วิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 11692/2555
สามีภรรยาทำสัญญาแลกเปลี่ยนสินส่วนตัวกัน เป็นสัญญาระหว่างสมรสหรือไม่ หากพิพาทกันเป็นคดีครอบครัวหรือคดีทั่วไป ?
ข้อเท็จจริง
1. โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2533 ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2535 โจทก์และจำเลยที่
1 ได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนทรัพย์สินระหว่างที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์
(นส 3 ก) เลขที่ 3079 ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของโจทก์กับรถยนต์หมายเลขทะเบียน
ก-2531 สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1
ต่อมาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 1
นำที่ดินดังกล่าวไปออกโฉนดที่ดินเลขที่ 5536 โดยมีจำเลยที่
2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
2. โจทก์มีหนังสือบอกล้างสัญญาแลกเปลี่ยนดังกล่าวและให้จำเลยทั้งสองคืนที่ดินตามสัญญาแลกเปลี่ยนแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกล้างแล้วเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอยกรรมสิทธิ์ที่ดินเลขที่ 5536 แก่โจทก์
หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาหรือหากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์คืนได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดิน
700,000 บาท
3. จำเลยทั้งสองให้การว่า
คดีนี้ไม่ได้พิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาแต่เป็นคดีข้อพิพาทเรื่องผิดสัญญาทั่วไปไม่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว
สัญญาแลกเปลี่ยนทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาเสร็จเด็ดขาดและเป็นการแลกเปลี่ยนสินส่วนตัวโดยมีการปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนแล้ว
โจทก์ไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญาดังกล่าว จำเลยที่ 2 รับโอนสิทธิครอบครองมาโดยสุจริต จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาขอให้ยกฟ้อง
4. ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นเห็นว่า
กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาให้วินิจฉัยชี้ขาด........
ซึ่งประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว
5. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับซึ่งโจทก์ยื่นอุทธรณ์
ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน
ซึ่งโจทก์ยื่นฎีกาเป็นคดีนี้
6. คดีมีประเด็นขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาว่า
6.1 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกข้อกฎหมายในเรื่องนิติกรรมสัญญา
ซึ่งเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับเรื่องผิดสัญญาทั่วไปมาบังคับใช้กับคดีนี้อันเป็นคดีครอบครัวเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ศาฎีกาวินิจฉัยคดีนี้แล้วเห็นว่า
แม้คดีนี้เป็นเรื่องพิพาทในเรื่องสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยที่ 1
ซึ่งเป็นสามีภรรยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภรรยากันอันเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาในทางทรัพย์สินตาม
ป.พ.พ. มาตรา 1469 อันเป็นคดีครอบครัว
แต่การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสัญญาระหว่างสมรสที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายแก่กันในกรณีนี้ก็ต้องอาศัยหลักกฎหมายในเรื่องนิติกรรมสัญญาและหลักกฎหมายอื่นตาม
ป.พ.พ. มาพิจารณาประกอบกัน
6.2 ศาลฎีกาพิจารณาต่อไปว่า
สัญญาแลกเปลี่ยนระบุว่า ในการตกลงแลกเปลี่ยนทรัพย์สินส่วนตัวแก่กันและกันจำเลยที่ 1
ตกลงให้โจทก์โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นมารดาโดยให้ทำเป็นนิติกรรมซื้อขายกันระหว่างจำเลยที่
2 กับโจทก์ตามราคาที่เจ้าพนักงานจะประเมินราคาทรัพย์
โจทก์จะทำหนังสือมอบอำนาจให้แก่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรมแทน โดยโจทก์และจำเลยที่ 1
ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์กับรถยนต์
โดยตีราคาทรัพย์ทั้งสองอย่างเท่ากัน ในวันที่ทำสัญญาแลกเปลี่ยนทรัพย์สินกันได้มีการทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินระบุชื่อจำเลยที่
2 เป็นผู้มีสิทธิ์ครอบครองในที่ดินโดยทำในรูปแบบโจทก์ทำนิติกรรมขายแก่จำเลยที่
2 และต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินก็ได้ออกโฉนดที่ดินแทน น.ส. 3
แก่จำเลยที่ 2 แล้ว
ถือได้ว่าการแสดงเจตนาแลกเปลี่ยนสินส่วนตัวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มีผลสมบูรณ์แล้วแม้รถยนต์ที่ตกลงแลกเปลี่ยนยังคงมีชื่อจำเลยที่ 1 ในทางทะเบียน
แต่รถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ต้องจดทะเบียนโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
เมื่อคู่กรณีมีการตกลงโอนกรรมสิทธิ์แก่กันก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
6.3 การแลกเปลี่ยนทรัพย์สินกันแม้จะมีลักษณะเป็นสัญญาระหว่างสมรสที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างในเวลาใดที่เป็นสามีภรรยากันอยู่หรือภายในกำหนด
1 ปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภรรยากันก็ได้ ตาม ป.พ.พ.
มาตรา 1469 ก็ตาม
แต่เมื่อมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374
วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้วตาม
มาตรา 374 วรรคสอง
โจทก์จึงไม่อาจบอกล้างสัญญาซึ่งจะเป็นผลให้มีการกลับสิทธิของจำเลยที่ 2 ได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
หมายเหตุ
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยคดีนี้ว่าเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัวจะส่งผลถึง
ป.วิ.พ. ดังต่อนี้
1. ผลต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีขาดนัดยื่นคำให้การ ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในครอบครัวแล้วศาลอาจสืบพยานไปฝ่ายเดียวได้
2. ผลต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ถ้าเป็นเรื่องสิทธิในครอบครัวจะไม่ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
3. ผลต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง ถ้าเป็นเรื่องสิทธิในครอบครัวจะไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง
สำหรับฎีกานี้ ในส่วน ป.พ.พ. มาตรา 1469 อันเป็นสัญญาระหว่างสมรส
ให้พิจารณาศึกษาฎีกาดังต่อไปนี้เพิ่มเติม
คำพิพากษาฎีกาที่ 79/2529
ป.พ.พ. มาตรา 112, 116, 1473, 1492
โจทก์และจำเลยที่1เป็นสามีภริยากันต่างประสงค์จะแบ่งที่ดินสินสมรสซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันอยู่ออกเป็นสัดส่วนได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินดังกล่าวส่วนใหญ่ในชื่อของโจทก์ผู้เดียวแล้วขายไปโดยจำเลยที่1รู้เห็นด้วยต่อมาจำเลยที่1ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่เหลือคือที่พิพาทในชื่อของจำเลยที่1ผู้เดียวเช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่1ได้ตกลงแบ่งที่ดินทั้งแปลงดังกล่าวออกเป็นของแต่ละฝ่ายแล้วที่พิพาทจึงหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสตกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่1จำเลยที่1ย่อมมีอำนาจขายที่พิพาทโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์เมื่อจำเลยที่1ขายที่พิพาทให้แก่จำเลยที่3โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทและการจดทะเบียนซื้อขายระหว่างจำเลยที่1กับจำเลยที่3.
คำพิพากษาฎีกาที่ 812/2533
ป.พ.พ. มาตรา 525, 1471, 1474
การที่คู่สมรสยกกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
ซึ่งเป็นสินสมรสเฉพาะส่วนของตนให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว
ถือได้ว่าคู่สมรสนั้นได้ตกลงแบ่งที่ดินทั้งแปลงดังกล่าวออกเป็นของแต่ละฝ่าย
ย่อมทำให้ที่ดินในส่วนที่เหลือหมดสภาพจากการเป็นสินสมรส
และตกเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง
การให้อสังหาริมทรัพย์แก่ผู้รับนั้นจะสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ.
ก็ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่บ้านพิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์
เมื่อทางพนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนิติกรรม
การให้ดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายกรรมสิทธิ์ในบ้านยังคงเป็นของผู้ให้
เครื่องทองรูปพรรณ เครื่องเพชร และเครื่องประดับอื่น ๆ คือสร้อยคอ สร้อยข้อมือ
แหวน เข็มขัดนาก
ซึ่งเป็นของภรรยามีราคาไม่มากนักเป็นเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะแม้จะได้มาโดยสามีเป็นผู้หามาให้
หรือภรรยาหามาเองในระหว่างสมรสก็ยังคงเป็นสินส่วนตัวของภรรยา.
คำพิพากษาฎีกาที่ 319/2530
ป.พ.พ. มาตรา 525, 1299, 1470
เมื่อสามีทำหนังสือสละสิทธิในทรัพย์สินทั้งปวงให้แก่ภรรยาที่พิพาทซึ่งในโฉนดมีชื่อภรรยาถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของภรรยาโดยสมบูรณ์
หาจำต้องจดทะเบียนกันอีกไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 269/2531
ป.พ.พ. มาตรา 1469, 1474, 1480, 1515, 1531
ป.วิ.พ. มาตรา 55, 172
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2โดยทั้งสองคนทราบดีว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์
เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจโอนและจำเลยที่
2รับโอนโดยไม่สุจริต
ไม่จำเป็นต้องบรรยายว่าโอนโดยวิธีการอย่างไรที่ไหนและเมื่อไร
เพราะเป็นรายละเอียดที่ต้องนำสืบในชั้นพิจารณาทั้งโจทก์ได้ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์โดยโจทก์และจำเลยที่
1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกที่พิพาทให้แก่โจทก์คนเดียว
กับมีคำขอบังคับให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยทั้งสองกระทำลงโดยมิชอบ
จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือหย่าและตกลงแบ่งทรัพย์สินกันโดยชอบ
แต่ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันแล้วเพราะยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา
1515 แต่ข้อตกลงเรื่องการหย่าและข้อตกลงเรื่องแบ่งทรัพย์สินเช่นนี้เป็นข้อตกลงที่แยกจากกันไม่ได้
เมื่อยังไม่มีการหย่าทรัพย์สินนั้นคงเป็นสินสมรสอยู่ตามเดิม
โจทก์อ้างไม่ได้ว่าเป็นโจทก์เป็นเจ้าของทรัพย์พิพาทแต่ผู้เดียว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญา
แต่โดยที่โจทก์มีสิทธิในทรัพย์สินอยู่ด้วยครึ่งหนึ่ง
ทั้งคำฟ้องบรรยายว่าจำเลยทั้งสองลักลอบโอนกรรมสิทธิ์ต่อกัน และแจ้งเท็จว่าจำเลยที่
1 เป็นม่าย เท่ากับกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันโอนที่พิพาทโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรส
โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1480 วรรคสอง
คำพิพากษาฎีกาที่ 1274/2521
ป.พ.พ. มาตรา 132, 850, 1461, 1464, 1466
โจทก์เคยฟ้องหย่าจำเลย
ในที่สุดได้ทำสัญญาไว้ต่อกันเป็นข้อสารสำคัญว่า โจทก์จำเลยยอมคืนดีเป็นสามีภริยากันดังเดิม
และข้อความในหนังสือสัญญานั้นได้กล่าวไว้ชัดว่าเป็นสัญญาที่ทำขึ้นเพื่อระงับการฟ้องหย่าระหว่างโจทก์จำเลยไม่ต้องเป็นความกันต่อไป
โจทก์จำเลยจึงได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์สินกันเป็นสัดส่วน
กล่าวคือให้โจทก์ได้วัวที่มีตั๋วพิมพ์รูปพรรณ 16 ตัว ฯลฯ
นอกจากทรัพย์ดังกล่าวนี้แล้วโจทก์ไม่ขอเอาอีกต่อไป
หนังสือสัญญานี้จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 850
ข้อความในสัญญาที่ว่าจำเลยและโจทก์ได้ตกลงพร้อมใจกันทำหนังสือยกทรัพย์สินสมรสและสินเดิมให้แก่โจทก์
ฯลฯ นอกจากทรัพย์ที่โจทก์ได้รับไปนี้แล้ว
ไม่ขอเอาอีกต่อไปเห็นว่าเมื่อข้อสัญญาระบุชัดว่าโจทก์จะไม่เอาทรัพย์อื่นนอกจากที่โจทก์ได้รับตามสัญญานี้
ก็เท่ากับยอมให้ทรัพย์พิพาทอันเป็นทรัพย์ที่มีอยู่แล้วในขณะที่ทำสัญญานั้น
ตกเป็นสิทธิของจำเลยฝ่ายเดียว โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งทรัพย์พิพาทอีกไม่ได้
สัญญาที่ทำไว้ต่อกัน
ระหว่างที่โจทก์จำเลยยังเป็นสามีภริยากันอยู่
เมื่อไม่บอกล้างภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันขาดจากการสมรส
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 ก็ต้องถือว่ายังคงบังคับได้อยู่เสมอ (ข้อกฎหมายตามวรรค 2 และ 3 วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/2521)
คำพิพากษาฎีกาที่ 2497/2552
ป.พ.พ. มาตรา 1466, 1469
เมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันในขณะจดทะเบียนสมรสว่า
ไม่ประสงค์จะให้บันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สิน
แม้ภายหลังในวันเดียวกันทั้งสองฝ่ายจะมาขอบันทึกเพิ่มเติ่มว่าจำเลยมีที่ดิน 1 แปลงจะยกให้โจทก์
บันทึกครั้งหลังนี้ก็มิใช่สัญญาก่อนสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1466 แต่เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาทำไว้ต่อกันตามมาตรา 1469
ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีสิทธิตามกฎหมายที่จะบอกล้างได้ในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้
แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการสุจริต
การที่จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งขอเลิกสัญญาถือเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างในขณะยังเป็นสามีภริยากันอยู่แล้ว
จำเลยมีสิทธิเรียกร้องที่ดินคืนได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 3714/2548
ป.พ.พ. มาตรา 5, 1469
โจทก์ยอมให้จำเลยมีชื่อร่วมในบัญชีเงินฝากของธนาคารซึ่งยื่นคำขอเปิดระหว่างที่โจทก์และจำเลยเป็นคู่สมรส
โดยโจทก์ตกลงยกเงินฝากที่เป็นสินส่วนตัวของโจทก์ในบัญชีดังกล่าวจำนวน 7,500,000 บาท ให้แก่จำเลย
จึงเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างที่เป็นสามีภริยากัน
ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1469 ให้สิทธิสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกล้างสัญญาได้
ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้บอกล้างนิติกรรมการให้เงินต่อจำเลย
ซึ่งเป็นการกระทำในระหว่างที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่
จึงเป็นการใช้สิทธิบอกล้างตามบทบัญญัติดังกล่าว อันเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสโดยทั่วไปที่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินกันไว้ในระหว่างสมรส โดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความเสน่หาหรือเหตุอื่นใดอันทำให้ตนต้องเสียประโยชน์ มิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกข่มเหงโดยไม่ชอบธรรม
เหตุแห่งการบอกล้างนั้นจึงขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ให้
เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ไม่พอใจจำเลย โจทก์ย่อมใช้สิทธิบอกล้างนิติกรรมได้
ไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
คำพิพากษาฎีกาที่ 4744/2539
ป.พ.พ. มาตรา 521, 1469
การที่โจทก์ยกที่ดินให้จำเลยมีกรรมสิทธิ์รวมตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมในระหว่างสมรส มีผลทำให้ที่ดินตกเป็นสินส่วนตัวของจำเลย
ซึ่งบันทึกดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างสมรสที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้
กรณีมิใช่การยกให้ซึ่งจะถอนคืนการให้ได้ต่อเมื่อมีเหตุเนรคุณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 531 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบอกล้างได้ตามมาตรา
1469
คำพิพากษาฎีกาที่ 818/2546
ป.พ.พ. มาตรา 535, 1469
ป.วิ.พ. มาตรา 24, 182
การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องและคำให้การแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จไปทั้งเรื่องโดยไม่ต้องสืบพยานศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งงดสืบพยานและให้คู่ความรอฟังคำพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 24 และมาตรา 182(4)
โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยซึ่งเป็นภรรยาระหว่างสมรสซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1469 ได้บัญญัติถึงการบอกล้างสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภรรยาทำไว้ต่อกันในช่วงเวลาดังกล่าวไว้โดยเฉพาะแล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์ต้องการบอกล้างสัญญาการให้ที่ดินต่อจำเลย
จึงต้องนำบทบัญญัติมาตรา 1469มาใช้บังคับ หาใช่นำบทบัญญัติมาตรา 535
อันเป็นบทบัญญัติทั่วไปมาใช้บังคับไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 8739/2551
ป.พ.พ. มาตรา 150, 1469, 1526
แม้สัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำไว้ต่อกันระหว่างที่เป็นสามีภรรยากันจะมีข้อตกลงห้ามไม่ให้บอกล้างหรือยกเลิกสัญญามีกำหนดเวลา
20 ปี
ก็ตามแต่ก็เป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1469 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสโดยทั่วไปที่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้ในระหว่างสมรสโดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความเสน่หาหรือเหตุอื่นใดอันทำให้ตนต้องเสียประโยชน์
มิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกข่มเหงโดยไม่เป็นธรรมและเป็นการป้องกันมิให้ครอบครัวต้องร้าวฉานแตกแยกกัน
ข้อตกลงจะไม่บอกล้างหรือบอกเลิกสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินในระหว่างสมรส จึงมีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว
ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาดังกล่าวได้
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 บัญญัติว่า
ในคดีหย่าถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียวและการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส
อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้
ค่าเลี้ยงชีพศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้
การกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ต้องพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่โจทก์ไม่ได้ทำงานเพราะหลังสมรสโจทก์ลาออกจากงานมาช่วยดูแลคลินิกให้แก่จำเลยที่
1 ซึ่งเป็นแพทย์ประจำคลินิกดังกล่าวประกอบกับรายได้ของจำเลยที่
1 ตลาดจนค่าครองชีพในปัจจุบันประกอบกัน
การกำหนดค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 นั้น
โจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันถึงที่สุด
คำพิพากษาฎีกาที่ 3666/2535
ป.พ.พ. มาตรา 10, 113 เดิม, 213, 1469, 1470,
1471, 1514, 1531
ป.วิ.พ. มาตรา 142
โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน
ต่อมาโจทก์ได้ทำร้ายจำเลยทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์จะเป็นสามีภริยากันต่อไป
จึงไปทำความตกลงกันที่สถานีตำรวจ โดยให้เจ้าพนักงานตำรวจทำบันทึกว่า
โจทก์จำเลยจะหย่าขาดจากกันและจะแบ่งทรัพย์สินกันตามบันทึก ซึ่งมีร้อยตำรวจโทส.
และจ่าสิบตำรวจ จ. เป็นพยาน
เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการหย่าและเพื่อให้จำเลยไม่ติดใจเอาความโจทก์
โจทก์จึงยินยอมให้จำเลยได้รับทรัพย์สินจากโจทก์เป็นการตอบแทน
เมื่อมิได้เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 113 ข้อตกลงนั้นย่อมมีผลใช้เป็นหลักฐานแห่งการหย่าได้ตามมาตรา
1514 วรรคสอง และยังใช้บังคับในเรื่องการแบ่งทรัพย์สินตามบันทึกนั้นได้ด้วย
ข้อตกลงเรื่องการหย่าและแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเป็นข้อตกลงที่แบ่งแยกจากกันมิได้
จึงมิได้เป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอย่างเดียวโดยตรง
อันจะมีผลทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิที่จะบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา
1469 ข้อตกลงในการหย่าและแบ่งทรัพย์สินที่ว่าโจทก์ตกลงขายรถยนต์ที่โจทก์ใช้อยู่โดยจะแบ่งเงินที่ขายได้ให้แก่โจทก์
20,000 บาทจำเลยจะจ่ายให้ทันที่ 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจำเลยจะจ่ายเป็นเช็คให้อีก 10,000 บาท
มีกำหนด 1 เดือน นั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังใช้รถยนต์อยู่มิได้ขายตามข้อตกลง
ส่วนจำเลยก็ชำระเงินให้โจทก์ไปเพียง 10,000 บาท ดังนั้น
เมื่อข้อตกลงดังกล่าวมิได้กำหนดถึงกรณีที่มิได้ขายรถไว้ว่าคู่กรณีตกลงกันอย่างไร
จึงต้องตีความโดยนัยที่จะทำให้เป็นผลบังคับได้
เห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์จะได้เงินจากการขายรถเพียง 20,000 บาท
เงินส่วนที่เหลือจากการขายเป็นของจำเลยทั้งหมด เมื่อไม่มีการขายรถ
จำเลยจึงควรจะเป็นผู้มีสิทธิจัดการเกี่ยวกับรถนั้นโดยชำระเงินส่วนที่เหลือตามข้อตกลงจำนวน
10,000 บาท ให้แก่โจทก์ และโจทก์ต้องส่งมอบรถให้แก่จำเลย
บันทึกข้อตกลงในการหย่าและแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาจะใช้บังคับทรัพย์สินอื่นที่มีอยู่ก่อนหรือได้มาหลังข้อตกลงนอกจากที่ปรากฏในบันทึกข้อตกลงนั้นไม่ได้ เมื่อยังไม่มีการหย่า
ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างนั้นจึงต้องเป็นสินสมรสที่จะต้องนำมาแบ่งครึ่งกั
สร้อยคอทองคำและพระเครื่องที่จำเลยซื้อให้แก่โจทก์ระหว่างสมรสเป็นทรัพย์ที่เป็นเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะของโจทก์โดยเฉพาะ
จึงเป็นสินส่วนตัว ทรัพย์สินที่ได้มาหลังจากมีการตกลงจะหย่ากัน
เมื่อยังไม่มีการหย่า ทรัพย์สินนั้นต้องเป็นสินสมรส
การจดทะเบียนหย่าโดยคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1531 วรรคสอง คู่สมรสไม่จำต้องไปแสดงเจตนาขอจดทะเบียนหย่าต่อนายทะเบียน
ทั้งตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัวพ.ศ. 2478 มาตรา 16
ก็บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียเพียงแต่ยื่นสำเนาคำพิพากษาอันถึงที่สุดที่รับรองถูกต้องต่อนายทะเบียน
และขอให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าไว้ในทะเบียนเท่านั้น
ศาลจึงไม่จำต้องสั่งให้โจทก์จำเลยไปจดทะเบียนหย่า
หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาตามคำขอท้ายฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ 2039/2544
ป.พ.พ. มาตรา 1469
บันทึกที่โจทก์จำเลยทำขึ้น
แม้จะมีข้อความว่าโจทก์และจำเลยตกลงหย่ากัน แต่ตราบใดที่ยังไม่จดทะเบียนหย่าก็ต้องถือว่าเป็นสามีภริยากันอยู่
เมื่อข้อตกลงนั้นมีส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินด้วยจึงเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยาหรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยาก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 การที่จำเลยยื่นคำให้การว่าบอกเลิกข้อตกลงแล้ว
ย่อมถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างไปในตัว ในขณะยังเป็นสามีภริยากันอยู่
จึงไม่มีผลบังคับแก่โจทก์จำเลยอีก
ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้
Credit : ทบทวนหลักกฎหมายกับ อ.ประยุทธ
...คุณมีปัญหาเหล่านี้หรือไม่ ?
- เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
- สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซักที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
- อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ
- สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ติด...กลับมาก็เหนื่อย
- อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรียนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบันติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
....ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป....
.....................................................................................................................................................
ขอแนะนำ !!
รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภาค 1/65 และ 2/65
++ กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)
พร้อมไฟล์เอกสาร
- เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/65
- เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65
- บทบรรณาธิการ 1/63-1/65
- ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-64)
- พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)
พร้อมไฟล์เอกสาร
- เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65
- เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65
- บทบรรณาธิการ 2/63-2/65
- ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-64)
- พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ค่ารวบรวม ภาคละ 350.-บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์)
หมายเหตุ : สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมราคาพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725,E-mail : siripit...@gmail.com
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ข้อดี :
- คุณไม่ต้องเสียเวลาไปหารวบรวมเอกสาร หรือ Download เอกสารเอง
- มีข้อมูลครบถ้วนตรงตามที่เรียน เช่น สรุปแนวการสอบปีที่ผ่านมา, สถิติมาตราที่ออกสอบ,ธงคำตอบ, บทบรรณาธิการ, เสียงตัวบท, เคล็ดลับการสอบ เป็นต้น
- ข้อมูลรวบรวมอยู่ในแผ่น DVD คุณสามารถนำไป Copy ใส่เครื่องเล่นอย่างอื่น เช่น Frash Drive, โทรศัพท์, CD ได้ง่าย
- ไฟล์เอกสาร คุณสามารถเลือก Print ได้ตามหัวข้อที่ต้องการ (ได้แยกไว้เป็นรายข้อของแต่ละเรื่องที่จะสอบ)
- ข้อมูลทั้งหมดสามารถเก็บรวมรวมไว้ใช้ได้ตลอด เพราะคุณต้องมีการสอบตลอด คุณไม่ต้องเสียเงินซื้อเอกสารหรือตำราใหม่ (เหมาะสำหรับท่านที่จะต้องสอบผู้ช่วยฯ, อัยการ)
- ค่ารวบรวมราคาถูก (350.-บาท/1 ภาค) คุณไม่ต้องเสียเวลาหารวบรวมเอกสารเอง, ไม่ต้องเสียค่าเดินทางเพื่อมารวบรวมเอกสารที่เนติฯ, อีกทั้งมีการจัดส่ง EMS ให้ฟรี !!
ไม่เก่ง..แต่พยายาม เจ๋ง ! กว่า เก่ง....แต่ขี้เกียจ
ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ