฎหมาย องค์ประกอบของภาษีอากร นิติบุคคลก็คือ การเลือกองค์กรธุรกิจ เรียนห้างฯ ทราบหรือไม่ว่า เวลาจะทำธุรกิจ จะเลือกองค์กรธุรกิจแบบใด

            ถ้าตอบไม่ได้ ก็แสดงว่ายังไม่เข้าใจกฎหมายภาษีอากรและกฎหมายหุ้นส่วนบริษัท จะไปแนะนำการจัดตั้งองค์กรธุรกิจได้อย่างไร  มีประเด็นที่ต้องดูคือเรื่องความรับผิดชอบ การจัดตั้งกับ ภาษีอากร ไม่เท่ากันนะครับ

            บุคคลธรรมดานิติบุคคลไม่เท่ากัน แล้วจะเลือกอะไร ต้องตั้งบริษัท คณะบุคคลมีความแตกต่างอย่างไร ก็เช่นประเภทเงินได้ใช้เกณฑ์สิทธิหรือเกณฑ์เงินสด บริษัทต้องหักตามจริงมีหลักฐาน

            เราก็ต้องดูว่าเป็นธรรมหรือไม่ ดาราหัก หกแสน เราทำงาน งกๆ หักไม่ได้เลย

            ซื้อรถยนต์หักไม่ได้ แต่ทำไมเป็นบริษัทหักได้ เคยตั้งคำถามหรือไม่ สิ่งแรกที่สำคัญคือเราจะเลือกองค์กรธุรกิจแบบใด ดูอัตราภาษีไม่เหมือนกัน ถ้าเป็น sme ก็อีกอัตราหนึ่ง

            ต่อไปก็เสียภาษี 30 เปอร์เซ็นต์ ก็เริ่มเห็นแล้วใช่หรือไม่ ไม่ต้องดูเรื่องบริษัทอื่นๆ เมื่อสักพฤษภาคม ที่ให้สิทธิยกเว้น รายได้บางประเภทของไทย

            หรือ บริษัท boi ซึ่งก็มีหลายอัน จะเห็นได้เลยครับภาษีไม่เหมือนกัน เริ่มจากบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคลก็คือ กว่าจะเลือกมีเงินได้เท่าไหร่ ก็คือเก็บภาษีจากกำไรสุทธิ เทียบกับบุคคลธรรมดา เป็นเงินได้พึ่งประเมิน

            คล้ายกัน แต่อัตราภาษีไม่เท่ากัน เราดูก็คิดว่าจะมีกำไรประมาณเท่าไหร่ เราก็เลือกนั่นคือประการที่หนึ่ง อันที่สองความยากของมันก็คือโครงสร้างขององค์กรธุรกจิ เราจะให้ใครเป็นผู้ถือหุ้นหล่ะ ต่างกันเพราะเวลาจ่ายผลตอบแทนคือนให้เขา เป็นเงินได้ประเภทเดียวกัน ภาษีก็ไม่เข้า ถ้าจ่ายให้คนธรรมดา ผู้จ่ายหักไว้ 10 เปอร์เซ็นต์ ผู้สั่งจ่ายได้รับก็เป็นเครดิตรภาษี

            เครดิตรภาษีคืออะไร ถ้าออกก็ตกกันเป็นแถวเลยแหละ

            เด๋วเราจะได้ดูว่าถ้าบริษัทรับเงินปันผลมา มีการเขียนอย่างไรถึงเป็นการยกเว้นเงินปันผลหัก ณ ที่จ่าย นี่คือ ภาพของเงินปันผล ภาพที่สองคือ คนเราทำธุรกิจ การค้า การลงทุนหวังมีเงินได้ หุ้นร้อยบาท มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 200 บาทก็เป็นกำไรจากการโอนหุ้น ถ้าเป็นหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ต้องเสียภาษีสักบาท เหมือนกับที่ ขายหุ้นชินคอป

            เราจะเห็นว่าถ้าเป็นบุคคลธรรมดาขายหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ยกเว้น แต่คนไทย ก็กำไร ชินคอปก็เสียภาษีสามสิบเปอร์เซ็น จึงไม่ซื้อหุ้นเอไอเอสไปซื้อหุ้นชินคอปแทน

            ถ้าเรียนภาษีให้สนุกต้องดูว่าที่เกิดขึ้นใช่หรือไม่ ก็มีความสำคัญมากเพราะในอนาคตคุณจะต้องขาย ถ้าคุณไม่เข้าใจคุณก็จะใส่ใครก็ได้ ก็ปนไปหมด สองเรื่องแล้วที่เกี่ยวกับภาษี

            อันที่สามคือการทำสัญญาทางธุรกิจไม่ว่าการกู้ ขาย เช่า บริการค่าสิทธิ เงินได้ก็มีแปดประเภทเท่านั้นแหละ มาทำสัญญาทางธุรกิจ หรือระหว่างกัน ไปเสียภาษีแบบใด ติดอากรแสตมป์หรือเปล่า หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ รายรับที่รับมาได้รับยกเว้นหรือเสียภาษีหรือไม่ ซึ่งอยู่ในกฏหมายหรือไม่ รายจ่ายบางอย่างให้หักได้สองเท่าคนที่รู้กฎหมายภาษีดีก็ได้ประโยชน์ รายรับบางอย่างไม่ต้องเสียภาษี

            เคยติดตามข่าวหรือไม่ ว่าทำไม เซเว่นถึงไปซื้อโรงเรียน ก็เพราะว่า เวลา เซเว่น ส่งพนักงานมาฝึกงาน กฎหมายบอกว่าจ่ายได้สองเท่า พอจ่ายเสร็จ ก็เป็นธุรกิจการศึกษา ไม่ต้องเสียภาษีอีก

            แถมยังโฆษณาได้อีกว่าเรียนโรงเรียนนี้ จบมามีงานทำ

            นี่ทำให้เราเรียนได้สนุก เพราะมันเกี่ยวกับชีวิตประจำวันเรา

            เรื่องการวางแผนภาษีอากร เป็นอาชีพที่มีอนาคตอีกเยอะมาก และไม่ยากเลยครับ

            บริษัท ฯ ผู้ถือหุ้นจะเป็นใครมันมีความต่างด้านภาษี ภาษีขอให้รับผิดก็ไม่เหมือนกัน บริษัท เอาเงินมาจากไหน ทุนบริษัท ก็เอามาจากหุ้น ระดมทุนขายหุ้น ดุลบริษัทไม่เป็นรายจ่าย ทำธุรกิจต้องมีทุนกับหนี้ ในเชิงภาษีอากรไม่เป็นประโยชน์เพราะมันเป็นทุนเฉยๆ

            แหล่งที่มาของเงินทุนก็มาจากการกู้หนี้ยืมสินนี่คือต้นทุนภาษี เพราะต้องมีดอกเบี้ยหรือส่วนลด ซึ่งคำถามคือ ดอกเบี้ยที่เป็นรายจ่ายของบริษัท เป็นรายจ่ายต้องห้ามหรือไม่ เช่นดอกเบี้ยที่จ่ายไปในการประกอบกิจการทั่วไป ดอกเบี้ยที่จ่ายไปซึ่งสินทรัพย์ที่เป็นทุนก็หักไม่ได้ เพราะเป็นดอกเบี้ยที่ได้มาในทรัพย์สินที่เป็นทุน เอาไว้ขายเมื่อใดก็ให้เมื่อหัก รายจ่ายได้ จะไปกู้หนี้ยืมสินเมื่อใดก็หักได้ ถ้าเราเอาดอกเบี้ยจ่ายไปร้อยบาท ภาษีก็ไม่ต้องเสียก็ประหยัดไปสามสิบเปอร์เซ็นต์ ได้มาหักเป็นรายจ่ายได้ก็ไม่ต้องเสียภาษีประหยัดไป 30 บาท

            การจ่ายดอกเบี้ยออกไปต้องมั่นใจว่ารายจ่ายไม่ต้องห้าม เงินที่ออกจากบริษัทไปต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ คำตอบคือ ต้อง

            กำหนดเรื่องหัก ภาษี ณ ที่จ่ายไว้ โดยเฉพาะรายจ่ายซึ่งเป็นดอกเบี้ย หากกู้ธนาคารมาก็ไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย แต่ถ้ากู้บริษัทเอง บริษัทบอกต้องหัก 6 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องไปดูมาตรา 65 การให้กู้ให้บริการซื้อสินค้าต่ำกว่าราคาตลาดไม่ได้ ถ้าเราเอาให้บริษัทอีกแห่งหนึ่งกู้ ก็ต้องคิดดอกเบี้ย คือราคาตลาด

            กฎหมายให้หักสิบห้าเปอร์เซ็นต์เหมือนเอาเงินไปฝากธนาคาร

            เราเอาบริษัทของเรากู้เงินผู้ถือหุ้นได้ เราก็จ่ายดอกเบี้ยให้ ผู้ถือหุ้นรับมาก็ให้หักได้สิบห้าเปอร์เซ็นต์และผู้ถือหุ้นมีสิทธิเอาเงินได้ไปรวมเป็นรายได้รายปี หรือ หักสิบห้าเปอร์เซ็นต์แล้วไม่ต้องขอคืนก็ทำได้ กู้ต่างประเทศหักสิบห้าเปอร์เซ็นต์โดยปกติ ถ้ากู้ภาษีซ้อนหักปกติ ถ้าเราไม่หัก ณ ที่จ่ายมี ภาระ เคยเห็นเรื่องหัก ณ ที่จ่าย จ่ายค่าจ้าง มีทุน มีหนี้ เอาเงินมาทำอะไร ก็ทำธุรกรรมไม่กี่อย่าง จ่ายค่าเช่า ค่าสิทธิ ซึ่งกฎหมายหักภาษี หนึ่งถึงห้าเปอร์เซ้นต์แล้วแต่เงินได้ แผนที่ให้ดู ก็เป็นการสรุป หัก ณ ที่จ่าย

            ถ้าเราเข้าทำสัญญาประเภทที่ว่านี้ ถามเหมือนเมื่อสักครู่ว่า จ่ายค่าสิทธิก็ต้องหักค่าเสื่อมราคา ก็แล้วแต่วิธีการ เราต้องมั่นใจว่าที่ออกไปเป็นรายจ่ายได้ซื้อต่างประเทศก็เช่นกัน อาจลดลงถ้ามีอนุสัญญาภาษีซ้อน นี่อาจเป็นความยากเล็กน้อยของภาษีอากร

            การคำนวนกำไรสุทธินั้น เหลือเท่าไหร่ก็มาเสียภาษีเพียงแต่นิติบุคคลรายได้ที่ได้รับก็ให้รับจริง มีสัญญาว่าจะจ่ายเงินให้ ก็เอารายได้ รับรู้เป็นรายได้แล้ว ทำนองเดียวกันก็ต้องเป็นเกณฑ์สิทธิแล้วแต่ทั้งนี้ก็อยู่ในเงื่อนไขของ 65 ทวิ และ 65 ตรีที่จำกัดไว้ เพราะฉะนั้นการใช้เกณฑ์สิทธิสำคัญ

            ที่ทำให้เราเข้าใจความแตกต่าง ถามว่ามีข้อยกเว้นหรือไม่ ตอบว่า มี เมื่อเข้าเงื่อนไข ธุรกิจบางอย่าง ใช้ได้ ซึ่งอาจารย์ก็พยายามจะออก แต่ไม่เลือกแล้วและ เพราะเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ

            เรื่องนี้เป็นเรื่องที่บริษัทไทย ทำสัญญาที่ปรึกษาเทคนิค ให้กับบริษัทแม่ที่ฮ่องกง เงินได้ค่าที่ปรึกษา ถือว่าเป็น 40 ( 2 ) ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน

            เมื่อเข้าเงื่อนไข ถ้าหากว่าบริษัทไทยส่งเงินออกให้ฮ่องกง บริษัทไทยก็มีหน้าที่ส่งให้ และภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย บริษัท นำมาเป็นภาษีซื้อได้ แต่หลักกฎหมายบอกว่าถ้าเป็นการหัก ณ ที่จ่าย บริษัทใช้เกณฑ์เงินสด คือ จ่ายเมื่อไหร่ค่อยเก็บ ปัญหาคือ บริษัทตั้งค้างจ่ายไว้เรื่อยเลย สรรพากรมาตรวจก็บอกไม่ได้หรอก การตั้งค้างจ่ายก็เป็นเกณฑ์สิทธิก็เอามาหักสิ

            อย่างนี้ไม่แฟร์ หักเป็นรายจ่ายแต่ไม่นำส่ง ภาษีสิบห้าเปอร์เซ็นต์ไม่นำส่งการหัก ณ ที่จ่าย

ซึ่งศาลบอกว่าโจทก์ย่อมนำรายจ่ายนั้นมาหัก ได้ ไม่ใช่นำภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายส่งก่อนจึงจะหักได้ เพราะฉะนั้นถ้าทำอย่างที่ว่าการรับรู้ราย

            ศาลตัดสินให้บริษัท ชนะ ให้หักรายจ่ายได้ และยังไม่ต้องนำส่งด้วย ก็เป็นการวัดความเข้าใจเกณฑ์สิทธิกับ เกณฑ์เงินสด

            ถ้าเปลี่ยนโจทก์เป็น บริษัท จ่ายเงินให้ นาย ก ที่ต่างประเทศ ค่าที่ปรึกษา บริษัทตั้งค้าง นาย ก . อยู่ต่างประเทศ ไม่ถึง 180 วัน ก็ไม่ต้องเสียภาษีสิ ก็เป็นเรื่องภาษีบุคคลธรรมดา นะครับ

            โปรดสังเกตนิติบุคคลมีสองประเภท พวกเวิลวายอินคัม ถ้าคนไทย มีรายได้จากการทำงานในต่างประเทศก็ขึ้นอยู่กับมีรายได้ต่างประเทศหรือไม่ และนำเข้ามาในไทยหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่า นพวรรณนำเงินเข้ามาในไทยหรือไม่ และเสียภาษีที่อังกฤษหรือยัง

            ก็มีบริษัทที่ต่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียนในไทย แต่จดเป็นทะเบียนสาขา สมัยก่อน บริษัท ยูโนแคล ทำน้ำมัน เสียภาษีเงินได้ที่ประกอบธุรกิจในไทยเท่านั้น

            โดยทั่วไป รายได้ต้องเสียภาษี กฎหมายมียกเว้นรายได้ไม่กี่ประเภท ที่กฎหมายบอกว่าได้รับการยกเว้น ถ้าอ่านหนังสือท่านอาจารย์ชัยสิทธิก็พบและแตกย่อยมา มีเรื่องมีราวอยู่ สรรพกรตีความอย่าง เงินได้เงินปันผลที่ตีความตามกฎหมาย เงินปันผลที่เป็นเงินได้ที่ยกเว้น ในมาตรา 65 ( 10 ) หรือเงินได้ที่อาจารย์ได้พูดไป กิจกรรมการศึกษา ส่วนแบ่งจ้อยเวนเจอร์ที่เสียภาษีไปแล้ว ในทางบัญชีถือเป็นเงินได้ในทางภาษีถือว่าได้รับยกเว้น ถ้าเราเปิดประมวลรัษฎากรณ์ดู การคำนวนกำไรสุทธิ 65 เป็นหลักการนับรอบเวลาเสียภาษี การคำนวนกำไรสุทธิและขาดทุนให้คำนวนเงื่อนไข

            รายการที่เป็นรายจ่ายเราก็ต้องไปดูว่า 65 ตรี มีกี่มาตรา

            65 ตรี มีอยู่ตั้ง 20 อนุมาตรา ที่กฎหมายเขียนว่า ถึงจ่ายไปจริงก็ห้ามตัดเป็นรายจ่าย ผลคืออะไรครับ เมื่อไม่ให้เป็นรายจ่ายก็ต้องบวกกลับเป็นเงินได้สิ ที่เค้าเรียกว่าบวกกลับๆ

            เปิดดูมาตรา 65 ตรี ไล่ทีละมาตราเลย ว่ารายจ่ายหักได้หรือไม่ หรือหักได้ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด เช่น

            อนุหนึ่ง เงินสำรองเว้นแต่เป็นเงินสำรองตามเบี้ยประกันภัย ทางบัญชีสำคัญนะ เงินสำรองไม่ได้จ่ายจริง สำรองเก็บไว้ใช้มันยังไม่เป็นสำรองที่ออกจากกระเป๋า ไม่ได้ แต่ยกเว้นสำรองบางประเภทเช่นเรื่องเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันชีวิตเพราะว่า บริษัทประกันชีวิตมี วิธีที่แตกต่าง เมื่อลูกค้า เสียชีวิตก็ต้องตั้งสำรองไว้ก่อน ถ้าอย่างนั้นก็ตั้งสำรองได้ เว้นแต่เป็นการสำรองประกันชีวิตหรือกรณีของธนาคารพาณิชย์ เงินสำรองที่กันไว้เผื่อหนี้ศูนย์ เมื่อปี 40 นั้นธนาคารใช้เกณฑ์ สิทธิ เพราะฉะนั้นที่กู้เงินไป ผิดนัดไปห้าเดือนแล้วยังไม่รู้เลยว่าผิดนัด มันรู้อีกทีเมื่อสายไปแล้ว หกเดือนแล้ว ธนาคารก็เจ๊งเลย เพราะรับรู้รายได้ตลอด ค้างรับไว้ จริงๆไม่เคยได้รับเลย กฎหมายบอกว่า สามเดือนตัดเลย ดังนั้นเลยเขียนว่าพวกเงินสำรองให้หักเป็นรายจ่าย เงินกองทุนก็เช่นกัน

            ข้อสาม รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่ห์หา หรือการกุศล หรือ ถ้าจ่ายเพื่อบำรุงการกีลา การกุศลก็ต้องเป็นรายจ่ายสาธารณะ ไม่ใช่บริจาคมั่ว อย่างตีกอล์ฟ เอาใบเสร็จตีกอล์ฟอย่างนี้หักไม่ได้ เพราะไม่ใช่การกุศล เป็นเรื่องคณะบุคคล กฎหมายกำหนด ไม่อย่างนั้นไม่เกี่ยวกับธุรกิจ เลย

            ศอฉ เลยบอกว่า ถอนเงินสดให้ค่าอาหาร ไม่ใช่สาธารณกุศล แค่คิดเรื่องภาษีก็ตายแล้ว เป็นบริษัทจะจ่ายเงินจ่ายทองให้ใคร ก็ต้องมีใบรับ ถ้ามีกำไรสุทธิ สิบล้านก็ได้ สองหมื่น ร้อยละสอง ไม่ได้จากยอดขายนะครับ เอาจากกำไร อาจารย์ว่าน้อยไปหน่อยนะ

            เวลาจะเลี้ยง 1755/2522 รายจ่ายเลี้ยงดูค่ารับรองแขกเลี้ยงดูกีลา

            ติดตั้งเครื่องทำความเย็น ไม่ได้มีข้อเท็จจริงว่าเป็นรายจ่ายบริษัทเฉพาะ เป็นรายจ่ายต้องห้าม แต่ว่าถ้าบริจาคโดยตรงให้วัด อย่างนี้ไม่มีอะไร ก็ดูฏีกาหลายเรื่องก็ไปดูได้

            4082/2535

            ให้สวัสดิการพนักงานแต่งงานอย่างนี้ได้ เขียนไว้ในระเบียบบริษัทอย่างนี้ทำได้ หรือว่า ค่ารับรองต่างๆ เขาก็กำหนดในกฎกระทรวง อันนี้ถ้าบริจาคกำหนดไว้ ร้อยละสอง ไม่เกินร้อยละศูนย์จุดสามของรายได้ บริษัทขนาดใหญ่ต้องมีค่าเอนเตอร์เทน สูงพอสมควร

            อะไรเป็นการลงทุน สร้างตึก มันเห็นชัด แต่ว่าถ้าเราไปกู้เงินมาสร้างโรงงานตอนสร้างเครื่องจักรยังไม่เดิน แต่พอเดินแล้วเป็นดอกเบี้ยในการประกอบธุรกิจหักได้

            อนุหก เบี้ยปรับ อากร ก็ถ้าหักได้ ก็ตลก ก็เท่ากับเอาสิ่งที่ทำผิดไปหักภาษีได้ซึ่งไม่ควร แต่มีการวินิจฉัยว่า ค่าปรับทางอาญา หมายถึงการปรับ ฤขาอากรเท่านั้น

            ก็มีปัญหาคิดว่า ค่าปรับอย่างอื่น หักได้สิ ตอบว่า ถูกต้อง

            มีบริษัท จอดรถ ให้จราจร ปรับได้ เลยทุกวัน หักค่าใช้จ่ายได้

            ก็เริ่มมีคนคิดว่ามันไม่ดีสิ ก็เป็นการส่งเสริมให้คนทำผิดกฎหมายหรือไม่ หรือ โดนค่าปรับศุลกากร โดนกันเป็นสองพันล้าน หกร้อยล้าน นำมาตัดรายจ่าย สำคัญมาก ไม่เคยมีคนเคยอ่านบทความของอาจารย์หรือไม่ ปฏิรูปภาษีไทย

            นี่คือตัวอย่าง เบี้ยปรับ เงินเพิ่มเป็นประเด็นทางสังคม คือ คนรวย จ่ายค่าปรับไปแล้วมาเรียกคืนได้หรือ แต่เวลานี้ตอบต้องตอบในด้านภาษีก่อนนะ ส่วนจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยถ้าเวลาเหลือขนาดนั้นจะแสดงความคิดเห็นต่อ ก็ได้นะครับ

            รายจ่ายที่ไม่มีการจ่ายจริง หรือควรจ่ายในรอบระยะเวลาบัญขี สัญญาต้องจ่ายปีหน้ามาจ่ายปี นี้ไม่ได้ สัญญาต้องเขียนให้สอดรับกัน เช่นมีค่าเสียหายเกิดขึ้นใน 2523 ฟ้อง ปี 30 บริษัทจ่ายจริงปี 30 อย่างนี้ต้องหัก ปี 30 จะหักปี 23 ไม่ได้ ค่าตอบแทนทรัพย์สินจ่ายของตนเอง มีนะครับ ไปเช่าตึกอยู่จ่ายค่าเช่าที่หัก ไม่ได้ เพราะเราอยู่ของเราเอง ข้อสิบเอ็ดก็พูดไปแล้ว คือ ดอกเบี้ยคิดให้เงินสำรองกองทุนตนเองถ้าหักเป็นรายจ่าย ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นดอกเบี้ยก็หักไม่ได้

            อนุสิบสอง ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนจากการประกันภัยหรือ คุ้มกันใดๆ เช่นศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลได้รับประกัน เพราะว่าถ้าให้ตัดนี่ยุ่งเลย เพราะผลเสียหายที่หักจากรายจ่าย ห้ามหักเป็นรายจ่าย เว้นแต่ผลขาดทุนติดต่อกันห้าปี

            รายจ่ายที่ไม่ได้หากำไร สรรพากรใช้มาก จ่ายให้ใคร จ่ายเพื่ออะไร เพื่อกิจการโดยเฉพาะหรือรายจ่ายที่มิใช่เพื่อกิจการในไทยโดยเฉพาะเช่นคุณไปจ่ายค่าวิจัยจากการเป็นโรค หิมะกัด มันไม่เกี่ยวกับไทยเลย

            ค่าซื้อสินทรัพย์ที่เกินปกติ ทำไมซื้อเกินปกติเพราะซื้อเยอะหักค่าเสื่อมได้เยอะ ซื้อสูงกว่าราคาทางบัญชีเยอะมาก เรือขุดประท้วงแล้วทิ้งไว้ ถ้าไม่มีการกำหนดกฎหมายนี้ก็สบายเลย

            กฎหมายก็เป็นการใช้ในการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี ป้องกันการถ่ายโอนหรือลดกำไรของบริษัท เช่นมีเหมืองแร่และมูลค่าเหมืองแร่หรือน้ำหายไป ค่าสินค้าที่ต่ำลง ไม่ใช่บอกว่าผมถือหุ้นอยู่ จะมาตัด ไม่ได้ ขายออกเท่านั้นแหละ สูงขึ้นก็ไม่ได้ รายจ่ายที่จ่ายจากกำไร สำคัญมากเวลาเขียนสัญญาร่างสัญญาอย่าไปเขียนสัญญาที่จ่ายจากกำไร เพราะว่าการจ่ายเงินกำไรเท่ากับเป๊นการลดภาระทางภาษีมาก รายจ่ายที่ มีไว้เพื่อเอากฎหมายอื่นมาจับไม่ได้ เช่นการซื้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สมัยก่อนก่อนออกกฎหมายนี้ปี 40 บริษัทไฟแนน ซื้อรถยนต์ให้ผู้บริหาร เป็นค่าเช่า

            ก็เลยบอกว่าห้ามหักรายจ่าย อันนี้ก็เป็นวิธีการ  ก็เคยสำรวจข้อสอบก็ไม่พบเท่าไหร่

            เคยแต่ดูว่านับกำไรขาดทุนอย่างไรเท่านั้น

            แต่ในทางปฏิบัคิสำคัญมากนะครับ ห้ามไม่ห้ามคิดอย่างไร ทีนี้ เรามาดู 65 ตรี อนุ 5 ดู ฏีกา

            ว่า รายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการลงทุนคืออะไร เป็นฏีกาใหม่หน่อยนะครับ เป็นปี 51 บริษัทเช่าที่ดินมา จ่ายค่านายหน้าไป จดทะเบียนการเช่าไป ค่าทำเนียมการจดทะเบียนการเช่าเป็นรายจ่ายเพื่อหารายได้หรือไม่ หรือเป็นรายจ่ายที่เป็นทุนที่ห้ามหักรายจ่าย

            เพราะฉะนั้นห้ามตัดรายจ่าย ศาลบอกว่า เช่าที่มาต้องจดทะเบียน ไม่ใช่รายจ่ายเพื่อเป็นทุนไม่ต้องห้ามหักเป็นรายจ่ายได้ ส่วนค่านายหน้าก็เช่นกัน การจ่ายนายหน้าให้เขา ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาเช่าก็ต้องคำนวนได้ปกติ

            ถ้าออกสอบก็ออกได้สองเรื่องคือ เป็นรายจ่ายต้องห้ามหรือไม่ และนายจ้างต้องห้ามหรือไม่อย่างไร

            ในการค้าปกติ เกินล้านแปดมีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ก็ยากไปหน่อย ง่ายก็ง่ายยากก็ยาก ก็เป็นเรื่องของทุน เงินได้อนุมาตรา 2 ไม่ยากเลย วีเอทีไม่ยากเลย

            ส่วนต่อไปอีกศาลก็บอกว่ารายจ่ายก็เอามาเฉลี่ยสิ ก็เป็นรายจ่ายก็หักไปเลยปีไหนปีนั้น ก็เป็นเรื่องที่ถ้าจะเอาไปประยุกต์ออกข้อสอบก็ประยุกต์ได้

            อันนี้ยากและคดีนี้อาจารย์ทำคดีแพ้คดีกับศาล เรื่องการลดทุนคือ บริษัทมีทุนแค่สามร้อยล้านเลยลดทุนลง ในทางกฎหมายไม่ได้ตีราคาลดลงเลยนะ แต่เป็นการที่หุ้นหายไป เหมือนเงินร้อยเหลือเงินห้าสิบบาท จำนวนที่ลดไป ควรตัดเป็นรายจ่ายได้ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติช้านาน

            แต่คำพิพากษาปี 50 บอกว่า 9897/2550 ยากเกินไปสำหรับสนามเนฯ

            อันนี้ยากใหญ่ ศาลบอกโจทก์ใช้วิธีอันแยบยล รายจ่ายที่ไม่ได้ตั้งใจหากำไร ก็คือไม้เด็ดสรรพากร ก็คือหาไม้เด็ดมาตรา 13

            บริษัท ส ขาดทุนมาก จ มีเงินเยอะก็เลยจะช่วยเหลือ ด้วยการขอซื้อหุ้น ส หลังจากเอามาฟื้นฟูก็ได้ค่อนข้างแพงออกหุ้นก็ไม่ต้องจ่ายเงินพออกเสร็จปุ๊ปเอาหุ้นไปขาย ออกเสร็จก็ควรจะฟื้นฟู เพิ่มทุนก็แล้ว ปรากฎว่าไม่ทำ ไปตั้งบริษัท อ ทำธุรกิจเหมือน ส แล้วไปปล่อย ซื้อมาร้อย จ่ายไป บาทหนึ่ง สรรพากรบอกว่า ทำอย่างนั้นทำไม การซื้อหุ้นบริษัทก็ต้องหวังฟื้นฟูกิจการ ปีเดียวกันที่ซื้อดันไปตั้งบริษัทแข่ง ศาลบอกว่าโจทก์ใช้วิธีการอันแยบยล และศาลก็ให้ความเป็นธรรมกับสรรพากร

            เงินปันผลถ้าหากได้รับการยกเว้น ต้องถือหุ้นอย่างน้อยร้อยละสิบห้า และ

ต้องถือหุ้นไม่น้อยกว่าสามเดือน ข้อที่สามต้องถือไว้อีกสามเดือน สามหน้าสามหลัง สามก่อนจ่ายและหลังจ่าย

            ผู้จ่ายปันผลต้องไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นโดยตรงหรืออ้อมของบริษัทผู้รับเงินปันผล

            ตอนจ่ายบริษัท ไม่ได้ถือหุ้นผู้จ่ายเงินปันผล แต่พอหลังจากนั้นมาจ่ายปันผลเสร็จตัวบริษัทที่รับเงินปันผล ก็มาถือหุ้นบริษัทที่จ่ายเงินปันผล นี่คือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

            ฏีกาที่บอกชัดเจนว่า ตอนจ่ายไม่ได้ถือ แล้วมาถือภายหลังไม่ทำให้เขาขาดคุณสมบัติที่ได้รับยกเว้น เพราะฉะนั้นเวลาดูเงื่อนไขให้ดูตอนจ่าย ไม่ใช่ดูหลังจากจ่ายแล้วไม่งั้นไม่ต้องทำอะไรปรับโครงสร้างไม่ได้

            ข้อสอบผู้ช่วยมักจะอิงคำพิพากษาฏีกา แต่ข้อสอบเนฯไม่ค่อยเน้นสักเท่าไหร่

            อันนี้ก็เป็นกรณีอธิบาย 165 อนุสี่

            การตัดรายจ่าย การอนุมัติค่าตอบแทนกรรมการจะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นเสียก่อนบริษัทดันไปตัดค่าใช้จ่ายปี 35 ตามมติกรรมการแต่ว่าความจริงแล้วการจ่ายค่าแทนกรรมการ จะต้องเกิดโดยผู้ถือหุ้นก่อนปี 36 เบี้ยกรรมการจะต้องเสียภาษีเท่าไหร่ ก็คือนิติบุคคลกับเกณฑ์สิทธิกับรายได้ของกรรมการ ที่ยกไปเมื่อสักครู่ นี่เป็นการทดสอบการรับรู้เกณฑ์สิทธิเกณฑ์เงินสด รายได้ ซื้อสินค้าแล้วยังไม่ได้ ทำไมถึงออกก็เพราะมันมีภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยไง ทำสินค้าออกกำกับภาษีสามล้านบาท ถึงแม้ได้รับชำระไม่เต็มจำนวนในภายหลังก็ตามก็เป็นเรื่องของการชำรุดบกพร่อง บริษัทก็ยังต้องเสียภาษีเต็มจำนวน

            ล่าสุดภาระอะไรซึ่งง่ายมาก คนธรรมดาเสียแบบใดร่วมกันซื้อเสียแบบใดมีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ ก็มีหน้าที่ที่จะต้องยื่นแบบ ออกหลักกฎหมายเลยคำพิพากษาฏีกา พอสอบข้อสอบหลักตอบไม่ได้ เป็นหลักกิจการร่วมค้ามาตรา 39 ร่วมกันเพื่อซื้อมาขาย คำตอบที่ดีคือ นายกอป และนายแก้ว เป็นกิจการร่วมค้าจดทะเบียน ซื้อมากำไรเท่าไหร่ ก็เสียภาษีกำไร

            เสียค่าธรรมเนียมการโอน อันนี้ก็ เป็นตัวอย่างคำตอบ ซึ่งจะเห็นเลยกำไรที่แบ่งปันเสียไปแล้วก็ไม่ต้องเสียซ้ำอีกก็เต็มเลย ทริคอยู่ที่ว่าเป็นกิจการร่วมค้าหรือไม่ เพราะฉะนั้นเวลาตอบไม่ต้องคิดมากหลักให้แม่น เกณฑ์สิทธิ รายรับรายจ่ายเป็นเกณฑ์สิทธิ

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages