++ ทบทวน//สรุปหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง : ทุเลาการบังคับคดี,การวางหลักประกันต่อศาล,การขอคุ้มครองประโยชน์,อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์,คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ++

8,148 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Nov 20, 2013, 10:59:54 AM11/20/13
to law...@googlegroups.com

                ทุเลาการบังคับ  (มาตรา  231)

                - การยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับจะต้องยื่นพร้อมกับอุทธรณ์  หรือยื่นในภายหลังแต่ต้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์    ส่วนการพิจารณาคำร้องขอทุเลาการบังคับนั้น หากยังไม่มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์หรือฎีกา  ศาลอุทธรณ์หรือฎีกายังไม่อาจพิจารณาคำร้องขอทุเลาการบังคับได้ (คร.773/16 , 624/36)

                *- กรณีที่จะขอทุเลาการบังคับได้  จะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลทำให้ต้องมีการบังคับคดีแก่ผู้ขอทุเลาด้วย ( คร. 1534/37,702/29,170/09)    เช่น กรณีศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์จะขอทุเลาการบังคับไม่ได้เพราะไม่มีอะไรจะบังคับโจทก์   ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ต้องใช้แทนจำเลยตามมาตรา  229  เมื่อโจทก์อุทธรณ์  โจทก์ก็ต้องวางเงินต่อศาลพร้อมอุทธรณ์จะขอทุเลาการบังคับก็ไม่ได้ (คร. 640/05,365/03)

              - คำพิพากษาที่ให้หย่า มีผลนับตั้งแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด  จึงไม่มีเหตุขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา  (คร. 1089/27,952/31)  ดังนั้นเมื่อคดียังไม่ถึงที่สุดจึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกาในเรื่องแบ่งทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา  1532 

                 - หรือกรณีที่ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครอง  ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ต้องนำคำพิพากษาถึงที่สุดไปยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  เมื่อคำสั่งหรือคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุดจึงไม่จำต้องขอทุเลาการบังคับ (ฎ. 311/37)

                   - เมื่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผล ทำให้อาจต้องมีการบังคับคดีแล้ว แม้จะยังไม่มีคำบังคับตามคำพิพากษา ก็ขอทุเลาการบังคับได้ ( คร.25/98 ป.)

                 - อย่างไรก็ตาม การขอทุเลาการบังคับต้องเป็นกรณีที่ยังไม่มีการบังคับตามคำพิพากษา ถ้ามีการดำเนินการบังคับไปแล้ว ก็จะขอทุเลาการบังคับที่ดำเนินไปแล้วไม่ได้ กรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องของดการบังคับคดีตามมาตรา  292(2) ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นพิจารณาสั่ง (คร.331/38)

                 ข้อสังเกต 

                   1.  ตามแนวคำพิพากษาดังกล่าว  แสดงว่าคดีใดที่มีการบังคับคดีไปแล้วจะขอทุเลาการบังคับที่ดำเนินไปแล้วตามมาตรา  231 ไม่ได้  แต่ถือว่าการร้องขอให้ทุเลาการบังคับเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีตามมารา  292(2) นั้นเอง  

                     2.  มีข้อน่าสังเกตว่าการขอทุเลาการบังคับ ตามมาตรา  231   เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณีเป็นผู้สั่ง  แต่การงดการบังคับคดีตามมาตรา  292  อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น เป็นผู้สั่ง

                - การงดการบังคับคดีตามมาตรา 292(2)  นั้น  แม้จะยังไม่มีการบังคับศาลชั้นต้นก็อาจงดการบังคับคดีได้  ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์จะสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับ ศาลชั้นต้นก็ยังมีอำนาจสั่งให้งดการบังคับไว้ตามมาตรา 292(2)

                   - ในกรณีร้องขัดทรัพย์ซึ่งถือว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์เดิมมีฐานะเป็นจำเลย  หากศาลพิพากษาให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ มีผลเท่ากับศาลพิพากษายกฟ้องของผู้ร้องขัดทรัพย์  ไม่มีอะไรบังคับแก่ผู้ร้องขัดทรัพย์  จึงจะขอทุเลาการบังคับไม่ได้  แต่การที่ผู้ร้องขัดทรัพย์ขอให้ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ที่ยึด เป็นการร้องขอค้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ตามมาตรา  264  (ฎ. 2672/25,222/23)

                     - ในกรณีที่ศาลอนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับไว้แล้ว  โจทก์ก็ยังขอคุ้มครองตามมาตรา  264 ได้ (คร. 731/15)

                    -เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาแล้ว จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลได้ทันทีตามมาตรา  228 (2)  แต่จำเลยจะขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาไม่ได้ (ฎ.585/45)  เพราะ การขอคุ้มครองชั่วคราวฯ เป็นกระบวนการก่อนพิพากษา  ส่วนการขอทุเลาการบังคับเป็นเรื่องที่ศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว    (คู่ความขอให้ศาลสั่งอนุญาตให้ยังไม่ปฎิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นไว้ก่อน หมายถึงเฉพาะคำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี มิได้หมายถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับวิธีการขอคุ้มครองชั่วคราวฯ) 

                      - ในกรณีที่ประกันด้วยบุคคลตามเงื่อนไขของการทุเลาการบังคับคดี  ต่อมาผู้ค้ำประกันจะขอถอนประกันต้องยื่นต่อศาลชั้นต้น(คร. 343/94) เพราะได้ทำสัญญาไว้ที่ศาลชั้นต้น

                    -  ศาลที่มีอำนาจสั่งในเรื่องการขอทุเลาการบังคับ  กรณีอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เป็นศาลที่มีอำนาจสั่ง  กรณีฎีกา  ศาลฎีกาเป็นศาลที่มีอำนาจสั่ง  แม้ศาลชั้นต้นจะยังไม่ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็ตาม  ศาลชั้นต้นก็ไม่มีอำนาจสั่ง เว้นแต่กรณีมีเหตุฉุกเฉินอย่างยิ่ง ศาลชั้นต้นมีอาจสั่ง ได้เป็นการชั่วคราว เพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี ( มาตรา 231 วรรคสอง)

        -กรณีที่เป็นคำสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับของศาลอุทธรณ์   ถือว่าเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์โดยเฉพาะ จึงฎีกาไม่ได้(ฎ. 2033/48,1306/36) และคำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ต่อเนื่องกับคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่เกี่ยวกับการทุเลาการบังคับก็ฎีกาไม่ได้ เช่นกัน เช่น  กรณีจำเลยขอทุเลาการบังคับอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การขอเลื่อนคดีไปเพื่อให้โจทก์ไปตรวจดูหลักทรัพย์ จึงเป็นเรื่องต่อเนื่องกับคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งเกี่ยวกับการทุเลาการบังคับฯ  และเป็นอำนาจโดยเฉพาะของศาลอุทธรณ์ฯ (ฎ. 3580/32)   หรือ กรณีศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับโดยให้จำเลยที่  1 วางเงินประกันภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่จำเลยที่ 1 ขอขยายเวลาวางเงิน ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตศาลอุทธรณ์พิพากษายืน  จำเลยที่  1 ไม่มีสิทธิฎีกา เพราะการขอขยายระยะเวลาวางหลักทรัพย์เป็นเรื่องต่อเนื่องกับคำสั่งการขอทุเลาการบังคับฯ

       - แต่ถ้าฎีกาว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แปลคำสั่งการทุเลาการบังคับของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง ( มิไช่ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการสั่งเรื่องการขอทุเลาการบังคับ ซึ่งเป็นอำนาจแต่ละชั้นของศาล)   ถือว่าเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาของศาลในชั้นบังคับคดีว่าเป็นไปโดยชอบหรือไม่  จึงฎีกาได้ (ฎ. 2275/21)           

                การวางเงินหรือหลักประกันต่อศาลชั้นต้น

                ผู้อุทธรณ์อาจวางเงินต่อศาลชั้นต้นเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องและการบังคับคดีหรือหาประกัน ศาลต้องงดการบังคับคดีไว้ (มาตรา 231 วรรคสาม) 

                -เป็นการวางเพื่อให้งดการบังคับคดีไว้จะจ่ายแก่ผู้ชนะคดียังไม่ได้  ต้องรอให้คดีถึงที่สุดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีก่อน (คร. 37/91)       

                -  มาตรา 231 วรรคสาม เป็นอำนาจขอศาลชั้นต้นที่จะสั่ง  มิใช่ของศาลอุทธรณ์ หรือฎีกา

                การขอคุ้มครองประโยชน์กับการขอทุเลาการบังคับ

             - กรณีที่ผู้อุทธรณ์จะขอทุเลาการบังคับตามมาตรา  231  ได้  ต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย    ถ้าเป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่มีการบังคับอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ผู้อุทธรณ์ ก็ไม่ใช่เรื่องขอทุเลาการบังคับ แต่ศาลอาจถือว่าเป็นกรณีขอคุ้มครองประโยชน์ตามมาตรา  264 ได้    เช่น คดีที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์  โจทก์อุทธรณ์และขอทุเลาการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น  มิได้บังคับให้โจทก์กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง  จึงมิใช่กรณีการขอทุเลาการบังคับ ศาลฎีกาตีความว่าเป็นเรื่องขอคุ้มครองประโยชน์ตามมาตรา  264 ได้  (ฎ. 5973/41)

             *- ในกรณีคดีร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องขัดทรัพย์ มีฐานะเป็นโจทก์ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีฐานะเป็นจำเลย ดังนี้ หากศาลชั้นต้นสั่งให้ปล่อยทรัพย์  เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอุทธรณ์คำสั่งศาล ก็จะขอทุเลาการบังคับไม่ได้เพราะคำสั่งศาลที่ให้ปล่อยทรัพย์ไม่เป็นการบังคับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา คงมีสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 264 ได้   หรือแม้จะยื่นขอทุเลาการบังคับ  ศาลก็อาจสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ตาม 264 ได้ (ฎ. 891/18)  ดังนั้นถ้ากรณีที่ไม่มีการบังคับโจทก์จะขอทุเลาการบังคับไม่ได้  แต่คำร้องขอทุเลาอาจแปลได้ว่าเป็นการขอตาม  มาตรา  264  ศาลมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งตามมาตรา  264 ได้ (ฎ. 4085/46)

              - คำสั่งเกี่ยวกับการขอทุเลาการบังคับฎีกาไม่ได้    แต่คำสั่งตามมาตรา  264  ฎีกาได้ (ฎ. 486/33)            

อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์  ( มาตรา  234,236)   

- ในเบื้องต้นสังเกตว่า การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตามมาตรา  234   นี้  ต้องทำในรูปคำร้อง โดยต้องชำระค่าธรรมเนียมคำร้องเพียง  40 บาท (ฎ. 451/49)

-  ตามบทบัญญัติมาตรา  234  แสดงว่าในชั้นตรวจอุทธรณ์  ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์ได้เฉพาะคำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์เท่านั้น   ฉะนั้นการที่ศาลชั้นต้นสั่งในชั้นอุทธรณ์ว่าให้ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนมาวางศาลภายในเวลาที่กำหนดก่อนจึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์นั้น(ว่าจะรับหรือไม่รับ)   ไม่ใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ผู้อุทธรณ์จึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว (ฎ. 1125/2545)   

*- คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนอุทธรณ์ไปทำมาใหม่ (ไม่ใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตาม  ม. 234)   เมื่อผู้อุทธรณ์ไม่ปฎิบัติตาม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้น ( ตาม มาตรา 18 วรรคสอง)     ดังนี้ผู้อุทธรณ์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ตามมาตรา 18 วรรคท้าย ประกอบมาตรา  227 และ 228(3) เพราะเป็นคำสั่งชั้นตรวจคำคู่ความ ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่กรณีการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์อันจะตกอยู่ในบังคับมาตรา  234   ที่จะต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวใน 15 วันนับแต่วันที่ศาลต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์    แต่อยู่ในบังคับมาตรา  18  วรรคท้าย  จึงสามารถอุทธรณ์ ในกำหนด 1 เดือน  ตามมาตรา  227, 228 หรือ 247   (ดู ฎ 9219/47) 

ข้อสังเกต เมื่อศาลอุทธรณ์ตรวจอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งให้คืนอุทธรณ์ หรือไม่รับอุทธรณ์ ตามมาตรา  18  คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ตามมาตรา 227และ 228 (มาตรา 18 วรรคท้าย ) ภายในกำหนด 1 เดือน  นับแต่มีคำสั่ง( มาตรา  228 วรรคสอง)  กรณีเช่นนี้มิใช่การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 234  

ค่าฤชาธรรมเนียมและเงินที่ต้องวางศาลพร้อมอุทธรณ์

- การยื่นอุทธรณ์ ตาม 229 ผู้อุทธรณ์ ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่าย มาวางศาล  ส่วนการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตาม  234   นอกจากผู้อุทธรณ์มีหน้าที่ต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง( ได้แก่ค่าขึ้นศาลซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมในการอุทธรณ์  และค่าธรรมเนียมตามมาตรา  229) มาวางศาลแล้ว    และยังมีหน้าที่เพิ่มขึ้นอีกคือ  ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษามาวางต่อศาลด้วย( ถ้าไม่วางกรณีนี้ต้องหาประกันต่อศาลด้วย)   

-  สำหรับผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ย่างคนอนาถา ย่อมได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม ตาม  ม.18,229    ส่วนเงินที่ต้องนำมาชำระตามคำพิพากษา ตามมาตรา 234   ไม่ได้รับการยกเว้นด้วย (ดู ฎ. 45/48)    

- เงินตาม 229, และ  ตาม 234  จะขอทุเลาการบังคับตามมาตรา  231  ไม่ได้  (เงินตาม  234 สามารถหาประกันต่อศาลได้ ) (ฎ. 1886/30, 1682/26)      

-  มาตรา  234 บังคับเฉพาะศาลต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ทั้งหมด(ทุกข้อ) เมื่อยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตาม  234  จึงต้องวางฯ  แต่หากศาลต้นรับอุทธรณ์เพียงบางข้อ บางข้อไม่รับ กรณีเช่นนี้ไม่ต้องวางเงินที่จะต้อชำระตามคำพิพากษา ตาม  234  ( กรณีที่ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์  ซึ่งจะต้องวางเงินชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันตามมาตรา  234   ต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ทั้งหมด   ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์เพียงบางข้อ  บางข้อไม่รับ  ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งในข้อที่ไม่ได้รับได้ โดยไม่ต้องนำเงินตามคำพิพากษามาวาง (คร.409/31,3271/35)

- หากในขณะที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์  หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมยังไม่ถึงกำหนดชำระ จำเลยจึงยังไม่ต้องวางเงินตามคำพิพากษาตามยอมหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตาม มาตรา 234 (คร.3000/35)

*-  คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้อุทธรณ์เสียค่าขึ้นศาลเสียใหม่ภายในเวลาที่กำหนด  มิใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตาม 234     เมื่อผู้อุทธรณ์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จึงไม่ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล  และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ตามมาตรา  234(ฎ. 6008/48)

*- ถ้าผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โดยไม่ได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาล และมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษา  ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องได้ทันทีโดยไม่ต้องกำหนดเวลาให้ผู้อุทธรณ์ปฎิบัติเสียก่อน ( คร. 2870/45, ฎ.2729/35,1413-15/33)    

  อย่างไรก็ตาม การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งโดยไม่ได้สั่งเกี่ยวกับเรื่องการวางเงินหรือหาประกัน  ก็มีเหตุให้น่าเชื่อว่าผู้อุทธรณ์ฯไม่มีเจตนาฝ่าฝืนที่จะไม่ปฎิบัติตามมาตรา  234   ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะกำหนดให้ผู้อุทธรณ์วางเงินหรือหาประกันก่อน (ฎ. 3487/35,7138/41,7688/42) 

คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ที่มิใช่ประเด็นแห่งคดี

*-  การยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แม้จะมิใช่เป็นคำพิพากษาหรือประเด็นแห่งคดี(เป็นการอุทธรณ์ คำสั่งศาลที่ไม่ใช่ประเด็นแห่งคดี) เช่นกรณี การอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับการขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์  หรือ การอุทธรณ์ขอให้ยกคำพิพากษาศาลต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป หรืออุทธรณ์คำสั่งศาลต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาใหม่   ซึ่งกรณีทั้งหมดไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือประเด็นแห่งคดีโดยตรง   ก็ต้องปฎิบัตตามมาตรา  234 ด้วยเช่นกัน   ( ดู  ฎ. 936/48)  

ตามฎีกานี้  วินิจฉัยว่า  คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้งดสืบพยานจำเลย  เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ตามมาตรา  226  วิธีการอุทธรณ์ก็ตกอยู่ในบังคับการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา  ประกอบกับมาตรา  229  ด้วย  จึงต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนฯ มาวางศาลด้วย เมื่อจำเลยไม่วาง ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์จึงชอบแล้ว เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์  แม้จะเป็นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยในเรื่องที่ขอให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป  มิใช่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยตรง ก็ต้องปฎิบัติตามมาตรา  234    ด้วย    

- คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ในเรื่องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ก็ต้องปฎิบัติตามมาตรา  234 เช่นกัน (ฎ. 7688/42,4817/48)

- กรณีไม่ใช่การโต้แย้งคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ไม่จำต้องปฎิบัติตามมาตรา  234 (คร. 276/42)   เรื่องนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์หลังพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว โดยอ้างเหตุพฤติการณ์พิเศษ  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันให้ยกคำร้อง โจทก์จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในเวลาอันสมควร  ถือได้ว่าโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายหลังในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์   มิใช่เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์  ไม่จำต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันฯ ตามาตรา 234  

ศาลที่มีอำนาจสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์  (มาตรา  236)  

*การยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตามมาตรา  234  บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้น ต้องส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์โดยไม่ชักช้า  ศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่ตรวจสั่งไม่รับคำร้องเหมือนอย่างชั้นสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา  232   ดังนี้แม้ผู้อุทธรณ์จะไม่ปฎิบัติตามหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  234  ศาลชั้นต้นก็จะสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ได้ เช่น ยื่นคำร้องเกินกำหนดเวลา หรือไม่วางเงินตาม มาตรา 234  ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ได้ ต้องส่งคำร้องนั้นไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง  (ฎ. 1436/48,)

ดังนั้น แม้คำร้องอุทธรณ์คำสั่งจะยื่นคำร้องเกินกำหนดเวลาหรือไม่วางเงินตามมาตรา  234  ศาลชั้นต้น ก็จะสั่งไม่รับคำร้องด้วยเหตุดังกล่าวไม่ได้  ศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องนั้นไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง(ฎ.9406/46)ที่เป็นเช่นนี้เพราะ เนื่องจากพ้นอำนาจของศาลชั้นต้นไปแล้ว      

- เช่นเดียวกับชั้นฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาแล้ว ผู้ฎีกายื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาต่อศาลชั้นต้น  ศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลฏีกาเพื่อสั่งตามมาตรา  252  การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเสียเองโดยอ้างว่าจำเลยไม่วางเงินตามมาตรา  234  จึงเป็นการไม่ชอบ (ฎ. 3810/45)

- การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเสียเอง เป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา  236 วรรคหนึ่ง ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวนี้ได้ภายในกำหนด 1 เดือน ตามมาตรา  229  กรณีมิใช่การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ซึ่งต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งภายใน 15 วัน ตามาตรา  234  (ฎ. 541/49)   

คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด (มาตรา  236)

คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ยืนตามคำปฎิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์เป็นที่สุด

 *-  คำสั่งของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จะเป็นที่สุดตามมาตรา  236 นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจะต้องเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนไม่รับอุทธรณ์ด้วยเหตุเนื้อหาในอุทธรณ์ว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม    ดังนั้นกรณีที่ว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามมาตรา  236  ต้องเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนไม่รับอุทธรณ์ด้วยเหตุเนื้อหาในอุทธรณ์  หรือเนื้อหาในประเด็นแห่งคดี   เช่นศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์เพราะเห็นว่า เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง(มาตรา  224)  หรืออุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง (เช่น เป็นอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่มีข้อความโต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น)   หรือ ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น  หรือไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย(มาตรา  225 วรรคหนึ่ง)  หรือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และศาลอุทธรณ์ยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น  (คร. 1132/47, ฎ. 1792/48, 347/40,1622/49,1642/49)  

-  แต่ถ้าไม่ใช่เนื้อหา เช่น กรณีที่ศาลอุทธรณ์ยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยซึ่งยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์  ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลตามมาตรา  229   และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตาม  234  นั้น มิใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ยืนตามคำสั่งปฎิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ในเนื้อหาของอุทธรณ์   ( คร. 31/47,คร.356/46 ) หรือเพราะยื่นเกินกำหนดระยะเวลา ( คร. 340/13 ป.,807/38)   ไม่ต้องด้วยมาตรา  236 จึงไม่ถึงที่สุด    

- การสั่งจำหน่ายคดี ไม่ใช่คำสั่งยืนในเรื่องไม่รับอุทธรณ์ไม่เป็นที่สุด เช่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วนแต่จำเลยไม่ชำระ  ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์ จึงรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์   ศาลอุทธรณ์ก็สั่งจำหน่ายคดีเพราะเห็นว่าทิ้งอุทธรณ์   ไม่ใช่คำสั่งยืนตามคำปฎิเสธของศาลชั้นต้นในเรื่องไม่รับอุทธรณ์  ไม่เป็นที่สุดตามมาตรา 236  จำเลยมีสิทธิฎีกาได้     (ฎ.3369/38, คร.396/46)

- เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์คดีย่อมเป็นที่สุด แม้ผู้อุทธรณ์จะยื่นคำร้องอุทธรณ์เกินกำหนด  15 วัน  นับแต่วันมีคำสั่งก็ตาม  เช่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เพราะเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามในข้อเท็จจริงตามมาตรา  224   แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นอุทธรณ์ไม่ต้องห้ามในข้อเท็จจริงให้รับอุทธรณ์   ดังนี้     คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เป็นการวินิจฉัยเนื้อหาของอุทธรณ์แล้วคดีจึงเป็นที่สุด  แม้จะปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเกินกำหนด 15 วัน ก็ตาม  โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลย ( ดู ฎ. 38/29) 

- การอุทธรณ์คำสั่งอื่นของศาลชั้นต้นที่ไม่ใช่คำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์โดยตรง ไม่ใช่คำสั่งตามมาตรา  236   ไม่เป็นที่สุด  เช่น ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ไม่ใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์  แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนก็ไม่เป็นที่สุด  (คร.222/29,2220/37)

ข้อสังเกต  คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่เป็นที่สุดตามมาตรา  236  นี้ ไม่ว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ หรือให้รับอุทธรณ์ หรือให้ยกคำร้องก็ตาม  ถ้าเป็นการยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นก็เป็นที่สุดทั้งสิ้น   (ฎ. 7754/49)  

- แต่เฉพาะกรณีที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ แม้จะอ้างคนละเหตุกับศาลชั้นต้นก็ตาม ก็ถึงที่สุดเช่นกัน (ฎ. 3739/27) เรื่องนี้ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์  ส่วนศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์      

- เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โดยอ้างว่าเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แม้จะปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งผิดหลงไปเนื่องจากเป็นคดีที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ก็ตาม แต่หากผู้อุทธรณ์มิได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดเวลา 15 วัน ตามมาตรา  234  คดีย่อมถึงที่สุด (ฎ. 54/49)  

การส่งสำเนาอุทธรณ์ ( มาตรา  235)  

เมื่อศาลชั้นต้นได้รับอุทธรณ์แล้ว  ให้ส่งสำเนาอุทธรณ์นั้นให้แก่จำเลยอุทธรณ์ภายใน 7 วัน

- คำว่าจำเลยอุทธรณ์  หมายถึงฝ่ายที่ไม่ได้อุทธรณ์คดีนั้น รวมทั้งคู่ความฝ่ายที่เป็นปฎิปักษ์กับผู้อุทธรณ์ในชั้นอุทธรณ์  ซึ่งอาจเป็นคู่ความในฝ่ายเดียวกันก็ได้  เช่น  กรณีที่มีจำเลยหลายคน และข้อต่อสู้ของจำเลยที่อุทธรณ์เป็นปฎิปักษ์ทั้งโจทก์และจำเลยอื่นถือว่าทั้งโจทก์และจำเลยอื่น นั้นเป็นจำเลยอุทธรณ์  ดังนั้นฝ่ายที่อุทธรณ์จะต้องส่งสำเนาให้อีกฝ่าย  หากไม่ส่งศาลฎีกาชอบที่จะยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ แล้วย้อนสำนวนไปให้ดำเนินการใหม่ให้ถูกต้อง  (ฎ. 2259/44, 3377/26) 

- ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอุทธรณ์   แต่ศาลอาจกำหนดให้ผู้อุทธรณ์มีหน้าที่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอุทธรณ์ภายในเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้(ฎ.576/16)    ในกรณีที่มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอุทธรณ์แล้วในการขอนาถาชั้นอุทธรณ์   ก็ไม่จำต้องส่งซ้ำอีก  แม้ว่าศาลชั้นต้นจะคำสั่งให้     ผู้อุทธรณ์นำส่ง   ฉะนั้นการที่ผู้อุทธรณ์ไม่ได้นำส่งตามคำสั่งศาลชั้นต้นจะถือว่าผู้อุทธรณ์ทิ้งฟ้องไม่ได้ (ฎ.1105/43,1005/39)

-    การสั่งทิ้งฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาและให้จำหน่ายคดี เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี  ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งเช่นนั้นได้(ฎ. 741/43) 

คำแก้อุทธรณ์ (มาตรา 237)  

-  คำฟ้องอุทธรณ์ และคำแก้อุทธรณ์ มีลักษณะเป็นคำคู่ความ(ฎ.1198/98)

-  คำแก้อุทธรณ์ ถ้ายื่นเมื่อพ้นกำหนดแก้อุทธรณ์ ศาลรับไว้ในฐานะเป็นคำแถลงการณ์เท่านั้น

-  คำฟ้องอุทธรณ์ และคำแก้อุทธรณ์ อาจตั้งประเด็นได้  แต่คำแถลงการณ์จะตั้งประเด็นไม่ได้      

*-  ดังนั้นการตั้งประเด็นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา อาจตั้งโดยคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา หรือคำแก้อุทธรณ์  หรือคำแก้ฎีกา ก็ได้ (ฎ. 218/38, 2317/36,1727/34,666/17)  จากกลุ่มคำพิพากษาดังกล่าวนี้ จะเห็นว่าโดยปกติผู้ที่ชนะคดีในศาลชั้นต้นจะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น  จะมีก็แต่เพียงฝ่ายที่แพ้เป็นผู้อุทธรณ์   แต่เนื่องจากประเด็นในศาลชั้นต้นอาจมีหลายประเด็น และมีบางประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัย  ผู้ที่แพ้คดีอาจไม่อุทธรณ์ในประเด็นเหล่านี้  และไม่มีเหตุที่ผู้ชนะคดีต้องตั้งประเด็นในรูปคำฟ้องอุทธรณ์เพราะศาลชั้นต้นได้ได้พิพากษาให้ตนชนะคดีตามคำฟ้องแล้ว   ดังนั้น  ผู้ชนะคดีจึงควรตั้งประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ ไว้ในคำแก้อุทธรณ์เพื่อเป็นประเด็นให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย        มิฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ไม่อาจมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้ ซึ่งจะมีผลทำให้ไม่มีสิทธิฎีกาต่อไปได้ด้วย เพราะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วในศาลอุทธรณ์  ต้องห้ามตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง   ดูฎ. 3270/48

-  การโต้แย้งคัดค้านเหตุผลแห่งข้อวินิจฉัยในคำพิพากษา โดยไม่ประสงค์ถึงกลับให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปนั้น หาจำต้องถึงขั้นทำเป็นอุทธรณ์ไม่  เมื่อจำเลยโต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมาโดยทำเป็นเพียงคำแก้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งได้  และไม่ขัดต่อมาตรา  249 วรรคหนึ่ง   

- เมื่อมีการตั้งประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์  แม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้วินิจฉัยให้ จำเลยก็มีสิทธิฎีกาได้ (ฎ.298/39)

**-  ถ้าคู่ความฝ่ายใดต้องการให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษาให้อีกฝ่ายหนึ่งรับผิดเพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้วแต่กรณีพิพากษาไว้  จะต้องทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฎีกาแล้วแต่กรณี (ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาด้วย)  จะขอมาในคำแก้อุทธรณ์หรือคำแก้ฎีกาไม่ได้ (ฎ. 88/49,2864/46)   ดังนั้นคำแก้อุทธรณ์จะมีคำขอบังคับอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้    หากประสงค์ให้ศาลอุทธรณ์พิพากษานอกเหนือไปจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต้องขอเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ จะขอมาในคำแก้อุทธรณ์ไม่ได้   เช่น โจทก์มิได้ฎีกาขอให้ศาลฏีกาพิพากษาให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายเต็มตามฟ้อง แม้จะขอมาในคำแก้ฎีกา  ศาลฏีกาก็พิพากษาเพิ่มค่าเสียหายให้ไม่ได้(ฎ. 1107/21,3800/41)   

การขอแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้อุทธรณ์โดยเพิ่มเติมประเด็นนั้นต้องกระทำภายในกำหนดระยะเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์  (ภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งสำเนาอุทธรณ์ หมายถึงนับแต่วันที่จำเลยอุทธรณ์ได้รับสำเนาอุทธรณ์โดยชอบ)  ทำนองเดียวกันกับการแก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์ต้องกระทำภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ตาม  ม. 229                

คดีที่อุทธรณ์ได้แต่ข้อกฎหมาย( ม.238)

คดีที่อุทธรณ์ได้แต่เฉพาะข้อกฎหมาย  การวินิจฉัยปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน

-ในคดีที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  แม้คู่ความจะอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ได้  กรณีไม่อยู่ในบังคับมาตรา  238      เพราะกรณีมาตรา  238  จะต้องเป็นเรื่องที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  จึงอุทธรณ์แต่ปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น   ถ้าคดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้จะอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ก็ไม่ต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมา เพราะมิใช่คดีที่อุทธรณ์ได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย  ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ได้ (ฎ. 1848/12 ป.)

-  คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย   ข้อเท็จจริงย่อมเป็นอันยุติแต่ศาลชั้นต้น  ศาลอุทธรณ์จำต้องฟังข้อเท็จจริงอย่างเดียวกับศาลชั้นต้น  จะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นหาได้ไม่ (ฎ. 451/15) 

- กรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดกฎหมาย  ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นได้ ตามมาตรา  243(3)   (ฎ.1785/46)   แต่ถ้าศาลชั้นต้นยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงที่จะนำไปวินิจฉัยข้อกฎหมายมาเลย  ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงทั้งหมดเสียเอง  หรือยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วย้อนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยได้ (ฎ.6229/37)    หรือกรณีที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงมายังไม่ชัดเจนพอ  ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายศาลอุทธรณ์มีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ (ฎ. 900/36)  

การวินิจฉัยคดีของศาลอุทธรณ์  (มาตรา  240)

-ฎ. 1289/10  เมื่อประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้พิจารณา และวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในประเด็น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติ ธรรม ศาลฏีกามีอำนาจให้โจทก์นำพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์มาสืบเพิ่มเติมตามมาตรา  86 วรรคสาม ประกอบมาตรา  240(3) และมาตรา  247  แล้วให้จำเลยสืบแก้ รวมทั้งให้คู่ความมีวิทธิระบุพยานบุคคลและพยานเอกสารเพิ่มเติมได้

- ในกรณีที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยได้( การที่ศาลอุทธรณ์จะยกย้อนหรือไม่  เป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ )   (ฎ.765/38,5441/45)   ถ้าเป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง  อาจมีปัญหาเรื่องสิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา  224  ศาลอุทธรณ์ก็คงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้น 

อำนาจของศาลอุทธรณ์  (มาตรา 243)

- ตามมาตรา  243 (1) เป็นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง ซึ่งได้แก่ตามบทบัญญัติตั้งแต่มาตรา 131-169   กรณีเช่นนี้ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นควร ก็ต้องมีคำสั่งยกคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น  แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่  

อย่างไรก็ตามถ้าปรากฏว่าคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ (ฎ. 1413/44)

แต่ถ้าคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท  การวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นอาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เป็นกรณีสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ก่อน(ฎ. 4822/47) หรือการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามฎีกา  ศาลฏีกาเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์ พิจารณาใหม่ ตามมาตรา  243(1) ประกอบมาตรา  247 (ฎ. 1705/47) แต่ศาลสูงอาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลล่างวินิจฉัยก็ได้   การย้อนสำนวนหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล (ฎ. 161/47)  

- ตามมาตรา  243(2) เป็นเรื่องการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง  ในเรื่องการพิจารณา หรือการปฎิเสธไม่สืบพยาน   เช่น ตามมาตรา  35-45,55-56,84-139,170-222  และการพิจารณาคำร้องคำขอต่างๆที่คู่ความยื่นต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่ง หรือมีเหตุที่ศาลปฎิเสธไม่สืบพยานตามที่ผู้อุทธรณ์ร้องขอ และศาลอุทธรณ์เห็นว่ามีเหตุอันสมควร  กรณีเหล่านี้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น แล้วให้พิจารณาพิพากษาใหม่ (ฎ. 2288/35, 3900/49)  

- กรณีมาตรา  243(3) เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นฟังมา ซึ่งก็คือตามมาตรา  238     กรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงมาผิดกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนได้     หรือถ้าข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมาไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์อาจให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นเสีย  แลล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนั้นใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วมีคำพิพากษาหรือสั่งชี้ขาดไปตามรูปคดี

อย่างไรก็ตามบทบัญญัตินี้มิได้บังคับให้ศาลอุทธรณ์ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่เสมอไปไม่  ในคดีที่มีการสืบพยานเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงและมีคำพิพากษาใหม่  (ฎ. 990/36) 

ผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งในชั้นอุทธรณ์  (มาตรา 245)

มาตรา  245   มีผลเฉพาะระหว่างคู่ความในชั้นอุทธรณ์เท่านั้น  แต่มียกเว้น

(1) คำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไมอาจแบ่งแยกได้  และคู่ความแต่บางฝ่ายอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์มีอำนาจชี้ขาดว่าคำพิพากษาฯ นั้นมีผลระหว่างคู่ความทุกฝ่ายในคดีชี้นต้นด้วย

- การชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เช่น ความรับผิดระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกัน ซึ่งสืบเนื่องมาจากมูลละเมิด หรือนิติกรรมสัญญาก็ได้ (ฎ. 845/38,914/38)

- กรณีลูกหนี้ชั้นต้นกับผู้ค้ำประกัน  ลูกหนี้เท่านั้นอุทธรณ์หรือฎีกา  เมื่อฟังว่าลูกหนี้ไม่ต้องรับผิด ศาลสูงพิพากษายกฟ้องให้มีผลไปถึงผู้ค้ำประกันได้ด้วย (ฎ. 137/36) หรือศาลสูงพิพากษาให้ลูกหนี้รับผิดน้อยกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนด  ศาลสูงก็พิพากษาให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเท่าลูกหนี้ได้(ฎ. 419/32) 

- อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะพิพากษาให้มีไปถึงคู่ความฝายเดียวกันที่มิได้อุทธรณ์ก็เฉพาะที่เป็นคุณคู่ความฝ่ายนั้นเท่านั้น  เช่นศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิด ยกฟ้องจำเลย โจทก็ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้จำเลยรับผิดร่วมกับจำเลยร่วมไม่ได้ ขัดต่อมาตรา 245 (ฎ. 4209/43) 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


     ...คุณเคยมีปัญหาเหล่านี้หรไม่ ? 

      - เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
      - 
สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซัที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที

      - สอบมาหลายครั้งแล้ว  เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..ะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
      - 
อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ 
      - 
สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
      - 
สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ 
กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ันสอบ
      - เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ด...กลับมาก็เหนื่อย
 
     - อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรีนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบัติวก็อยู่หน้ารามกันหมด

      - ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก 


    ถ้าเปรียบกับการสอบเนติบัณฑิต กับการทำศึกสงคราม มีกลยุทธ์ 3 อย่าง ดังนี้
        - ท่องตัวบท   คือ อาวุธ ที่เรา สะสมไว้ ต่อสู้ ยิ่งท่องตัวบทได้มาก ก็ มีอาวุธ เก็บไว้สำรองมาก หยิบใช้เมื่อไรก็ได้
        - จดฎีกา       คือการ ศึกษาแผนการรบว่าสถานการณ์แบบใดเราควรจะใช้อาวุธแบบใด ยิ่งจดจำฎีกาไว้มาก ก็มีแนวการตอบข้อสอบได้ตรงจุด ตรงประเด็น ได้มาก และไม่โดนข้อสอบหลอกล่อให้หลงทา
        -  ล่าข้อสอบ   คือ การหัดซ้อมรบก่อน เข้าสู้ศึกสงครามสนามสอบจริง ยิ่งหัดทำข้อสอบมากเท่าใด ก็เป็นการสั่งสมประสบการณ์การหัดทำข้อสอบมากขึ้นทำให้ จับประเด็นและเขียนตอบได้เร็วและทันเวลา
     -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------     
     ขอแนะนำ !!

     ชุดรวบรวมเอกสารคำบรรยายเนติฯ สำหรับเตรียมสอบ ภาค 1/66 และ 2/65
    ++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา ++  
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวน 1/66 New !!
      -  ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 
      -  ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 1/66 
      -  ไฟล์บทบรรณาธิการ 1/63-1/66 
      -  ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      -  ไฟล์เอกสารทบทวนสรุปประเด็นน่สนใจ 1/66
      -  ไฟล์เอกสารรวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66
      -   เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)
    ..................................................................................................................................................
    ++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา ++ 
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์ 
      - ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 
      - ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 
      - ไฟล์บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 
      - ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      - เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)  
    ..................................................................................................................................................
     ค่ารวบรวม  :   ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 
     หมายเหตุ   :   สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเ อกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี) 

   ** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com**

     
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages