สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ยืม ค้ำฯ จำนอง ครั้งที่ 3 -5 สอนเมื่อ 28/07/09,10/08/09,

3,445 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Aug 19, 2009, 2:04:29 AM8/19/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ บัณฑิต รชตะนันทน์ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ชั่วโมงที 3-4  .ของค้ำประกัน 28/07/09

             พิจารณาอยู่สามเรื่อง 686 687 สองสิทธิเกี่ยง สามคือเรื่องอายุความ สะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้

            มาตรา 686  ลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด ท่านว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้แต่นั้น

            ปัญหาว่าแล้วลูกหนี้ผิดนัดเมื่อไหร่ ก็ไปดูบทบัญญัติ เรื่องการผิดนัดลูกหนี้ก็มาตรา 204 206  อาจผิดนัดเพราะเตือนแล้ว หรือ ผิดนัดตามวันเวลาแห่งปฏิทิน

            ในประเด็นที่สาม ประเด็นเรื่องการบอกกล่าวล่วงหน้า กำหนดได้ ตามวันเวลาปฏิทิน กรณีที่ผิดนัดทันที่ก็คือละเมิด

            หลักลูกหนี้ผิดนัดเมื่อไหร่ ความรับผิดของผู้ค้ำมีเมื่อนั้น

ฎ.521/2510  จำเลยทำสัญญายอมความชำระหนี้จำนองจำนวนหนึ่ง โดยมีข้อตกลงกำหนดและเวลาชำระหนี้ว่า จะต้องชำระภายในวันที่ 1 ของทุก ๆ เดือน เดือนละ 1,000 บาท แต่ไม่มีข้อความว่าถ้าผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนี้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผิดสัญญายอมการที่จำเลยตกลงกำหนดเวลาชำระหนี้เป็นงวดๆ นี้ หาได้แยกหนี้ออกเป็นรายๆ ต่างรายกันไม่เหตุนี้เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ แม้แต่งวดหนึ่งงวดใดก็ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้จำนองรายนั้นทั้งหมด หาใช่ผิดนัดแต่เฉพาะงวดไม่(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2510)

สัญญาประนีประนอมยอมความ มีข้อตกลงกำหนดเวลาชำระหนี้ว่า ต้องชำระหนี้ภายในวันที่หนึ่ง

ฎ.5536/2513 ค้นไม่พบ  ไม่ชำระทุกเดือนเมื่อทวงถาม ถือเป็นผู้ผิดนัด  

            ต่างกันตรงที่ 2510 ไม่ได้ระบุว่าถ้าผิดข้อใดข้อหนึ่งให้ฟ้องทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยได้ แต่พอ 2513 มีข้อกำหนดให้เรียกได้

            ข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือรับสภาพหนี้ ถ้าผิดงวดใดเรียกได้ทันทีหมายถึงงวดนั้นๆเท่านั้นส่วนงวดที่ยังไม่ผิดนัดก็ ไม่อาจเรียกได้ อันนี้ก็เดินมาดีๆ มาสะดุดปี 2550 ซะอย่างนั้น

            ก็รับไว้เป็นข้อสังเกตแล้วกัน ถามว่ามันขัดกันไหม พูดกันลึกๆ ผิดนัดงวดหนึ่งงวดใด ก็ซ้อนกันอยู่

            มีข้อตกลงให้ผู้ให้กู้มีสิทธิเรียกร้องก่อนถึงกำหนดได้โดยผู้ให้กู้ไม่ต้องแสดงเหตุ จึงมีสิทธิเรียกร้องได้ทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าว โดยหนี้ไม่ต้องถึงกำหนดและยังไต้องผิดนัดก็ตาม

            กำหนดเวลาชำระหนี้เดิม ก็เลยเป็นการกู้ยืมไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ ศาลฏีกาก็เลยบอกว่าอย่างนั้นก็มีสิทธิฟ้องได้เป็นไปตามข้อกำหนด

            แต่ถ้าสัญญาระบุเงื่อนไขให้เจ้าหนี้ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อนฟ้องผู้ค้ำฯเจ้าหนี้ก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นเสียก่อน

ฎ.1451/2524

            ข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันที่ว่า ในกรณีที่ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดชำระหนี้แทนลูกหนี้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะต้องแจ้งข้อเรียกร้องที่ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดให้ผู้ค้ำประกันทราบภายในกำหนดอายุสัญญาค้ำประกันเสียก่อนจึงจะใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันได้นั้น เป็นคนละเรื่องกับการใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันและไม่ใช่ข้อตกลงที่ให้ย่นอายุความฟ้องร้องให้สั้นลง ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยมิได้ยื่นคำเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันทราบภายในกำหนดตามข้อตกลงดังกล่าวก่อน ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

            ที่ผ่านมาก็คือการรับผิดของผู้ค้ำประกันได้

            มาตรา 687  ผู้ค้ำประกันไม่จำต้องชำหนี้ก่อนถึงเวลากำหนดที่จะชำระแม้ถึงว่าลูกหนี้จะไม่อาจถือเอาซึ่งประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเวลาสุดสิ้นได้ต่อไปแล้ว

            ลูกหนี้ไม่อาจถือประโยขน์เอาแก่เงื่อยเวลาคืออะไรก็ 193 พวกนั้น ลูกหนี้จะถือเอาประโยชน์เวลาเริ่มต้นหรือสิ้นสุด ไม่ได้ คือเจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ได้ทันที แม้กระนั้นลูกหนี้อ้างไม่ได้ แต่ผู้ค้ำประกันยังอ้างได้อยู่

            ประการต่อไปก็คือสิทธิเกี่ยงของผู้ค้ำฯ

            มาตรา 688  เมื่อเจ้าหนี้ทวงให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้  ผู้ค้ำประกันจะขอให้เรียกลูกหนี้ชำระก่อนก็ได้เว้นแต่ลูกหนี้จะถูกศาลพิพากษาให้เป็นคนล้มละลายเสียแล้ว หรือไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ไปอยู่แห่งใดในพระราชอาณาเขต

 

             มาตรา 689  ถึงแม้จะได้เรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวมาในมาตราก่อนนั้นแล้วก็ตาม ถ้าผู้ค้ำประกันพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้นั้นมีทางที่จะชำระหนี้ได้ และการที่จะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้นั้นจะไม่เป็นการยากไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้จะต้องบังคับการชำระหนี้รายนั้นเอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน

             มาตรา 690  ถ้าเจ้าหนี้มีทรัพย์ของลูกหนี้ยึดถือไว้เป็นประกันไซร้ เมื่อผู้ค้ำประกันร้องขอ ท่านว่าเจ้าหนี้จะต้องให้ชำระหนี้เอาจากทรัพย์ซึ่งเป็นประกันนั้นก่อน

            เกี่ยงที่หนึ่งคือเกี่ยงให้ไปฟ้องลูกหนี้ก่อน เกี่ยงสองคือให้ไปบังคับชำระหนี้ก่อน เกี่ยงที่สามคือไปเอาจากหลักประกันของลูกหนี้ก่อน

            โดยหลักแล้วผู้ค้ำฯมีความรับผิดเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ให้ไปเรียกเอาจากลูกหนี้ก่อน เพราะเขาเป็นลูกหนี้ชั้นต้น แต่อย่างไรก็ตามลูกหนี้ไม่จำเป็นต้องทวงถามเพราะเขาเรียกจากผู้ค้ำฯได้เลย

            กรณีที่สามเกี่ยงให้ไปเอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน ก็มีข้อยกเว้นคือ ต้องพิสูจน์ว่าบังคับเอากับของลูกหนี้ไม่เป็นการยากและลูกหนี้ก็มีทางที่จะชำระหนี้ได้อยู่  ปัจจุบันไม่ค่อยมีปัญหาเพราะว่า เขียนยกเว้นกันหมดแล้ว

            ทรัพย์ของลูกหนี้ ไม่ใช่กรณีที่ลูกหนี้เอาทรัพย์ของคนอื่นมาไว้เป็นหลักประกัน

            สิทธิเกี่ยงของเจ้าหนี้พวกนี้ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบ จึงทำสัญญาสละสิทธิเหล่านี้ได้ ซึ่ง แบบฟอร์มของสัญญาสำเร็จรูปก็มักเขียนไว้ หรือไม่ก็จะเขียนว่าให้รับผิดร่วมอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งก็จะมีผลเป็นการสละสิทธิ สามประการนี้นั่นเอง

            มาตรา 697  ถ้าเพราะการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งของเจ้าหนี้เองเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสิทธิก็ดี จำนองก็ดี จำนำก็ดี และบุริมสิทธิอันได้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้แต่ก่อนหรือในขณะทำสัญญาค้ำประกันเพื่อชำระหนี้นั้น ท่านว่าผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดเพียงเท่าที่ตนต้องเสียหายเพราะการนั้น

            ผู้ค้ำฯประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมนั้นไม่ทำให้กลายเป็นลูกหนี้ร่วม เพียงแต่เสียสิทธิบางประการ

            ผลของการยอมรับผิด อย่างลูกหนี้ร่วม คือ ไม่มีสิทธิเกี่ยง ทั้งสามประการ  เพียงเท่านั้น

ฎ.2569/2541

          แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 จะบัญญัติห้ามมิให้ฟ้องเรียกหนี้สินเฉพาะที่ห้างหุ้นส่วนหรือผู้เป็นลูกหนี้อยู่ในฐานะเช่นนั้นเมื่อพ้นกำหนด 2 ปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชีก็ตาม แต่ตามมาตรา 694ก็ได้บัญญัติไว้ว่านอกจากข้อต่อสู้ซึ่งผู้ค้ำประกันหรือจำเลยที่ 1 มีต่อเจ้าหนี้หรือโจทก์นั้น ผู้ค้ำประกันอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้หรือห้างดังกล่าวมีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย แม้ข้อสัญญาข้อ 2 และข้อ 5 ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันจะปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับห้างซึ่งเป็นลูกหนี้ในหนี้สินที่ลูกหนี้ยังคงมีอยู่ต่อธนาคารโจทก์ก็ตาม ก็หาทำให้จำเลยที่ 1 ผู้ค้ำประกันเปลี่ยนฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นและหมดสิทธิที่จะยกข้อต่อสู้ซึ่งห้างลูกหนี้มีต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้โจทก์ตามมาตรา 694 ไม่ ฉะนั้นจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของห้างจึงชอบที่จะยกอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 1272 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้และเมื่อนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ก. จนถึงวันฟ้องเกินกำหนด2 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ

 

เหตุผลก็คือเขายังเป็นผู้ค้ำประกันอยู่นั่นเอง

 ฎ.435/2537 -  ในชั้นอุทธรณ์โจทก์อุทธรณ์ว่า อาคารตึกแถวของโจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากฐานรากเคลื่อนตัว เพราะฐานรากอาคารตึกแถวของจำเลยลึกกว่าฐานรากอาคารตึกแถวของโจทก์ มิได้อ้างว่าเกิดจากการรื้อถอนอาคารตึกแถวหลังเก่าของจำเลย ดังนั้น ที่โจทก์ฎีกาว่าในการก่อสร้างอาคารตึกแถวของจำเลยได้มีการรื้อถอนอาคารหลังเก่าออกก่อน โดยทุบผนังอาคารดึงเสาอาคารเดิมซึ่งติดกับเสาอาคารตึกแถวของโจทก์ออก และทุบคานคอดินอาคารตึกแถวของโจทก์ ทำให้อาคารตึกแถวของโจทก์ได้รับความเสียหายจึงเป็นการอ้างเหตุแตกต่างกับเหตุที่โจทก์อ้างในชั้นอุทธรณ์ เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคแรก

 

            การรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมไม่ได้กำหนดให้ต้องรับผิด เกินขาดหมายได้ ไม่ได้เป็นข้อสัญญาไม่เป็นธรรม

            อายุความสะดุดหยุดลงมีมาตราใดบ้าง ก็เป็นเรื่องของความจำมากกว่า หลักๆ ก็คือ ยินยอมชำระหนี้บางส่วน

            อายุความไม่มีปัญหา ก็คือ 10 ปี ใช้หลักทั่วไป ถามว่าสิบปีนับแต่เมื่อไหร่ อันนี้แหละคือปัญหา เพราะมีทั้งหนี้ประธานและหนี้อุปกรณ์ นับแต่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ตามสัญญาค้ำฯ คือนับแต่ลูกหนี้ผิดนัด

            ก็มีข้อพิจารณา ในการชำระหนี้ ผลภายหลังการชำระหนี้ การไล่เบี้ย การเข้ารับช่วงสิทธิ

            มาตรา 693  ผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้แล้ว ย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆ เพราะการค้ำประกันนั้น

             อนึ่งผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วย

          ฎ.1319/2538  - สิทธิของโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันที่จะไล่เบี้ยเอาจากจำเลยย่อมจะเกิดมีขึ้นต่อเมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนจำเลยแล้วตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา693แต่การชำระหนี้โดยวิธีการที่โจทก์ยอมผูกพันตนเข้าเป็นลูกหนี้ของ ธ.เพื่อชำระหนี้ของจำเลยอีกคนหนึ่งหาใช่เป็นการที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่ ธ. เสร็จสิ้นแล้วไม่ทั้งไม่ทำให้หนี้ระหว่าง ธ.กับจำเลยที่มีอยู่เดิมระงับสิ้นไปเพราะมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ธ. ยังคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวได้เช่นเดิมเมื่อตามคำฟ้องไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ชำระหนี้แทนจำเลยให้แก่ ธ. ไปแล้วหรือไม่เป็นจำนวนเท่าใดโจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลย

 สิทธิที่จะไล่เบี้ยได้ต่อเมื่อได้ใช้หนี้แทนลูกหนี้ ให้แก่เจ้าหนี้ แล้ว เท่านั้น เป็นเงื่อนไข ถ้าเพียงแต่ยอมผูกพันธ์ตนเท่านั้นไม่ถือ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หรือเปลี่ยนตัวลูกหนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ไล่เบี้ยไม่ได้

            ไล่เบี้ยอะไรได้บ้าง ก็ ต้นเงิน ดอกเบี้ย ไม่มีปัญหา และอันที่สามคือการที่ต้องเสียหายหรือสูญหายเพราะการอย่างนั้น หรือกรณีที่ผู้รับประกันต้องเสียค่าเสียหายอื่นๆ ที่ต้องทวงถาม ให้ลูกหนี้ต้องรับผิด

            สิ้นสิทธิไล่เบี้ยเมื่อไหร่ ก็ต้องเลยไปดู มาตรา 695

            มาตรา 695  ผู้ค้ำประกันซึ่งละเลยไม่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้นั้น ท่านว่าย่อมสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้เพียงเท่าที่ไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้ว่ามีข้อต่อสู้เช่นนั้นและที่ไม่รู้นั้นมิได้เป็นเพราะความผิดของตนด้วย

                นอกจากข้อต่อสู้ที่ผู้ค้ำฯมีต่อเจ้าหนี้แล้ว ผู้ค้ำฯยังสามารถยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ที่มีต่อผู้ค้ำฯได้ด้วย จากมาตรา  694 อันนี้ก็เป็นผลของมาตรา 694

            มาตรา 696  ผู้ค้ำประกันไม่มีสิทธิจะไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้ได้ ถ้าว่าตนได้ชำระหนี้แทนไปโดยมิได้บอกลูกหนี้ และลูกหนี้ยังมิรู้ความมาชำระหนี้ซ้ำอีก

             ในกรณีเช่นว่านี้ ผู้ค้ำประกันก็ได้แต่เพียงจะฟ้องเจ้าหนี้เพื่อคืนลาภมิควรได้เท่านั้น

            อันนี้คือผู้ค้ำฯ ก็มีสิทธิเพียงฟ้องอย่างลาภมิควรได้เท่านั้น กรณีที่ละเลยไม่ยกสิทธิของลูกหนี้ ละเลยคือรู้ว่ามีข้อต่อสู้แต่ไม่ยกขึ้นต่อสู้

            ผลของการไม่เข้า 695 ผู้ค้ำฯ ก็ยกเรียกได้ อย่าลืมว่าผลอันนี้เป็นทาง ทางลบ

            การไม่ยกนี่คือไม่ยกทั้งตอนทวงถามและตอน ถูกฟ้องคดี

            ข้อสังเกตคือ ข้อต่อสู้ที่ทำให้ผู้ค้ำฯ สิ้นสิทธิไล่เบี้ยมันคือข้อต่อสู้ของลูกหนี้นะครับ ไม่ใช่ข้อต่อสู้ของผู้ค้ำฯเอง

            จะไปทำข้อตกลงยกเว้นข้อต่อสู้ของลูกหนี้ได้หรือไม่ ก็ทำได้ ไม่เป็นข้อที่ขัดต่อความสงบ แต่ต้องระบุไว้โดยชัดแจ้งแล้ว  ข้อสังเกตอีกประการคือ การที่ค้ำฯ ละเลยไม่ยกข้อต่อสู้จองตนเองไม่ทำให้สิ้นสิทธิไล่เบี้ย คือยังคงไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้ได้ ไม่เข้ากรณี 694

            ข้อสัญญาว่าจะไม่ยกอายุความของลูกหนี้เป็นข้อต่อสู้ได้หรือไม่ สละสิทธิก็ทำได้

            กรณี 681 วรรค 3

            มาตรา 681  ค้ำประกันนั้นจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์

             หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไข จะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริง ก็ประกันได้

             หนี้อันเกิดแต่สัญญาซึ่งไม่ผูกพันลูกหนี้เพราะทำด้วยความสำคัญผิดหรือเพราะเป็นผู้ไร้ความสามารถนั้น ก็อาจจะมีประกันอย่างสมบูรณ์ได้ ถ้าหากว่าผู้ค้ำประกันรู้เหตุสำคัญผิดหรือไร้ความสามารถนั้นในขณะที่เข้าทำสัญญาผูกพันตน

            กรณีนี้ไม่อยู่ในการยกข้อต่อสู้ได้ แม้ลูกหนี้จะได้บอกล้าง แล้วก็ตาม

            กรณีการชำระหนี้ซ้ำกัน ตาม 696 ที่ไล่กับลูกหนี้ไม่ได้แต่ยังมีวรรคสอง ที่ต้องมีเพราะว่า ขณะที่ชำระนั้น หนี้ยังไม่ระงับ ผู้ค้ำฯ ชำระไปถูกแล้ว แต่ผิดตามวรรคแรก จึงต้องมีการเยียวยาผู้ค้ำฯ  เพราะถ้าไม่เขียนอย่างวรรคสองไว้ ก็จะไล่เบี้ยไม่ได้จะกลายเป็นผู้ค้ำฯเสียฟรี

            เจ้าหนี้จะทำให้ผู้ค้ำฯไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิได้ อันนี้ก็มักเป็นข้อสอบอยู่เป็นระยะๆ

            มาตรา 697  ถ้าเพราะการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งของเจ้าหนี้เองเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสิทธิก็ดี จำนองก็ดี จำนำก็ดี และบุริมสิทธิอันได้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้แต่ก่อนหรือในขณะทำสัญญาค้ำประกันเพื่อชำระหนี้นั้น ท่านว่าผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดเพียงเท่าที่ตนต้องเสียหายเพราะการนั้น

            เป็นเรื่องผู้ค้ำฯ จะหลุดพ้นความรับผิด ไม่ทำให้สัญญาค้ำฯ ระงับนะครับ  ในประการที่หนึ่ง คือเจ้าหนี้กระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หมายความว่ามีการกระทำของเจ้าหนี้

            ฎ.2718/2515

          สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 697 เป็นสิทธิที่ให้อำนาจแก่เจ้าหนี้เหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ เช่น การจำนอง จำนำ หรือบุริมสิทธิ โฉนดเป็นเพียงเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์ ลูกหนี้มอบโฉนดให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้จึงไม่ทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิใดๆ ในตัวทรัพย์คือที่ดินตามโฉนดนั้น การที่เจ้าหนี้คืนโฉนดให้แก่ลูกหนี้ไป จึงไม่เป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันพ้นความรับผิดไปได้ (อ้างฎีกาที่ 631/2474)

การที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ในฐานที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้แพ้คดีแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา161 นั้น จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจะอ้างเหตุที่โจทก์ไม่ทวงถามก่อนฟ้อง ขึ้นเป็นข้อยกเว้นความรับผิดเพื่อค่าฤชาธรรมเนียมความซึ่งลูกหนี้จะต้องใช้ให้แก่เจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 684 หาได้ไม่

 

            ชั่วโมงที 5  .ของค้ำประกัน 10/08/09

            การระงับไปของสัญญาค้ำฯ ก็มีเรื่องน่าสนใจสี่เรื่อง

มาตรา 698  อันผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในขณะเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ 

 

             มาตรา 699  การค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวไม่มีจำกัดเวลาเป็นคุณแก่เจ้าหนี้นั้นท่านว่าผู้ค้ำประกันอาจเลิกเสียเพื่อคราวอันเป็นอนาคตได้ โดยบอกกล่าวความประสงค์นั้นแก่เจ้าหนี้

             ในกรณีเช่นนี้ ท่านว่าผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดในกิจการที่ลูกหนี้กระทำลงภายหลังคำบอกกล่าวนั้น ได้ไปถึงเจ้าหนี้

 

             มาตรา 700  ถ้าค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ไซร้ ท่านว่าผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด

             แต่ถ้าผู้ค้ำประกันได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลา ท่านว่าผู้ค้ำประกันหาหลุดพ้นจากความรับผิดไม่

             มาตรา 701  ผู้ค้ำประกันจะขอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่เมื่อถึงกำหนดชำระก็ได้

             ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันก็เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด

สี่มาตรา 698 701

            ประการที่หนึ่งคือ หนี้ประธานระงับ  

 ประการที่สองเจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ 700 701

 เมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับ หนี้ระงับเหตุใด ก็อยู่บรรพสอง คือชำระหนี้ ปลดหนี้ หักกลบลบหนี้ แปลงหนี้ใหม่ หนี้เกลื่อนกลืนกัน

            การเปลี่ยนตัวผู้ค้ำฯก็คือการแปลงหนี้ใหม่ การเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยใหม่ก็เป็นการเปลี่ยนเงื่อนไข หนี้ของลูกหนี้ไม่ระงับ

            ฎ.11938/2540

          โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่1รับผิดชำระหนี้ในฐานะผู้กู้และจำเลยที่2รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันมูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา59(1)ให้ถือว่าบรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนอื่นๆด้วยก็ตามแต่หลังจากที่จำเลยที่1ยื่นคำให้การยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ขอถอนฟ้องจำเลยที่1ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่1ออกจากสารบบความแล้วผลย่อมเป็นไปตามมาตรา176แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ว่าการถอนคำฟ้องย่อมมีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้นรวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆอันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้องและกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องเลยดังนั้นกระบวนพิจารณาที่จำเลยที่1ยื่นคำให้การยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินขึ้นต่อสู้โจทก์ถือว่าเป็นอันลบล้างไปด้วยผลของการถอนฟ้องตามบทบัญญัติดังกล่าวเท่ากับว่าไม่มีกำหนดอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ของจำเลยที่1ที่จะนำมาพิจารณาได้อีก การตกลงเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ตามสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1จึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่หนี้ตามสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1จึงไม่ระงับเมื่อจำเลยที่1ผู้กู้ตกเป็นผู้ผิดนัดแล้วจำเลยที่4ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันด้วย

 

            ฎ.6153/2540

            จำเลยที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินและค้ำประกันจำเลยที่ 1 ที่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อการทำหนังสือรับสภาพหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามสิทธิเรียกร้องเป็นเพียงเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันจะทำให้หนี้เดิมระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ดังนี้ จำเลยที่ 4 จึงยังต้องผูกพันในฐานะตามสัญญาค้ำประกันที่ตนทำไว้กับโจทก์

หนังสือรับสภาพหนี้ไม่ได้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ ทำแค่ให้อายุความสะดุดหยุดลงเท่านั้น มีปัญหาในกรณีที่สัญญาประนีประนอมยอมความ ต้องแยกว่าทำในศาลหรือนอกศาล ถ้าทำนอกศาลในลักษณะของการทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 คือต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันนั้น

            นั่นคือเรื่องของการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ นอกศาลมีผลทำให้มูลหนี้เดิมระงับ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ค้ำฯ ไม่ตกลงด้วย ก็ทำให้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ ผู้ค้ำฯ ก็พ้นความรับผิด

            ฎ.6343/2538

          จำเลยที่1ผิดสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์จึงได้ทำหนังสือยอมใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แม้จะระบุว่าเป็นหนังสือรับสภาพหนี้แต่ข้อความในหนังสือระบุว่าตามที่จำเลยที่1ได้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไปจากโจทก์นั้นจำเลยที่1ได้คืนรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ในสภาพเสียหายจึงยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน16,350บาทให้แก่โจทก์โดยผ่อนชำระเป็นงวดๆอันเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1ซึ่งมีอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อเดิมให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามข้อตกลงใหม่แห่งหนังสือดังกล่าวนั่นเองจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา850ดังนั้นสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อเดิมจึงระงับไปและได้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นตามมาตรา852เมื่อจำเลยที่2ผู้ค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อตามมูลหนี้เดิมไม่ได้ตกลงในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นด้วยจำเลยที่2จึงไม่ต้องรับผิด

 

            ถ้าเป็นเรื่องของการทำสัญญายอม แล้วให้ศาลพิพากษาตามยอม ไม่ได้อยู่ในความหมายของการทำสัญญาประนีประนอม แต่เป็นเรื่องกระบวนพิจารณาความแพ่ง ในกรณีนี้ไม่ใช่การประนีประนอมตามมาตรา 850 เป็นการบังคับตามมูลหนี้เดิมเท่านั้นเอง

            ฎ.2406/2524

          การที่ ท. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ และศาลพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาด ไปแล้ว แต่ ท. ยังมิได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเลย เพราะยังอยู่ในระหว่าง บังคับคดี ดังนี้ หนี้ที่ประกันจึงยังมิได้ระงับสิ้นไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 จำเลยผู้ค้ำประกัน และผู้จำนองจึงยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิด

 

            ก็เอาข้อกฎหมายไปเป็นหลักแล้วกันนะครับ คือสัญญาเดิมไม่ได้ระงับ เพราะฉะนั้นผู้ค้ำฯตามสัญญาเดิมก็ต้องรับผิด กรณีที่ลูกหนี้ล้มละลายผู้ค้ำฯหลุดพ้นความรับผิดหรือไม่

            ฎ.6798/2546  

          คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้เท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลภายนอกซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง อันได้แก่ บุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันหรือผู้อยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลเหล่านั้นที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ความรับผิดของบุคคลดังกล่าวจะต้องรับผิดอีกเช่นไรต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งกล่าวโดยเฉพาะในส่วนของผู้ค้ำประกันเมื่อหนี้ที่ค้ำประกันมิได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ผู้ค้ำประกันก็ยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดต่อเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ยังมีสิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ได้เช่นเดิม

ข้อกำหนดในแผนที่ขอร้องหรือขอความร่วมมือจากเจ้าหนี้มิให้ฟ้องผู้ค้ำประกันในระหว่างระยะเวลาบริหารแผน มิใช่กำหนดห้ามฟ้องหรือจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องจากผู้ค้ำประกัน จึงไม่มีสภาพบังคับสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีอยู่ต่อผู้ค้ำประกันตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งเพียงใด เจ้าหนี้ย่อมใช้สิทธินั้นได้อย่างเต็มที่ มิได้ถูกจำกัดด้วยข้อกำหนดในแผน แผนจึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง

การที่แผนกำหนดแบ่งเงินพิเศษสำหรับสินเชื่อใหม่แก่สถาบันการเงินที่ได้นำเงินที่สถาบันการเงินดังกล่าวได้รับจากโครงการที่มีการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ตนแล้วมาให้เป็นสินเชื่อใหม่เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของลูกหนี้ ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนได้ก่อให้เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เพื่อประโยชน์ของลูกหนี้ในอันที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนจะได้นำเงินไปดำเนินกิจการตามแผน ส่งผลให้กิจการลูกหนี้สามารถแสวงหารายได้ นับว่าจะได้เป็นประโยชน์แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการตามแผน หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/62 หนี้ส่วนนี้ย่อมมีสถานะแตกต่างจากหนี้จำนวนอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและมีการกำหนดไว้ในแผน การที่แผนกำหนดให้มีการคืนหนี้ส่วนนี้ให้แก่สถาบันการเงินก่อน จึงเป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมาย

 

เป็นกรณีตัวลูกหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ  คำสั่งศาลที่เห็นด้วยกับการฟื้นฟูกิจการนั้น ไม่เปลี่ยนแปลงหนี้  ถึงแม้หนี้ล้มละลายจะได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก็ตาม

            ฎ.254/2507

          ในคดีล้มละลาย แม้หนี้ของบุคคลผู้ล้มละลายนั้นจะระงับไปแล้วด้วยการประนอมหนี้ก็ดี หรือศาลมีคำสั่งปลดลูกหนี้จากการล้มละลายก็ดี หาทำให้ผู้ค้ำประกันของบุคคลผู้ล้มละลายนั้นหลุดพ้นจากความรับผิดต่อเจ้าหนี้ของบุคคลผู้ล้มละลายไม่ กรณีเช่นนี้ไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698

 

            กรณีเจ้าหนี้คืนสัญญาประกันให้แก่ผู้ค้ำฯ ไม่ว่าคืนโดยสำคัญผิดหรือไม่สำคัญผิดก็ตาม  ก็ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ

            ฎ.3843/2526

          สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยมีว่า ถ้ามีกรณีโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับข้อสัญญา อันคู่สัญญาจะตกลงประนีประนอมกันมิได้ ให้คู่สัญญาเสนอข้อพิพาทที่โต้แย้งต่ออนุญาโตตุลาการที่พักอาศัยในประเทศไทยเพื่อชี้ขาด โดยต่างฝ่ายต่างมีสิทธิตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายละหนึ่งคนนั้น หมายถึงข้อขัดแย้งอันเป็นอุปสรรคที่ทำให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาได้ การที่จำเลยที่ 1 ส่งของไม่ตรงตามกำหนดสัญญาและส่งมอบเอกสารเกี่ยวกับพิธีศุลกากรให้โจทก์ล่าช้า จึงมิใช่ข้อขัดแย้งอันเกิดจากสัญญาซึ่งจะต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ทั้งตามสัญญาก็ไม่มีข้อห้ามว่ากรณีที่มิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการแล้ว ห้ามมิให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดฟ้องคดี โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลได้

จำเลยมิได้ยกอายุความเกี่ยวกับค่าเสียหายเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การคงให้การต่อสู้เฉพาะเรื่องเบี้ยปรับ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความเกี่ยวกับค่าเสียหายมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นแม้ศาลชั้นต้นจะรับวินิจฉัยหรือศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยไม่มีผลทำให้จำเลยมีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์คืนสัญญาค้ำประกันแก่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันโดยเข้าใจผิดว่าจำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับกับค่าเสียหายให้โจทก์แล้ว ดังนี้ไม่ทำให้สัญญาค้ำประกันระงับ จำเลยที่ 2ยังผูกพันต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน

 

            ฎ.414/2536

          โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 3 รวม 5 ฉบับ ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับไปด้วยความเข้าใจผิดของพนักงานโจทก์ โจทก์มิได้มีเจตนาประสงค์จะปลดหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสาม แม้จำเลยที่ 3 จะได้รับเวนคืนหนังสือค้ำประกันดังกล่าวซึ่งเป็นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ ซึ่งเข้าข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 327 วรรคสาม ว่าหนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปแล้วก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1ยังมิได้ชำระหนี้ที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันแก่โจทก์ และหนี้ดังกล่าวหาได้ระงับไปด้วยเหตุประการอื่นใดไม่ จำเลยที่ 1ยังคงต้องชำระหนี้นั้นต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698จำเลยที่ 3 จะอ้างธรรมเนียมปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ว่าเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับเวนคืนต้นฉบับหนังสือค้ำประกันจากจำเลยที่ 2ผู้เป็นลูกค้าโดยสุจริต แม้ไม่ได้รับเวนคืนจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 3 ก็หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันแล้วหาได้ไม่ เพราะกรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความระงับสิ้นไปแห่งการค้ำประกันดังที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ถึงมาตรา 701 ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าไม่อาจไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 สำหรับหลักประกันที่ได้คืนให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อยกเลิกหนังสือค้ำประกันดังกล่าวได้ เพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 ต้องไปว่ากล่าวกันต่างหากต่อไปหาได้เกี่ยวข้องกับการหลุดพ้นจากความรับผิดของจำเลยที่ 3ในฐานะผู้ค้ำประกันแต่อย่างใดไม่

สำคัญผิดคิดว่าได้ชำระเงินแล้ว

            ฎ.2790/2549

          แม้โจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงการต่ออายุสัญญาจ้างโดยไม่ชักช้าตามที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันข้อ 2 ตอนท้ายก็ตาม ข้อความตอนท้ายดังกล่าวก็มิใช่สาระสำคัญอันเป็นเงื่อนไขว่าหากมิได้ปฏิบัติตามแล้วจะทำให้ข้อความตอนต้นไม่เป็นผล เพราะข้อความตอนต้นของสัญญาข้อนี้ เป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่มีผลเป็นการยินยอมด้วยในการผ่อนเวลาหรือผ่อนผันการปฏิบัติตามสัญญาไปแล้ว มิใช่ข้อสัญญาว่าจะปฏิบัติการชำระหนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง หากเป็นเพียงคำขอร้องหรือเสนอแนะเท่านั้น จำเลยไม่หลุดพ้นความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 700 วรรคสอง

ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2533 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่ต่ออายุสัญญาออกไป โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2533 ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ

แม้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันของจำเลยให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ไปเพราะความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่โจทก์ แต่โจทก์มิได้เจตนาประสงค์จะให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. และจำเลยพ้นจากความรับผิด ถึงจำเลยจะได้รับเวนคืนหนังสือค้ำประกันดังกล่าวซึ่งเป็นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนึ่ง ซึ่งเข้าข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 327 วรรคสามว่า หนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปแล้วก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวมิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ยังคงต้องรับผิดในค่าเสียหายและค่าปรับแก่โจทก์ จำเลยผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 จำเลยจะอ้างธรรมเนียมปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไปว่า เมื่อจำเลยได้รับเวนคืนต้นฉบับหนังสือค้ำประกันจากห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ผู้เป็นลูกค้าโดยสุจริต และจำเลยคืนหลักประกันไปจำเลยก็หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันแล้วหาได้ไม่ ทั้งนี้ เพราะกรณีไม่ต้องบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความระงับสิ้นไปแห่งการค้ำประกันอันเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด ดังที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วใน ป.พ.พ. มาตรา 698 ถึงมาตรา 701

            กรณีที่ลูกหนี้ถูกยึดทรัพย์แล้วเจ้าหนี้ไม่ดำเนินการให้เข้าเฉลี่ยหนี้ ไม่ทำให้เสียเสิทธิเรียกเอาแก่ผู้ค้ำฯ

            ฎ.2044/2514

          การตกลงทำสัญญาขายฝากที่ดิน โดยถือเอาหนี้เงินกู้เป็นราคาที่ขายฝากเป็นการแปลงหนี้ใหม่

เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ขายฝากไว้ก่อนขายฝาก ผู้ขายฝากไม่มีสิทธินำไปขายฝากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 305(1) การขายฝากจึงมิได้เกิดมีขึ้น หนี้เงินกู้จึงไม่ระงับสิ้นไปผู้ค้ำประกันยังต้องผูกพันตามสัญญาค้ำประกันอยู่

การที่ลูกหนี้ถูกยึดทรัพย์แล้วเจ้าหนี้มิได้ดำเนินการเพื่อให้ได้เข้าเฉลี่ยหนี้นั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าหนี้เสียสิทธิที่จะฟ้องผู้ค้ำประกัน

 

            ต่อไปคือการค้ำฯ กิจการเนื่องกันไปหลายคราว คือเป็นการค้ำฯประกัน เช่น หนี้เบิกเงินเกินบัญชี หรือ การค้ำประกันลูกจ้าง

            ฎ.1841/2506

          จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าอาคารและที่ดินของโจทก์มีข้อความว่าเช่ามีกำหนด 1 ปี เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว ถ้าไม่มีการทำสัญญาเช่ากันใหม่ ผู้เช่าจะต้องขนย้ายออกจากที่เช่าภายใน 30 วันถ้าไม่ขนย้ายออกไปจะต้องเสียค่าเสียหายเป็นรายวันๆละ 100 บาทให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันเงินค่าเช่าและค่าเสียหายซึ่งโจทก์จะเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ในการที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาเช่า ดังนี้จำเลยที่ 2 จะบอกเลิกการค้ำประกันเมื่อครบกำหนด 1 ปี โดยไม่ยอมรับผิดในค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระเพราะไม่ออกไปจากที่เช่าไม่ได้ เพราะรูปคดีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 699

แม้จะระบุไว้ในสัญญาเช่าว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้ว ผู้เช่าไม่ออกไปจะต้องเสียค่าเสียหายแก่ผู้ให้เช่าวันละ 200 บาทก็ดี เมื่อศาลเห็นว่าค่าเสียหายสูงไปก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าตามควรแก่พฤติการณ์ได้

 

            เป็นเรื่องมาตรา 699 เป็นการใช้สิทธิ ไม่ต้องไปตกลงยินยอม เป็นการบอกเลิกตามกฎหมาย แต่สิ่งใดที่เกิดก่อนหน้านั้นก็ต้องรับผิดต่อไป

            มาสนใจเรื่องการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ดีกว่า คือเป็นการที่ผู้ค้ำฯหลุดพ้น แต่ถ้าผู้ค้ำฯตกลงด้วย ก็ไม่ทำให้สัญญานั้นระงับไป

            มาตรา 700 การที่ผ่อนได้เป็นเรื่องที่หนี้ประธานมีกำหนดเวลาชำระแน่นอน แล้วเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลา ประโยคนี้ต้องไปด้วยกัน

            สามคือผู้ค้ำฯ ยอมผ่อนด้วยก็ ต้องรับผิดอยู่

            ฎ.6237/2538

          ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 การที่เจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้อันจะมีผลให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดนั้นต้องเป็นการค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลาอันมีกำหนดแน่นอน แต่การที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลยที่ 1ต่อโจทก์ว่าหากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเสียหายจำเลยที่ 2 ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น มิได้เป็นการค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลา อันมีกำหนดแน่นอนจำเลยที่ 2 จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิด

            1821/2494

          ทำสัญญากู้เงินมีความว่า "จำนวนเงินที่ข้าพเจ้ากู้ไปนี้ ข้าพเจ้าสัญญาจะชำระให้เสร็จภายใน 6 เดือนนับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไป เว้นแต่ผู้ให้กู้จะได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น" และผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันมีข้อความว่า"ถ้าผู้กู้ไม่สามารถชำระเงินที่ได้กู้ไปตามคำสั่งของผู้ให้กู้ ข้าพเจ้ายอมรับใช้ให้ทั้งสิ้น" ดังนี้กำหนด 6 เดือนที่ว่าไว้นั้นไม่ใช่เด็ดขาด แต่ผู้ให้กู้อาจสั่งเป็นอย่างอื่นได้ และการค้ำประกันก็เป็นไปในทางยอมค้ำประกันตามอำนาจของผู้ให้กู้ด้วย ฉะนั้นหากผู้กู้ขอผัดผ่อนการชำระหนี้ต่อไป และผู้ให้กู้ยอม ก็ตามผู้ค้ำประกันก็ยังไม่หลุดพ้นจากการค้ำประกัน

            ไอ้ตรงคำว่าเว้นแต่ผู้กู้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นเนี่ยแหละทำให้มันไม่เด็ดขาด หนี้ละเมิดไม่ใช่หนี้ที่มีกำหนดระยะเวลาชำระแน่นอน

            กรณีของการเก็บเงินค่าไฟฟ้าพวกนั้น ที่ต้องชำระภายในกี่วันนับแต่ได้การแจ้งหนี้ ไม่มีกำหนดแน่อน ไม่เหมือนกันนะครับกับการที่ใบแจ้งหนี้ มีกำหนดว่าต้องชำระในวันที่เท่าใดเป็นการแน่นอน

            การออกเช็คให้ใหม่ ไม่ได้เป็นการกำหนดเวลาชำระหนี้ ให้เป็นการแน่อนนไม่เป็นการผ่อนเวลา เพราะฉะนั้น

            ฎ.625/2540 ค้นไม่พบ

            ฎ.315/2505

          สัญญากู้เงินมิได้ตกลงกำหนดเวลาชำระหนี้กันไว้แต่ลูกหนี้ได้ออกเช็คล่วงหน้าให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้ นั้นหาเป็นการตกลงให้การกำหนดเวลาการชำระหนี้ให้แน่นอนขึ้นอย่างไรไม่ ผู้ค้ำประกันจึงยังคงต้องผูกพันรับผิดต่อเจ้าหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตลอดไปตามสัญญาค้ำประกันแม้ลูกหนี้จะได้ออกเช็คใหม่ ลงวันล่วงหน้าต่อไปอีกให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้แทนเช็คใบเก่าก็ไม่เป็นการที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากการรับผิด

            กำหนดเวลาแน่นอนนั้นต้องกำหนดตั้งแต่ต้น

            ฎ.500/2507

          ฟ้องระบุข้อหาหรือฐานความผิดว่าละเมิด แต่เนื้อแท้ของคำฟ้องเป็นเรื่องเรียกทรัพย์คืนในกรณีผิดสัญญาตัวแทนจะนำอายุความ 1 ปีมาเป็นข้อตัดฟ้องไม่ได้

การเพิ่มจำนวนผู้ค้ำประกันขึ้นหาทำให้ผู้ค้ำประกันคนเดิมพ้นความรับผิดไม่

ค้ำประกันหนี้กรณีที่ลูกจ้างไม่ปฏิบัติหน้าที่ตัวแทนตามระเบียบของนายจ้างทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายผู้ค้ำประกันยอมรับผิดนั้นเป็นการค้ำประกันหนี้ที่ไม่มีลักษณะจะต้องชำระ ณ เวลากำหนดแน่นอนอันจะผ่อนเวลากันได้ จึงนำมาตรา 700 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับแก่กรณีนี้ไม่ได้ และแม้จะมีบันทึกของลูกหนี้ให้ไว้ก็เพียงแต่กำหนดเวลาให้เป็นที่แน่นอนหลังจากมีหนี้เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น

สัญญาค้ำประกันที่ไม่ได้จำกัดจำนวนจะเอาราคาหลักทรัพย์ที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันมาจำกัดความรับผิดไม่ได้

 

            นี่คือเงื่อนไขแรก คือถ้าจะผ่อนได้ต้องเป็นเงื่อนไขแน่นอน  การยอมคือได้ตกลงยินยอมกันอย่างชัดแจ้ง ลำพังการทำหนังสือรับสภาพหนี้อย่างเดียวนี้ ทำฝ่ายเดียว เจ้าหนี้ก็รับไปแล้ว ไม่ต้องผูกพัน ยังถือไม่ได้ว่าเจ้าหนี้ยอมตามนั้นแล้ว

            กรณีเช่นนี้ไม่ใช่การยอมผ่อนเวลา

            ฎ.1242/2495

          เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วลูกหนี้พูดว่า ยังจัดหาเงินไม่ได้ขอผัดเวลาชำระหนี้อีก 1 เดือน เจ้าหนี้บอกว่าไม่เป็นไรหามาให้ครบ ดังนี้ เป็นการพูดกันด้วยปากไม่เป็นการผูกมัดเจ้าหนี้ว่า ภายใน 1 เดือนที่ลูกหนี้ขอผัดนั้น เจ้าหนี้จะฟ้องเรียกให้ชำระหนี้ไม่ได้ คือเจ้าหนี้จะฟ้องเรียกให้ลูกหนี้ชำระก็ได้ ฉะนั้นยังเรียกไม่ได้ว่าเจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 ผู้ค้ำประกันหนี้รายนี้ จึงยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิด

 พูดกันด้วยปากเปล่าไม่เป็นการผูกพันเจ้าหนี้  คำว่าผ่อนเวลาหมายความว่าอย่างไร ก็เหมือนกับการตกลงขยายระยะเวลาให้ คือแน่นอน และการผ่อนเวลานั้นเจ้าหนี้จะตกลงเรียกร้องไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่จะผ่อนเวลาได้หรือไม่

            นี่คือวลีทอง ที่เป็นข้อกฎหมาย คือ ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ต้องเป้นการยอมแน่นอนและในระยะเวลานั้นจะใช้สิทธิเรียกร้องไม่ได้

            ฎ.293/2542

          หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ระบุว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ พ. กระทำการและดำเนินการแทนในกิจการดังต่อไปนี้... เป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่ง... เพื่อป้องกันรักษาผลประโยชน์หรือสิทธิต่าง ๆ รวมทั้งทรัพย์สินของโจทก์ การมอบอำนาจในลักษณะนี้แม้จะเป็นการมอบอำนาจทั่วไปตามมาตรา 801 แห่ง ป.พ.พ. แต่ก็มีการมอบอำนาจรวมถึงการฟ้องคดีแทนด้วย ทั้งการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีก็ไม่จำต้องระบุบุคคลที่ต้องถูกฟ้องไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด และแม้ว่าขณะมอบอำนาจมูลหนี้ระหว่างโจทก์จำเลยยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่ทำให้ใบมอบอำนาจดังกล่าวเสียไป พ. จึงมีอำนาจฟ้อง และมีอำนาจตั้งทนายความฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 801 (5)

การผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้อันจะทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดนั้น จะต้องเป็นการตกลงผ่อนเวลาแน่นอน และมีผลว่าในระหว่างผ่อนเวลานั้น เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องร้องไม่ได้ เมื่อหนี้ของจำเลยที่ 1 ถึงกำหนดชำระแล้ว โจทก์ยังมิได้ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ หาใช่เป็นการยอมผ่อนเวลาให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามมาตรา 700 แห่ง ป.พ.พ. อันจะมีผลทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดไม่

 

กรณีที่เจ้าหนี้ ไม่ถือเป็นการผ่อนเวลา กรณีที่ถึงกำหนดชำระแล้ว ไม่ทำให้นิ่งเฉย พูดง่ายๆ คือไม่มีการตกลงกันโดยชัดแจ้ง

            ฎ.742/2507  

          การที่เจ้าหนี้ไม่ฟ้องลูกหนี้ให้ชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ ไม่ใช่เป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ และการที่ผู้ค้ำประกันเตือนเจ้าหนี้ให้ฟ้องลูกหนี้และเจ้าหนี้ไม่ฟ้อง ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องผ่อนเวลาอันจะทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด

 

 

กรณีเจ้าหนี้มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้แต่ไม่ได้บอกเลิกก็ไม่ได้อยู่ในความหมายว่า เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้ไม่

            ฎ.244/2540 ค้นไม่พบ เงื่อนไขในประการที่สองต้องมีกรณีที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ เงื่อนไขประการที่สองคือ ผู้ค้ำฯ ยอมตกลงด้วยกับการผ่อนเวลา ผู้ค้ำฯ ก็ไม่พ้นผิด การตกลงอาจตกลงล่วงหน้าหรือตกลงภายหลังก็ได้

            ฎ.815/2533

          โจทก์ได้เข้าอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่บริษัท ว. ออกให้แก่บริษัท ท. โดยจำเลยในฐานะผู้จัดการของบริษัท ว. ได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ว่า หากโจทก์ได้ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว จำเลยยอมชดใช้เงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ต่อมาเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนด บริษัท ว. ขอยืดเวลาการชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาต่อบริษัท ท. ผู้ทรงออกไปรวม 2 ครั้งโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ใหม่ทั้งสองครั้ง โจทก์ได้เข้าอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับนั้นตามคำขอร้อง ของ บริษัท ว.ครั้นตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับหลังสุดถึงกำหนด โจทก์ได้ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นให้แก่บริษัท ท. ตามที่ได้รับการทวงถามดังนี้ เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับที่ออกใหม่มีมูลหนี้มาจากตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับแรก และตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่จำเลยทำไว้ต่อโจทก์มีใจความว่า จำเลยยอมรับผิดชดใช้เงินที่โจทก์จ่ายไปในการที่โจทก์อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัท ว. ในวงเงินที่กำหนดเท่านั้น หาได้ระบุวันออกตั๋วและวันถึงกำหนดใช้เงินไว้ไม่ อีกทั้งสัญญาค้ำประกันก็ระบุว่าหากโจทก์ผ่อนผันเวลาการชำระหนี้ให้แก่ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำเลยตกลงด้วยในการผ่อนผันเวลาทุกครั้ง โดยโจทก์ไม่ต้องแจ้งให้ทราบก่อน จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในการที่โจทก์เข้ารับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับหลังสุดด้วย.

 

อันนี้เป็นหลัก ทำนองเดียวกับ ฎ.1339/2516

          จำเลยที่ 2 เข้าเป็นผู้ค้ำประกันการเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 และสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ระบุชัดว่าเป็นการกู้เบิกเงินเกินบัญชีและค้ำประกันการกู้เบิกเงินเกินบัญชีจากบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 715 ซึ่งจำเลยที่ 1 เปิดไว้กับธนาคารโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินตามสัญญาที่ทำไว้โดยวิธีเดินสะพัดจากบัญชีกระแสรายวันดังกล่าว บัญชีนั้นจะเป็นบัญชีชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นส่วนตัว หรือเป็นบัญชีของบริษัทที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการ เป็นผู้เปิดไว้ในนามของบริษัท จึงไม่ใช่ข้อสำคัญ และไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด

แม้จำเลยที่ 1 จะเบิกเงินเกินบัญชีอยู่ก่อนแล้วก่อนทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่ จำเลยที่ 2 เข้าค้ำประกัน แต่สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยที่ 2 เข้าค้ำประกันจำนวนเงินที่เบิกคือ ตามบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 715 การเบิกเงินเกินบัญชีย่อมหมายถึงการเบิกจากบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่เป็นหนี้ธนาคารอยู่ทั้งหมด จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าว จึงเป็นการค้ำประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่แล้วและจะมีขึ้นในอนาคต ทั้งนี้จำกัดในวงเงินและระยะเวลาตามสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้ธนาคารโจทก์จะให้จำเลยรับรองหนี้เดิมนั้นหรือไม่ จึงไม่เป็นข้อสำคัญ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่1 ซึ่งมีอยู่ก่อนเข้าทำสัญญาค้ำประกันนั้นด้วย

ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำไว้ มีข้อความว่าถ้าธนาคารโจทก์จะต่ออายุสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีก ให้ถือว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมด้วยทุกครั้งไป โดยธนาคารไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบก่อน เป็นความยินยอมของจำเลยที่ 2 โดยสมัครใจยอมค้ำประกันต่อไปอีกเอง จึงใช้บังคับได้ และไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด

การคิดดอกเบี้ยทบต้นในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นข้อตกลงตามประเพณีการค้าที่ให้คำนวณดอกเบี้ยทบต้นในบัญชีเดินสะพัดเมื่อยังไม่มีการหักทอนบัญชีต่อกัน ดอกเบี้ยทบต้นจึงยังคงคิดคำนวณกันได้ต่อไป จนถึงวันที่หักทอนบัญชี และมีการผิดนัดแล้ว จึงจะคิดคำนวณดอกเบี้ยทบต้นต่อไปอีกไม่ได้ คงคิดได้แต่ดอกเบี้ยอัตราตามสัญญา โดยวิธีคิดดอกเบี้ยธรรมดาจากเงินต้นซึ่งรวมดอกเบี้ยทบต้นสำหรับระยะเวลาก่อนผิดนัดเป็นเงินต้นด้วย

เงื่อนไขตรงนี้ไม่ทำให้ผู้ค้ำฯหลุดพ้นจากการรับผิดได้ ดังนั้นการแจ้งหรือไม่แจ้งไม่ใช่สาระสำคัญ เป็นแต่เพียงการผ่อนเวลาไม่มีผลเท่านั้นเอง

            ฎ.3768 /2533

          การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่า ศ. นำโฉนดที่ดินที่พิพาทไปมอบให้จำเลยเพื่อโอนชำระหนี้เงินยืม 1,500,000 บาท เป็นการนำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้โฉนดที่ดินที่พิพาทมาอย่างไร โดยมิได้อ้างถึงหนังสือสัญญากู้เงินและมิได้เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารหนังสือสัญญากู้เงินมาแสดง แม้จะมีข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินที่ระบุว่ามอบโฉนดที่ดินพิพาทไว้เป็นประกันก็ไม่เป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความที่ห้ามมิให้ศาลรับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94

จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์เพื่อชำระหนี้ตามเช็คที่ ศ. ซึ่งเป็นบุตรโจทก์ค้างชำระอยู่ มิใช่หนี้ตามสัญญากู้ยืมที่มีการออกเช็คนั้นชำระหนี้ จึงไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 656 มาปรับใช้ได้ ความตกลงในการโอนที่ดินพิพาทชำระหนี้ดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ

 

            ฎ.4040/2546 ค้นไม่พบ ถือหลักการเดียวกัน

            อันสุดท้าย คือ 701 คือ ผู้ค้ำฯของชำระหนี้ตั้งแต่เมื่อหนี้ถึงกำหนดก็ได้ ปกติความรับผิดคือเมื่อลูกหนี้ผิด นัด แต่อันนี้ไม่ได้ดูว่าลูกหนี้ผิดนัดหรือยัง แต่ขอรับผิดเมื่อหนี้ผิดนัดไปเลย ก็ ขอใช้หนี้ได้แต่ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมแล้ว ก็หลุดพ้นไปเลย

            แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาในประการแรกคือหนี้ต้องถึงกำหนดชำระ การขอชำระหนี้นั้นต้องเป็นการขอชำระหนี้โดยชอบ คือ ต้องอยู่ในฐานะที่พร้อมชำระหนี้ได้

            ฎ.382/2537  

          ตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ลูกค้าโจทก์ ไม่ปรากฏรายการเดินสะพัดในบัญชีอันจะเป็นหลักฐานแสดงว่า นับแต่วันสิ้นสุดของสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ 1 ขอเบิกเงินจากบัญชีดังกล่าวหรือโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีกแม้ภายหลังครบกำหนดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ 1ได้นำเงินเข้าบัญชีกระแสรายวัน 2 ครั้งก็ตาม แต่ก็เป็นการนำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ ไม่ใช่เพื่อให้มีการเดินสะพัดทางบัญชีต่อไปเพราะไม่มีลักษณะเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีหักกลบลบกัน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์จะต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอีกต่อไป สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดย่อมเลิกกันนับแต่วันครบกำหนดตามสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 ฉะนั้น โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้จนถึงวันสิ้นสุดของสัญญาดังกล่าว และโจทก์ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยโดยไม่ทบต้นตลอดไปจนกว่าจะมีการชำระหนี้รายนี้เสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 ค้ำประกันและจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท หรือไม่เกิน 400,000 บาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มีเจตนาค้ำประกันและจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 400,000 บาทเท่านั้น แม้จะปรากฏว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 กู้เบิกเงินเกินบัญชีเกินวงเงิน 400,000 บาท ก็เป็นการผูกพันกันระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 กับโจทก์เท่านั้น หามีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ด้วยไม่ ดังนั้น เมื่อครบกำหนดตามสัญญาจำเลยที่ 3 มีหนังสือขอชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน400,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จึงเป็นการขอชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เมื่อหนี้นั้นถึงกำหนดโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 701 วรรคแรก แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 3 ดังกล่าว ย่อมทำให้จำเลยที่ 3ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในการชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 701,727 ประกอบด้วยมาตรา 744(3)

 

            เป็นเรื่องสัญญาที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แล้วไปขอจ่ายตามที่กำหนดไว้ ซึ่งพนักงานธนาคารเข้าใจผิด ทำให้ผู้ค้ำฯหลุดพ้นไปได้

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages