สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 8

156 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 21, 2010, 1:34:17 AM7/21/10
to LAWSIAM

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1500752">สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 1 - 2 24 พฤษภาคม 2553</A>

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1523005">สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 3 – 4 </A>

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1541361">สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 5 </A>

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1555506">สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 6 7  </A>

 

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ชาติชาย อัครวิบูลย์ ผู้บรรยาย  , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ชั่วโมงที่ 8 วันที่ 19 กรกฏาคม 2553

 

            คราวที่แล้วก็บรรยายถึงระบบสัญญาก่อนสมรส ส่วนที่สองที่เราจะพิจารณาคือทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ก็แบ่งเป็นสินส่วนตัวกับสินสมรส ถ้าได้มีการจำหน่ายแลกเปลี่ยนไปมาก็ยังเป็นสินส่วนตัว

            ประการที่หนึ่ง ทบทวนว่า สินส่วนตัวคือ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีก่อนสมรส คือต้องมีฐานะเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฏหมาย ถ้าไม่ได้จดก็เป็นกรรมสิทธิรวม ทำนองเดียวกับการสมรสเป็นโมฆะ การสมรสที่เป็นโมฆะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน

            ต้องผ่านกระบวนการที่การสมรสเป็นโมฆะมาก่อนแล้ว ไม่ว่าจะด้วยคำพิพากษา หรือ การกล่าวอ้าง มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่การสมรสเป็นโมฆะ

            อาจจะถึงแก่ความตายไปก่อน ภายหลังมีการแบ่งทรัพย์สินแล้วมีการพิพากษาว่าเป็นโมฆะ ก็มีผลย้อนหลัง

            สินส่วนตัวก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องก่อนสมรส มีอยู่จยกระทั่ง จดทะเบียนสมรส ภายหลังจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ต้องไปดูกันต่อไป

            ก็มีประเด็นเรื่องทรัพย์ที่ได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ ถ้าครบสิบปีก่อน ก็ไม่มีปัญหา แม้ว่าศาลจะพิพากษาว่าเป็นกรรมสิทธิ ภายหลังก็ตาม ที่ดินนั้นก็ถือว่าเป็นสินส่วนตัวนั้น

            ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนสมรสจึงเป็นกรรมสิทธิ เช่นที่ดิน สค1 นส3 ก็เป็นสินส่วนตัวได้ทั้งนั้น

            ที่ดินที่ยังไม่มีหลักฐานก็ตาม ถ้าได้มาเมื่อครบตามเงื่อนไข ก็อาจมีการออก นส 3 หลังจากจดทะเบียนสมรสก็ถือว่ามีอยู่ก่อนจดทะเบียนสมรส

            สิทธิเรียกร้องที่มีก่อนสมรสก็เช่นเดียวกัน เช่นสิทธิการเช่า ในระหว่างสมรสถ้าจำหน่าย สิทธิการเช่าก็ถือ ว่าเป็นสินส่วนตัวเพราะเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีก่อน

            ส่วนดอกเบี้ย  ถ้ามีอยู่ก่อนแม้ได้รับมาหลังจดทะเบียนสมรสก็เป็นสินส่วนตัว

            มีการซื้อสลากกินแบ่งก่อนสมรส ประกาศรางวัลภายหลังจดทะเบียนสมรส อันนี้เมื่อเงื่อนไขบังคับก่อนสำเร็จลงเมือใดสิทธิเรียกร้องก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น

            ทรัพย์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวแม้อนุญาตให้อีกฝ่ายหนึ่งใช้ก็ยังเป็นสินส่วนตัว

            ปัญหาว่าฝ่ายใดเป็นเจ้าองเพียงใด หลักเจ้าของรวมให้สันนิฐานว่าเป็นเจ้าของคนละกึ่งหนึ่งเว้นแต่พิสูจน์ได้นอกเหนือจากนั้น ทรัพย์ที่เป็นส่วนควบ ย่อมเป็นของเจ้าของทรัพย์ประธาน

            เมือเป็นส่วนควบแล้วไม่ว่านำเงินส่วนใดมาลงทุน ถ้าหากว่าในระหว่างสมรสนำเงินสินสมรสมาลงทุน เมื่อหย่าขาดจากกันหรือการสมรสสิ้นสุดลงก็ต้องชดใช้เงินสินสมรสที่ตนเองมาลงทุน จำหน่ายไปโดยไม่ได้รับความยินยอม

            เพื่อเกิดความเป็นธรรม มีทองเอาเงินไปซื้อทองบาทละหมื่นสอง หลังสมรสแล้วราคาเพิ่มหมื่นแปด กำไรตัวนั้นไม่ใช่ดอกผล เป็นส่วนต่างราคา นั้นเป็นสินส่วนตัวของเขา

            ดูง่ายๆจาก  1472  ขายได้เป็นเงินมาก็ดี ไม่พิจารณาว่าจะกำไร หรือ ขาดทุนก็ดี

            ที่งอกริมตลิ่งก็เป็นเจ้าของทรัพย์แม้ยังไม่มีโฉนดที่ดินกำกับก็ตาม

            ประการที่สอง ที่ทรัพย์สินที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว ประเด็นแรกคือว่า ถ้าเป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว จะต้องคำนึงว่า สมควรแก่ฐานะหรือไม่ ถ้าสูงเกินไปก็ไม่เป็นสินส่วนตัว

            เช่น หลังจาก เอ สมรสกับ บี ก็ไปซื้อสูทราคาแพงเกินควรแก่ฐานะ แม้เป็นเครื่องแต่งกาย แต่เมื่อเกินควรก็เป็นสินสมรสไม่เป็นสินส่วนตัว

            ความจริงเราต้องดูลึกๆไปอีกว่าใช้เงินอะไรซื้อ ถ้านำเงินสินสมรสไปซื้อเกินแก่ฐานะก็เป็นสินสมรส

            แม้นำเงินสินสมรสไปซื้อ ถ้าเป็นเครื่องแต่งกายตามสมควรแก่ฐานะก็เป็นสินส่วนตัว

            เครื่องใช้สอยส่วนตัว เช่น แปรงสีฟัน เครื่องช่วยหรือเสริมการใช้อวัยวะ เช่น แว่นสายตา เครื่องช่วยฟัง

            ส่วนแว่นใส่โชว์ ก็เป็นเครื่องประดับ ที่พอสมควรแก่ฐานะ

            เครื่องประดับยนต์ไม่ใช่อุปกรณ์ของรถเพราะไม่ใช่ใช้เพื่อมุ่งประโยชน์แก่การดูแลทรัพย์ เครื่องประดับยนต์นี้จึงต่างจากล้อรถยนต์ ก็ต้องดูว่าเอาเงินสินส่วนตัวหรือสินสมรสซื้อ

            ข้อสังเกตก็คือว่า เครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นแก่การประกอบวิชาชีพ ไม่ได้ดูว่าสมควรแก่ฐานะหรือไม่ แต่ให้พิจารณาว่า จำเป็นต่อการประกอบวิชาชีพหรือไม่

            เช่น นาย เอ รับราชการทั่วไป แต่ชอบเล่นกอฟ ซื้อชุดกอฟมาเล่น เข้าเครื่องใช้สอยส่วนตัวหรือไม่ ถ้าใช่ก็ดูว่าเกินควรแก่ฐานะหรือไม่ แต่ไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบวิชาชีพ เพราะนาย เอไม่ใช่มีอาชีพเป็นนักกอฟ

            เครื่องมือเครื่องใช้ก็ดี เครื่องประดับกายไม่ต้องคำนึงว่าเอาเงินสินสมรสมาซื้อหรือไม่ โดยหลักต้องไม่เกินควรแก่ฐานะ เมื่อเกินควรแก่ฐานะ ไม่ใช่เฉพาะส่วนเท่านั้น 

            แม้จะเกินควรแก่ฐานะ หรือไม่จำเป็นแก่อาชีพ แต่ถ้าได้รับมาโดยเสน่ห์หา ก็เป็นสินส่วนตัว  หรือ มีบิดามารดา ให้สอยคอทองคำฝังเพชร ก็เป็นสินส่วนตัว ต้องจำให้ดีเพราะเวลาออกมันออกควบกับวิชามรดก

            ประการที่สองคือได้ มาโดยมรดก จะมาได้มาโดยฐานะทายาทโดยธรรมหรือโดยพินัยกรรมก็แล้วแต่

            มันเป็นหน้าที่เฉพาะตัวอขงเขา เพราะถ้าเป็นสินส่วนตัว ต้องมีหน้าที่ไม่ประพฤติเนรคุณ จึงเขียนว่าเป็นเรื่องส่วนตัวอันนี้ก็ตรงกันข้าม ถ้าหากอยากให้เป็นสินสมรสก็ต้องเป็นสินสมรส การให้โดยเสน่ห์หา ต้องเป็นการให้โดยเด็ดขาดไม่ใช่เป็นเรื่องของการให้ยืม

            ประการที่สี่คือของหมั้น ตกเป็นสิทธิแก่หญิงทันที เป็นทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วก่อนสมรส ที่กฎหมายไม่ได้ตัดของหมั้นทิ้งก็เพื่อเป็นการยืนยันหลักอยู่แล้ว

            ส่วนทรัพย์สินที่ชายได้รับจากหญิงในการทำพิธีหมั้นนั้น ไม่ใช่ของหมั้น แต่ แหวนที่ได้รับก็เป็นสินส่วนตัวตามอนุหนึ่งก็คือ ทรัพย์สินที่มีก่อนสมรส

            ทรัพย์สินที่เข้ามาแทนสินส่วนตัวกฎหมายก็กำหนดให้เป็นสินส่วนตัว อันนี้ก็ไม่ใช่ช่วงทรัพย์เสียทีเดียว

            ก็เป็นการเจตนา หรือ โดยผลของกฎหมายที่ให้แทนที่

            ที่ว่าโดยเจตนาคือทำนิติกรรม นำทรัพย์สินส่วนตัวของตนไปแลกเปลี่ยนกับบุคคลอื่น เช่น สมรสแล้วเอารถยนต์ไปแลกกับบ้านของแดง บ้านที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนก็เป็นสินส่วนตัว ที่นำไปซื้อมาก็ต้องนำเงินไปซื้อ จึงเป็นสินส่วนตัวได้

            ปัญหาคือเงินนั้นเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส อันนี้ก็พูดเลยว่า ถ้ามีทรัพย์สินส่วนตัวหรือสินสมรสปนกันให้สันนิฐานก่อนว่าเป็นสินสมรส

            โดยไม่ต้องคำนึงว่าเอาเงินสินส่วนตัวไปซื้อแล้วพอสมควรหรือไม่ การไปซื้อสร้อยคอทองคำหรือเครื่องแต่งกาย ก็เป็นหลักว่าเป็นสินส่วนตัว เอ มีที่ดินอยู่หนึ่งแปลง หลังสมรสแล้วเอาที่ดินไปขาย เอ เอาเงินนั้นไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เมื่อซื้อแล้วได้เงินมา หนึ่งล้านสองแสนบาทก็เป็นสินส่วนตัวของเอ หลังจากนั้นก็เอาเงินไปซื้อรถยนต์ก็เป็นสินส่วนตัวของเอ จะหมุนเวียนอย่างไรก็ตาม ที่ดินชายทะเลก็เป็นสินส่วนตัวของเอ นี่ก็คือโดยเจตนาของผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์ที่เป็นสินส่วนตัว

            ทรัพย์สินอื่นหรือเงินที่ได้มานั้นเป็นสินส่วนตัว คงจะไม่ใช่ถูกเจ้าของมาทำลาย เช่นที่ดิน บ้านของเอ ก็ถูก นายแดงมาลอบวางเพลิงเผา รถยนต์ของเอ ที่เป็นสินส่วนตัวถูกนายแดงวางเพลิงเผา ก็เป็นเรื่องถูกคนอื่นทำลายแล้วถูกทรัพย์สินอื่นมาแทน ก็ได้ เงินนั้นก็เป็ตนสินส่วนตัวของเอ กรณีที่ได้มาโดยทดแทนก็มีได้มาโดยสัญญษซึ่งไม่ทราบว่ารถยนต์นั้นถูกใครวางเพลิงเผาทรัพย์ เงินที่ได้มาโดยสัญญาประกันก็เป็นสินส่วนตัวตามวรรคสอง รถยนต์คันใหม่ก็เป็นสินส่วนตัวตามวรรคหนึ่ง ทีนี้เอ เอาเงินสินส่วนตัวเนื่องจากว่า เอ สมรสกับ บี ต้องการปลูกบ้านเลยไปกู้เงินธนาคารได้เงินมา เมื่อจำนองแล้วเอาเงินสินส่วนตัวมาไถ่จำนอง ก็มีปัญหาว่าเอาเงินสินส่วนตัวมาไถ่จำนองที่ดินนั้นเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส

            แม้จะเอาเงินสินส่วนตัวไปไถ่จำนองไม่ใช่การนำสินส่วนตัวไปไถ่มาผิดกับเรื่องขายฝาก กรรมสิทธิย่อมเปลี่ยนไปสู่ผู้ซื้อฝาก อาจจะนำเงินค่าไถ่มาไถ่แล้วซื้อคืน

            ก็เหมือนกันว่าล่วงเลยกำหนดการไถ่แล้ว การซื้อคืนมาจะเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว ถ้าเอาเงินสินสมรสไปซื้อก็เป็นสินสมรส

            ก่อนจะพูดถึงการจัดการสินส่วนตัวคือ พูด ทรัพย์จะเป็นสินส่วนตัวโดยการแยกสินสมรส มีได้สองกรณีคือ หนึ่งโดยคำสั่งของศาล คือ 1484 กับ 1598/17

            หรือมีการแยกโดยผลของกฎหมาย ในเรื่องที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย สำหรับกรณีการแยกโดยคำสั่งของศาล กรณีแรกเป็นการที่มีเหตุตาม 1484 ที่ว่า ถ้าสามีหรือภริยาฝ่ายซึ่งมีอำนาจจัดการสินสมรส จัดการเป็นที่เสียหายถึงขนาด ฯลฯ มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลายประการในห้าเหตุนี้ ย่อมทำให้อีกฝ่ายหนึ่งร้องขอต่อศาลให้แยกสินสมรสได้ เพราะฉะนั้นใน 1484 กรณีจึงมีว่า ผู้ร้องจะต้องมีฐานะเป็นสามีภริยา

            การจะร้องขอตาม 1484 ผู้ร้องต้องมีฐานะเป็นสามีภริยากันอยู่

            เพราะเมื่อขาดจากการสมรสมันไม่มีแล้วสินส่วนตัวหรือสินสมรส ในระหว่างสมรสกันอยู่สามีภริยาจะฟ้องแบ่งเงินสินสมรสไม่ได้

            ความจริงไม่น่าจะถูกที่จริงน่าจะเป็นการเกินคำขอ

            การฟ้องตาม 1484 ต้องมีฐานะเป็นสามีภริยา

            ตอนแรกขอให้ลงชื่อตนร่วมในสินสมรสและขอค่าอุปการะเลี้ยงดู แล้วมาขอแยกสินสมรส

ขอได้ ไม่เป็นการซ้ำซ้อน

            ดังนี้เมื่อปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมไม่ครบถ้วน สถานะภาพทางการสมรสยังคงมีอยู่

            ประเด็นที่สองที่ศาลจะให้แยกสินสมรสก็คือโดยหลักถ้าให้เป็นคนไร้ความสามารถ ปกติจะสั่งให้คู่สมรสเป็นผู้อนุบาลเว้นแต่มีผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ เมื่อตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้อนุบาลแล้ว ในมาตรา 1598/17 ในกรณีที่ศาลสั่งให้สามีหรือภริยาเป็นคนไร้ความสามารถในกรณีเช่นนี้ให้ผู้อนุบาลเป็นผู้จัดการ เว้นแต่ในเรื่องคนไร้ความสามารถศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่นก็ได้

            แต่ในส่วนสินสมรสต้องจัดการร่วมกัน อาจจะไม่คล่องตัว กฎหมายจึงให้สิทธิแก่คู่สมรส อย่างไรก็ตามตามวรรคหนึ่งคู่สมรสจะให้แยกได้ ตาม 1598/17 ประเด็นที่สองแยกสินสมรสตามกฎหมาย ก็เป็นไปตาม 1491 ที่ว่าถ้าให้ล้มละลายนั้น ก็คือแม้กฎหมายบอกว่านับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้ล้มละลายนั้นก็ให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ในกรณีเช่นนี้กรณีจะให้จัดการร่วมกันก็เป็นเรื่องลำบาก ผลการแยกสินสมรสก็เป็นกรณีพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ให้มีผล เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด โดยแม้ 1486 ศาลแจ้งไปที่นายทะเบียน ผลไม่ถือเอาวันที่นายทะเบียนจดแจ้ง ส่วนในกรณีที่ศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย น่าจะดูเมื่อสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แยกกันคนละครึ่ง หลังจากแยกไม่มีต่อไปแล้วทรัพย์สินที่ถึงที่สุดก็ดี ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดได้มาก็เป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้น ถ้าเป็น 1474 อนุสอง กฏหมายบอกว่าก็เป็นสินสมรสไม่ได้ ก็เป็นสินส่วนตัวคนละกึ่งหนึ่ง ดอกผลที่ได้มาภายหลังก็เนื่องจาก 1474 ดอกผลของสินส่วนตัวให้เป็นสินสมรส แต่ถ้าได้มีการแยกแล้ว สิ่งที่ได้มาหลังจากแยก ก็เป็นสินส่วนตัว

            การยกเลิการแยกสินสมรสก็อาจจะโดยคำสั่งศาล เมื่อสามีภริยาร้องขอ หรือเป็นผู้ที่ประพฤติตนให้เป็นเหตุ

            กรณีที่ศาลสั่งให้ล้มละลาย เมื่อศาลสั่งให้พ้นจากการล้มละลายแล้ว ก็ให้ยกเลิกไปในตัวเมื่อศาลสั่งการเป็นบุคคลล้มละลาย ผลของการยกเลิกนั้นทรัพย์ที่ได้เป็นสินส่วนตัวก็เป็นสินส่วนตัวอยู่ดี ส่วนดอกผลของสินส่วนตัวภายหลังจากการยกเลิกก็กลายเป็นสินสมรส

            การที่ศาลสั่งให้นายทะเบียนจดแจ้งก็เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบของบุคคลภายนอกได้

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages