สรุปคำบรรยาย มรดก ชั่วโมงที่ 6 - 7 . w8(13/07/09)ภาคค่ำ1.62

469 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 15, 2009, 1:43:10 AM7/15/09
to LAWSIAM
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ รศ.พรชัย สุนทรพันธุ์ ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ชั่วโมงที่ 6 7  . w8(13/07/09)

             ทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติก็ มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

                        (1) ผู้สืบสันดาน

                        (2) บิดามารดา

                        (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

                        (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน

                        (5) ปู่ ย่า ตา ยาย

                        (6) ลุง ป้า น้า อา

                        คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635

             ทั้ง 6 อนุมาตรา ถ้าคนตาย มีญาติลำดับต้น ก็ต้องตอบมาตรา 1630  ตราบใดที่มีทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่กรณีในลำดับหนึ่งๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

                        แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่กัน แล้วแต่กรณี และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร

มาตอบนะครับ แต่ถ้า มีทั้งหนึ่งและสอง ก็ต้องนำมาตรา 1630 วรรคสองมาจับ

            แล้วผู้สืบสันดาน เราก็สามารถแตกได้ตามมาตรา 1627  บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้

คุณดูได้นะครับ ว่ามีสามพวก

1.บุตรชอบด้วยกฎหมาย

2.บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว

3.บุตรบุญธรรม

            ซึ่งคราวที่แล้วเราก็ได้พูด 1. ไปแล้วใช่ไหมครับ ทั้งทางพ่อทางแม่

            คราวนี้เราก็มาดู  2. ไม่ได้ทำตามมาตรา 1547  เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร นะครับ ไม่ได้ไปจดทะเบียนรับรอง นะครับไม่เช่นนั้นจะเป็นกรณี 1 คือกลายเป็น  บุตรชอบด้วยกฎหมาย

            ก็ยกตัวอย่างพ่อเซ็กซ์จัด มีลูกหลายคนมีเมียหลายคน พอเซ็กซ์จัดพ่อรู้จักรับผิดชอบ ก็ไปแจ้งเกิด เลี้ยงดูทุกคน แสดงออกอย่างพ่อมีต่อลูกตลอด ก็มีเรื่องนี้ตลอดจนพวกเราทุกคนสิ้นลม เป็นเรื่องทางเพศที่ไม่สิ้นไปจากโลกครับ  ส่วนใหญ่ก็จบกันที่ขั้นตอนการประนีประนอมกัน

            แล้วรับรองอย่างไร หล่ะ เป็นการรับรอง ทางศ .โชค ปรมาจารย์ด้านกฎหมายครอบครัวมรดก ท่านเขียนในตำราของท่าน เขียนไว้ อาจารย์ก็นำมาไว้ ว่า กฎหมายไมได้กำหนดแบบพิธีไว้ ต้องตามพฤติการณ์เป็นเรื่องๆไป การรับรองหรือไม่ ดูตามข้อเท็จจริง ไม่ต้องไปจดทะเบียนรับรองบุตร1547 ประกอบ มาตรา 1557   แต่ต้องเป็นการรับรองโดยเปิดเผย ให้เป็นที่ปรากฏ แม้จะรักใคร่เพียงใด แต่เป็นการทำอย่างลับๆ เช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นกรณีที่บิดารับรองบุตรแล้ว

            ฏ.ปี 22 ระหว่างอยู่กินก็ให้ใช้นามสกุล และเลี้ยงดู ก็ มีสิทธิร้องขอให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกได้

            แต่ระวังให้ดีนะครับ ตรงนี้คนมีสิทธิผิดได้ ว่าเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย อันนี้ตกเลยนะครับ ถ้ามาเขียนอย่างนี้

            เพราะเขาเป็นผู้สืบสันดาน ไม่ได้ เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายนะครับ

            ดูเหมือนง่ายๆ แต่ตอนจบก็ตกม้าตาย เพราะคุณเขียนมาตรา 1627 ถือเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย อันนี้บรรลัยเลยเพราะมันเป้นเรื่องผู้สืบสันดาน

            การรับรองก็สามารถรับรองได้ตั้งแต่อยู้ในครรภ์เลย

            ตัวอย่างง่ายๆเช่น เสี่ยประตูน้ำ  มีเมียน้อยชื่อ แดง ใครๆก็ถามว่าเจ้ไม่หวงเหรอก็ไม่หวงแล้ว เจ้แกจบนิติศาสตร์ ก็ ขอที่ให้ตัวเองให้ลูกหมดแล้ว ฉันก็ให้ไปหมด ตอนนี้ก็เหลือเงินใช้จ่ายแค่ห้าล้านเอง เพราะฉะนั้นก็ไปก็ไป มีสินสมรสแค่ห้าล้าน เพราะความเป็นนิติศาตร์ของเสี่ย จะหย่าเมื่อไหร่ก็ได้ ปรากฏว่า แดง ก็ท้องได้สี่ห้าเดือน เสี่ยก็ เลี้ยงฉลอง บอกคนอื่นหมดว่าฝีมือตน

            ดังนั้นก็เป็น 1604 + 15 วรรค 2

            320/2496

          หญิงชายได้เสียอยู่กินด้วยกันแต่มิได้จดทะเบียนสมรสการสมรสย่อมไม่สมบูรณ์ จะเรียกว่าเป็นสามีภริยากันไม่ได้และบุตรที่เกิดจากหญิงนั้นก็มิใช่บุตรอันชอบด้วยกฎหมายของชายนั้นและเมื่อชายนั้นตายเสียในระหว่างหญิงตั้งครรภ์ เมื่อบุตรนั้นคลอดออกมา ชายนั้นก็ไม่มีโอกาสจะรับรองเด็กนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1627 ได้เด็กนั้นจึงไม่ใช่บุตรที่บิดาได้รับรองแล้ว จึงย่อมไม่มีสิทธิจะได้รับมรดกจากชายนั้น ในฐานะผู้สืบสันดาน

 

 เป็นฏีกายุคเก่า ซึ่งถูกกลับหลักไปแล้ว ว่า พ่อไม่มีโอกาสรับรองได้ ก็กลายเป็นว่า ไม่ใช่การรับรองบุตร  กลายเป็นลูกที่เกิดมาไม่ได้รับมรดกพ่อ

            แต่คำพิพากษา ไม่ใช่กฎหมาย จึงเห็นได้ จากมีคำว่า ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษา ไม่เห็นด้วย เช่นนี้

          เพราะจะไม่ให้ลูกได้ มันก็ เกินไปหน่อย ก็มีคดีสู้มาปี 02 ก็คือ 341/2502 บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองตาม มาตรา1627 นั้นย่อมหมายตลอดถึงทารกซึ่งยังอยู่ในครรภ์มารดาในขณะที่บิดาตายมีสิทธิเป็นทายาทได้ ถ้าหากภายหลังได้เกิดและรอดอยู่ด้วย

 ก็เป็นเรื่องที่วางหลักจนถึงปัจจุบันนี้

            15 วรรค 2 และ  1604 และ 1627

            เพราะฉะนั้นมันก็เป็นฏีกาทับฏีกา ก็มีวางหลักมาเรื่อยๆ

            ฎ.ปี 44 ก็มี  8661/2544

          ป. ซึ่งเป็นเจ้ามรดกและ บ. อยู่กินฉันสามีภริยากันโดยเปิดเผยเป็นที่รับรู้ของบุคคลอื่นทั่ว ๆ ไป และมีบุตรด้วยกันก่อนโจทก์แล้วคนหนึ่งซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ป. ถึงแก่ความตายขณะ บ. ตั้งครรภ์โจทก์ พฤติการณ์ของ ป. และบ. ที่ปฏิบัติต่อกันแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า ป. ยกย่อง บ. เป็นภริยาและยอมรับว่าเด็กที่เกิดจาก บ. เป็นบุตร บ. ตั้งครรภ์โจทก์ขณะที่ ป. ยังไม่ถึงแก่ความตายและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นให้เห็นว่าป. ปฏิเสธหรือไม่ยอมรับว่าเด็กในครรภ์ บ. ไม่ใช่เป็นบุตรของ ป. จึงต้องถือว่า ป. ได้รับรองว่าโจทก์เป็นบุตรและต้องถือว่า ป. ได้รับรองว่าโจทก์เป็นบุตรตั้งแต่อยู่ในครรภ์ บ. แล้ว โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของ ป. และเป็นทายาทของ ป. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และมาตรา 1604

เมื่อ ป. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกของป. ที่จะตกทอดไปยังทายาทของ ป. ตามกฎหมาย บ. อยู่กินฉันสามีภริยากับ ป. โดยมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายจึงไม่มีสิทธิได้รับมรดกของ ป. โจทก์จึงเป็นทายาทของ ป. แต่เพียงผู้เดียว ที่ดินพิพาทจึงตกได้แก่โจทก์ซึ่งยังเป็นเด็กเล็กและอาศัยอยู่กับ บ. มารดา ดังนั้น จึงต้องถือว่า บ. ครอบครองดูแลที่ดินพิพาทแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์มาตลอด แม้ต่อมา บ. จะได้ ส. เป็นสามีและรับ ส. เข้ามาอยู่ร่วมกันในที่ดินพิพาทก็ตามแต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า บ. และ ส. ครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนหรือเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือว่าไม่มีเจตนายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์อีกต่อไป บ. และส. จึงไม่เกิดสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและยังต้องถือว่าบุคคลทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์มาตลอดเมื่อ บ. โอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีไปกว่า บ. ผู้ครอบครองที่ดินแทนโจทก์ จำเลยจึงเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนเท่านั้น

            ถามว่าบุตรชอบด้วยกฎหมายกับ บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว มีความต่างกันไหมนอกจากชื่อแล้ว

            จุดเหมือนก็รู้แล้ว คือ 1627 ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน คือรับมรดกพ่อได้เหมือนกัน

            แล้วจุดต่างหล่ะ เปิดมาตรา 443

            มาตรา 443  ในกรณีทำให้เขาถึงตายนั้น ค่าสินไหมทดแทน ได้แก่ค่าปลงศพ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ อีกด้วย

            ถ้ามิได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย

            ถ้าว่าเหตุที่ตายลงนั้น ทำให้บุคคลหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วยไซร้ ท่านว่าบุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

            ค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูตามกฏหมาย ปรากฏว่า เราเรียนมาแล้วต้องไม่ลืม ว่าบุตรชอบด้วยกฏหมายเท่านั้นที่มีสิทธิเรียก  ส่วนบุตรนอกกฏหมายที่บิดารับรองแล้วนั้น ไม่ใช่หน้าที่ตามกฏหมายที่ พ่อนั้นต้องอุปการะเลี้ยงดู

            345/2511

บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากผู้ฆ่าบิดา(อ้างฎีกา 1601/2492,1259/2506)

พฤติการณ์ที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่าเป็นบุตร(ชอบด้วยกฎหมาย) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1524 เป็นเพียงมูลกรณีให้ฟ้องเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรเท่านั้นไม่ทำให้เด็กที่เกิดมาเป็นบุตรของชายที่เกี่ยวข้องกับมารดาเด็ก

บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 มีสิทธิเพียงจะได้รับมรดกในฐานะผู้สืบสันดานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(1) เท่านั้น ส่วนสิทธิอย่างอื่นที่บุตรจะพึงได้รับจากบิดา เช่นสิทธิที่จะได้รับความอุปการะเลี้ยงดูจะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรกหรือต้องเป็นกรณีที่เข้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526

            513/2546

            ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 บิดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ส่วนบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ให้ถือเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผลทำให้เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมเท่านั้นเมื่อ ช. ผู้ตายไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ส. และเด็กชาย ว. บุตรของโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าอุปการะจากจำเลยผู้ทำละเมิดแก่ผู้ตายได้

            ก็ยกตัวอย่างข้อสอบเนฯ สมศักดิ์ สมศรี เป็นสามีภริยา กัน อันนี้ชอบด้วยกฎหมายนะครับ ถ้าไม่ชอบเขาจะบอกว่า อยู่กินกันอย่างสามีภริยา ถ้าเขาจะเขียนให้ไม่ชอบจะมีคำบอก

            สมศักดิ์ก็ชอบหายไป ก็วันดีคืนดีก็กลับไปต่างจังหวัดบ้านเกิด ก็ไปพบรักกับสมสวย ที่สงขลามี ก็ไปจดทะเบียนสมรสกันอีก ลูกคือ เด็กชายเอก แล้วตัดต่อให้ข้อสอบสั้น คือว่า ถามว่า พอคำพิพากษา ถึงที่สุดให้การสมรสเป็นโมฆะ แล้ว คือ เด็กชายเอก เป็นผู้สืบสันดานประเภทอะไร หลายคนตกบ่อที่เขาขุดไว้ล่อ คือไปตอบว่า เป็น บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว  ก็ผิด ที่จริงคือบุตรชอบด้วยกฎหมาย

            เราก็มาถึง ผู้สืบสันดาน ประเภทที่สาม คือบุตรบุญธรรม ก็ย้อนไปถึงเรื่องกฎหมายตราสามดวง อำแดงป้อมกับหลวงบุญศรี

            ปรากฏว่าก็มีกฎหมายลักษณะมรดก บทที่แปดไว้ด้วย ว่าบุตรบุญธรรมก็มีสิทธิได้ ก็เป็นเรื่องกฎหมายเก่าก็ว่ากันไป  ก็แก้ไข ในสมัย ร 5  ก็แก้ไข และมีการแก้ไข ปี 2478 อีกครั้ง

            บรรพ 5 ก็มีเรื่องบุตรบุญธรรมต้องจดทะเบียน และ บรรพ 6 คือเป็นผู้สืบสันดาน

            บุตรบุญธรรมสมัยคุณหลวง ไม่มีสิทธิรับมรดกแต่กฎหมายแก้ปี 78 บอกเป็นบุตรบุญธรรมต้องจดทะเบียนก็มีการเถียงว่า ต้องจดทะเบียนหรือไม่ ถึงจะมีสิทธิตามบรรพ 6

            ในเรื่องกฎหมายยุคเก่าก็ไม่ออกมานานมากแล้วครับก็คงคิดว่าคนยุคนี้ก็คงตายหมดแล้วนะครับ คือต้องตีความคือ ตอนคุณหลวงรับเด็กมาก็คิดอยู่และรู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่มีสิทธิรับมรดก

            มาสมัยนี้แล้วนะครับ มาตรา 1598/25 ผู้จะรับบุตรบุญธรรมหรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสอยู่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน ในกรณีที่คู่สมรสไม่อาจให้ความยินยอมได้หรือไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่และหาตัวไม่พบเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้น บุตรบุญธรรมของสามีไม่จำเป็นต้องเป็นบุตรบุญธรรมของสามี นะครับ

            เราก็มาดูนะครับว่าต้องได้รับความยินยอมกันก็มีกรณีกฎหมายครอบครัวนะครับ ประเด็นแรกคือ ไม่รับ ไม่ไปให้ความยินยอม ก็ไปรับหลานฝ่ายฉันเป็นบุตรบุญธรรม ยัยแอ๋วก็เฉยมายี่สิบปี พอสามีตายเลยมาบอกเลยว่าไม่ใช่บุตรบุญธรรม ตามมาตรา 1598/25 ฉันไม่เคยให้ความยินยอมขัดต่อกฎหมาย เป็นโมฆะ

            หรือไปให้ความยินยอมก็จริง แต่เวลาสามีตาย ก็ไม่ได้ เป็นบุตรบุญธรรมของเรานะครับ

            มาตรา 1598/28  บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น แต่ไม่สูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่ได้กำเนิดมา ในกรณีเช่นนี้ ให้บิดามารดาโดยกำเนิดหมดอำนาจปกครองนับแต่วันเวลาที่เด็กเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว

                        ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 2 แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

            อาจารย์ไปรับลูกของเลขาอาจารย์ มาเป็นบุตรบุญธรรมอายุ 10 ขวบ อำนาจปกครองก้ไหลมาหาอาจารย์ ถามว่า ท่านอาจารย์จรัลมาเห็นอีกคนจะรับได้ไหม

            มาตรา 1598/26 ผู้เยาว์ที่เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกในขณะเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่เป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม

            ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะจดทะเบียนรับผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของตนด้วยจะต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรสซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมอยู่แล้วและมิให้นำมาตรา 1598/21 มาใช้บังคับ

            ต้องมี why  อยู่ในหัวใจเลยนะครับ ทำไมเหรอ ก็เพราะอำนาจปกครองมันจะตีกันไงครับ กฎหมายเลยบอกว่าไม่ได้ ฟัง ถ้าคุณอายุ 21 น่ารักมาก อาจารย์อายุ 67 ก็ห่างกันเกิน 25 อยู่แล้ว แล้ว อาจารย์จรัล มาเอ็นดูอีก จะมาจดทะเบียนรับเป็นบุตรได้อีกไหมครับ ก็ได้ไม่มีปัญหา เพราะอะไรก็มันไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจปกครองแล้วไงครับ

            มีเกิดเรื่องสนุกขึ้นมา

            ก็ปรากฏว่าอาจารย์มีพี่สาวอายุ 37 ค้าวัสดุก่อสร้าง จู่ๆพี่สาวบอกฉันจะแต่งงาน ก็เฮ้ยย อะไรเนี่ย ใครมันจะมารัก มันก็หวังเรื่องเงินทั้งนั้นแหละ ก็ปองเพื่อนเก่าพี่ไงหล่ะ เอ้อออ ไม่ไหวหรอก แต่พี่รักเขาหน่ะ แต่งก็ได้แต่อย่าจดทะเบียนสมรส ตกลงไม่จดก็ได้ ความรักของพี่ไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น อยู่กินกันไป ปองก็ไปจดทะเบียนรับบุตร เด็กอายุ 15 มาเป็นบุตรบุญธรรม  ก็ บอกว่ารักฉันรักลูกบุญธรรมฉันหน่อยสิ เธอก็ไปจดทะเบียนรับลูกฉัน เป็นบุตรบุญธรรม ต่อมาพี่สาวอาจารย์ตาย อาจารย์ก็บอกว่าตกเป็นของอาจารย์แต่ผู้เดียว เพราะว่า ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และ การไปรับบุตรบุญธรรมก็ไม่ชอบ

            2621/2531

การที่ ป. กับผู้ตายอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรส จึงไม่เป็นคู่สมรสกันตามกฎหมาย ฉะนั้นเมื่อป. และผู้ตายได้จดทะเบียนรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรมในวันเดียวกัน โดย ป. จดทะเบียนก่อนผู้ตาย ผู้คัดค้านย่อมเป็นบุตรบุญธรรมของ ป. ก่อนแล้ว จะเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายอีกในขณะเดียวกันไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/26การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมของผู้ตายจึงไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลตามกฎหมาย ผู้คัดค้านไม่ใช่ทายาทของผู้ตายไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือถอนผู้จัดการมรดกของผู้ตาย.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)

            เอาหล่ะนะครับตรงนี้ก็เห็นเลยว่าการเป็นบุตรบุญธรรม ไอ้หนุ่มคนนี้ ก็อายุ 21 อาจารย์เอกก็รับ   ใครตาย ไอ้หนุ่มนี้ ก็เด้งไปรับมรดกเขาหมด

            เพราะว่าไม่สูญสิทธิหน้าที่ในครอบครัวที่ให้กำเนิดมา

            การเป็นบุตรบุญธรรมตรงนี้ก็มีฏีกาออกเรื่องละเมิด ด้วย แต่ปี 50 ก็ถอดออกจากหนังสือเพราะยากไม่รู้เรื่อง

            ฏีกาเก่า ตอนยังไม่แก้กฎหมาย นะครับ เดี๊ยวนี้ออกเนฯไม่ได้แล้วกฎหมายแก้

            อาจารย์เดินฟุตบาท มีเศรษฐีหัดขับรถ มาชนอาจารย์ตาย แน่นอนที่สุดบุตรบุญธรรมอาจารย์ก้ต้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดู พ่อแม่ที่แท้จริงก็วิ่งมาฟ้อง ว่าเป็นผู้แทนให้ ศาลฏีกายกครับ บอกว่า ไม่มีการกลับมาทันที ต้องมีการมาร้องขอต่อศาลให้อำนาจปกครองกลับมาก่อน จึงมาฟ้องได้

            แต่เดี๊ยวนี้แก้แล้วนะครับ ฏีกาโบราณอื่นๆจบไปเลยด้วยการแก้นี้ นะครับ

                        มาตรา 1598/37 เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมตายหรือมีการเลิกรับบุตรบุญธรรม ถ้าบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ ให้บิดามารดาโดยกำเนิดกลับมีอำนาจปกครองนับแต่เวลาที่ผู้รับบุตรบุญธรรมตายหรือนับแต่เวลาที่จดทะเบียนเลิกการรับบุตรบุญธรรมตามมาตรา ๑๕๙๘/๓๑ หรือนับแต่เวลาที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เลิกการรับบุตรบุญธรรม เว้นแต่ศาลเห็นสมควรสั่งเป็นประการอื่น

                                ในกรณีที่มีการตั้งผู้ปกครองของผู้เป็นบุตรบุญธรรมไว้ก่อนผู้รับบุตรบุญธรรมตาย หรือก่อนการเลิกรับบุตรบุญธรรม ให้ผู้ปกครองยังคงมีอำนาจหน้าที่เช่นเดิมต่อไป เว้นแต่บิดามารดาโดยกำเนิดจะร้องขอ และศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องขอเป็นผู้มีอำนาจปกครอง

                                การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองตามวรรคหนึ่งหรือผู้ปกครองตามวรรคสองไม่เป็นเหตุเสื่อมสิทธิที่บุคคลภายนอกได้มาโดยสุจริตก่อนผู้รับบุตรบุญธรรมตายหรือก่อนจดทะเบียนเลิกการรับบุตรบุญธรรม

                                ให้พนักงานอัยการเป็นผู้มีอำนาจร้องขอเพื่อให้ศาลมีคำสั่งเป็นประการอื่นตามวรรคหนึ่ง

                จบเรื่อง 1629 ( 1 ) ต่อมามาที่ 1629 ( 2 )

            ก็มีเรื่องน่าเศร้า อีต้อย เสี่ยมาจีบ ก็ช่วยต้อยตำส้มตำ ไม่รู้ตำอีท่าไหน ต้อยท้องเลย ก็ไม่ยอมทำแท้งก็คลอดลูกมา มีแต่เรื่องฝืดเคืองหัวใจ ก็ร้องเรียนท่านผู้กำกับว่าจ่ามิ่งไม่ส่งเสียเลย จ่ามิ่งก็ให้ค่าเลี้ยงดูโดยไม่เต็มใจ

            ลูกสาว ก็โตมาอย่างอัตขัต แต่ก็ชอบร้องเพลง ก็ประกวดร้องเพลงชนะมาเรื่อย พ่อไวพจน์เห็นก็ เอาไปเดิน สาย มีเงินทองจากการโชว์ตัวมากมาย จ่ามิ่งก็มาไถ่เงินเรื่อยมา  ต้อยก็ไม่ให้

            ปรากฏผึ้งเดินสาย รถคว่ำตาย จ่ามิ่งจะมาเอามรดก ก็ไม่ยอม หรอก ต้อย จ่ามิ่งถามว่า ถ้าจ่ามิ่งตาย ผึ้งจะได้มรดกจ่ามิ่งหรือเปล่า ก็ได้ เพราะเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว ก็มีคดีเต็มไปหมด

            แต่ว่าจ่ามิ่งไม่มีสิทธิได้รับมรดกผึ้งเพราะ ความผิดก็เกิดจากจ่ามิ่งเอง ที่ไม่ยอมไปจดทะเบียนรับผึ้งให้เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย

            คราวนี้เราก็มาดูว่าพ่อบุญธรรม แม่บุญธรรมจะมีสิทธิได้รับมรดกของลูกหรือไม่ ก็ถูกสกัดตาม      มาตรา 1598/29  การรับบุตรบุญธรรมไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรมเพราะเหตุการรับบุตรบุญธรรมนั้น

                เพราะฉะนั้นเราเป็นพ่อบุญธรรมเลี้ยงลูกบุญธรรมอย่างดี ทำไมหล่ะ เพราะถ้าคุณโตแล้วทราบเรื่องประกันชีวิต มันฆ่ากันได้ง่ายๆ บุตรบุญธรรม ถ้าเรามีสิทธิ ก็อาจฆ่าได้ง่ายๆ

                กฎหมายก็เลยให้พ่อบุญธรรมเป็นเรื่องของผู้ให้

                ฉันเลี้ยงฉันก็รัก มันจบปริญญาโทด้านคอมฯ จะสร้างโรงเรียน ฉันก็โอนตึกให้มัน ได้กำไรจากการทำโรงเรียน มายี่สิบล้าน พอทำมามันตาย ฉันไม่มีสิทธิ เลย เหรอ มรดกมันก็ตกแก่พ่อแม่มัน ฉันจะขอตึกคืนไหม

            ตรงนี้ก็มีเขียนตั้งแต่ ปี 78 มาแล้ว ถ้าบุตรบุญธรรมไม่มีคู่สมรสหรือผู้สืบสันดานก็เรียกคืนได้เท่าที่คงรูปเดิมอยู่

            กรณีนี้ จุดแรกคือบุตรบุญธรรม อาจารย์มี ลูกหรือเมียจะเรียกคืนไม่ได้เลย

            ปรากฏว่า คุณก็จำได้ว่ากฎหมายครอบครัวมันแก้ยกกระบิในปี 19 มาตรานี้ก็ยังคงอยู่ เปลี่ยนจากคงรูปเดิมเป็น เท่าที่เหลืออยู่

            ทำไมถึงแก้ ไปดูที่ไมโครฟิมล์ เห็นรายงานการประชุม แล้วมีความสุขมาก คนที่เป็นไคล์แม๊กซ์สำคัญคือ ดร.หยุด แสงอุทัย ตอบว่า โอกาสแก้มีแก้แล้วไม่แก้ประเทศถึงไม่เจริญ

            สมมุติ บุตรบุญธรรม มันเป็นมะเร็งร้ายแรง แล้วรู้กฎหมาย ตรงยังไม่แก้นี้ แล้วขายตึกแถวไปซื้อทองคำแท่ง เพราะรักในพ่อแม่เดิม

            มาตรา 1598/30  ถ้าบุตรบุญธรรมซึ่งไม่มีคู่สมรสหรือผู้สืบสันดานตายก่อนผู้รับบุตรบุญธรรม ผู้รับบุตรบุญธรรมมีสิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์สินที่ตนได้ให้แก่บุตรบุญธรรมคืนจากกองมรดกของบุตรบุญธรรมเพียงเท่าที่ทรัพย์สินนั้นยังคงเหลืออยู่ภายหลังที่ชำระหนี้ของกองมรดกเสร็จสิ้นแล้ว

            ห้ามมิให้ฟ้องคดีเรียกร้องสิทธิตามวรรคหนึ่ง เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ผู้รับบุตรบุญธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของบุตรบุญธรรมหรือเมื่อพ้นกำหนดสิบปี นับแต่วันที่บุตรบุญธรรมตาย

            ก็พูดถึงเรื่องวรรคสองหน่อย คือในเรื่องการเรียกอายุความอยู่ ต้องระวังจุดใหญ่คือต้องไม่มี คู่สมรสหรือผู้สืบสันดานด้วยนะครับ

            ต่อไปประเภทที่ สามและสี่ ขอสอนพร้อมกันเลยนะครับ

            สมมุติ มีพ่อ กับ ลูกชายสองคน เศรษฐีคนนี้เขาก็รู้กันหมด ลูกชายคนโตบอกว่า วันจันทร์หน้าพ่อว่าไหมครับ สองให้ผมมาชวนพ่อไปอำเภอครับ สองไม่ได้แต่งงานนะครับ แต่จะให้พ่อไปจดทะเบียนรับบุตร พ่อไม่ยอมไป จะไปฟ้องให้พ่อรับก็แรงไปในสำหรับสังคมไทย

            พอต่อมาหนึ่งตาย แต่มีมรดกสิบล้าน พ่อไม่ได้อยู่แล้ว เพราะไม่เคยจดทะเบียนใคร

2742/2545  ตัดสินมาแล้วนะครับว่าการเป็นพี่น้องร่วมพ่อให้ถือตามความเป็นจริง

การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(4) นั้น นอกจากกฎหมายมิได้กำหนดว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน จะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกันแล้ว การที่จะตีความบทกฎหมายดังกล่าวว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกันผลก็จะกลายเป็นว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะมีได้แต่เฉพาะเมื่อการสมรสระหว่างบิดากับมารดาคนก่อนสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นการตีความที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวแคบเกินกว่าบทบัญญัติตามตัวอักษรของกฎหมายและมิใช่ความมุ่งหมายของบทบัญญัติที่ให้ทายาทโดยธรรมซึ่งอยู่ในฐานะเป็นญาติสนิทที่ใกล้ชิดที่สุดอยู่ในลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลังและตัดญาติห่างซึ่งอยู่ในลำดับถัดลงไปไม่ให้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1630 ทั้งการเป็นพี่น้องด้วยกันนี้ก็หามีบทบัญญัติให้เกิดสิทธิหน้าที่ต่อกันเหมือนเช่นการเกิดสิทธิหน้าที่ระหว่างบิดากับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ฉะนั้น การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจึงต้องถือตามความเป็นจริง เมื่อผู้ร้องและผู้ตายต่างมีบิดาคนเดียวกัน แม้จะเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาก็ถือว่าผู้ร้องกับผู้ตายเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(4) เมื่อผู้ตายไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับอื่นที่สูงกว่าผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านที่เข้ารับมรดกแทนที่บิดาซึ่งเป็นลุงของผู้ตายถือเป็นทายาทในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายตามมาตรา 1630 จึงไม่มีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องคัดค้านการที่ผู้ร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย

            ฎ.428/2529      - ค้นไม่พบ

            ที่บอกว่า พี่น้องต้องถือตามความเป็นจริง เหตุผลเพราะว่า พ่อสามารถทำให้ลูกเป็นลูกที่ชอบได้ แต่พ่อไม่ยอมทำ พ่อไม่ยอมไปจดทะเบียนรับรองบุตร เป็นความผิดของพ่อเอง

            แต่ความเป็นพี่น้องร่วมพ่อเดียว มันทำเองไม่ได้แม้อยากจะให้เป็น

            ต่อไปลำดับที่ 5 ครับ ปู่ ย่า ตา ยาย

            ปู่กับพ่อชอบนะครับ แต่ พ่อกับเราไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นปมด้อยของเราตลอด พ่อยอมทำให้เราเป็นลูกที่ชอบด้วยกฎหมาย ปู่อาจจะวิงวอนก็ได้นะครับ แต่ พ่อเราก็บอกว่า พ่ออย่ายุ่งได้ไหมพ่อ

            แล้วปู่หล่ะ อาจารย์ยังเขียนในหนังสือของอาจารย์คือ ปู่ก็ไม่สามารถที่จะฟ้องให้ หลานเป็นหลานที่ชอบด้วยกฎหมาย มันทำไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงเขาก็คือปู่ถ้ามันเกิดเรื่องมันน่าจะเหมือนฏีกาปี 45

            ต่อไปลำดับที่หก ลุง ป้า น้า อา

            ผัวคนแรกของยาย ก็มีแม่อาจารย์ กับ น้องแม่อาจารย์ เป็นลูก ตาอาจารย์ตาย ยายก็มีผัวใหม่ มี ลูกคือน้าสอง

            อาจารย์ก็อยู่กับน้าหนึ่งกับ น้าสอง แล้วอาจารย์ตายมีมรดกร้อยล้าน ถามว่า น้าสองจะได้มรดกหรือไม่ ถ้าทุกคนตาย

            944/2491 น้าลำดับที่หกนั้นไม่ได้แยกความใกล้ชิดสนิทห่าง เหมือน พี่น้อง ดังนั้น จึงมีสิทธิได้รับมรดกเท่าเทียมกันในฐานะทายาทลำดับที่ 6

            ปรากฏว่าก็มี ฏีกา ปี 93 ก็ตลก ที่บอกว่า ไม่ใช่ทายาทของผู้ตาย ต้องไปอ่านข้อเท็จจริงจึงตาสว่าง ยายมีผัวคนเดียวคือ แม่ กับน้องแม่ คือ น้าหนึ่ง วันหนึ่งก็เรียกอาจารย์ไปไหว้ยายน้อย ซึ่งเป็นน้องยายแท้ๆ มีลูกสาว คือ น้าสอง เพราะเขาก็เป็นรุ่นน้องแม่เรา ก็เรียกเขาว่าน้าสอง ปรากฏว่าทุกคนตายหมดเหลือ น้าหนึ่ง น้าสอง กับอาจารย์ ต่อมาอาจารย์ตาย น้าสองก็จะมาเรียกมรดกไม่ได้ เพราะไม่ใช่ทายาทลำดับหก

            สองฏีกานี้ออกหมดมาแล้ว ก็ระวังจะมาเผลอออกที่นี่นะครับ ทายาทหกลำดับมีแค่นี้นะครับ ถ้าไม่มี ก็ตกแก่แผ่นดินเถอะครับ จะให้กับทวดก็ไม่ได้ครับ กฎหมายเขียนไว้แค่นี้ครับ

            เอาหล่ะนะครับ ต่อไปทายาทที่เป็นคู่สมรส ก็ต้องระลึกชาติกฎหมายครอบครัว พอตายปั้งการสมรสสิ้นสุดแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา

            ถ้ายังไม่แบ่งก็กองรวมๆกัน อยู่ ก็อยู่ไปเรื่อยๆจนกว่าจะถอนอายัด ก็มีว่าในสายตากฎหมายแบ่งทันที ไกรศรก็ได้ไปและ ในส่วนสินสมรส ส่วนมรดกพุ่มพวง ก็ตกแก่ทายาท

            ถ้าพุ่มพวงเกิดโกรธยกให้วัดทั้งหมดก็ ไม่ได้วัด

            แต่ถ้าไม่ได้โกรธก็ไปที่มาตรา 1629 วรรคท้าย ประกอบ 1635  สามีภริยาก็ต้องชอบด้วยกฎหมายนะครับ สิทธิเท่าเทียมกัน

            ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ตาย ก็เป็นกรรมสิทธิ์รวมแบ่งคนละครึ่ง ครึ่งไหนเป็นของผู้ตายก็เป็นมรดก

            คราวนี้การจดทะเบียนสมรสแล้วแยกกันอยู่ก็ไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุดนะครับ

            อาจารย์ไปเมืองนอกนาน มาเจอแม่อ้อยขายวัสดุก่อสร้างของแก่น ก็ถามหาเอกผัวอ้อย ก็ทราบว่าเป็นเจ้าอาวาสวัดอยู่  ก็พูดไม่ผิดหรอก ผัวเป็นเจ้าอาวาส ก็ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากันนิ

ต่อมาได้ข่าวอีก อ้อยตาย เจ้าอาวาสมารับมรดก  การทิ้งร้างโดยไปบวช มาตรา 1628 ก็ไม่ได้ทำให้การสมรสสิ้นสุด

            ปรากฏว่าตรงนี้ สามีนี้ก็มีสิทธิได้รับมรดก สามีติดคุก บวชก็ได้ รับมรดก

            เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่จำได้ว่าการมีผัวเป็นพระ ก็อย่างนี้ก็ต้องตกแก่ทายาทเขา                 มาตรา 1635  ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของ

ผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

              (1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629(1) ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร

               (2) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629(3) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา 1629(1) แต่มีทายาทตามมาตรา 1629(2) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง

               (3) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629(4)หรือ(6) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือมีทายาทตามมาตรา 1629(5) แล้วแต่กรณีคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ มีสิทธิได้มรดกสองส่วนในสาม

             (4) ถ้าไม่มีทายาทดังที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมด

            ถ้าในข้อสอบบอกว่าให้แบ่งทรัพย์มรดก แล้วระบุทรัพย์มรดกว่ามีเท่าไหร่ ก็แบ่งได้เลยไม่ต้องดูในกฎหมายครอบครัวแล้ว

            คุณไกรศรจะไม่ตัด พี่น้อง ญาติคุณพุ่มพวงเลย คือร่วมกันรับ

            สังเกตการณ์ร่างกฎหมายไหมครับมีการจับสองกับสามแยก เพราะสองมันไม่มีการรับมรดกแทนที่

            ก็หมดเวลาแล้วอาจารย์จะมาเจออีกที วันที่ 3 สิงหาคม ในเวลา 6 โมงเย็นถึงสองทุ่มสวัสดีครับ 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages