สรุปคำบรรยายอาจารย์ประเสริฐ ปิดคอร์ส

5,373 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Mar 17, 2009, 9:32:27 PM3/17/09
to LAWSIAM, lawsiam com, TRAITHEP tupkit, u391...@yahoo.com, saxt...@hotmail.com, je_p...@hotmail.com, masa...@hotmail.com, eimm...@hotmail.com, chal...@hotmail.com, ceza...@yahoo.com, sahats...@hotmail.com, tony...@yahoo.com, Swee...@hotmail.com, sont...@yahoo.com, aey...@hotmail.com, Thai...@hotmail.com, tonta...@hotmail.com, piyanu...@hotmail.com

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

 

            ความจริงแล้วเป็นวิชาว่าความ แต่อาจารย์ไม่สามารถมาบรรยายได้เนื่องจากติดปัญหาด้านสุขภาพ

วันนี้เป็นการสรุปวิแพ่ง  

            เรื่องเขตอำนาจศาล ในเรื่องศาลที่เสนอคำฟ้อง มาตรา 55 เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่ง บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนสู่ศาลส่วนแพ่งได้

            ก็เริ่มต้นที่นำคำฟ้องมาเสนอต่อศาล 172 ว .1

ศาลที่นำมาเสนอก็หลัก 4 ( 1 )   ยกเว้น เป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ก็ 4 ทวิ ถ้าเป็นคำฟ้องหนี้เหนือบุคคล ที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร และมูลคดีไม่ได้เกืดในราช ก็ 4 ตรี

            คำฟ้องก็เป็นคำคู่ความตามมาตรา 1 ( 5 ) และ ต้องตรวจตามมาตรา 18 และเกี่ยวพันกับมาตรา 18   หากเป็นคำฟ้องที่บกพร่องในเรื่องเขตศาล มาตรา 18 วรรค 2 เกี่ยวพันกับ 151 วรรค 1  คือให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

ผลของการฟ้องผิดศาล

1.                  กรณีที่มีการฟ้องไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติเรื่องเขตอำนาจศาล ศาลก็จะไม่รับหรือคืนไปเพื่อให้ยื่นต่อ ศาลที่มีเขตอำนาจตาม 18 วรรค 3 และศาลจะต้องมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้ทั้งหมดตาม 151

2.                  กรณีที่โจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาลไม่ชอบด้วยเขตอำนาจศาลแล้วปรากฏว่าศาลสั่งรับไว้ กรณีเช่นนี้ศาลก็มีอำนาจจะเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ ตามมาตรา 27  ศาลเพิกถอนกฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้นะ ต่างกับกรณีที่คู่ความร้องขอให้เพิกถถอน ที่ต้องยกขึ้นในเวลาใดๆก่อนมีคำพิพากษาแต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น

ฎ.7321/2550 ค้นไม่พบ

ฎ.1847/2527

โจทก์เสนอคำฟ้องแต่แรกโดยระบุภูมิลำเนาของจำเลยผิดพลาดเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นหลงผิดไปว่าโจทก์มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้ แต่เมื่อความจริงเรื่องภูมิลำเนาของจำเลยปรากฏขึ้นว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาของจำเลยเกิดขึ้นก่อนศาลชั้นต้นรับคำฟ้องไว้ ศาลชั้นต้นจึงมิใช่ศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้จึงผิดพลาด ถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะเพิกถอนคำสั่งนั้นแล้วมีคำสั่งใหม่ได้ ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบังคับให้ศาลจำต้องกำหนดเวลาให้โจทก์ไปฟ้องเป็นคดีใหม่ในกรณีที่สั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่คำฟ้องต้องห้ามเรื่องเขตอำนาจศาล

 

ฎ.114/2521

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายในข้อหาละเมิด ต้องอยู่ ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(2) ซึ่งให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล เมื่อจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดปทุมธานี มิได้อยู่ที่จังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีในเขตอำนาจศาลแพ่งโจทก์จะยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งโดยศาลแพ่งมิได้ใช้ดุลพินิจยอมรับคดีไว้พิจารณาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมไม่ได้

ศาลแพ่งสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้เพราะโจทก์กล่าวในฟ้องว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อปรากฏว่า(ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง) จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่นอกเขตอำนาจศาลแพ่งศาลแพ่งย่อมมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่ไม่รับฟ้องของโจทก์ได้

 

      3. เกี่ยวกับเรื่องเขตอำนาจศาลนี้ถ้าเป็นประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ เช่นต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องเนื่องจากฟ้องผิดศาล อย่างนี้ก็มีประเด็นเกี่ยวด้วยเรื่องเขตอำนาจศาล ไว้ศาลก็ต้องวินิจฉัยทุกประเด็น อย่างนี้ศาลก็มีอำนาจยกฟ้องได้ อันเป้นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีแล้ว กรณีเช่นนี้ไม่ใช่คำสั่งไม่รับฟ้อง ศาลไม่มีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาล

ฎ.3504/2550

โจทก์เสนอคำฟ้องโดยระบุว่าจำเลยที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าโจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ประกอบมาตรา 5 แม้ต่อมาโจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 3 โดยภูมิลำเนาที่ขอแก้ไขใหม่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นก็ตาม ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าขณะโจทก์เสนอคำฟ้องนั้นจำเลยที่ 3 มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 อาจเปลี่ยนภูมิลำเนาภายหลังที่โจทก์เสนอคำฟ้องแล้วก็เป็นได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นคดีก็ยังคงอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาต่อไปได้ เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ปรากฏแน่ชัด จะอ้างว่าเป็นความบกพร่องของศาลชั้นต้นที่ไม่สั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและไม่จำหน่ายคดีหาได้ไม่ นอกจากนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การก็ได้ยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเขตอำนาจศาลที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยโดยรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ เมื่อรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นขณะโจทก์เสนอคำฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องของโจทก์เสียได้โดยไม่ต้องคำนึ่งว่าโจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นโดยสุจริตหรือไม่ เนื่องจาก ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) และมาตรา 5 มิได้บัญญัติเปิดช่องให้ศาลที่รับคำฟ้องพิจารณาถึงความสุจริตของผู้เสนอคำฟ้อง หากเป็นกรณีที่โจทก์เสนอคำฟ้องผิดเขตอำนาจศาล การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องจึงหาเป็นการไม่ชอบไม่

 

ฎ.3948/2547  ค้นไม่พบ

      4.กรณีไม่รับฟ้องเพราะไม่อยู่ในเขตศาลนั้น สมมุติว่าคดีขาดอายุความในขณะที่ศาลสั่งไม่รับฟ้อง ถามว่าจะนำมาฟ้องใหม่ได้หรือไม่ คดีขาดอายุความหรือไม่

เรื่องนี้เป็นบทบัญญัติในปพพ.193/17 วรรค 2  ให้เจ้าหนี้สามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ ภายใน 60 วันนับแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด

ฎ.6500/2550 ค้นไม่พบ

      ถามต่อไปว่าเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ไม่ซ้ำเพราะยังมิได้วินิจในประเด็นเนื้อหาข้อพิพาทแห่งคดี

ฎ.2702/2533 ค้นไม่พบ

ฎ.2663/2524

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหลายรายการ จำเลยให้การปฏิเสธว่ามิได้กระทำการตามที่โจทก์กล่าวอ้างและโจทก์มิได้เสียหายโจทก์มีหน้าที่จะต้องนำสืบให้เห็นว่า จำเลยได้ทำการต่างๆ อันเป็นเหตุให้โจทก์มิได้รับความเสียหายเป็นจำนวนดังที่ฟ้องมา

การคัดค้านพยานเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 125 ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้คัดค้านเสียก่อนวันสืบพยานนั้น เป็นการให้คัดค้านในเรื่องการมีอยู่ของต้นฉบับความแท้จริงของต้นฉบับหรือความถูกต้องตามต้นฉบับของสำเนาที่อ้าง หาใช่บังคับให้ต้องคัดค้านไว้ก่อนว่าข้อความในเอกสารไม่ถูกต้อง แม้จำเลยมิได้คัดค้านบัญชีงบดุลที่โจทก์ส่งศาล จำเลยก็ยังโต้เถียงได้ว่าการคิดบัญชีนั้นไม่ถูกต้อง

 

 ในเรื่องฟ้องซ้ำก็ต้องดูให้ดี เช่นยกว่าการฟ้องเคลือบคลุม วินิจฉัยแล้วแต่ไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีเช่นกัน  จึงไม่เป้นฟ้องซ้ำ

ศาลที่โจทก์เสนอคำฟ้อง ( คดีมีข้อพิพาท )

      4 (1 ) จะใช้ต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับ อำนาจศาลไว้เป้นอย่างอื่น ก็หมายความว่าถ้ามีกฎหมายเกี่ยวด้วยเขตศาลไว้เป็นอย่างอื่นอย่างนี้ก็เป็นไปตามบทบัญญัตินั้นเฉพาะ

      เช่น พ.ร.บ คุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 17 ให้ฟ้องได้เฉพาะ ศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาได้เพียงเขตเดียว ฉะนั้นเรื่องบัตรเครดิตร เช่าซื้อ เป็นหมันแล้ว จะแต่งออกเรื่องบริโภคไม่ได้แล้วไม่อย่างนั้นธงคำตอบจะมีปัญหา

      ถ้าเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังแล้ว ต้องไป 4 ทวิ คือศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล

      ก็มีคำสองคำที่ต้องจำให้ดึคือ

ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล คำว่าภูมิลำเนานั้นในการสอบ โจทย์ก็จะบอกอยู่แล้วว่าอยู่ที่ไหน ในแง่นี้จึงไม่ต้องจำมากมาย

แต่ที่ต้องจำเป็นพิเศษคือมาตรา 3 ( 2 ) ก และ ข . ต้องเริ่มต้นที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยุ่ในราชอาณาจักรแล้ว

          อีกคำหนึ่งคำว่ามูลคดี สัญญาเกิดขึ้นที่ไหน เหตุละเมิดเกืดขึ้นที่ไหน ที่นั่นแหละที่ที่มูลคดีเกิด

เช่นเดียวกันก็มีบัญญัติไว้พิเศษที่ มาตรา 3 ( 1 )  ให้ศาลแพ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ  แต่ต้องระวังเป็นพิเศษ นะครับ เพราะอาจตีความไม่เหมือนกัน การแปลความกฎหมายต้องแปลความให้ใช้กฎหมาย

            ภูมิลำเนาที่น่าสนใจคือ ที่กฎหมายเป็นพิเศษตาม 3 (2 ) ถ้ามีเหตุเปลี่ยนแปลงขึ้น เช่นการเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนา การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้หาตัดอำนาจฟ้องของศาลที่รับคดีนั้นไว้โดยชอบแล้ว

            ถ้าย้ายก่อนฟ้อง เท่ากับฟ้องผิดศาล แต่ถ้าย้ายภูมิลำเนาหลังโจทก์ยื่นฟ้องแล้ว มาตรา 173 วรรค 2 ( 2 )  ศาลที่รับฟ้องไว้แล้วสามารถพิจารณาคดีต่อไปได้

ฎ.3504/2550

โจทก์เสนอคำฟ้องโดยระบุว่าจำเลยที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าโจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ประกอบมาตรา 5 แม้ต่อมาโจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 3 โดยภูมิลำเนาที่ขอแก้ไขใหม่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นก็ตาม ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าขณะโจทก์เสนอคำฟ้องนั้นจำเลยที่ 3 มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 อาจเปลี่ยนภูมิลำเนาภายหลังที่โจทก์เสนอคำฟ้องแล้วก็เป็นได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นคดีก็ยังคงอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาต่อไปได้ เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ปรากฏแน่ชัด จะอ้างว่าเป็นความบกพร่องของศาลชั้นต้นที่ไม่สั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและไม่จำหน่ายคดีหาได้ไม่ นอกจากนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การก็ได้ยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเขตอำนาจศาลที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยโดยรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ เมื่อรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นขณะโจทก์เสนอคำฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องของโจทก์เสียได้โดยไม่ต้องคำนึ่งว่าโจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นโดยสุจริตหรือไม่ เนื่องจาก ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) และมาตรา 5 มิได้บัญญัติเปิดช่องให้ศาลที่รับคำฟ้องพิจารณาถึงความสุจริตของผู้เสนอคำฟ้อง หากเป็นกรณีที่โจทก์เสนอคำฟ้องผิดเขตอำนาจศาล การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องจึงหาเป็นการไม่ชอบไม่

            ศาลเวลาตรวจฟ้องก็ต้องเชื่อตามหลักฐานโจทก์ที่ยื่นไว้ พอไปส่งหมายก็ส่งไม่ได้ ก็มาแก้ไขภูมิลำเนาจำเลย ก็มาแก้ฟ้อง มาตรา 180 กฎหมายกำหนดระยะเวลาขอแก้ไขไว้ ถ้าคดีเรื่องนั้นมีการชี้สองสถาน ต้องมีการขอก่อนวันชี้สองสถาน หรือวันสืบพยานครั้งแรกไม่น้อยกว่า 7 วัน

            อย่างนี้ศาลก็สามรถพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้และไม่สั่งคืนค่าขึ้นศาล  และบทบัญญัติเรื่องเขตอำนาจศาลก็ไม่ได้มีไว้ว่า จะสุจริตหรือไม่สุจริตไม่เกี่ยวข้องในการพิจารณาเรื่องนี้

ในส่วนวิแพ่ง 1 ท่านอาจารย์อุดมเป็นแม่กอง ท่านไม่ออกข้อสอบอาจารย์จะรับภาระแทน อาจารย์ไพฤทธิ์ก็ไม่ออกเนื่องจากลูกสาวก็สอบ ข้อสอบของเราก็สั้นและไม่ยาก รู้ตัวบทโยงได้ก็สามารถทำข้อสอบได้แล้ว

            อีกมาตราที่จะทิ้งไม่ได้คือมาตรา 5 เป็นบทบัญญัติที่แก้ไขปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลได้เป็นอย่างดี

            สมมุติว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ฟ้องตาม 4 (1 ) ประสงค์ที่ฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาในเขตศาล  ให้จำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2 ในตัวการและตัวแทน ถ้าฟ้องที่มูลคดีเกิดไม่มีปัยหา ถ้าฟ้องที่ตัวแทนมีภูมิลำเนา ก็ได้โดยอาศัยหลักมาตรา 5 ที่ว่า                      มูลความแห่งมูลคดีเกี่ยวข้องกัน

            ลูกหนี้ผู้ค้ำประกัน ตัวการตัวแทน นายจ้างลุกจ้าง ผู้ทำละเมิด นายจ้างผู้ค้ำประกันภัยค้ำจุน

            ฎ. เกี่ยวกับเขตศาลก็มีไม่มาก ส่วนมากก็เป็นฎีกาเกี่ยวกับศาลที่มูลคดีเกิด จำไว้เป็นพิเศษว่าให้ชำระหนี้ตามเช็คมูลคดีเกิดขึ้นที่ไหน การออกเช็คเป็นหนังสือตราศาล ต้องมีมูลหนี้อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน สมมุติว่าออกค่าสินค้า  เรื่องเช็คสถานที่ที่มูลคดีเกิด

            แน่นอนว่า สถานที่ที่ธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงิน เป็นสถานที่แรกที่ มูลคดีเกิดขึ้นแน่นอน

ธนาคารตาม

ฎ.5477/2550

ฎ.7255/2539

สำเนาภาพถ่ายเช็คและสำเนาภาพถ่ายใบคืนเช็คเอกสารท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธถึงความถูกต้องของเช็คและใบคืนเช็คดังกล่าว เมื่อธนาคารตามเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ย่อมถือได้ว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ที่ศาลดังกล่าวได้ ตามป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยออกเช็คตามฟ้องเพื่อชำระหนี้เงินยืมให้โจทก์ แล้วธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทุกฉบับโดยระบุรายละเอียดของเช็คทุกฉบับพร้อมกับแนบสำเนาภาพถ่ายเช็คและสำเนาภาพถ่ายใบคืนเช็คมาท้ายฟ้องพร้อมทั้งคำขอบังคับ ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 172 วรรคสอง ครบถ้วนแล้วส่วนมูลหนี้ตามเช็คจะเป็นการชำระหนี้สำหรับการกู้เงินครั้งใดเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่จำเลยฎีกาว่าการที่ศาลรับฟังเช็คและใบคืนเช็คตามฟ้องโดยไม่มีการสืบพยานแล้วพิพากษาให้จำเลยรับผิดโดยโจทก์เพียงแต่ระบุว่าเป็นหนี้จากการกู้ยืมหาเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งหมดได้ไม่นั้น ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับฟ้องเคลือบคลุม แต่เป็นปัญหาว่าตามคำฟ้องและคำให้การจะมีประเด็นที่ต้องสืบพยานกันต่อไปหรือไม่ ไม่มีผลทำให้ฟ้องที่ไม่เคลือบคลุมนั้นเปลี่ยนแปลงไป

ฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คตามฟ้อง จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธไว้ กลับให้การว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องให้บุคคลอื่น จึงฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท

เช็คตามฟ้องทุกฉบับเป็นเช็คสั่งจ่ายเงินสดหรือสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ ย่อมโอนไปเพียงด้วยส่งมอบให้กัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 918เมื่อเช็คตามฟ้องตกมาอยู่ในความครอบครองของโจทก์ในฐานะผู้ถือ โดยจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์รับโอนเช็คมาโดยไม่สุจริตแต่ประการใด เพราะจำเลยให้การแต่เพียงว่าโจทก์จะได้รับเช็คตามฟ้องมาอย่างไร จำเลยไม่ทราบย่อมไม่มีประเด็นที่จำเลยจะนำสืบว่าโจทก์ครอบครองเช็คมาโดยสุจริตหรือไม่จึงต้องฟังว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 904 ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องให้แก่ ม.เป็นการชำระดอกเบี้ยล่วงหน้าเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เป็นการยกข้อต่อสู้โจทก์ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างจำเลยผู้สั่งจ่ายกับ ม.ผู้ทรงคนก่อนแต่คำให้การของจำเลยมิได้กล่าวอ้างต่อสู้ว่าโจทก์รับโอนเช็คตามฟ้องจาก ม.ด้วยคบคิดกันฉ้อฉลกับโจทก์ จำเลยย่อมไม่มีประเด็นจะนำสืบในข้อนี้ ดังนั้นจำเลยซึ่งลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทซึ่งเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นในฐานะผู้สั่งจ่าย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 และ 914ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยนั้นชอบแล้ว

 

ฎ.4863/2538

จำเลยให้การเพียงว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายชำระหนี้ที่จำเลยทดรองจ่ายค่าโฆษณาแทนโจทก์ไปก่อนจำเลยจึงนำเช็คพิพาทเข้าบัญชีของจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงินจากโจทก์การที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยจ่ายเงินค่าสินค้าและของแถมเกินกว่าโจทก์เป็นเงิน1,000,000บาทเศษจึงเป็นคนละเรื่องกับที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา249วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่จำเลยนำเช็คของโจทก์ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดชลบุรีมูลคดีจึงเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดชลบุรีด้วยพยานหลักฐานคือเช็คทั้งหมดก็อยู่ที่ธนาคารดังกล่าวการพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดชลบุรีจึงเป็นการสะดวกศาลจังหวัดชลบุรีจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ยื่นฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา4(2)เดิม อุทธรณ์ของจำเลยได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่บรรยายว่าใครเป็นคู่สัญญากับบริษัทโฆษณาและโจทก์กับจำเลยจะต้องชำระหนี้ค่าโฆษณาให้ใครมีใบเสร็จรับเงินหรือไม่บริษัทโฆษณาได้รับค่าโฆษณาของโจทก์หรือไม่และโจทก์ได้ชำระหนี้ซ้ำหรือไม่เป็นอุทธรณ์ที่กล่าวไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองกล่าวไว้ข้างต้นหาใช่เป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้งอันจะไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา225วรรคหนึ่งไม่ โจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่าโจทก์ได้ทำสัญญาแต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าตามสัญญาแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายซึ่งกำหนดให้จำเลยเป็นผู้จัดให้มีการโฆษณาโดยโจทก์และจำเลยร่วมกันจ่ายค่าโฆษณาคนละครึ่งและโจทก์บรรยายในฟ้องด้วยว่าจำเลยเอาความเท็จมาอ้างกับโจทก์ให้โจทก์จ่ายเงิน4,068,734บาทแก่จำเลยโดยอ้างว่าจะนำเงินไปชำระค่าโฆษณาฟ้องของโจทก์แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วข้อที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่าใครเป็นคู่สัญญากับบริษัทกับบริษัทโฆษณาโจทก์กับจำเลยจะต้องชำระหนี้ค่าโฆษณาให้ใครมีใบเสร็จรับเงินหรือไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือไม่บริษัทโฆษณาได้รับค่าโฆษณาของโจทก์หรือไม่และโจทก์ได้ชำระหนี้ซ้ำหรือไม่นั้นโจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมศาลชั้นต้นจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นเกี่ยวกับฟ้องเคลือบคลุมเพราะไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองโดยรอไว้วินิจฉัยรวมในคำพิพากษาได้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยหลอกลวงให้โจทก์ออกเช็คแล้วนำไปเรียกเก็บเงินเป็นของจำเลยโดยมิชอบจึงเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนจากผู้กระทำมิชอบต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1336ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาให้เจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิเช่นนี้เว้นแต่จะถูกจำกัดด้วยอายุความได้สิทธิฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความฟ้องโจทก์ในกรณีเช่นนี้หาใช่เป็นฟ้องฐานลาภมิควรได้ไม่ โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเงินตามเช็คของโจทก์ที่1ที่จำเลยที่1นำไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่1คืนการที่โจทก์ที่2ลงชื่อในเช็คดังกล่าวก็เป็นการกระทำในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ที่1เท่านั้นโจทก์ที่2ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์เรียกคืนจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองแม้จำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธแต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา249วรรคสอง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้หลอกลวงให้โจทก์จ่ายเงินเช็คเป็นการชำระค่าโฆษณาแต่จำเลยไม่นำเช็คดังกล่าวไปชำระค่าโฆษณากลับนำไปเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินเองเป็นส่วนตัวและศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยหลอกให้โจทก์สั่งจ่ายเช็คแล้วนำไปเรียกเก็บเงินมาเป็นของจำเลยโดยมิชอบหรือไม่เช่นนี้การที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้จ่ายเงินค่าโฆษณาและค่าของแถมเป็นเงิน14ล้านบาทเศษส่วนจำเลยชำระค่าโฆษณาและค่าของแถมเป็นเงินเพียง8ล้านบาทเศษโจทก์จึงจ่ายเงินค่าโฆษณาและของแถมเกินกว่าที่จำเลยชำระ4ล้านบาทเศษเป็นการนำสืบเพื่อให้เห็นว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยหลอกลวงให้โจทก์จ่ายเช็คได้อย่างไรอันเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงแวดล้อมกรณีหาเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นไม่

 

เช็คเป็นตราศาลที่ออกชำระหนี้ มูลหนี้นั้น เกิดขึ้นที่ไหนถือว่าสถานที่นั้นเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย

ฎ.8304/2544

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับชำระหนี้ตามเช็คอันมีมูลหนี้มาจากการซื้อขายหุ้นในบริษัท ก. ตั้งอยู่ที่จังหวัดปัตตานี ส่วนจำเลยให้การว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการติดตามลูกหนี้ของบริษัท ก. จึงเห็นได้เหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิเป็นหนี้เกี่ยวกับกิจการของบริษัท ก. ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นศาลมูลคดีเกิดด้วยศาลหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดปัตตานี

อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นที่ว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นหรือไม่ เมื่อศาลฎีกาฟังว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นและต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ที่ว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่จึงเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ (2)(ก)

 

ฎ.7212/2545

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) บัญญัติให้เสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ คำว่ามูลคดีเกิดขึ้น หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คโดยบรรยายว่า เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ได้นำเช็คไปเข้าบัญชีที่ธนาคารสาขาชุมแพ (จังหวัดขอนแก่น) เพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ส่วนสถานที่ตั้งของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล โจทก์ระบุในคำฟ้องชัดเจนว่า ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 819/5 หมู่ที่ 1 จังหวัดขอนแก่น โดยมิได้บรรยายถึงสถานที่ตั้งแห่งอื่นอีก ดังนั้น สถานที่ที่จำเลยที่ 2 นำเช็คมาแลกเงินสดจึงได้แก่สถานที่ที่โจทก์ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งย่อมเกี่ยวข้องกับเหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ศาลจังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1)

 

มูลคดีคดีหนึ่งนั้น เกิดขึ้นได้หลายแห่ง

            ต่อไปเรื่องฟ้องแย้ง  ในคดีแพ่งการยื่นคำให้การเป็นสิทธิ หน้าที่ของจำเลย    มาตรา 177  ถ้าไม่ยื่นคำให้การก็เป็นตาม 197 จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ก็มีวิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้นมารับ

 ถ้าตอนที่ให้การถ้าจำเลยมีข้อเรียกร้องเอาอะไรกับฝ่ายโจทก์เกี่ยวข้อกับที่ฟ้องโจทก์ กฎหมายก็เปิดโอกาสให้จำเลย การยื่นคำให้การเป็นหน้าที่ ส่วนฟ้องแย้งเป็นสิทธิ แต่ 179 บอกฟ้องแย้งต้อง เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันภายหลังได้

            จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำแก้ไขคำให้การก็ได้ ตาม  179 ( 3 )  

เรื่องการแก้ไข การแก้คำฟ้องต้องเกี่ยว กับฟ้องเดิม  แต่ถ้าเป็นแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การไม่ต้องเกี่ยวกับคำให้การเดิมเพียงแต่อย่าให้ขัดกับคำให้การเดิมเท่านั้น

ฎ. 629/2524

จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม หรือจะฟ้องแย้งมาในคำร้องขอแก้คำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179(3) ก็ได้

จำเลยฟ้องแย้งมาในคำร้องขอแก้ไขคำให้การระบุข้อต่อสู้ขึ้นใหม่โดยให้รายละเอียดว่า โจทก์ทำผิดสัญญาอะไรบ้างทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างไร คิดเป็นจำนวน ค่าเสียหายเท่าใด เป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้ออ้างเพื่อหักล้างข้อหาของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179(3) จึงเป็นฟ้องแย้งในคำคู่ความที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นไว้แล้วชอบที่จะรับคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยเป็นฟ้องแย้งไว้ได้ (วินิจฉัยโดยการประชุมใหญ่ครั้งที่ 4/2524)

 

 ในเรื่องฟ้องต้องขอให้บังคับโจทก์เท่านั้นจะไปขอให้บังคับจำเลยด้วยกันไม่ได้ 

ฎ.3045/2530

โจทก์กับจำเลยทั้งสามได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งส่วนที่ดินของตนที่มีอยู่ในที่ดินออกจากกัน จำนวน 3 แปลง แบ่งที่ดินทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก แปลงที่ 1 เป็นของจำเลยที่ 2แปลงที่ 2ถัดจากแปลงที่ 1 มาทางทิศใต้ เป็นของโจทก์ แปลงที่ 3 เป็นของจำเลยที่ 1 แปลงคงเหลือเป็นของจำเลยที่ 3 ส่วนเนื้อที่จะแจ้งในวันไปรังวัดและยังมีเอกสารซึ่งเป็นรูปจำลองแผนที่ มีรอยขีดเส้นแบ่งที่ดินออกเป็น4 ส่วน เขียนชื่อโจทก์ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ชื่อจำเลยที่ 3 ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามลงชื่อรับรองเอกสารและรูปแผนที่ดังกล่าวไว้ด้วยเมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินพิพาทการกำหนดลงไปในเอกสารทั้งสองฉบับว่า ผู้ใดได้ที่ดินส่วนใดย่อมเป็นการระงับข้อพิพาทอันจะมีขึ้นให้เสร็จไปเพราะเป็นการตกลงเพื่อให้เป็นที่แน่นอนไม่โต้เถียงแย่งกันเอาที่ดินส่วนนั้นส่วนนี้ ทั้งตามข้อตกลงก็ระบุว่าจะนำช่างรังวัดทำการปักหลักเขตแสดงว่ามีการตกลงกันแน่นอนแล้วมิฉะนั้นก็ย่อมจะนำช่างรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกมิได้และหลังจากรังวัดแล้วจึงจะรู้เนื้อที่ของแต่ละคนเป็นที่แน่นอนเอกสารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้

ฟ้องแย้งเป็นเรื่องจำเลยขอให้บังคับโจทก์จะขอให้บังคับจำเลยด้วยกันมิได้ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 178.

 

กรณีฟ้องแย้งจำเลยคนนั้นจะต้องเป็นเจ้าของสิทธิที่ฟ้องแย้งโดยตรงเท่านั้น จำเลยคนหนึ่งจะไปอาศัยสิทธิของบุคคลภายนอกไม่ได้

ตายก่อนฟ้องไม่ใช่คู่ความรณะ เป็นเรื่องที่ไม่มีคความอยู่เลย

            อย่าลืมมาตรา 151 เรื่องคืนค่าขึ้นศาล ฟ้องแย้งเป้นคำฟ้องอย่างหนึ่ง เป็นคำคุ่ความตาม 1 ( 5 ) อุทธรณ์ได้ทันที การไม่รับคำคู่ความ เป็นข้อยกเว้นไม่ให้ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่งงคือมาตรา ไหน 227 หรือ 228 มันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องหรือบางข้อ

            จำหลักว่า ถ้าคำคู่ความที่ไม่รับมีลักษณะเป็นคำฟ้อง อย่างนี้จะปรับด้วย 227 เหมือนศาลไม่รับฟ้องเลย เหมือนคดีเสร็จไปทั้งเรื่องเลย จำไว้อย่างว่าคำสั่งใดๆที่สาลไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่สงพิจ อุทธรณ์ทันที ไม่ต้องโต้แย้งคำสั่งก่อนด้วย

ฎ.3932/2542

ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาท คู่สัญญาตกลงกันว่าจะไปรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ของที่ดินทั้งหมดเพื่อทราบจำนวนเนื้อที่ที่แน่นอนอีกครั้งหนึ่งและคิดราคากันในอัตราต่อไร่ตามเนื้อที่ ที่วัดตรวจสอบได้จริง แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาอันเป็นสาระสำคัญ ว่าจะต้องรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินทั้งหมดเพื่อให้ทราบจำนวน เนื้อที่ที่แน่นอนเพื่อจะได้คิดราคากันในอัตราไร่ละ 1,602,000 บาท ตามเนื้อที่ที่วัดตรวจสอบได้จริง หาใช่มีสาระสำคัญอยู่ที่ว่า โจทก์จำเลยจะต้องไปรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินร่วมกันไม่ ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาโดยอ้างเหตุเพียงว่า จำเลยไม่ได้ทำการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินเพื่อทราบจำนวน เนื้อที่ดินให้เป็นไปตามสัญญาเท่านั้น หาได้กล่าวอ้างเหตุ ที่จำเลยผิดสัญญาว่าจำเลยไปทำการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดิน เพียงฝ่ายเดียวไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนวันจดทะเบียน โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยให้เจ้าหน้าที่ที่ดินรังวัดตรวจสอบ เนื้อที่ดินถูกต้องแล้ว โดยในข้อนี้โจทก์แก้ฎีกาเพียงว่าที่ จำเลยได้รังวัดตรวจสอบเนื้อที่อย่างเป็นทางการได้จำนวน เนื้อที่ถูกต้องนั้น เป็นระยะเวลาภายหลังโจทก์จำเลยไม่สามารถ ตกลงกันได้ในเรื่องเงื่อนไขตามสัญญาแล้วเท่านั้น โจทก์หาได้แก้ ฎีกาโต้แย้งว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่จำเลยทำการรังวัด ตรวจสอบนั้นไม่ถูกต้องแต่ประการใด จึงฟังได้ว่าจำเลย ได้รังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินจนทราบจำนวนเนื้อที่ดินที่แน่นอน แล้ว ถือได้ว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาแล้ว ดังนั้น ในวันนัดจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโจทก์และจำเลยไปที่ สำนักงานที่ดินแล้ว แต่โจทก์บอกปัดไม่รับโอนโจทก์จึงเป็น ผู้ผิดสัญญา เมื่อตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินระบุว่าหาก ผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ยอมจดทะเบียนรับซื้อที่ดินพร้อมทั้ง ชำระราคาค่าที่ดินที่เหลือ ให้ถือว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินเป็นอันเลิกกันทันทีโดยผู้จะขายไม่จำต้องบอกกล่าว ก่อนและผู้จะขายมีสิทธิริบมัดจำที่ผู้จะซื้อได้ชำระไว้แล้ว ดังนี้ สัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลย มีสิทธิริบมัดจำที่โจทก์วางไว้ตามข้อสัญญาดังกล่าวได้

ฎ.1897-1899/2547

เป็นการครอบครองแทนบิดาจำเลย เป้นการโต้แย้งสิทธิบิดาจำเลย จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง

            มูลหนี้ตามฟ้องแย้งที่เกิดจากกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ใช้กระบวนพิจารณาก่อนมีคำพิพากษา จำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งหรือไม่โดยอาศัยมูลหนี้ที่อาศัยวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา

คำขอคุ้มครองชั่วคราว ตาม 254 โจทก์เท่านั้น และเหตุฉุกเฉิน ห้ามจำเลยโอนหรือกระทำนิติกรรมใดๆ ศาลมีคำสั่งมีหมายทันทีว่าห้ามจำเลยโอนหรือกระทำนิติกรรมใดๆจำเลยยื่นคำให้การแน่นอนว่าส่วนแรกต้องปฏิเสธฟ้องโจทก์  คดีเรื่องนี้จำเลยฟ้องแย้งด้วยบอกว่าการที่โจทก์มาขอคุ้มครองชั่วคราวในเหตุฉุกเฉินนี้ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย อาจถูกบุกคนภายนอกปรับจำเลยฟ้อวแย้งขอเรียกค่าเสียหายถามว่าเป็นศาลจะสั่งรับฟ้องแย้งหรือไม่ เกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นได้ชัดว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลย เป็นเรื่องที่เกิดจากศาลชั้นต้นสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามคำขอของโจทก์ การตอบข้อสอบเนคะแนนอยู่ ที่บรรทัดสองบรรทัดเท่านั้นเอง มีคำนี้เมื่อไหร่ได้อย่างต่ำ 7 คะแนน

 มูลหนี้ตามฟ้องแย้งเกิดจากกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ที่ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาซึ่งเป้นขั้นตอนอีกขั้นตอนหนึ่ง ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมที่โจทก์ฟ้องจำเลย

ฎ. 6249/2538

ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ที่เกิดจากการที่ศาลชั้นต้นอายัดที่ดินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์มูลหนี้ตามฟ้องแย้งเกิดจากกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งต่างหากจากคำฟ้องเดิมฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมชอบที่จำเลยจักฟ้องโจทก์เป็นคดีต่างหาก

 

เรื่องต่อไปปกติกฎหมายวางหลักว่าฟ้องแย้งต้องเกี่ยวฟ้องเดิม มีคดีอยู่หลายเรื่องที่ฟ้องแย้ง เกิดจากโจทก็ฟ้อง แล้วทำให้จำเลยเดือดร้อนอับอาย จำไว้นะครับว่า ฟ้องแย้งที่อาศ้ยเหตุที่โจทก์ฟ้องเป็นมูลไม่ใช่เกี่ยวกับเนื่อหาในฟ้องโจทก์อย่างนี้ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

ฎ.8143/2549

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาจ้างทำของ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยชำระค่าจ้างแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์นำความอันเป็นเท็จมาฟ้องทำให้จำเลยเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยอันเป็นเรื่องละเมิด สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องและฟ้องแย้งเป็นคนละเรื่อง คนละเหตุ ไม่เกี่ยวข้องกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

 

ฎ.5224/2545

แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม รับรองให้จำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ แต่มีเงื่อนไขว่าหากฟ้องแย้งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมก็ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก จำเลยอาศัยเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกหนี้เงินกู้และบังคับจำนองเป็นข้ออ้างว่าทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย มูลกรณีที่จำเลยกล่าวอ้างเป็นเรื่องที่โจทก์หาเหตุแกล้งฟ้องร้องจำเลยโดยไม่มีมูลอันเป็นเรื่องละเมิดไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมที่โจทก์ขอให้บังคับให้จำเลยรับผิดตามเนื้อความในสัญญา จำเลยชอบที่จะฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก ไม่อาจขอรวมมาในคำให้การได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม

ประเด็นสุดท้ายนะครับ ของดีไว้ตอนหลัง ในเรื่องอุทธรณ์ห้ามอยู่สามเรื่อง

1.      ข้อเท็จจริง ตาม 224

2.      ปัญหาที่ไม่ได้ว่ามาแล้วโดยชอบ 225

3.      คำสั่งระหว่างพิจารณา

ทีนี้ในประเก็น 224 นั้น กฎหมายได้ยกเว้นไว้ในวรรค 2 ยกเว้นคดีบางประเภท  เช่นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว

จากฎีกาไม่ใช่ง่ายเลย การหมั้นหรือสินสอดไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยครอบครัว

      ประเด็นที่ยากคือ ฝ่ายจำเลยมักมีมากกว่าหนึ่งคน ที่ว่าเวลาคิดทุนทรัพย์ในการเสียหายเกี่ยวกับสัญญาหมั้น ที่ว่าคิด ต้องคิดอย่างไร  

ข้อกฎหมายข้อแรกง่ายแล้วว่า ค่าสินสอดก็ดี ค่าทดแทนแก่กายก็ดีไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว

2. ทุนทรัพย์ห้าหมื่นบาทพอดี อุทธรณ์ไม่ได้

3. ยากต้องเอามารวมหรือแยก เห้นได้ชัดว่าแม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสามต่างเกิดจากสัญญาหมั้น แต่ก้เป็นกรณีที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัว

4.ดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องไม่นำมาคิดคำนวนเป็นทุนทรัพย์ว่าคดีนั้นต้องห้ามข้อเท็จหรือไม่

ฎ.752/2550

โจทก์ที่ 1 อ้างว่าการผิดสัญญาหมั้นของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงของโจทก์ที่ 1 จึงเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดใช้ค่าทดแทนความเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 2 อ้างว่าจำเลยทั้งสามไปสู่ขอโจทก์ที่ 1 โดยตกลงให้สินสอดแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นและไม่ชำระค่าสินสอด จึงเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินสอดจำนวนดังกล่าว แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองต่างเกิดจากการผิดสัญญาหมั้น แต่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องให้รับผิดใช้ค่าทดแทนความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงของโจทก์ที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1440 (1) ส่วนโจทก์ที่ 2 เรียกร้องให้ชำระค่าสินสอดแก่โจทก์ที่ 2 ตามมาตรา 1437 วรรคสาม จึงเป็นกรณีที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามต่อโจทก์แต่ละคนไม่เกินห้าหมื่นบาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามที่ว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นตั้งแต่วันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปี 2543 แต่โจทก์ทั้งสองเพิ่งจะยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2544 พ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันผิดสัญญาหมั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นเมื่อวันขึ้น 10 ค่ำ เดือนหก หรือเดือนมิถุนายน 2544 เพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224

 

ฎ.38/2549

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันคืนของหมั้นสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท ราคา 32,500 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินสินสอดจำนวน 130,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงมีเพียง 32,500 บาท ไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว จำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ปัญหาในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาหมั้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสกันนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในปัญหานี้ให้เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 242 (1) และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาดังกล่าว

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องคืนของหมั้นและสินสอดแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 162,500 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000 บาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสอง เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

 

            เรื่องสุดท้ายสั้นๆคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ฟ้องหย่า แบ่งสินสมรส อย่างนี้ไม่ต้องไปดูเลยว่ามีทุนทรัพย์เท่าใด  เพราะเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวอยู่แล้ว

            แต่มีคดีประเภทหนึ่ง คือคดีที่โจทก์เรียกค่าทดแทนจากจำเลย  ( ญ ฟ้อง ญ ) อ้างเหตุว่าทำตนโดยเปิดเผยชู้สาวแก่โจทก์ ฉะนั้นเราไม่ต้องไปดูเลยว่าค่าทดแทน นั้นมีทุนทรัพย์เท่าไหร่

ฎ.818/2551 – ค้นหาไม่พบ

คร.1966/2548

วันนี้อาจารย์มาสอนแทนท่านอาจารย์สมัคร ท่านก็ฝากอาจารย์ให้มาพูดกับนักศึกษาแทน  ขอให้นักศึกษาสอบผ่าน

NRR NTR

unread,
Mar 17, 2009, 10:49:38 PM3/17/09
to nobita...@gmail.com, law...@googlegroups.com, lawsi...@gmail.com, art...@hotmail.com, u391...@yahoo.com, saxt...@hotmail.com, je_p...@hotmail.com, masa...@hotmail.com, eimm...@hotmail.com, chal...@hotmail.com, ceza...@yahoo.com, sahats...@hotmail.com, tony...@yahoo.com, swee...@hotmail.com, sont...@yahoo.com, aey...@hotmail.com, thai...@hotmail.com, tonta...@hotmail.com, piyanu...@hotmail.com
 
ขอส่งฎีกาที่ค้นไม่พบมาให้เพิ่มเติมนะครับ
 

Date: Wed, 18 Mar 2009 08:32:27 +0700
Subject: [LAWSIAM.COM:1811] สรุปคำบรรยายอาจารย์ประเสริฐ ปิดคอร์ส
From: nobita...@gmail.com
To: law...@googlegroups.com; lawsi...@gmail.com; art...@hotmail.com; u391...@yahoo.com; saxt...@hotmail.com; je_p...@hotmail.com; masa...@hotmail.com; eimm...@hotmail.com; chal...@hotmail.com; ceza...@yahoo.com; sahats...@hotmail.com; tony...@yahoo.com; Swee...@hotmail.com; sont...@yahoo.com; aey...@hotmail.com; Thai...@hotmail.com; tonta...@hotmail.com; piyanu...@hotmail.com
มากกว่าเมล–Windows Live™ เป็นยิ่งกว่ากล่องรับอีเมลของคุณ มากกว่าข้อความ
ฎีกาที่ค้นไม่พบ.doc

NRR NTR

unread,
Mar 17, 2009, 10:52:01 PM3/17/09
to nobita...@gmail.com, law...@googlegroups.com, lawsi...@gmail.com
 
ขอส่งฎีกาที่ค้นไม่พบมาให้เพิ่มเติมนะครับ
 

Date: Wed, 18 Mar 2009 08:32:27 +0700
Subject: [LAWSIAM.COM:1811] สรุปคำบรรยายอาจารย์ประเสริฐ ปิดคอร์ส
From: nobita...@gmail.com
To: law...@googlegroups.com; lawsi...@gmail.com; art...@hotmail.com; u391...@yahoo.com; saxt...@hotmail.com; je_p...@hotmail.com; masa...@hotmail.com; eimm...@hotmail.com; chal...@hotmail.com; ceza...@yahoo.com; sahats...@hotmail.com; tony...@yahoo.com; Swee...@hotmail.com; sont...@yahoo.com; aey...@hotmail.com; Thai...@hotmail.com; tonta...@hotmail.com; piyanu...@hotmail.com

Wichian Nitakorn

unread,
Apr 16, 2009, 1:34:09 PM4/16/09
to nar...@hotmail.com, nobita...@gmail.com, law...@googlegroups.com, lawsi...@gmail.com, art...@hotmail.com, u391...@yahoo.com, saxt...@hotmail.com, je_p...@hotmail.com, masa...@hotmail.com, eimm...@hotmail.com, chal...@hotmail.com, ceza...@yahoo.com, sahats...@hotmail.com, tony...@yahoo.com, swee...@hotmail.com, sont...@yahoo.com, aey...@hotmail.com, thai...@hotmail.com, tonta...@hotmail.com, piyanu...@hotmail.com
ขอแจ้งข่าวดีให้นักกฎหมายเข้าไปโหลด MP3 บรรยายเนติและเอกสารเกี่ยวกับกฎหมายได้ฟรีๆ ไม่ต้องติดพาส ไม่ต้องเสียค่าเรโช ไม่ต้องสมัครบิตทอเร้นท์ ดาวน์โหลดเท่าที่ท่านพอใจ และถ้าจะกรุณาเพื่อนๆก็เข้ามาสมัครโหลดได้ที่เว็ปนี้นะครับ http://www.muansuen.com/modules.php?name=Forums&file=viewforum&f=42&sid=1317af6decdd6146ffab5a0a811cdfb9 นี่เป็นหน้าที่ผมโหลด MP3 บรรยายกฎหมายไปแล้วประมาณ 2GB ขอให้พวกเราเก็บเกี่ยวเอาความรู้มารับใช้ชาติให้เต็มความสามารถนะครับ ผมจะไปสอบนายตำรวจแล้วครับ แต่ตอนนี้เขาเลื่อนสอบอยู่ ถ้าโชคดีผีช่วยคงได้ดีกับเขาบ้างละครับ โชคดีทุกๆคนครับ
 

From: nar...@hotmail.com
To: nobita...@gmail.com; law...@googlegroups.com; lawsi...@gmail.com; art...@hotmail.com; u391...@yahoo.com; saxt...@hotmail.com; je_p...@hotmail.com; masa...@hotmail.com; eimm...@hotmail.com; chal...@hotmail.com; ceza...@yahoo.com; sahats...@hotmail.com; tony...@yahoo.com; swee...@hotmail.com; sont...@yahoo.com; aey...@hotmail.com; thai...@hotmail.com; tonta...@hotmail.com; piyanu...@hotmail.com
Subject: [LAWSIAM.COM:1812] Re: สรุปคำบรรยายอาจารย์ประเสริฐ ปิดคอร์ส
Date: Wed, 18 Mar 2009 02:49:38 +0000
More than mail–Windows Live™ goes way beyond your inbox. More than messages
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages