ทุเลาการบังคับ (มาตรา 231)
- การยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับจะต้องยื่นพร้อมกับอุทธรณ์ หรือยื่นในภายหลังแต่ต้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ส่วนการพิจารณาคำร้องขอทุเลาการบังคับนั้น หากยังไม่มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลอุทธรณ์หรือฎีกายังไม่อาจพิจารณาคำร้องขอทุเลาการบังคับได้ (คร.773/16 , 624/36)
*- กรณีที่จะขอทุเลาการบังคับได้ จะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลทำให้ต้องมีการบังคับคดีแก่ผู้ขอทุเลาด้วย ( คร. 1534/37,702/29,170/09) เช่น กรณีศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์จะขอทุเลาการบังคับไม่ได้เพราะไม่มีอะไรจะบังคับโจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ต้องใช้แทนจำเลยตามมาตรา 229 เมื่อโจทก์อุทธรณ์ โจทก์ก็ต้องวางเงินต่อศาลพร้อมอุทธรณ์จะขอทุเลาการบังคับก็ไม่ได้ (คร. 640/05,365/03)
- คำพิพากษาที่ให้หย่า มีผลนับตั้งแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด จึงไม่มีเหตุขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา (คร. 1089/27,952/31) ดังนั้นเมื่อคดียังไม่ถึงที่สุดจึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกาในเรื่องแบ่งทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532
- หรือกรณีที่ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครอง ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ต้องนำคำพิพากษาถึงที่สุดไปยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อคำสั่งหรือคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุดจึงไม่จำต้องขอทุเลาการบังคับ (ฎ. 311/37)
- เมื่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผล ทำให้อาจต้องมีการบังคับคดีแล้ว แม้จะยังไม่มีคำบังคับตามคำพิพากษา ก็ขอทุเลาการบังคับได้ ( คร.25/98 ป.)
- อย่างไรก็ตาม การขอทุเลาการบังคับต้องเป็นกรณีที่ยังไม่มีการบังคับตามคำพิพากษา ถ้ามีการดำเนินการบังคับไปแล้ว ก็จะขอทุเลาการบังคับที่ดำเนินไปแล้วไม่ได้ กรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องของดการบังคับคดีตามมาตรา 292(2) ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นพิจารณาสั่ง (คร.331/38)
ข้อสังเกต
1. ตามแนวคำพิพากษาดังกล่าว แสดงว่าคดีใดที่มีการบังคับคดีไปแล้วจะขอทุเลาการบังคับที่ดำเนินไปแล้วตามมาตรา 231 ไม่ได้ แต่ถือว่าการร้องขอให้ทุเลาการบังคับเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีตามมารา 292(2) นั้นเอง
2. มีข้อน่าสังเกตว่าการขอทุเลาการบังคับ ตามมาตรา 231 เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณีเป็นผู้สั่ง แต่การงดการบังคับคดีตามมาตรา 292 อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น เป็นผู้สั่ง
- การงดการบังคับคดีตามมาตรา 292(2) นั้น แม้จะยังไม่มีการบังคับศาลชั้นต้นก็อาจงดการบังคับคดีได้ ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์จะสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับ ศาลชั้นต้นก็ยังมีอำนาจสั่งให้งดการบังคับไว้ตามมาตรา 292(2)
- ในกรณีร้องขัดทรัพย์ซึ่งถือว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์เดิมมีฐานะเป็นจำเลย หากศาลพิพากษาให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ มีผลเท่ากับศาลพิพากษายกฟ้องของผู้ร้องขัดทรัพย์ ไม่มีอะไรบังคับแก่ผู้ร้องขัดทรัพย์ จึงจะขอทุเลาการบังคับไม่ได้ แต่การที่ผู้ร้องขัดทรัพย์ขอให้ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ที่ยึด เป็นการร้องขอค้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ตามมาตรา 264 (ฎ. 2672/25,222/23)
- ในกรณีที่ศาลอนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับไว้แล้ว โจทก์ก็ยังขอคุ้มครองตามมาตรา 264 ได้ (คร. 731/15)
-เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาแล้ว จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลได้ทันทีตามมาตรา 228 (2) แต่จำเลยจะขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาไม่ได้ (ฎ.585/45) เพราะ การขอคุ้มครองชั่วคราวฯ เป็นกระบวนการก่อนพิพากษา ส่วนการขอทุเลาการบังคับเป็นเรื่องที่ศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว (คู่ความขอให้ศาลสั่งอนุญาตให้ยังไม่ปฎิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นไว้ก่อน หมายถึงเฉพาะคำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี มิได้หมายถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับวิธีการขอคุ้มครองชั่วคราวฯ)
- ในกรณีที่ประกันด้วยบุคคลตามเงื่อนไขของการทุเลาการบังคับคดี ต่อมาผู้ค้ำประกันจะขอถอนประกันต้องยื่นต่อศาลชั้นต้น(คร. 343/94) เพราะได้ทำสัญญาไว้ที่ศาลชั้นต้น
- ศาลที่มีอำนาจสั่งในเรื่องการขอทุเลาการบังคับ กรณีอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เป็นศาลที่มีอำนาจสั่ง กรณีฎีกา ศาลฎีกาเป็นศาลที่มีอำนาจสั่ง แม้ศาลชั้นต้นจะยังไม่ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็ตาม ศาลชั้นต้นก็ไม่มีอำนาจสั่ง เว้นแต่กรณีมีเหตุฉุกเฉินอย่างยิ่ง ศาลชั้นต้นมีอาจสั่ง ได้เป็นการชั่วคราว เพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี ( มาตรา 231 วรรคสอง)
-กรณีที่เป็นคำสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับของศาลอุทธรณ์ ถือว่าเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์โดยเฉพาะ จึงฎีกาไม่ได้(ฎ. 2033/48,1306/36) และคำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ต่อเนื่องกับคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่เกี่ยวกับการทุเลาการบังคับก็ฎีกาไม่ได้ เช่นกัน เช่น กรณีจำเลยขอทุเลาการบังคับอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การขอเลื่อนคดีไปเพื่อให้โจทก์ไปตรวจดูหลักทรัพย์ จึงเป็นเรื่องต่อเนื่องกับคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งเกี่ยวกับการทุเลาการบังคับฯ และเป็นอำนาจโดยเฉพาะของศาลอุทธรณ์ฯ (ฎ. 3580/32) หรือ กรณีศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับโดยให้จำเลยที่ 1 วางเงินประกันภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่จำเลยที่ 1 ขอขยายเวลาวางเงิน ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิฎีกา เพราะการขอขยายระยะเวลาวางหลักทรัพย์เป็นเรื่องต่อเนื่องกับคำสั่งการขอทุเลาการบังคับฯ
- แต่ถ้าฎีกาว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แปลคำสั่งการทุเลาการบังคับของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง ( มิไช่ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการสั่งเรื่องการขอทุเลาการบังคับ ซึ่งเป็นอำนาจแต่ละชั้นของศาล) ถือว่าเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาของศาลในชั้นบังคับคดีว่าเป็นไปโดยชอบหรือไม่ จึงฎีกาได้ (ฎ. 2275/21)
การวางเงินหรือหลักประกันต่อศาลชั้นต้น
ผู้อุทธรณ์อาจวางเงินต่อศาลชั้นต้นเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องและการบังคับคดีหรือหาประกัน ศาลต้องงดการบังคับคดีไว้ (มาตรา 231 วรรคสาม)
-เป็นการวางเพื่อให้งดการบังคับคดีไว้จะจ่ายแก่ผู้ชนะคดียังไม่ได้ ต้องรอให้คดีถึงที่สุดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีก่อน (คร. 37/91)
- มาตรา 231 วรรคสาม เป็นอำนาจขอศาลชั้นต้นที่จะสั่ง มิใช่ของศาลอุทธรณ์ หรือฎีกา
การขอคุ้มครองประโยชน์กับการขอทุเลาการบังคับ
- กรณีที่ผู้อุทธรณ์จะขอทุเลาการบังคับตามมาตรา 231 ได้ ต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย ถ้าเป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่มีการบังคับอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ผู้อุทธรณ์ ก็ไม่ใช่เรื่องขอทุเลาการบังคับ แต่ศาลอาจถือว่าเป็นกรณีขอคุ้มครองประโยชน์ตามมาตรา 264 ได้ เช่น คดีที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์และขอทุเลาการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น มิได้บังคับให้โจทก์กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงมิใช่กรณีการขอทุเลาการบังคับ ศาลฎีกาตีความว่าเป็นเรื่องขอคุ้มครองประโยชน์ตามมาตรา 264 ได้ (ฎ. 5973/41)
*- ในกรณีคดีร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องขัดทรัพย์ มีฐานะเป็นโจทก์ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีฐานะเป็นจำเลย ดังนี้ หากศาลชั้นต้นสั่งให้ปล่อยทรัพย์ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอุทธรณ์คำสั่งศาล ก็จะขอทุเลาการบังคับไม่ได้เพราะคำสั่งศาลที่ให้ปล่อยทรัพย์ไม่เป็นการบังคับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา คงมีสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 264 ได้ หรือแม้จะยื่นขอทุเลาการบังคับ ศาลก็อาจสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ตาม 264 ได้ (ฎ. 891/18) ดังนั้นถ้ากรณีที่ไม่มีการบังคับโจทก์จะขอทุเลาการบังคับไม่ได้ แต่คำร้องขอทุเลาอาจแปลได้ว่าเป็นการขอตาม มาตรา 264 ศาลมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งตามมาตรา 264 ได้ (ฎ. 4085/46)
- คำสั่งเกี่ยวกับการขอทุเลาการบังคับฎีกาไม่ได้ แต่คำสั่งตามมาตรา 264 ฎีกาได้ (ฎ. 486/33)
อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ( มาตรา 234,236)
- ในเบื้องต้นสังเกตว่า การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตามมาตรา 234 นี้ ต้องทำในรูปคำร้อง โดยต้องชำระค่าธรรมเนียมคำร้องเพียง 40 บาท (ฎ. 451/49)
- ตามบทบัญญัติมาตรา 234 แสดงว่าในชั้นตรวจอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์ได้เฉพาะคำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์เท่านั้น ฉะนั้นการที่ศาลชั้นต้นสั่งในชั้นอุทธรณ์ว่าให้ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนมาวางศาลภายในเวลาที่กำหนดก่อนจึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์นั้น(ว่าจะรับหรือไม่รับ) ไม่ใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ผู้อุทธรณ์จึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว (ฎ. 1125/2545)
*- คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนอุทธรณ์ไปทำมาใหม่ (ไม่ใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตาม ม. 234) เมื่อผู้อุทธรณ์ไม่ปฎิบัติตาม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้น ( ตาม มาตรา 18 วรรคสอง) ดังนี้ผู้อุทธรณ์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ตามมาตรา 18 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 227 และ 228(3) เพราะเป็นคำสั่งชั้นตรวจคำคู่ความ ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่กรณีการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์อันจะตกอยู่ในบังคับมาตรา 234 ที่จะต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวใน 15 วันนับแต่วันที่ศาลต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แต่อยู่ในบังคับมาตรา 18 วรรคท้าย จึงสามารถอุทธรณ์ ในกำหนด 1 เดือน ตามมาตรา 227, 228 หรือ 247 (ดู ฎ 9219/47)
ข้อสังเกต เมื่อศาลอุทธรณ์ตรวจอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งให้คืนอุทธรณ์ หรือไม่รับอุทธรณ์ ตามมาตรา 18 คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ตามมาตรา 227และ 228 (มาตรา 18 วรรคท้าย ) ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่มีคำสั่ง( มาตรา 228 วรรคสอง) กรณีเช่นนี้มิใช่การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 234
ค่าฤชาธรรมเนียมและเงินที่ต้องวางศาลพร้อมอุทธรณ์
- การยื่นอุทธรณ์ ตาม 229 ผู้อุทธรณ์ ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่าย มาวางศาล ส่วนการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตาม 234 นอกจากผู้อุทธรณ์มีหน้าที่ต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง( ได้แก่ค่าขึ้นศาลซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมในการอุทธรณ์ และค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229) มาวางศาลแล้ว และยังมีหน้าที่เพิ่มขึ้นอีกคือ ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษามาวางต่อศาลด้วย( ถ้าไม่วางกรณีนี้ต้องหาประกันต่อศาลด้วย)
- สำหรับผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ย่างคนอนาถา ย่อมได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม ตาม ม.18,229 ส่วนเงินที่ต้องนำมาชำระตามคำพิพากษา ตามมาตรา 234 ไม่ได้รับการยกเว้นด้วย (ดู ฎ. 45/48)
- เงินตาม 229, และ ตาม 234 จะขอทุเลาการบังคับตามมาตรา 231 ไม่ได้ (เงินตาม 234 สามารถหาประกันต่อศาลได้ ) (ฎ. 1886/30, 1682/26)
- มาตรา 234 บังคับเฉพาะศาลต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ทั้งหมด(ทุกข้อ) เมื่อยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตาม 234 จึงต้องวางฯ แต่หากศาลต้นรับอุทธรณ์เพียงบางข้อ บางข้อไม่รับ กรณีเช่นนี้ไม่ต้องวางเงินที่จะต้อชำระตามคำพิพากษา ตาม 234 ( กรณีที่ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ซึ่งจะต้องวางเงินชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันตามมาตรา 234 ต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ทั้งหมด ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์เพียงบางข้อ บางข้อไม่รับ ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งในข้อที่ไม่ได้รับได้ โดยไม่ต้องนำเงินตามคำพิพากษามาวาง (คร.409/31,3271/35)
- หากในขณะที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมยังไม่ถึงกำหนดชำระ จำเลยจึงยังไม่ต้องวางเงินตามคำพิพากษาตามยอมหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตาม มาตรา 234 (คร.3000/35)
*- คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้อุทธรณ์เสียค่าขึ้นศาลเสียใหม่ภายในเวลาที่กำหนด มิใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตาม 234 เมื่อผู้อุทธรณ์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จึงไม่ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ตามมาตรา 234(ฎ. 6008/48)
*- ถ้าผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โดยไม่ได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาล และมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องได้ทันทีโดยไม่ต้องกำหนดเวลาให้ผู้อุทธรณ์ปฎิบัติเสียก่อน ( คร. 2870/45, ฎ.2729/35,1413-15/33)
อย่างไรก็ตาม การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งโดยไม่ได้สั่งเกี่ยวกับเรื่องการวางเงินหรือหาประกัน ก็มีเหตุให้น่าเชื่อว่าผู้อุทธรณ์ฯไม่มีเจตนาฝ่าฝืนที่จะไม่ปฎิบัติตามมาตรา 234 ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะกำหนดให้ผู้อุทธรณ์วางเงินหรือหาประกันก่อน (ฎ. 3487/35,7138/41,7688/42)
คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ที่มิใช่ประเด็นแห่งคดี
*- การยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แม้จะมิใช่เป็นคำพิพากษาหรือประเด็นแห่งคดี(เป็นการอุทธรณ์ คำสั่งศาลที่ไม่ใช่ประเด็นแห่งคดี) เช่นกรณี การอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับการขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ หรือ การอุทธรณ์ขอให้ยกคำพิพากษาศาลต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป หรืออุทธรณ์คำสั่งศาลต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาใหม่ ซึ่งกรณีทั้งหมดไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือประเด็นแห่งคดีโดยตรง ก็ต้องปฎิบัตตามมาตรา 234 ด้วยเช่นกัน ( ดู ฎ. 936/48)
ตามฎีกานี้ วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้งดสืบพยานจำเลย เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ตามมาตรา 226 วิธีการอุทธรณ์ก็ตกอยู่ในบังคับการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ประกอบกับมาตรา 229 ด้วย จึงต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนฯ มาวางศาลด้วย เมื่อจำเลยไม่วาง ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์จึงชอบแล้ว เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แม้จะเป็นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยในเรื่องที่ขอให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป มิใช่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยตรง ก็ต้องปฎิบัติตามมาตรา 234 ด้วย
- คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ในเรื่องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ก็ต้องปฎิบัติตามมาตรา 234 เช่นกัน (ฎ. 7688/42,4817/48)
- กรณีไม่ใช่การโต้แย้งคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ไม่จำต้องปฎิบัติตามมาตรา 234 (คร. 276/42) เรื่องนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์หลังพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว โดยอ้างเหตุพฤติการณ์พิเศษ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันให้ยกคำร้อง โจทก์จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในเวลาอันสมควร ถือได้ว่าโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายหลังในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ มิใช่เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ไม่จำต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันฯ ตามาตรา 234
ศาลที่มีอำนาจสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ (มาตรา 236)
*การยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตามมาตรา 234 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้น ต้องส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์โดยไม่ชักช้า ศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่ตรวจสั่งไม่รับคำร้องเหมือนอย่างชั้นสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 232 ดังนี้แม้ผู้อุทธรณ์จะไม่ปฎิบัติตามหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 234 ศาลชั้นต้นก็จะสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ได้ เช่น ยื่นคำร้องเกินกำหนดเวลา หรือไม่วางเงินตาม มาตรา 234 ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ได้ ต้องส่งคำร้องนั้นไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง (ฎ. 1436/48,)
- ดังนั้น แม้คำร้องอุทธรณ์คำสั่งจะยื่นคำร้องเกินกำหนดเวลาหรือไม่วางเงินตามมาตรา 234 ศาลชั้นต้น ก็จะสั่งไม่รับคำร้องด้วยเหตุดังกล่าวไม่ได้ ศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องนั้นไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง(ฎ.9406/46)ที่เป็นเช่นนี้เพราะ เนื่องจากพ้นอำนาจของศาลชั้นต้นไปแล้ว
- เช่นเดียวกับชั้นฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาแล้ว ผู้ฎีกายื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลฏีกาเพื่อสั่งตามมาตรา 252 การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเสียเองโดยอ้างว่าจำเลยไม่วางเงินตามมาตรา 234 จึงเป็นการไม่ชอบ (ฎ. 3810/45)
- การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเสียเอง เป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา 236 วรรคหนึ่ง ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวนี้ได้ภายในกำหนด 1 เดือน ตามมาตรา 229 กรณีมิใช่การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ซึ่งต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งภายใน 15 วัน ตามาตรา 234 (ฎ. 541/49)
คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด (มาตรา 236)
คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ยืนตามคำปฎิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์เป็นที่สุด
*- คำสั่งของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จะเป็นที่สุดตามมาตรา 236 นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจะต้องเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนไม่รับอุทธรณ์ด้วยเหตุเนื้อหาในอุทธรณ์ว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม ดังนั้นกรณีที่ว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามมาตรา 236 ต้องเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนไม่รับอุทธรณ์ด้วยเหตุเนื้อหาในอุทธรณ์ หรือเนื้อหาในประเด็นแห่งคดี เช่นศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์เพราะเห็นว่า เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง(มาตรา 224) หรืออุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง (เช่น เป็นอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่มีข้อความโต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น) หรือ ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น หรือไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย(มาตรา 225 วรรคหนึ่ง) หรือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และศาลอุทธรณ์ยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น (คร. 1132/47, ฎ. 1792/48, 347/40,1622/49,1642/49)
- แต่ถ้าไม่ใช่เนื้อหา เช่น กรณีที่ศาลอุทธรณ์ยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยซึ่งยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลตามมาตรา 229 และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตาม 234 นั้น มิใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ยืนตามคำสั่งปฎิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ในเนื้อหาของอุทธรณ์ ( คร. 31/47,คร.356/46 ) หรือเพราะยื่นเกินกำหนดระยะเวลา ( คร. 340/13 ป.,807/38) ไม่ต้องด้วยมาตรา 236 จึงไม่ถึงที่สุด
- การสั่งจำหน่ายคดี ไม่ใช่คำสั่งยืนในเรื่องไม่รับอุทธรณ์ไม่เป็นที่สุด เช่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วนแต่จำเลยไม่ชำระ ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์ จึงรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็สั่งจำหน่ายคดีเพราะเห็นว่าทิ้งอุทธรณ์ ไม่ใช่คำสั่งยืนตามคำปฎิเสธของศาลชั้นต้นในเรื่องไม่รับอุทธรณ์ ไม่เป็นที่สุดตามมาตรา 236 จำเลยมีสิทธิฎีกาได้ (ฎ.3369/38, คร.396/46)
- เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์คดีย่อมเป็นที่สุด แม้ผู้อุทธรณ์จะยื่นคำร้องอุทธรณ์เกินกำหนด 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่งก็ตาม เช่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เพราะเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นอุทธรณ์ไม่ต้องห้ามในข้อเท็จจริงให้รับอุทธรณ์ ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เป็นการวินิจฉัยเนื้อหาของอุทธรณ์แล้วคดีจึงเป็นที่สุด แม้จะปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเกินกำหนด 15 วัน ก็ตาม โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลย ( ดู ฎ. 38/29)
- การอุทธรณ์คำสั่งอื่นของศาลชั้นต้นที่ไม่ใช่คำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์โดยตรง ไม่ใช่คำสั่งตามมาตรา 236 ไม่เป็นที่สุด เช่น ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ไม่ใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนก็ไม่เป็นที่สุด (คร.222/29,2220/37)
ข้อสังเกต คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่เป็นที่สุดตามมาตรา 236 นี้ ไม่ว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ หรือให้รับอุทธรณ์ หรือให้ยกคำร้องก็ตาม ถ้าเป็นการยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นก็เป็นที่สุดทั้งสิ้น (ฎ. 7754/49)
- แต่เฉพาะกรณีที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ แม้จะอ้างคนละเหตุกับศาลชั้นต้นก็ตาม ก็ถึงที่สุดเช่นกัน (ฎ. 3739/27) เรื่องนี้ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ส่วนศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์
- เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โดยอ้างว่าเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แม้จะปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งผิดหลงไปเนื่องจากเป็นคดีที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ก็ตาม แต่หากผู้อุทธรณ์มิได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดเวลา 15 วัน ตามมาตรา 234 คดีย่อมถึงที่สุด (ฎ. 54/49)
การส่งสำเนาอุทธรณ์ ( มาตรา 235)
เมื่อศาลชั้นต้นได้รับอุทธรณ์แล้ว ให้ส่งสำเนาอุทธรณ์นั้นให้แก่จำเลยอุทธรณ์ภายใน 7 วัน
- คำว่าจำเลยอุทธรณ์ หมายถึงฝ่ายที่ไม่ได้อุทธรณ์คดีนั้น รวมทั้งคู่ความฝ่ายที่เป็นปฎิปักษ์กับผู้อุทธรณ์ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งอาจเป็นคู่ความในฝ่ายเดียวกันก็ได้ เช่น กรณีที่มีจำเลยหลายคน และข้อต่อสู้ของจำเลยที่อุทธรณ์เป็นปฎิปักษ์ทั้งโจทก์และจำเลยอื่นถือว่าทั้งโจทก์และจำเลยอื่น นั้นเป็นจำเลยอุทธรณ์ ดังนั้นฝ่ายที่อุทธรณ์จะต้องส่งสำเนาให้อีกฝ่าย หากไม่ส่งศาลฎีกาชอบที่จะยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ แล้วย้อนสำนวนไปให้ดำเนินการใหม่ให้ถูกต้อง (ฎ. 2259/44, 3377/26)
- ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอุทธรณ์ แต่ศาลอาจกำหนดให้ผู้อุทธรณ์มีหน้าที่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอุทธรณ์ภายในเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้(ฎ.576/16) ในกรณีที่มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอุทธรณ์แล้วในการขอนาถาชั้นอุทธรณ์ ก็ไม่จำต้องส่งซ้ำอีก แม้ว่าศาลชั้นต้นจะคำสั่งให้ ผู้อุทธรณ์นำส่ง ฉะนั้นการที่ผู้อุทธรณ์ไม่ได้นำส่งตามคำสั่งศาลชั้นต้นจะถือว่าผู้อุทธรณ์ทิ้งฟ้องไม่ได้ (ฎ.1105/43,1005/39)
- การสั่งทิ้งฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาและให้จำหน่ายคดี เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งเช่นนั้นได้(ฎ. 741/43)
คำแก้อุทธรณ์ (มาตรา 237)
- คำฟ้องอุทธรณ์ และคำแก้อุทธรณ์ มีลักษณะเป็นคำคู่ความ(ฎ.1198/98)
- คำแก้อุทธรณ์ ถ้ายื่นเมื่อพ้นกำหนดแก้อุทธรณ์ ศาลรับไว้ในฐานะเป็นคำแถลงการณ์เท่านั้น
- คำฟ้องอุทธรณ์ และคำแก้อุทธรณ์ อาจตั้งประเด็นได้ แต่คำแถลงการณ์จะตั้งประเด็นไม่ได้
*- ดังนั้นการตั้งประเด็นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา อาจตั้งโดยคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา หรือคำแก้อุทธรณ์ หรือคำแก้ฎีกา ก็ได้ (ฎ. 218/38, 2317/36,1727/34,666/17) จากกลุ่มคำพิพากษาดังกล่าวนี้ จะเห็นว่าโดยปกติผู้ที่ชนะคดีในศาลชั้นต้นจะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จะมีก็แต่เพียงฝ่ายที่แพ้เป็นผู้อุทธรณ์ แต่เนื่องจากประเด็นในศาลชั้นต้นอาจมีหลายประเด็น และมีบางประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัย ผู้ที่แพ้คดีอาจไม่อุทธรณ์ในประเด็นเหล่านี้ และไม่มีเหตุที่ผู้ชนะคดีต้องตั้งประเด็นในรูปคำฟ้องอุทธรณ์เพราะศาลชั้นต้นได้ได้พิพากษาให้ตนชนะคดีตามคำฟ้องแล้ว ดังนั้น ผู้ชนะคดีจึงควรตั้งประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ ไว้ในคำแก้อุทธรณ์เพื่อเป็นประเด็นให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย มิฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ไม่อาจมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้ ซึ่งจะมีผลทำให้ไม่มีสิทธิฎีกาต่อไปได้ด้วย เพราะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ดูฎ. 3270/48
- การโต้แย้งคัดค้านเหตุผลแห่งข้อวินิจฉัยในคำพิพากษา โดยไม่ประสงค์ถึงกลับให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปนั้น หาจำต้องถึงขั้นทำเป็นอุทธรณ์ไม่ เมื่อจำเลยโต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมาโดยทำเป็นเพียงคำแก้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งได้ และไม่ขัดต่อมาตรา 249 วรรคหนึ่ง
- เมื่อมีการตั้งประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้วินิจฉัยให้ จำเลยก็มีสิทธิฎีกาได้ (ฎ.298/39)
**- ถ้าคู่ความฝ่ายใดต้องการให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษาให้อีกฝ่ายหนึ่งรับผิดเพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้วแต่กรณีพิพากษาไว้ จะต้องทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฎีกาแล้วแต่กรณี (ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาด้วย) จะขอมาในคำแก้อุทธรณ์หรือคำแก้ฎีกาไม่ได้ (ฎ. 88/49,2864/46) ดังนั้นคำแก้อุทธรณ์จะมีคำขอบังคับอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ หากประสงค์ให้ศาลอุทธรณ์พิพากษานอกเหนือไปจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต้องขอเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ จะขอมาในคำแก้อุทธรณ์ไม่ได้ เช่น โจทก์มิได้ฎีกาขอให้ศาลฏีกาพิพากษาให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายเต็มตามฟ้อง แม้จะขอมาในคำแก้ฎีกา ศาลฏีกาก็พิพากษาเพิ่มค่าเสียหายให้ไม่ได้(ฎ. 1107/21,3800/41)
- การขอแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้อุทธรณ์โดยเพิ่มเติมประเด็นนั้นต้องกระทำภายในกำหนดระยะเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ (ภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งสำเนาอุทธรณ์ หมายถึงนับแต่วันที่จำเลยอุทธรณ์ได้รับสำเนาอุทธรณ์โดยชอบ) ทำนองเดียวกันกับการแก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์ต้องกระทำภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ตาม ม. 229
คดีที่อุทธรณ์ได้แต่ข้อกฎหมาย( ม.238)
คดีที่อุทธรณ์ได้แต่เฉพาะข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน
-ในคดีที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้คู่ความจะอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ได้ กรณีไม่อยู่ในบังคับมาตรา 238 เพราะกรณีมาตรา 238 จะต้องเป็นเรื่องที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงอุทธรณ์แต่ปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ถ้าคดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้จะอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ก็ไม่ต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมา เพราะมิใช่คดีที่อุทธรณ์ได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ได้ (ฎ. 1848/12 ป.)
- คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงย่อมเป็นอันยุติแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จำต้องฟังข้อเท็จจริงอย่างเดียวกับศาลชั้นต้น จะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นหาได้ไม่ (ฎ. 451/15)
- กรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดกฎหมาย ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นได้ ตามมาตรา 243(3) (ฎ.1785/46) แต่ถ้าศาลชั้นต้นยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงที่จะนำไปวินิจฉัยข้อกฎหมายมาเลย ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงทั้งหมดเสียเอง หรือยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วย้อนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยได้ (ฎ.6229/37) หรือกรณีที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงมายังไม่ชัดเจนพอ ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายศาลอุทธรณ์มีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ (ฎ. 900/36)
การวินิจฉัยคดีของศาลอุทธรณ์ (มาตรา 240)
-ฎ. 1289/10 เมื่อประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้พิจารณา และวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในประเด็น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติ ธรรม ศาลฏีกามีอำนาจให้โจทก์นำพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์มาสืบเพิ่มเติมตามมาตรา 86 วรรคสาม ประกอบมาตรา 240(3) และมาตรา 247 แล้วให้จำเลยสืบแก้ รวมทั้งให้คู่ความมีวิทธิระบุพยานบุคคลและพยานเอกสารเพิ่มเติมได้
- ในกรณีที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยได้( การที่ศาลอุทธรณ์จะยกย้อนหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ ) (ฎ.765/38,5441/45) ถ้าเป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง อาจมีปัญหาเรื่องสิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา 224 ศาลอุทธรณ์ก็คงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้น
อำนาจของศาลอุทธรณ์ (มาตรา 243)
- ตามมาตรา 243 (1) เป็นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง ซึ่งได้แก่ตามบทบัญญัติตั้งแต่มาตรา 131-169 กรณีเช่นนี้ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นควร ก็ต้องมีคำสั่งยกคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่
อย่างไรก็ตามถ้าปรากฏว่าคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ (ฎ. 1413/44)
แต่ถ้าคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท การวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นอาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เป็นกรณีสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ก่อน(ฎ. 4822/47) หรือการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามฎีกา ศาลฏีกาเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์ พิจารณาใหม่ ตามมาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 247 (ฎ. 1705/47) แต่ศาลสูงอาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลล่างวินิจฉัยก็ได้ การย้อนสำนวนหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล (ฎ. 161/47)
- ตามมาตรา 243(2) เป็นเรื่องการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง ในเรื่องการพิจารณา หรือการปฎิเสธไม่สืบพยาน เช่น ตามมาตรา 35-45,55-56,84-139,170-222 และการพิจารณาคำร้องคำขอต่างๆที่คู่ความยื่นต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่ง หรือมีเหตุที่ศาลปฎิเสธไม่สืบพยานตามที่ผู้อุทธรณ์ร้องขอ และศาลอุทธรณ์เห็นว่ามีเหตุอันสมควร กรณีเหล่านี้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น แล้วให้พิจารณาพิพากษาใหม่ (ฎ. 2288/35, 3900/49)
- กรณีมาตรา 243(3) เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นฟังมา ซึ่งก็คือตามมาตรา 238 กรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงมาผิดกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนได้ หรือถ้าข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมาไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์อาจให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นเสีย แลล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนั้นใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วมีคำพิพากษาหรือสั่งชี้ขาดไปตามรูปคดี
อย่างไรก็ตามบทบัญญัตินี้มิได้บังคับให้ศาลอุทธรณ์ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่เสมอไปไม่ ในคดีที่มีการสืบพยานเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงและมีคำพิพากษาใหม่ (ฎ. 990/36)
ผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งในชั้นอุทธรณ์ (มาตรา 245)
มาตรา 245 มีผลเฉพาะระหว่างคู่ความในชั้นอุทธรณ์เท่านั้น แต่มียกเว้น
(1) คำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไมอาจแบ่งแยกได้ และคู่ความแต่บางฝ่ายอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจชี้ขาดว่าคำพิพากษาฯ นั้นมีผลระหว่างคู่ความทุกฝ่ายในคดีชี้นต้นด้วย
- การชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เช่น ความรับผิดระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกัน ซึ่งสืบเนื่องมาจากมูลละเมิด หรือนิติกรรมสัญญาก็ได้ (ฎ. 845/38,914/38)
- กรณีลูกหนี้ชั้นต้นกับผู้ค้ำประกัน ลูกหนี้เท่านั้นอุทธรณ์หรือฎีกา เมื่อฟังว่าลูกหนี้ไม่ต้องรับผิด ศาลสูงพิพากษายกฟ้องให้มีผลไปถึงผู้ค้ำประกันได้ด้วย (ฎ. 137/36) หรือศาลสูงพิพากษาให้ลูกหนี้รับผิดน้อยกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลสูงก็พิพากษาให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเท่าลูกหนี้ได้(ฎ. 419/32)
- อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะพิพากษาให้มีไปถึงคู่ความฝายเดียวกันที่มิได้อุทธรณ์ก็เฉพาะที่เป็นคุณคู่ความฝ่ายนั้นเท่านั้น เช่นศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิด ยกฟ้องจำเลย โจทก็ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้จำเลยรับผิดร่วมกับจำเลยร่วมไม่ได้ ขัดต่อมาตรา 245 (ฎ. 4209/43)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
- เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
- สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซักที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
- สอบมาหลายครั้งแล้ว เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..จะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
- อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ
- สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ติด...กลับมาก็เหนื่อย
- อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรียนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบันติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
- ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก
