สรุปคำบรรยาย วิชาตัวแทน ประกันภัย ตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด (ค่ำ)ครั้งที่ 5 - 7

252 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 21, 2010, 1:20:17 AM7/21/10
to LAWSIAM

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1504961">สรุปคำบรรยาย วิชาตัวแทน ประกันภัย ตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด (ค่ำ)ครั้งที่ 1</A>

<A HREF=" http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1514180">สรุปคำบรรยายวิชาวิชา ตัวแทน ประกันภัย ตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด (ค่ำ) ครั้งที่ 2 - 3</A>

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1521787">สรุปคำบรรยายวิชาวิชา ตัวแทน ประกันภัย ตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด (ค่ำ) ครั้งที่ 4</A>

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 5  . วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน 2553

            วันนี้เมื่อช่วงบ่ายก็มีการประชุมคณะกรรมการเนฯ มีเรื่องหนึ่งก็คือ คนที่พิการทางสายตาก็อาจจะมีอักษรเบล ให้ นี่คือความก้าวหน้าอย่างหนึ่งเพื่อบริการผู้พิการทางสายตา

            ข้อสอบในกลุ่มนี้จริงอยู่ส่วนใหญ่เป็นกฎหมายในลักษณะตั๋วเงินที่ได้รับเลือก แต่เราก็ต้องอ่านกฎหมายลักษณะอื่นที่อยู่ในเนื้อหาด้วยนะครับ

            ความจริงแล้วหลักกฎหมายมีไม่มาก ในครั้งที่ผ่านมา เราบรรยายบทเบ็ดเสร็จทั่วไป แต่ในเนื้อหาเราแตะหลายเรื่องแล้วนะครับ

            วันนี้มาตรา 903 ในการใช้เงินตามตั๋วเงินท่านมิให้ ให้วันผ่อน หลักการนี้ก็เนื่องมาจากปกติแล้วการชำระหนี้ด้วยตั๋วเงินก็มักจะเป็นการผ่อนหนี้ในตัวอยู่แล้ว จะเห็นได้จากวันตั๋วถึงกำหนด ก็เห็นได้ว่า วันตามตั๋วแลกเงิน และตั๋วสัญญาใช้เงินมีได้หลายกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันออกตั๋ว กับ วันถึงกำหนด เป็นคนละวันกัน เห็นได้ว่าเท่ากับมีการผ่อนผันการชำระหนี้อยู่ในตัวแล้ว

            หรือ เช็ค คือถึงกำหนดเมื่อทวงถาม คือวันที่ที่ลงในเช็ค และการออกเช็คก็ออกล่วงหน้าได้ ก็เท่ากับมีการผ่อนผันในตัวแล้ว ด้วยหลักเกณฑ์นี้เอง 903 จึงไม่อยากให้มีการผ่อนผันอีก

            หรือ ในเรื่องตั๋วอาจมีคนที่เกี่ยวหลายคน ใน 967 ต้องรับผิดต่อผู้ทรง คนที่ลงในตั๋วทุกคน ก็ประสงค์ว่า ตั๋วนั้ควรมีการใช้เงินตามตั๋ว มิฉะนั้น ลูกหนี้จะต้องสำรองเงินไว้ เพราะไม่ทราบว่าตนเองจะถูกไล่เบี้ยเมื่อใด มันจะเสียหายแก่ลูกหนี้คนอื่นด้วย

            ผลของการฝ่าฝืน หรือ มีการพัดผ่อนการใช้เงิน กรณีแรก ตั๋วแลกเงินมาตรา 948 ถ้าผู้ทรงยอมผ่อนเวลา ก็สิ้นสิทธิ ในการไล่เบี้ยกับคู่สัญญาคนก่อน ที่ไม่ได้ตกลงในเรื่องการผ่อนเวลาไว้

            ผลที่เกิดก็คือ ผู้ทรงจะสิ้นสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่คู่สัญญาคนก่อน ที่ไม่ได้ตกลงด้วยในคู่สัญญานั้น มาตรา 906 ก็บัญญัติไว้ว่ารวมถึงคู่สัญญาคนก่อนๆด้วย ยกตัวอย่าง ก ออกตั๋วแลกเงิน ค ก็เอาตั๋วแลกเงินให้ ข รับรองตั๋ว คือ รับรองให้ว่าจะใช้เมื่อตั๋วถึงกำหนด ต่อมา ค สลักหลังตัวแลกเงินให้ ง พอตั๋วถึงกำหนด ง ก็ผ่อนผันให้ ค ผู้จ่าย ถ้าภายหลัง ข ไม่จ่ายเงินตามตั๋ว ง ฟ้อง ค ผู้สลักหลังไม่ได้ ซึ่งเป็นไปตาม 948

            จำไว้ว่า 903 + 948 ก็คือ ใช้ในเรื่องตั๋วแลกเงิน

            แต่ถ้าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินกับเช็ค ตรงกันข้ามเลยนะครับ ผู้ทรงผ่อนเวลาให้ ผู้สลักหรือผู้อาวัลจะหลุดพ้นด้วยหรือไม่ คำตอบคือไม่หลุดพ้น เหตุผล เพราะ 948 ใช้เฉพาะตั๋วแลกเงินไม่ได้ทำไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คด้วย

            ถึงแม้ผู้ทรงจะผ่อนเวลาให้แก่ผู้ออกตั๋วหรือผู้สั่งจ่ายเช็ค ลูกหนี้ไม่หลุดพ้นการรับผิดตาม 967 เหตุผลที่ไม่หลุดพ้นเนื่องจาก 948 ไม่นำไปใช้ในตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็ค เป็นไปตาม 422/2521

1034/2507

            อันนี้ก็เป็นคำพิพากษาฏีกาที่ใช้ในการอ้างอิง

            ถ้ามีคำถามว่าผู้ทรงยอมผ่อนเวลาให้แก่ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ผู้ทรงจะเป็นผู้รับอาวัลบุคคลใดก็ตามจะหลุดพ้นโดยอ้างมาตรา 700 ปพพ เรื่องค้ำประกันไม่ได้ ถ้าค้ำฯประกันหนี้มีกำหนดแน่นอน แล้วลูกหนี้ยอมผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ผู้ค้ำฯหลุดพ้นการรับผิด

            ผู้ทรงผ่อนเวลาให้ ผู้รับประกันผู้สั่งจ่ายเช็ค จะอ้างมาตรา 700 ได้หรือไม่ รู้แล้วว่า 948 ใช้ไม่ได้ คำตอบก็คืออ้างไม่ได้ เพราะในเรื่องตั๋วเงิน ผู้รับอาวัล มีความรับผิดต่างจากผู้ค้ำฯ

            ผู้ทรงมีสิทธิฟ้องผู้รับอาวัลแต่เพียงผู้เดียวก็ได้ แต่ผู้รับประกันตรงกันข้ามเพราะเป็นลูกหนี้ชั้นที่สอง คือ จะชำระหนี้ต่อเมื่อลูกหนี้ไม่ใช้ ผู้ค้ำฯยังมีสิทธิเกี่ยง

            ดังนั้นฐานะจึงต่างกัน ในเรื่องตั๋วเงิน จะนำมาตรา 700 มาใช้กับลูกหนี้ในตั๋วไม่ได้

            ต่อไปมาดูมาตราที่สำคัญในลำดับถัดไป คือ 904 905 เจ้าหนี้ในตั๋วเงิน กฎหมายเรียกว่าผู้ทรง ก็แบ่งว่ามีสามประเภท คือ ผู้รับเงิน ผู้รับสลักหลัง และผู้ถือ หลักเกณฑ์ในข้อแรกก็คือ ต้องมีตั๋วเงินในครอบครอง อาจจะครอบครองในฐานะใด ฐานะหนึ่งก็ได้ เช่นในฐานะผู้รับเงิน ก็คือมีชื่อระบุไว้ ว่าเป็นผู้รับเงิน แต่ตั๋วเงิน เป็นผู้รับสลักหลัง ก็เป็นผู้ทรงในฐานะที่เป็นผู้รับโอนตั๋วเงินมา ใครที่มีตั๋วผู้ถือครอบครองก็ถือเป็นผู้ทรง บุคคลที่เป็นผู้ทรงในฐานะผู้รับเงิน อันนี้ไม่ค่อยมีปัญหา ถ้าเป็นผู้ทรงในฐานะตั๋วชนิดผู้ถือใครครอบครองก็เป็นผู้ทรง แต่ถ้าเป็นผู้รับสลักหลังก็คือรับโอนตั๋วเงินมา ต้องมีหลักเพิ่มเติมตาม 905 ก็คือ คนที่รับสลักหลังมา คนนั้นเป็นผู้ทรงตาม 904 แต่จะถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบก็ต่อเมื่อเข้าหลักเกณฑ์ตาม 905 ด้วยนั่นคือ ต้องพิสูจน์ ว่าตั๋วเงินฉบับนั้น มีการสลักมาไม่ขาดสาย

            ในลำดับถัดไป เราก็พูดถึงมาตรา 905 ที่สำคัญมาตราหนึ่ง ก่อนอื่นเรามาแยกตัวบท มาตรา 905 ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 วรรคเสียก่อน 905 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติ วิธีพิสูจน์ผู้ทรง โดยการรับสลักหลัง บุคคลใดเป็นผู้ทรงอย่างนี้นำ 905 วรรคหนึ่งไปใช้บังคับหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ ใช้เฉพาะผู้ทรงในฐานะผู้รับสลักหลัง

            เราดูข้อความเป็นบรรทัดไปนะครับ ภายในบทบัญญัติมาตรา 1008 ก็คือ มาตรา 905 อยู่ภายใต้ 1008 คือ บัญญัติไว้อย่างไร ให้เป็นไปตาม 1008 เราไม่นำ 905 ไปยุ่ง

            1008 เป็นเรื่องลายมือชื่อ ปลอม หรือ ลงโดยปราศจากอำนาจ ก็สรุปความได้ดังนี้ ถ้าลายมือชื่อปลอมหรือลงโดยปราศจากอำนาจ เราใช้ 1008 บังคับ เพราะฉะนั้น 905 ใช้โดยมีอำนาจเท่านั้น แยกให้ดีนะครับ ในการตอบคำถามตั๋วเงินต้องแยกให้ถูก

            แต่ถ้าลายมือชื่อในตั๋วเงินจริง ดู 905 นี่คือคำอธิบายในประโยคแรก

            ข้อความต่อมาบุคคลผู้ได้ตั๋วเงินในครอบครอง ถ้าแสดงให้ปรากฎสิทธิไม่ขาดสาย ท่านให้ถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย หมายความว่า บุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครอง คือรับโอนตั๋วเงินมา กฎหมายบอกว่า ถ้าแสดงให้ปรากฎสิทธิโดยการสลักหลังไม่ขาดสาย ให้ถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย คือ จะต้องพิสูจน์ว่าตั๋วเงินฉบับนั้นมีการสลักหลัง ตั้งแต่ผู้ทรงคนแรก ติดต่อกันมาเป็นลำดับจนถึงผู้ที่โอนตั๋วให้แก่ตนโดยไม่มีการขาดตอนเลย อย่างนี้จึงจะถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย

            2 ไมได้สลักหลังโอนให้ สาม แต่มีคนปลอมลายมือชื่อ อย่างนี้ขาดสาย ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่าไปตีความทันทีนะครับ ว่าไม่มีสิทธิใดๆเลย

ความหมายคือ สี่ไม่ได้รับสิทธิ ตั๋วเงิน อย่างเต็มที่อย่างผู้ทรง แต่ สี่มีสิทธิบางประการ ก็คือ สามารถฟ้องบุคคลที่ปลอมลายมือชื่อได้ และก็ ฟ้องบุคคลที่ลงลายมือชื่อหลังปลอมได้ ตาม 1008

            แม้ถึงว่าการสลักหลังรายที่สุดจะเป็นสลักหลังลอย ให้ถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย

            ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน วิธีโอนตั๋วจะอยู่ในมาตรา 917 นั่นคือ โอนให้กันโดยการสลักหลังและส่งมอบ การสลักหลังมีอยู่สองวิธี นั่นก็คือ การสลักหลังเฉพาะ กับการสลักหลังลอย แต่ไม่ว่าจะเป็นสลักหลังเฉพาะหรือ สลักหลังลอย คนที่ได้ตั๋วเงินมา ก็ เป็นผู้ที่ได้รับโดยชอบด้วยกฎหมายเหมือนกัน

            ท่านให้ถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย บุคคลที่เป็นผู้ทรงจะรับสลักหลังจากสลักหลังเฉพาะหรือสลักหลังลอยถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายทั่งคู่

            ให้ถือว่ารายที่สุดเป็นผู้ได้โดยการสลักหลังลอย ข้อความตรงนี้หมายถึงว่า สมมุติ ตั๋วเงินมีผู้ไปลงลายมือชื่อไว้ด้านหลังเฉยๆ

            สมมุติว่า นาย เอ เป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค ฉบับหนึ่ง ระบุชื่อ นายหนึ่งเป็นผู้รับเงิน นายหนึ่งก็สลักหลังโอนเช็คให้นาย สอง สอง สลักหลังลอย โอนเช็คให้แก่สาม เราเรียนมาแล้วว่า สามได้รับโอนเช็คมาจากการสลักหลังลอย ตอนนี้สามเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย สามได้เช็คมาโดยการสลักหลังลอย ถ้าสามจะโอนให้แก่ สี่ทำได้หลายกรณี ซึ่งวิธีหนึ่ง สามสามารถโอนเช็คให้สี่โดยการส่งมอบเฉยๆ ไม่ต้องลงลายมือชื่อ สมมุติ 3 ส่งให้ 4

            4 จะโอนต่อไป หรือ ส่งมอบเฉยๆก็ได้ ตอนนี้เช็คมาอยู่ที่ 5 ปรากฎว่าตอนนี้ 5 จะโอนต่อให้ 6

            5 ลงลายมือชื่อสลักหลัง สรุปความก่อน ว่า 2 ลงลายมือชื่อ 3 4 ไม่ได้ลง

            สรุปความคือ คนที่ลงลายมือชื่อคือ 1 2 5 6 

            2 ลงโดยสลักหลังลอย คำถามมีว่า กรณีนี้ ถือว่า 5 หรือ 6 เป็นคนที่ได้รับตั๋วเงินไปจากการสลักหลังลอย

            คำตอบก็คือ รายแรก ถัดจาก สองคือ ห้า จากห้าไปหก กฎหมายถือว่า ห้า เป็นบุคคลที่ได้ไป เหตุที่กฎหมายบัญญัติเช่นนี้เพื่อเชื่อมต่อลายมือชื่อไม่ให้ขาดสาย

            กฎหมายประสงค์เชื่อลายมือชื่อจึงถือว่าเป็นนุคคลที่ได้ไป อันนี้ก็เข้าใจได้ง่ายๆ 905 วรรคหนึ่งตอนท้าย กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้สลักหลังที่ขีดฆ่า คำสลักหลังของตนได้ กฎหมายให้ถือว่าไม่มีเลย แต่ทั้งนี้การขีดฆ่าต้องกระทำก่อนการโอนตั๋วสมบูรณ์ตามกฎหมาย

            เหตุที่บอกข้อความสำคัญ ก็คือ 1007 ได้ ถามว่าเช็คเสียหรือไม่ ความจริงก็แก้ไข แต่การกระทำนี้กฎหมายให้อำนาจไว้ อย่างนี้เช็คก็ไม่เสีย เหมือนกับไม่ได้มีเลย ลบข้อความนั้นออกไป บางครั้งบันทัดเดียวก็ออกเป็นข้อสอบได้ ฏีกาที่เกี่ยวกับตั๋วเงินก็อยู่ในหลักกฎหมายนั้น

            อีกเรื่องหนึ่งนั้น

            วรรคสองกับวรรคสามเป็นบทบัญญัติพิเศษของตั๋วเงิน ที่ผู้รับโอนโดยสุจริต ต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หมายความว่า บุคคลที่ได้รับตั๋วเงินโดยสุจริต และมิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แม้จะได้รับโอนตั๋วเงินจากคนที่ไม่มีสิทธิหรือสิทธิที่โอนบกพร่อง บุคคลที่เป็นผู้ทรงมาก่อนแล้วต้องปราศจากตั๋วเงินไปจากการครอบครองไม่ว่าด้วยเหตุใด จะมาใช้สิทธิเรียกร้องทวงคืนไม่ได้

            ศาลได้รับโอนเช็คโดยการข่มขู่ ศาลรับโอนเช็ค นี่คือหลักกฎหมาย แต่มีข้อยกเว้นก็คือกฎหมายคุ้มครอง เฉพาะผู้ทรงโดยสุจริตเท่านั้น เว้นแต่ได้รับมาโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือโดยทุจริต หรือสมมุติว่า ช่วงที่ศาลเอาปืนไปขู่สอง เนื่องจากตนเป็นผู้มีชื่อเสียงอย่างนี้ถ้ารับโอนเช็คมาถือว่าประมาทเลินเล่อ

            905 วรรคท้ายเหมือนกับ 905 วรรคสอง ต่างกันตรงถ้าเป็นตั๋วระบุชื่อผู้รับเงินใช้วรรคสอง ถ้าเป็นชนิดผู้ถือใช้วรรคสุดท้าย

            ได้เช็คมาจากการเก็บได้ ไม่มีสิทธิในเช็ค แต่ผู้รับโอนกลับมาสิทธิดีกว่าผู้โอน

            นำเช็คที่ได้รับมาไปขายลดเช็คคือโอนให้แก่โจทก์ ธนาคารก็ไม่ใช้เงินตามเช็ค คดีนี้ถ้าเป็นรูปแบบปรกติไม่มีปัญหา โจทก์ก็สามารถฟ้องได้ ไม่มีปัญหา แต่บังเอิญคดีเรื่องนี้เป็นอย่างนี้ ข้อเท็จจริง บริษัทดังกล่าวเลิกไปแล้วคนที่ลงลายมือชื่อ สมมุติ ก กับ ข ลงลายมือชื่อ สลักหลังโอนให้โจทก์ปรากฎว่าตอนนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลไปแล้ว คำถามก็มีว่า โจทก์ ฟ้องผู้สั่งจ่ายเช็คได้หรือไม่ คำตอบก็อยู่ที่บทบัญญัติใน 905 + 1008 ในตอนต้น

            เมื่อการโอนเช็คได้กระทำขึ้นหลังจากที่บริษัท ฐานการตลาดสิ้นสภาพนิติบุคคลไปแล้ว ในเช็คพิพาทก็เป็นการสลักหลังโดยปราศจากอำนาจ

            จึงเป็นการลงโดยปราศจากอำนาจ โจทก์จึงเป็นผู้รับเช็คโดยการสลักหลังที่ขาดสาย ก กับ ข ไม่มีอำนาจ เมื่อไปสลักหลังโอนให้โจทก์ ก็ไม่ใช่ผู้โอนเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามผู้สั่งจ่ายเช็คไม่ได้ ถ้าจะฟ้องต้องฟ้อง นาย ก กับนาย ข ผู้ที่ลงลายมือชื่อสลักหลังโอนเช็คให้ตนเท่านั้น ศาลก็พิพากษา

ครั้งที่ 6  . วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฏาคม 2553

            วันนี้เราก็มาบรรยายกฎหมายแพ่งลักษณะตั๋วเงิน ในเรื่องต่อไป แต่ละเรื่องก็ใช้เวลาไม่มากเพราะเราบรรยายในตอนเรื่องบททั่วไปในประเด็นนั้นๆมาแล้ว

            เรื่องแรกคือดอกเบี้ยตั๋วเงินไม่เคยออกสอบมาก่อน จริงๆออกข้อย่อยได้เพราะมีสาระที่น่าสนใจเหมือนกัน จะอยู่ที่มาตรา 911 เป็นดอกเบี้ยในตั๋วแลกเงิน นำไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินด้วยตาม 985 แต่ไม่นำไปใช้ในเรื่องเช็ค ตาม 989

            ก็คือมีเฉพาะในตั๋วแลกเงิน กับ ตั๋วสัญญาใช้เงินเท่านั้น

            เหตุผลที่กฎหมายให้ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋วสามารถเขียนข้อกำหนด เรื่องดอกเบี้ยได้ เนื่องจาก ตั๋วแลกเงินกับตั๋วสัญญาใช้เงินมีวันที่ถึงกำหนดหลายกรณีตาม 913 ซึ่งจะเห็นว่า วันที่ตั๋วแลกเงิน หรือ ตั๋วสัญญาใช้เงิน กำหนดนั้น มีช่วงเวลาให้เรียกดอกเบี้ยกันได้

            แต่ถ้าเป็นเช็ค วันถึงกำหนดใช้เงินมีอย่างเดียว คือ เมื่อทวงถามก็หมายความว่าผู้ทรงเช็คมีสิทธิทวงถาม ตั้งแต่วันที่ลงในเช็คเป็นต้นไป ไม่มีช่วงระยะเวลาให้คิดดอกเบี้ยกัน

            กรณีที่ผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินหรือผู้ออกตั๋วจะเขียนข้อกำหนดให้มีการคิดดอกเบี้ย จากจำนวนเงินตามตั๋วนั้น กฎหมายบังคับว่าจะต้องเขียนหรือระบุในตั๋วเท่านั้น อย่างนี้แม้มีพยานบุคคลมาสืบ แล้ว ขอคิดดอกเบี้ยจากจำนวนเงินตามตั๋วด้วย อย่างนี้แม้มีพยานบุคคลมาสืบได้ความว่าผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋วยอมให้คิดดอกเบี้ย ก็หามีผลบังคับให้ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราตามที่นำสืบไม่ 335/2509

            ในเรื่องตั๋วเงินนั้นกิจการใดๆก็ตาม ต้องเขียนต้องกระทำในหนังสือตราสารที่เรียกว่าตั๋วเงินเท่านั้น ถ้าไปเขียนในเอกสารอื่นต่างหากไม่มีผล

            ใน 911 ประเด็นข้อแรกเลยก็คือ และในกรณีเช่นนั้นก็คือ ถ้าตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงินมีข้อกำหนดให้คิดดอกเบี้ย ถ้าไม่กำหนดอย่างอื่น ดอกเบี้ยให้กำหนด ในวันใช้เงิน

            17 มิถุนายน 2528 สัญญาจะจ่ายเงินสิบล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยอัตรา 15 ต่อปี

            เริ่มคิดเมื่อใด 17 มิถุนายน 28 หรือ 29 คำตอบคือคิดตั้งแต่วันออกตั๋วเลย ไม่ใช่เมื่อตั๋วถึงกำหนดใช้เงิน

            ตั๋วแลกเงินตั๋วสัญญาใช้เงินมีข้อความระบุไว้ด้วย ดอกเบี้ยคิดตั้งแต่วันที่ลงในตั๋วไม่ใช่คิดเมื่อตั๋วถึงกำหนดใช้เงินแล้ว แต่เดิมยังไม่มีฏีกาวินิจฉัยไว้ชัดเจนแต่ปัจจุบันมีแล้ว

            ตั๋วสัญญาใช้เงินมีข้อกำหนดให้คิดในตั๋ว ดอกเบี้ยในตั๋วต้องไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปี

            เพราะว่าตามมาตรา 654 ห้ามคิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละสิบห้าต่อปี ดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะเพราะผิดพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจึงถือว่าเป็นการขัดต่อกฎหมายอันขัดด้วยความสงบ ดอกเบี้ยเป็นโมฆะหมดเลย ก็เกิดปัญหาว่าแล้วถ้าเป็นตั๋วแลกเงินตั๋วสัญญาใช้เงิน ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋วจะเขียนกำหนดดอกเบี้ยต้องไม่เกินร้อยละสิบห้าหรือไม่

            1783/2551 ศาลตัดสินว่า การออกตั๋วและคิดดอกเบี้ยนั้น เป็นการตกลงกันตามมาตรา 911 ซึ่งกฎหมายไม่ได้จำกัดไว้ จึงแล้วแต่คู่กรณีจะตกลงกัน

            ประเด็นต่อมาก็คือ แล้วไม่ขัดต่อ 654 หรือ คำตอบก็คือ มาตรา 654 ที่ห้ามเรียกนั้นใช้เฉพาะนิติกรรมการกู้ยืมเงินเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าไม่ใช่การกู้ยืมเงินก็ไม่ใช้ตามมาตรา 654

            ดังนั้นตั๋วสัญญาใช้เงินและดอกเบี้ยจึงไม่เป็นโมฆะ

            กรณีมีข้อกำหนดให้รับชำระหนี้ ตอนนี้นักศึกษาทราบแล้วว่าผู้ทรงก็มีสิทธิคิดดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปี จากจำนวนเงินในตั๋วฯ ประเด็นต่อมาก็คือแล้วสมมุติ ตั๋วถึงกำหนดใช้เงินแล้วหละ อย่างนี้ผู้ทรงจะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราละเท่าใด

            จากต้นเงินในตั๋วสัญญาใช้เงินต่อไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ไม่ใช่ว่าไปลดดอกเบี้ยเขาลงนะ เพราะนี่เป็นเรื่องดอกเบี้ยกำหนดไว้โดยนิติกรรม

            64/2537

            5007/2536

            ที่พูดมาเป็นเรื่องตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน มีข้อกำหนดเรื่องดอกเบี้ย

            แล้วถ้าตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินไม่มีข้อกำหนดในเรื่องดอกเบี้ยหละ

            อย่างนี้ผู้ทรงมีสิทธิเรียกให้รับผิดจำนวนเท่าใด จำหลักว่า ถ้าตั๋วไม่มีข้อกำหนดให้คิดดอกเบี้ยก็คือคิดดอกเบี้ยไม่ได้ จะไปคิดตั้งแต่วันออกตั๋ว จนกระทั่งตั๋วถึงกำหนดใช้เงิน คิดดอกเบี้ยไม่ได้เลย แต่ถ้าถึงวันที่หนึ่ง คือวันกำหนดแล้ว ไม่ยอมใช้เงินตามตั๋วอย่างนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยหรือไม่ และอัตราเท่าใด สำหรับเรื่องตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน มีบทบัญญัติพิเศษเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ยไว้ใน 968 ในวรรคสอง คือ มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันผิดนัด เป็นดอกเบี้ยที่กฎหมายให้

            ผู้ทรงจะมีการเรียกก่อนผิดนัดไม่ได้ แต่ถ้าผิดนัดแล้วตอนนี้แหละผู้ทรงถึงมีสิทธิ เป็นดอกเบี้ยโดยผลของกฎหมายไม่ใช่จากนิติกรรม

            มีสิทธิเรียกในอัตราร้อยละห้าต่อปี ไม่ใช่ร้อยละ เจ็ดครึ่งนะครับ

            312 / 2531 ตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ได้ระบุเรื่องดอกเบี้ยไว้เมื่อถึงกำหนดชำระแล้วผู้ทรงมีสิทธิเรียกได้ ร้อยละห้าต่อปี และเรียกอัตรานี้ได้จากลูกหนี้ทุกคนในตั๋วเงินไม่ความรับผิดของลูกหนี้เหมือนกันหมด

            7336/2544 เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ดอกเบี้ยในตั๋วแลกเงิน แต่ถ้าเป็นเช็ค ผู้สั่งจ่ายเช็คจะไปเขียนข้อกำหนด ในเรื่องเช็คไม่ได้ เขียนไปก็ไม่มีผลอะไรเหมือนกับไม่มีข้อความนี้อยู่ ผู้ทรงเช็คมีสิทธิ คิดได้อย่างไร คือเมื่อธนาคารปฏิเสธ ดอกเบี้ย สมมุติเช็คลงวันที่ 1 ก.พ. ผู้ทรงเอาไปขึ้น 25 ก.พ. ธนาคารไม่ใช้เงิน อย่างนี้ดอกเบี้ยเริ่มคิดเมื่อ 25 ก.พ. นะครับ อัตราที่คิดคือ 7.5 เปอร์เซ้นต์ต่อปี นะครับ เพราะ 968 ไม่ได้ใช้ในเรื่องเช็ค

            เพราะฉะนั้นเรื่องเช็คคิด ร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดเมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการใช้เงิน

            410/2548

            ทีนี้ก็จำหลักเกณฑ์ไว้นิดหนึ่งคือฟ้องให้รับผิดตามเช็คอย่างนี้ร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ถ้าสมมุติโจทก์ ไม่ได้ฟ้องให้รับผิดให้ใช้เงินตามเช็คโดยตรงเช่น ฟ้องให้รับผิดตามสัญญาขายลดเช็ค ถามว่าจำเลยต้องเสียดอกเบี้ยเท่าใดก็เป็นไปตามสัญญาขายลดเช็ค ยกตัวอย่าง จำเลยที่หนึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค นำเช็คที่มีจำเลยที่สองเป็นผู้สลักหลัง โดยสัญญาว่าหากเช็คดังกล่าวถึงกำหนดฃำระเงิน จำเลยยอมชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย 15 เปอร์เซ้นต์ พอเช็คถึงกำหนดเรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ ธนาคารก็เป็นโจทก์ฟ้องให้รับผิดตามสัญญาขายลดเช็ค จำเลยที่หนึ่งต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยเท่าใด

            โจทก์ให้รับผิดตามสัญญาขายลดเช็คอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามสัญญาคือร้อยละสิบห้าต่อปี ส่วนจำเลยที่สองไม่ใช่คู่สัญญาในการขายลดเช็ค จำเลยที่สองรับผิดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

            เรื่องต่อไปคือวันถึงกำหนดใช้เงิน ตั๋วเงินซึ่งประกอบด้วย ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินและเช็ค มีวันถึงกำหนดใช้เงินอย่างไรบ้าง

            แยกได้สองกรณี คือ  ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน 913 มีได้หลายกรณี เป็นวันถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋วแลกเงิน มาตรานี้ใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย ถ้าถามว่า มีวันถึงกำหนดใช้เงินอย่างไรบ้างคำตอบก็คือเมหือนกันตาม 913

            ถ้าเป็นเรื่องเช็คมีอย่างไรบ้าง ถ้าเปิดไปดูรายการต่างๆที่ต้องมีในเช็ค ตามมาตราต่างๆ ไม่มีรายการใดกำหนดเลยว่าวันถึงกำหนดใช้เงิน สาเหตุเพราะ เช็คเป็นตราสารที่ถึงกำหนดใช้เงินเมื่อทวงถาม

            เพราะฉะนั้นรายการในเช็คไม่มีเขียนว่าวันถึงกำหนดใช้เงิน แต่ถ้ารายการที่ต้องมีในตั๋วแลกเงิน 909 อนุมาตรา 4

            เปิดไปดูตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งอยู่ใน 983 อนุ 3 ต้องมีรายการวันถึงกำหนดใช้เงิน

            สรุปคือเช็คมีอย่างเดียวคือเมื่อทวงถามก็คือวันที่ลงในเช็คนั่นเอง แต่ถ้าตั๋วแลกเงินก็ดี ตั๋วสัญญาใช้เงินก็ดี มีได้หลายกรณีตาม 913

            กรณีแรก ง่ายๆ ในวันใดวันหนึ่งที่กำหนดไว้ ก ออกตั๋วแลกเงิน สั่ง ข จำหน่ายเงินหนึ่งล้านบาทแก่ ค ถามว่าตั๋วถึงกำหนดวันไหน วันใดวันหนึ่งที่กำหนดไว้ การกำหนดวันที่ตั๋วถึงกำหนดไม่มีปัญหาที่จะต้องตีความแต่ประการใด ถือว่าเป็นวันที่กำหนดชำระแห่งปฏิทิน ถ้าไม่มีการใช้เงิน ลูกหนี้ก็ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย เมื่อสิ้นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในตั๋วกรณีที่สองนี้เป็นกรณีที่ให้นับจากวันที่ลงในตั๋วไปจนครบกำหนดไว้ ยกตัวอย่าง ตั๋วแลกเงินวันออกตั๋ว 1 ก.พ วันที่ถึงกำหนดใช้เงิน 3 เดือนนับแต่วันนี้โปรดจ่ายเงินให้แก่นาย ก ถามว่าวันถึงกำหนดใช้เงินคือวันไหน รับก็นับ สามเดือนนับแต่วันออกตั๋ว 1 มีนา 1 เมษา ก็คือวันถึงกำหนด หรือ 6 เดือน หรือ 30 วันนับแต่วันนี้ให้จ่ายเงินแก่ นาย ก 1 ล้านบาท ก็นับแต่วันที่ออกตั๋วไปจนครบกำหนดระยะเวลา และถือว่าลูกหนี้ผิดนัดโดยไม่ต้องเตือนเลย 557 /2532

            56 วันนับแต่ออกตั๋วนี้ อย่างนี้นับไป วันออกตั๋ว 1 ก.พ. ไปจนครบ 56 วันก็เป็นวันที่ตั๋วถึงกำหนด ง่ายๆ นักศึกษาทำความเข้าใจได้ในตัวเอง แต่ที่ยากก็คือ อนุมาตรา 3

            ในกรณีที่ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อทวงถามหรือเมื่อได้เห็น วันถึงกำหนดใช้เงินในตั๋วกรณีเช่นนี้ เมื่อทวงถามก็คือผู้ทรงทวงถามผู้จ่ายผู้ออกตั๋วให้ใช้เงินตามตั๋วเมื่อใด แล้วเมื่อได้เห็นหละ เห็นตั๋วเมื่อใดให้จ่ายได้ทันที

            ถามว่าตั๋วเมื่อทวงถามกับเมื่อได้เห็นเหมือนกันหรือไม่ ตอบว่าไม่เหมือน สังเกตได้จากคำว่าหรือ มันต้องมีความต่างกัน มันต่างกันตรงไหน

            พูดแบบสรุปเลยนะครับ คือ จำหลักว่า ตั๋วที่มีวันถึงกำหนดใช้เงินเขียนว่าเมื่อได้เห็น นาย ก  ออกตั๋วแลกเงินฉบับหนึ่ง สั่งนาย ข ให้จ่ายเงิน เมื่อได้เห็น ถ้าตั๋วมีวันถึงกำหนดใช้เงินเมื่อได้เห็น ตามกฎหมาย วันที่ตั๋วถึงกำหนดใช้เงิน จะเริ่มนับตั้งแต่วันออกตั๋วเลยไปจนครบกำหนด ก็หมายความว่าตั๋วมีวันถึงกำหนดเมื่อได้เห็นผู้ทรงมีสิทธิยื่นออกตั๋วได้ แต่กฎหมายบังคับว่าต้องไม่เกินกำหนด หกเดือน

            ตั๋วที่ถึงกำหนดใช้เงิน ก็คือ ทวงถามให้ผู้จ่ายผู้ออกตั๋ว ใช้เงินตามตั๋ว ทวงถามเมื่อใด ใช้เงินเมื่อนั้น

            ต่างตรงกฏหมายไม่ได้บังคับ ว่าจะต้องใช้เงินเมื่อใด อาจจะเก็บตั๋วไว้ สามปี สี่ปี หรือห้าปีก็ได้ แต่ถ้าวันถึงกำหนดใช้เงินเมื่อได้เห็นต้องยื่นภายใน หกเดือน นับแต่วันออกตั๋ว

            แต่ถ้าทวงถามเก็บไว้สามปีค่อยทวงก็ได้

            บริษัทเงินทุนพาณิชย์จำกัดออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 19 ธ.ค 2529 ถึงกำหนดใช้เงิน เมื่อทวงถาม ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับนี้ จำเลยเป็นผู้รับอาวัล โจทก์เป็นผู้ทรง โจทก์ได้รับตั๋วมาแล้วเก็บไว้ 3 ปีเศษ ก็คือกินดอกไปเรื่อยๆ ต่อมาโจทก์มีหนังสือ วันที่ 7 กันยายน 2523 มีหนังสือทวงถามไปยังบริษัทเงินทุน ผู้ออกตั๋วและจำเลยผู้รับอาวัล บอกให้ชำระเงิน

            บัดนี้ขอทวงถามให้ใช้เงินภายในเจ็ดวัน ปรากฎว่า บริษัทเงินทุนพาณิชย์จำกัด โจทก์เอาคดีมาฟ้อง กำหนดอายุความฟ้อง มีกำหนด สามปี นับแต่ตั๋วถึงกำหนด คดีนี้เกิดปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่

            ปัญหาคือ ถ้านับจากวันที่ผู้ทรงมีหนังสือทวงถาม  เกินไปนิดหนึ่ง ถ้าวันที่ตั๋วถึงกำหนดใช้เงิน ขาดอายุความเกินไป 7 วัน ทางฝ่ายผู้ออกตั๋วกับผู้อาวัลได้รับหนังสือ ถึงวันฟ้องขาดอายุความ เกินสามปี ไป 2 วัน เรื่องนี้ต้องเข้าที่ประชุมใหญ่ของศาลฏีกา ในหนังสือทวงถามเขียนไว้เลย ให้ชำระเงินตามตั๋วไปในเจ็ดวัน

            สรุปนะครับ 1062/2540 วันถึงกำหนดใช้เงินในกรณีสุดท้ายก็คือเมื่อสิ้นระยะเวลา อันกำหนดไว้นับแต่ได้เห็น วันถึงกำหนดใช้เงินในกรณีสุดท้ายยกตัวอย่างเขียนว่า 180วันนับแต่ได้เห็นโปรดจ่ายเงินแก่นาย ก ถามว่าถึงกำหนดเมื่อใด เอาง่ายๆ สมมุติว่ามีวันถึงกำหนดใช้เงินเมื่อครบกำหนด สิบวันนับแต่ได้เห็นโปรดจ่ายเงินหนึ่งล้านบาท คำตอบ เมื่อผู้จ่ายเงินเห็นตั๋ว สมมุติเห็นตั๋ววันที่หนึ่งกุมภาพันธ์

            ประเด็นมีว่าแล้วผู้ทรง จะต้องนำตั๋วไปยื่นให้ผู้จ่ายเงินตามตั๋วเห็นเมื่อใด คำตอบ ตั๋วที่มีวันถึงกำหนดเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ ผู้ทรงจะต้องนำไปยื่นภายในกำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ลงในตั๋วตาม 928 + 943

            ผู้ทรงจะต้องนำตั๋วไปให้ผู้จ่ายเห็นภายในหกเดือนนับแต่วันที่ที่ลงในตั๋วอันนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับวันที่ตั๋วถึงกำหนดใช้เงิน เรามาดูเรื่องสุดท้ายสั้นๆคือ 912 เป็นมาตราที่ถ้าเราอ่านตัวบทแล้วไม่รู้เรื่องว่ามีความหมายว่าอะไร

            หมายความว่า ผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินกับผู้รับเงินอาจจะเป็นคนๆเดียวกันก็ได้ อันนี้จะเกิดกับนิติบุคคลที่มีสาขามากมาย

            เช่นบริษัท สยามกลการ สำนักงานใหญ่ สั่งจ่ายให้แก่บริษัท สยามกลการ จำกัด สาขาจังหวัดเชียงใหม่

            ครั้งที่ 7.วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฏาคม 2553

            ในวันนี้เรามาถึงสาระสำคัญในกฎหมายตั๋วเงินเรื่องต่อไปนะครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการโอนตั๋วเงิน ความจริงเราก็มีการพูดกันมาบ้างแล้วในเรื่องอื่นๆ แล้วก็มาเกี่ยวข้องกับการโอน

            เรื่องที่พูดมาแล้วก็จะสรุปย่อๆเท่านั้นเอง ตั๋วเงินเป็นตราสารเปลี่ยนมือโดยไม่จำกัดตัวบุคคลที่มาเกี่ยวข้อง

            มาดูวิธีการโอนตั๋วเงินในแต่ละชนิด ชนิดแรกตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน มีหลักตาม 917 วรรคหนึ่งซึ่งมาตรานี้ใช้กับตั๋วเงินทั้งสามประเภท ต้องทำอย่างไร

            ข้อความในตัวบท อันตั๋วแลกเงินทุกฉบับถึงแม้ว่ามิได้สั่งจ่ายให้บุคคลเพื่อเขาสั่ง ท่านว่าย่อมโอนได้ด้วยการสลักหลังและส่งมอบ

            คือแม้ตั๋วเงินนั้นไม่มีข้อความบอกให้โอนกันได้ กฏหมายบอกว่า แม้ไม่มีคำว่า หรือตามคำสั่งของ นาย ก ตั๋วนั้นก็โอนได้ด้วยการสลักหลังและส่งมอบ คือ โอนได้โดยสภาพของมันเอง ไม่จำเป็นต้องไประบุความว่า โอนได้ด้วยการสลักหลังและส่งมอบ การโอนทำได้โดยการสลักหลังและส่งมอบ การสลักหลังในมาตรา 919 ก็แบ่งวิธีการสลักหลังเป็นสองวิธี วิธีแรกเรียกสลักหลังเฉพาะ คือ ผู้สลักหลังระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ และลงลายมือชื่อผู้สลักหลัง และส่งมอบเงินให้แก่ผู้รับโอนไป สิทธิก็ตกไปเป็นของผู้รับโอน อีกวิธีหนึ่งเรียกการสลักหลังลอย หมายถึงลงลายมือชื่อของตนด้านหลังของตนโดยไม่ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ ถ้าระบุชื่อผู้รับโอนก็เป็นการสลักหลังเฉพาะ

            บุคคลที่ได้รับตั๋วเงินมาจากการสลักหลังนี้ ไม่ว่าได้มาโดยการสลักหลังเฉพาะหรือสลักหลังลอยถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายทั้งคู่

            ทีนี้เกี่ยวกับเรื่องการสลักหลังโอนตั๋วเงินนั้นกฎหมายมีบทบัญญัติพิเศษอยู่ใน 922 ข้อแรกเลย การสลักหลังต้องไม่มีเงื่อนไข คือ ให้การสลักหลังมีผลต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งในอนาคตที่ไม่แน่นอนเกิดขึ้น

            การสลักหลังให้การโอนมีผลต่อเมื่อ มีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในอนาคตไม่ได้ กฎหมายบัญญัติไว้ใน 922 วรรคหนึ่ง ให้ถือเสมือนว่าข้อเงื่อนไขนั้นไม่ได้เขียนไว้เลย เช่น ก เป็นผู้ทรงเช็คฉบับหนึ่ง ก ก็เขียนว่าโอนให้ ข แล้ววางเงื่อนไขว่า ทั้งนี้ให้มีผลเป็นการโอนต่อเมื่อนาย ข สอบได้เป็นเนติบัณฑิตแล้ว กฎหมายให้ถือไม่มี ข เป็นผู้ทรงเลย ข สามารถโอนเช็คฉบับนั้นไปได้

            อีกข้อคือการสลักหลังโอนแต่บางส่วนท่านว่าเป็นโมฆะ ต้องเป็นการโอนทั้งฉบับ จะไปแยกไม่ได้ อย่างนี้สับสนหมด ว่าผู้โอนเป็นผู้ทรงหรือไม่ ถ้ามีการสลักหลังโอนบางส่วนเป็นโมฆะ

ตัวผู้โอนยังเป็นผู้ทรงอยู่ ต่างจากการสลักหลังที่มีเงื่อนไข นั้นเป็นผู้รับโอนเลย

            ก ก็เป็นผู้ทรงอยู่ อย่างไรก็ดี 922 ทางปฏิบัติโอกาสเกิดก็คงยาก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นหมัน แต่ในแง่การเรียนก็ต้องรู้ไว้ สรุป โอนด้วยการสลักหลังและส่งมอบการสลักหลังเฉพาะและสลักลอย กรณีที่ มีการสลักหลังลอย บุคคลที่ได้ตั๋วเงินจากการสลักหลังลอยเมื่อจะโอนตั๋วเงินฉบับนั้นไปอีกมีบทบัญญัติพิเศษอยู่ใน 920 วรรคสอง คือ ถ้าจะประสงค์จะโอนต่อไปอีกอย่างนี้ทำได้หลายวิธี 920 วรรคหนึ่ง กรอกความลงในที่ว่างด้วยเขียนชื่อของตนเองหรือผู้อื่นวิธีใด

            อย่างนี้เป็นการแก้ไข ข้อความในตั๋วเงินที่ไม่เป็นเพราะกฎหมายให้อำนาจไว้ ต่อไปอนุมาตราสอง สลักหลังตั๋วเงินต่อไปอีกเป็นสลักหลังลอยหรือ สลักให้แก่บุคคลอื่นอีก ก็สามารถโอนโดยการสลักลอย หรือสลักหลังเฉพาะก็ได้

            สลักลอยต่อก็ได้ หรือ เขียนข้อความต่อ ว่าโอนให้ นาย ค ลงชื่อ ข ซึ่งเป็นการสลักหลังเฉพาะ หรือกรณีสุดท้าย คือ ส่งมอบเฉยๆลักษณะเหมือนตั๋วผู้ถือ

            สรุปบุคคลที่ได้ตั๋วเงินจากการสลักลอย สามารถทำได้หลายวิธีตาม 920 วรรคสอง

            วิธีการโอนตั๋วชนิดผู้ถืออยู่ที่ 918 ซึ่งมีเฉพาะตั๋วแลกเงินกับเช็คเท่านั้น ตั๋วชนิดนี้เวลาโอนตั๋วก็ส่งมอบเฉยๆ ไม่จำเป็นต้องลงลายมือชื่อสลักหลังอะไร

            ถ้าโอนเฉยๆ ถ้าเรียกเก็บเงินไม่ได้ ผู้โอนไม่ต้องรับผิดเพราะไม่ได้ลงชื่อ ในทางปฏิบัติก็จะให้ลงลายมือชื่อในเช็คด้วย อย่างไรก็ดี กรณีมาตรา 921 การสลักหลังย่อมเป็นเพียงการอาวัลของผู้สั่งจ่าย แม้ผู้โอนตั๋วผู้ถือไปลงลายมือชื่อในตั๋วแต่การโอนมันสมบูรณ์โดยการส่งมอบอยู่แล้วก็ถือว่าเป็นการรับอาวัลผู้สั่งจ่าย

            ตั๋วผู้ถือจำไว้ว่าในทางปฏิบัติมีสองรูปแบบ หนึ่งคือ ตั๋วชนิดผู้ถือแท้ๆ ไม่มีข้อโต้แย้งเช่นออกเช็คจ่ายเงินสด หรือข้อความแบบพิมพ์เช็คหรือผู้ถือ อย่างนี้เรียกว่าตั๋วชนิดผู้ถือแต่ถ้าไปเขียนคำว่าจ่ายสด หนังสือตราสารไม่เรียกว่าเช็ค ขาดรายการที่กฎหมายบังคับ คือ ต้องมีชื่อหรือยี่ห้อผู้รับเงิน ถ้าไปออกเช็คขีดคำว่าสดออก อันนี้ไม่สมบูรณ์เป็นเช็ค

            แสดงว่าผู้สั่งจ่ายไม่ประสงค์จะสั่งจ่ายให้บุคคลที่มีชื่อรับเงิน หากแต่จะสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือด้วย แต่ถ้าเป็นเช็คผู้ถือชนิดที่สอง อาจจะมีปัญหาได้

            ประเด็นต่อไปคือการโอนตั๋วชนิดผู้ถือ คงจำกันได้ว่าเช็คชนิดผู้ถือแม้ธนาคารจะปฏิเสธก็โอนกันได้อยู่ เช็คแม้ธนาคารจะปฏิเสธแล้วก็ยังคงเป็นเช็คอยู่ไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้โอนต่อไป

            2062/2537

            1043/2534

            คนที่ไปลงลายมือชื่อสลักหลังโอนต่อก็ต้องรับผิดเหมือนเช็คปกติเลย โอนได้ปกติ ใครไปลงลายมือชื่อสลักหลังก็โอนเช็คปกติ แต่มีประเด็นเรื่องหนึ่งที่มักเกิดความเข้าใจผิดคือ เช็คชนิดผู้ถือแล้วมีการขีดคร่อมไว้ เช็คชนิดผู้ถือแล้วมีการขีดคร่อมทั่วไปไว้ โอนได้หรือไม่ ก็โอนได้ เพียงแต่ว่า เวลาสั่งจ่ายต้องเข้าบัญชีธนาคารเท่านั้น

            2485/2523

            สมมุตินาย ก เป็นผู้ทรง แล้วขีดคร่อมไว้ ก จะเอาเช็คไปยื่นแล้วรอ รับเงินไม่ได้ ต้องเอาเข้าบัญชีของตนหรือของผู้อื่นแล้วให้ธนาคารเรียกเก็บเงินกันเอง

            คนละเรื่องกับการโอน คือโอนได้ปกติเลย

            การสลักหลังเช็คผู้ถือผู้ที่ลงลายมือชื่อถือเป็นผู้อาวัลผู้สั่งจ่าย เกี่ยวกับ 990 คือผู้สลักหลังมิได้อยู่ในฐานะผู้สลักหลังเช็คตาม 990 ต่อไปเรามาดู หัวข้อเรื่องตั๋วเงินที่ เปลี่ยนมือไม่ได้ เมื่อสักครู่เราพูดแล้วว่าลักษณะตั๋วเงินเป็นตราสารเปลี่ยนมือ คือสามารถโอนได้ โดยผู้สั่งจ่าย ผู้ออกตั๋วไม่ต้องเขียนว่าโอนได้ ปัญหาคือว่า ถ้าผู้สั่งจ่าย ผู้ออกตั๋วไม่ประสงค์ให้ตั๋วเงินที่ตนเป็นผู้ออกหรือสั่งจ่ายมีการโอนต่อ

            ก็หมายความว่า มีไหมที่ไม่สามารถโอนต่อไปได้แล้ว ผู้รับเงินในตั๋วมีคนเดียว อันนี้มีบทบัญญัติพิเศษอยู่ใน 917 วรรคสอง จำให้แม่นว่าตั๋วเงินจะไม่สามรถโอนต่อไปได้

            กฎหมายให้อำนาจ บุคคลที่ให้กำเนิดตั๋วเงินมาสามารถกำหนดตั๋วเงินได้ ก็คือคนที่ให้กำเนิดตั๋วเงิน ผู้สั่งจ่าย ผู้สลักหลัง สามคนนี้เท่านั้นที่กำหนดได้

            ถ้ากรณีผู้สั่งจ่ายไม่ประสงค์ให้โอนต่อไปต้องทำอย่างไร ข้อแรกเลย ตั๋วเงินที่ห้ามไม่ให้มีการโอนต่อไป ด้วยวิธีการโอนอย่างตั๋วเงิน ต้องเป็นตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงินเท่านั้น

            ข้อแรกเลยต้องเป็นตั๋วชนิดระบุชื่อจะต้องเขียนลงด้านหน้าของตั๋วเงิน กฎหมายเขียนลงด้านหน้า ถ้าไปเขียนด้านหลังก็ไม่มีผล ประการต่อไป ต้องมีข้อความว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ ถ้าใช้คำว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ก็เป็นคำตรงตัวบทเลย แต่กฎหมายก็ไม่ได้เคร่งครัดขนาดนั้น ก็อาจเขียนคำอื่นอันได้ความเป็นทำนองเช่นเดียวกันนั้นก็ได้ ใช้คำอื่นก็ได้ ที่อ่านแล้วมันมีความหมายทำนองเดียวกับเปลี่ยนมือไม่ได้ ก็เกิดปัญหาว่าแล้วคำไหนหล่ะได้ความทำนองเดียวกัน

            ก็คือ ac payee only หรือ เฉพาะบัญชีผู้รับเงินเท่านั้น

            แต่มีฏีกาอยู่เรื่องหนึ่งผู้สั่งจ่ายเช็ค ออกเช็คระบุชื่อผู้รับเงินไว้ สมมุติว่านาย ก ออกเช็คระบุชื่อนาย ข เป็นผู้รับเงิน ด้านหน้าไปเขียน เฉพาะ ลอยๆ ข ได้มาแล้วก็ไปโอนต่อ ประเด็นก็คือเช็คฉบับนี้มันห้ามเปลี่ยนมือหรือไม่

            โดยวิธีสลักหลังและส่งมอบไม่ได้แล้ว คำว่าเฉพาะลอยๆไม่สามารถแปลความหมายว่าเปลี่ยนมือไม่ได้แล้ว เรื่องนี้ศาลฏีกาก็แปลความว่า ลำพังคำว่าเฉพาะอย่างเดียวยังไม่ถือว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ คำว่าเฉพาะโดด ๆไม่ถือเป็นการห้ามโอน

            การเขียนคำนี้ก็เท่ากับไปเขียนข้อความ ที่ไม่มีบัญญัติในตั๋วเงินตาม 899 ก็ถือเป็นเช็คปกติเลย สามารถสลักและส่งมอบได้

            4975/2538

            ประเด็นที่สำคัญอยู่ตรงนี้ซึ่งเราก็ไม่เคยนำมาทดสอบความรู้ปัญหามีว่า เช็คที่ผู้สั่งจ่ายเขียนคำว่าเปลี่ยนมือไม่ได้หน้าเช็ค ถ้าผู้รับเงินตามเช็คโอนเช็คต่อ ไปสลักหลังและส่งมอบต่อไปผู้รับโอนเอาเช็คไปขึ้นเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คผู้รับโอนจะฟ้องผู้สั่งจ่ายผู้สลักหลังให้รับผิดตามเช็คได้หรือไม่ ฟ้องได้คนใดคนหนึ่งหรือไม่ได้เลย ประเด็นเรื่องนี้เอาประเด็นแรกก่อน ตั๋วที่มีข้อกำหนดเปลี่ยนมือไม่ได้ อย่างนี้ถือว่าเป็นการโอนที่ไม่ชอบตัวผู้รับโอนก็ไม่ใช่ จะไปฟ้องผู้สั่งจ่ายเช็คไม่ได้เลยเพราะเขียนแล้วไงว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ ในเมื่อฝ่าฝืนคำสั่งก็ฟ้องผู้สั่งจ่ายไม่ได้ ถึงแม้ลงลายมือชื่อ ก็ไม่ต้องรับผิดเพราะคุณไม่ใช่คนที่เขาเป็นคู่สัญญาด้วย

            ประเด็นนี้ยังไม่มีฏีกาตัดสินไว้ชัดเจนแต่มีฏีกาฉบับหนึ่ง 2742/2525

            ตัดสินให้ผู้สลักหลังที่ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามโอนรับผิดประเด็นมันขึ้นมาศาลฏีกา รับผิด ร่วมด้วยไหม

            มาตรา 917 วรรคสองเป็นเรื่องจำกัดความรับผิดเฉพาะบุคคลที่เขาออกตั๋วเงินชำระหนี้ให้ เขียนว่าห้ามเปลี่ยนมือเพราะฉะนั้นก็มีนักกฎหมายว่า มาตรา 917 วรรคสอง ผู้ที่ไม่ต้องรับผิดน่าจะเฉพาะผู้สั่งจ่าย หรือ ผู้ออกตั๋วที่เป็นผู้เขียนข้อความจำกัดนั้นไว้เท่านั้น ประเด็นต่อไป คือ เขียนลงด้านหน้าว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ ผลก็คือ ตั๋วเงินฉบับนั้นจะโอนด้วยวิธีอย่างตั๋วเงิน นั่นคือสลักหลังและโอนอย่างตั๋วเงินไม่ได้แล้ว

            ประเด็นต่อไปคือ ถ้าอยากโอนต่อไปจะต้องทำอย่างไร กฎหมายก็ไม่ได้ปิดช่องทางเสียทีเดียว ตั๋วเงินนั้นยังโอนได้แต่ไม่ใช่วิธีการโอนอย่างตั๋วเงินก็คือสลักหลังและส่งมอบไม่ได้ ถ้าจะโอนก็จะต้องโอนอย่างรูปการณ์และผลอย่างการโอนสามัญ

            เหมือนอย่างการโอนหนี้ทั่วๆไปอย่างการโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา 306 การโอนสิทธิเรียกร้องหรือการโอนหนี้ ที่เรียกร้องให้ชำระหนี้อย่างบุคคลอื่น ก็หมายความว่าสิทธิของเจ้าหนี้เดิมเปลี่ยนไปเป็นเจ้าหนี้คนใหม่ เพียงแต่จะไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เดิมก็เป็นการชำระเจ้าหนี้คนใหม่ ทำอย่างไร ง่ายๆเลยครับ ระหว่างเจ้าหนี้ผู้โอนกับผู้รับโอนทำข้อตกลงเป็นหนังสือ นี่คือขั้นตอนแรก ขั้นตอนที่สอง บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ หรือลูกหนี้ให้ความยินยอมด้วยเป็นหนังสือ

            หรือจะให้ลูกหนี้ให้ความยินยอมด้วยก็ดี นี่ก็คือวิธีการโอนสิทธิเรียกร้อง สมมุติว่า นาย ก ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับหนึ่ง ให้ นาย ข นาย ก เขียนว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ด้านหน้า

            ถ้า ข จะโอนตั๋วให้ ข จะทำอย่างไร ระหว่าง ข  กับ ค ก็ทำเป็นหนังสือ ข โอนสิทธิเรียกร้อง ตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้ แก่ นาย ค และขั้นตอนต่อไป บอกกล่าวแจ้งการโอนให้ ก ลูกหนี้ทราบ

            กฏหมายก็บังคับว่าต้องบอกล่าวแจ้งการโอนให้เขาทราบ เพราะฉะนั้นคำว่าบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ ก็คือบอกกล่าวไปยังผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋ว

            5127/2531

            เพราะฉะนั้นถ้าหากขาดขั้นตอนใดแบบนี้การโอนก็ไม่สมบูรณ์ เช่น ระหว่าง นาย ก ผู้รับโอน กับ นาย ค ผู้โอน ทำโดยการสลักหลังและส่งมอบ แม้มีการบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ มันก็ผิดขั้นตอนแล้ว อย่างนี้แม้มีการบอกกล่าวการโอนก็ผิดขั้นตอนแล้ว 2419/2533 หรือการโอนระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนทำเป็นหนังสือ แต่ไม่ได้บอกให้ลูกหนี้ทราบก็ผิดตาม 1162/2533 เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องนี้ก็มีฏีกา

            ซึ่งเป็นตัวอย่างว่าการโอนตั๋วที่เปลี่ยนมือไม่ได้ต้องทำอย่างไร 3292/2526 ตั๋วเงินที่เปลี่ยนมือไม่ได้ ถ้าผู้รับเงินตามตั๋วประสงค์จะโอนทำอย่างไร

            เช่น นายหนึ่ง ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ระบุชื่อ นายสองเป็นผู้รับเงิน ข้างหน้าตั๋วมีคำว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ ต่อมา สองกับสามก็ทำบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือ ใจความว่า ข ขอโอนสิทธิให้แก่สาม ก็คือทำบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือ ใจความว่าขอโอนสิทธิรับเงินให้แก่สาม ต่อมา สองหรือสามก็ได้ แจ้งการโอนให้นายหนึ่งทราบก็ดี หรือเอาหนึ่งมาร่วมเซ็นชื่อ อย่างนี้การโอนตั๋วสัญญาใช้เงินถูกตาม 306 ผลคือ สามจึงเป็นผู้รับโอนโดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถฟ้องลูกหนี้ได้

            นี่ก็เป็นวิธีการโอนตั๋วเงินอย่างง่ายๆ สุดท้ายประเด็นสุดท้ายก็มีฏีกา

            ตั๋วที่จะสามารถเปลี่ยนมือได้ จะต้องเป็นตั๋วชนิดระบุชื่อเท่านั้น ถ้าเป็นตั๋วชนิดผู้ถือจะห้ามเปลี่ยนมือไม่ได้

            เราส่งมอบเช็คให้เขาไป รู้ไหมว่ามีการเปลี่ยนมือ ดังนั้นก็สรุปว่าตั๋วชนิดผู้ถือล้วนๆ แต่ยังมีตั๋วอีกประเภท คือ ไม่มีชื่อผผู้รับเงินเพียงแต่ว่าไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถืออออก แล้ว ก เขียนข้อความด้านหน้าเช็คว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ เกิดปัญหาว่า เป็นเช็คเปลี่ยนมือไม่ได้หรือไม่ เรื่องนี้ ในตำราตั๋วเงินของท่านอาจารย์จิตติ เช็คที่จ่ายเงิน ที่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือออก ก็หมายความว่าเป็นเช็คระบุชือห้ามโอนไม่ถือว่าเป็นตั๋วผู้ถือต่อไป

            ต่อมามี 2055/2526 ฏีกานี้ไม่ได้วินิจฉํยประเด็นโดยตรงแต่ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ เช็คพิพาทระบุชื่อรับเงิน แต่ไม่ได้เขียน กรณีที่เช็คมีผู้รับเงินหรือมีคำว่าหรือผู้ถือ อันนี้เป็นเช็คผู้ถือแน่นอน แต่เมื่อมีคำว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ต้องถือตัวนี้เป็นใหญ่ ทางปฏิบัติธนาคารก็ไม่รับ เช็คเขียนว่าจ่าย นาย ก แล้วไปเข้าบัญชีคนอื่นเดี๊ยวจะหาว่าประมาทเลินเล่อหรือเปล่า

            ในคดีเรื่องนี้ในเมื่อแปลความว่าเป็นเช็คเปลี่ยนมือไม่ได้ เมื่อได้รับมาโดยสลักหลังและส่งมอบ

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages