หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารยปัญญา ถนอมรอด ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
เริ่มเรื่องค้ำประกัน คือ ประการแรกต้องเป็นบุคคลที่สามไม่ใช่เจ้าหนี้ลูกหนี้ เป็นหนี้อุปกรณ์คือต้องมีหนี้ประธานคือมีหนี้ระหว่างเจ้าหนี้ และผู้ค้ำจะไม่ชำระเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น
ไอ้ที่ว่าเป็นการประกันหนี้ด้วยบุคคล จะทำให้ต่างค้ำด้วยทรัพย์คือจำนอง จำนำ
ค้ำประกันด้วยบุคคลไม่ได้หมายว่าบังคับเอากับเนื้อตัวของผู้ค้ำฯ นะครับ เป็นการบังคับเอา กับทรัพย์สินของผู้ค้ำทั้งหมด ต่างกับ การค้ำฯด้วยทรัพย์ที่จะยึดได้เฉพาะทรัพย์นั้น แต่ดีตรงที่ได้บังคับก่อน
ในข้อสอบหากไม่เข้าสัญญาค้ำอย่าเพิ่งตอบว่าไม่ต้องรับผิดนะ อาจต้องรับผิดตามกฎหมายอื่น
กู้เงิน ขอให้โจทก์ค้ำ พอทำสัญญากู้แบบไม่มีส่งมอบเงินก็ไปธนาคาร ต่อมาไม่ชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร ก็ฟ้องให้รับผิดตามสัญญากู้
หนี้ค้ำประกันจะเกิดจากสัญญาก็ได้ ละเมิดก็ได้ แต่ข้อสำคัญคือต้องเป็นหนี้
ทำให้สาธารณสุขเสียหาย หมอก็ได้มาเขียนว่า เป็นการค้ำฯมันไม่ใช่
สัญญาค้ำไม่มีแบบ แต่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ข้อสำคัญต้องมีก่อนฟ้อง แม้ในการเบิกความจะยอมรับว่ามีการค้ำประกันกันจริงก็ต้องยกฟ้อง
ต้องการเพียงหลักฐานเป็นหนังสือ หลักฐานไม่จำเป็นต้องทำตอนชำระหนี้ จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ข้อสำคัญก็ต้องเป็นการตั้งใจเขียนรายมือชื่อ
อันนี้ไปรับรองว่าข้าพเจ้าได้รับ
3121/2535
ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 แล้ว เนื่องจากโจทก์ไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การแต่เมื่อหนี้ของจำเลยที่ 1 ยังไม่ระงับสิ้นไป กรณีดังกล่าวก็มิได้ทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากการชำระหนี้ที่มีต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิด.
เขียนวิธีการชำระหนี้ ไปลงชื่อก็เป็นผู้ค้ำ ฯ ถ้ากู้เงินแล้วลงในแบบพิมพ์เปล่า ต่อมาไปกรอกเงินเกินกว่าความเป็นจริง สัญญากู้ปลอม สัญญาค้ำก็ปลอมทั้งหมดไม่ต้องรับผิด
2998/2535
คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับเดียวกับที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้ และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีก่อนคดีถึงที่สุดแล้วโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีเอกสารหนังสือสัญญาค้ำประกันมาแสดง เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้วว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันโดยอาศัยเหตุที่โจทก์ไม่มีหนังสือสัญญาค้ำประกันมาแสดงต่อศาล โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับเดียวกับที่ฟ้องในคดีก่อน จึงเป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีโดยอาศัยเหตุเรื่องหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับเดิมนั้นอีก เป็นการฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148
การค้ำประกันต้องค้ำฯเพื่อหนี้ที่สมบูรณ์ คือต้องมีวัตถุประสงค์ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย
แต่ต้องเข้าใจก่อนนะว่ากู้ยืมไปเพื่อไปลงทุนแต่เอากู้ไปค้ายาบ้า ก็เป็นโมฆะต่อเมื่อได้รู้ในเวลาให้กู้ว่าไปค้ายาบ้า
ตกลงกันว่าจะไปถอนฟ้องคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว ใช้ได้ แต่ถ้า เป็นอาญาแผ่นดินก็เป็นโมฆะ
กู้ยืมเงินที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ค้ำประกันได้ ถ้าการค้ำมีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้อง ผู้ค้ำได้ แต่ผู้ค้ำถ้าไม่โง่ก็ยกสิทธิ โดยยก 694 มาอ้างได้
แต่ถ้าเป้นการจำนองนั้น ไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวก็ต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง
ข่อให้เป็นตัวแทนจำเหน่ายสิ้นค้าไปใจดีไปลงชื่อ เป็นผู้ค้ำฯ ก็เป็นการค้ำหนี้อนาคตก็ทำได้
จะตกลงอย่างไรก็ได้ จะค้ำบางส่วน ค้ำทั้งหมด ไม่ค้ำดอกเบี้ย ค้ำมีกำหนดระยะเวลาก็ได้
การค้ำประกัน ต่อนายจ้างหรือต่อธนาคาร ก็ต้องดูว่ามีค้ำเท่าไหร่ ถ้าจะค้ำ ต้อง ล็อกจำนวน เงินไม่ว่าดอกเบี้ย หรือเงินต้นใดๆ
หรือถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ควรล็อกจำนวนระยะเวลา
ค้ำประกันถ้าไม่ได้ระบุอะไรไว้ หนี้ที่ค้ำเป็นหนี้เงิน ถ้าเจ้าหนี้ทวงถาม ไม่ต้องรับผิดดอกเบี้ยธรรมดา แต่ก็ต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัด
บอกหมดเลยว่ารับผิดทุกอย่างไม่เกิน หนึ่งแสน แถมบอกด้วยว่ารับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
อย่างนี้เป็นการค้ำอย่างจำกัดจำนวน คือรวมทุกอย่างแล้วไม่เกินหนึ่งแสนบาท แต่ว่าการที่ผิดนัดก็รับผิด ในส่วนดอกเบี้ย
อันนี้หมายความว่าหนึ่งหมื่นห้าพัน ต้องรับผิดหรือไม่ ก็ตีความในทางที่เป็นคุณในที่ต้องเสียในมูลหนี้ ความจริงอันนี้ เมื่อกี้เราบอกว่าทั้งต้นทั้งดอกทุกอย่างหนึ่งแสนก็ต้องรับผิดหนึ่งแสน
แต่อันนี้คือ มีการ เบิกเงินสองแสน 683 คือ วงเงินที่ค้ำคือเฉพาะเงินต้น ส่วนดอกเบี้ยต้องรับผิดต่างหาก
392/2550
ตามสัญญาค้ำประกันหน้าแรกมีข้อความระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน และระบุว่า "วงเงินค้ำประกัน 50,000,000 บาท" นอกจากนี้ในสัญญาข้อ 1 ระบุว่า "เนื่องจากคำขอของผู้ค้ำประกัน ธนาคารได้ให้เครดิตแก่จำเลยที่ 1 เพื่อรับสินค้าไปก่อนชำระเงินต่อธนาคาร ม. ตามวิธีการในวงเงิน 50,000,000 บาท" ข้อ 2 ระบุว่า "ถ้าผู้ค้ำประกันและหรือจำเลยที่ 1 ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่าลูกหนี้ได้ประพฤติผิดสัญญาที่ให้ไว้ หรือได้กระทำการอย่างใดๆ เป็นเหตุให้ธนาคารต้องชดใช้เงินหรือได้รับความเสียหายอย่างใดๆ แล้ว ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชดใช้ให้แก่ธนาคารจนครบถ้วนเต็มตามจำนวนหนี้ที่ลูกหนี้เป็นหนี้แก่ธนาคารและอย่างลูกหนี้ร่วม" จากข้อสัญญาดังกล่าว จำเลยที่ 2 มีเจตนายอมตนเข้าผูกพันค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เพียงตามมูลหนี้การให้เครดิตในวงเงิน 50,000,000 บาท เท่านั้น ดังนั้น หากธนาคาร ม. ให้เครดิตแก่จำเลยที่ 1 เกินวงเงินดังกล่าวย่อมอยู่นอกเหนือเจตนาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ต้องรับผิดต่อธนาคารดังกล่าวรวมทั้งโจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในต้นเงินเกินกว่าวงเงินค้ำประกัน
ตามสัญญาค้ำประกันระบุว่าจำเลยที่ 2 ยอมเสียดอกเบี้ยแก่ธนาคาร ม. และดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้ต้นเงินตามวงเงินค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ย่อมต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์จากต้นเงินที่คิดตามวงเงินค้ำประกัน 50,000,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วย มิใช่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเฉพาะดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง
จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับแยกต่างหากจากกันรวม 28 ฉบับ เป็นกรณีที่ลูกหนี้ต้องผูกพันต่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ในอันที่จะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย โดยการชำระหนี้ซึ่งหากชำระโดยจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันไม่เพียงพอจะเปลื้องหนี้สินทุกรายได้หมดสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ในการชำระหนี้โดยจำเลยที่ 2 ก็ดี หรือการบังคับชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เอาจากจำเลยที่ 2 ก็ดี จะถือว่าเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีฉบับใด รวมทั้งค่าไปรษณีย์ ค่าธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์เพียงใดบ้างนั้นย่อมต้องบังคับให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 328 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แล้วแต่กรณี
จำเลยที่ 2 ตกลงจำนองที่ดิน 3 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ซึ่งจำเลยที่ 2 และหรือจำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่ธนาคาร ม. เป็นจำนวนเงิน 25,000,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้ประธานตามวงเงินจำนองดังกล่าว ย่อมมีผลให้ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 เป็นประกันการชำระหนี้ในต้นเงินตามจำนวนหนี้ประธานเป็นเงิน 25,000,000 บาท และดอกเบี้ยของต้นเงิน 25,00,000 บาท อีกต่างหาก โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้รวมถึงดอกเบี้ยด้วย
ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่อง กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ข้อ 3 กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่จะใช้เรียกเก็บจากลูกค้าไว้ 4 อัตรา ส่วนในการเรียกดอกเบี้ยนั้น ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวข้อ 3 (4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยและส่วนลดจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวกส่วนต่างสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดไว้ เว้นแต่ในกรณีลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ธนาคารพาณิชย์จะเรียกดอกเบี้ยและส่วนลดได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ดังนี้ ในการเรียกดอกเบี้ยของธนาคาร ม. และโจทก์จะเรียกได้สูงสุดเพียงใดนั้น จะต้องแยกเป็นอัตราสำหรับลูกค้าที่ไม่ได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ กับอัตราสำหรับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้แล้ว และโดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวหากมีข้อสัญญาให้ธนาคาร ม. เรียกได้ก็จะเป็นข้อสัญญากำหนดค่าเสียหายในการชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามควรไว้ล่วงหน้า อันจะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383
ธนาคาร ม. มีเจตนาทำสัญญาทรัสต์รีซีท 10 ฉบับกับจำเลยที่ 1 เพื่อคิดดอกเบี้ยอัตราสูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติ จึงเป็นข้อสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อสัญญาการคิดอกเบี้ยตามสัญญาทรัสต์รีซีท 10 ฉบับนี้ จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ด้วย และศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศย่อมยกปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยก่อนผิดนัด ส่วนเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น
ยอมเสียดอกเบี้ย ผลก็คือต้องรับผิดในต้นเงิน บวกดอกเบี้ย นับแต่วันที่จำเลยต้องรับผิดในดอกเบี้ย
ก็ซ้ำกับฏีกาแรกๆ ในกรณีที่เป็นหนี้มากกว่าวงเงินค้ำ ปรากฏว่าบริษัท เป็นหนี้ถึง 4.7 ในกรณีนี้รับผิดเฉพาะ 1.2 บวกดอกเบี้ยของเงิน 1.2 ล้านนะครับ
ค้ำวงเงินห้าสิบล้าน ไอ้ข้อความที่เกิดปัญหาคือ ผู้ค้ำยอมรับผิด เต็มที่และอย่างลูกหนี้ร่วม ถ้าเค้าเอาไปหกสิบล้านต้องรับผิดหกสิบล้านเหรอ ไม่ใช่นะครับ กรณีนี้คือรับผิดแค่ ห้าสิบล้านบวกดอกเบี้ย แต่รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
คือให้ไปดูแค่ข้างบนเลยว่าตนเงินจริงๆมีเท่าไหร่ เกิดไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้
ลูกหนี้ชั้นต้นรับผิดเท่าไหร่ รับต้องรับผิด ต้นเงินบวกดอกเบี้ยผิดนัด อัตราดอกเบี้ยก็เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิด อันนี้จำเลยที่สามเข้าค้ำกับจำเลยที่หนึ่งที่สอง
ไอ้สิบห้าวันไม่ใช่เงื่อนไขจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำ ไม่เช่นนั้นตายเลย เกินเป็นหนี้แล้วค้ำ ให้แก่เจ้าหนี้แล้วไม่อยากค้ำก็เลยเขียนในสัญญาว่าชำระหนี้ ต้องแจ้งให้รู้จะได้เปลี่ยนตัวผู้รับผิด แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่แจ้งนี้เป็นเงื่อนไข
ค่าภาระติดพันแห่งหนี้ หมายถึงหนี้ย่อยๆ ของหนี้อุปกรณ์ เช่นสั่งสินค้าต่างประเทศมาไทย ถ้าไม่ไปรับของกรณี นี้นอกจากค่าสินค้ายังมีค่าขนส่งค่าประกันภัย ค่าภาษีอีกอันนี้คือค่าที่เรียกว่าค่าภาระติดพันโดยหลักลุกหนี้ไม่ต้องรับผิด ผู้ค้ำก็ไม่ต้องรับ เว้นแต่สัญญากำหนดไว้เป็นพิเศษ
เช่นบัตรเครดิตรถ้ามีทวง ต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่
ถ้ากำหนดไว้ว่ารับผิดเท่าที่จ่ายจริง
ค่าจ้างทนายความไม่ใช่ผลโดยตรง แม้เป็นเรื่องละเมิดก็เป็นค่าเสียหายที่ไกลเกินเหตุ คือการออกเช็คแล้วผู้ทรงเบี้ยว
ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่ง
ต่อมามาดูตัวอย่างความรับผิดของผู้ค้ำฯ มันจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการตีความสัญญาว่าต้องรับผิดแค่ไหน
ประการแรก การค้ำประกันหนี้ในอนาคต ตามสัญญากู้เงินเบิกเงินเกินบัญชี แม้ตอนออกเช็ค ไม่อยู่ก็ต้องรับผิด ปัญหาคือลูกหนี้ ไปทำสัญญากู้หลายครั้ง ติดต่อกัน แต่เรื่องคือธนาคารยึดความสะดวกคือให้มีการทำบัญชี หลายสัญญา แต่ไปรวมอยู่ในบัญชีเดียว
แต่ถ้าฉบับที่หนึ่งไม่ได้ค้ำไปค้ำฉบับที่สองและสามเท่านั้นปัญหาว่าต้องรับผิดทั้งหมดเลยหรือไม่
ก็มีแนวคิดต่างกัน ออกไป
การค้ำตามสัญญาฉบับนี้หมายถึงสัญญาฉบับที่สอง คือคำว่าหนี้ในปัจจุบันนี้คือ หนี้ที่ยังไม่ได้ชำระ ในปัจจุบัน
382/2537
ตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ลูกค้าโจทก์ ไม่ปรากฏรายการเดินสะพัดในบัญชีอันจะเป็นหลักฐานแสดงว่า นับแต่วันสิ้นสุดของสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ 1 ขอเบิกเงินจากบัญชีดังกล่าวหรือโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีกแม้ภายหลังครบกำหนดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ 1ได้นำเงินเข้าบัญชีกระแสรายวัน 2 ครั้งก็ตาม แต่ก็เป็นการนำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ ไม่ใช่เพื่อให้มีการเดินสะพัดทางบัญชีต่อไปเพราะไม่มีลักษณะเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีหักกลบลบกัน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์จะต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอีกต่อไป สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดย่อมเลิกกันนับแต่วันครบกำหนดตามสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 ฉะนั้น โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้จนถึงวันสิ้นสุดของสัญญาดังกล่าว และโจทก์ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยโดยไม่ทบต้นตลอดไปจนกว่าจะมีการชำระหนี้รายนี้เสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 ค้ำประกันและจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท หรือไม่เกิน 400,000 บาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มีเจตนาค้ำประกันและจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 400,000 บาทเท่านั้น แม้จะปรากฏว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 กู้เบิกเงินเกินบัญชีเกินวงเงิน 400,000 บาท ก็เป็นการผูกพันกันระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 กับโจทก์เท่านั้น หามีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ด้วยไม่ ดังนั้น เมื่อครบกำหนดตามสัญญาจำเลยที่ 3 มีหนังสือขอชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน400,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จึงเป็นการขอชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เมื่อหนี้นั้นถึงกำหนดโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 701 วรรคแรก แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 3 ดังกล่าว ย่อมทำให้จำเลยที่ 3ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในการชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 701,727 ประกอบด้วยมาตรา 744(3)
รับผิดในวงเงินสี่แสนบาท ต้องรับผิดโดยสิ้นเชิงร่วมกับลูกหนี้
851/2537
สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยไม่ได้ตกลงกันว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นเมื่อใด สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีจึงเกิดขึ้นเมื่อมีการหักทอนบัญชีกัน และเรียกร้องให้ชำระเงินคงเหลือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 858,859 โจทก์หักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2527 และฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2531 ยังไม่ถึง 10 ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ผู้ค้ำประกันย่อมต้องรับผิดตามสัญญาเพียงเท่าที่ตนยอมค้ำประกันเท่านั้น จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 20,000 บาท ปรากฏตามบัญชีกระแสรายวันว่า จำเลยที่ 1กลับมาเป็นลูกหนี้โจทก์อีกครั้งในวันที่ 26 พฤษภาคม 2518 เป็นเงิน611.94 บาท โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นตั้งแต่วันนี้ วิธีคิดดอกเบี้ยทบต้นเพื่อให้ผู้ค้ำประกันรับผิดนั้นต้องดูรายการที่จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์เต็มตามวงเงินที่ค้ำประกันเป็นวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยทบต้น จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์เต็มตามวงเงินค้ำประกันเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2518 เป็นเงิน 20,078.24บาท จึงให้ถือเอาวันที่ 29 กรกฎาคม 2518 เป็นวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยทบต้นในต้นเงิน 20,000 บาท จนถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2530ซึ่งเป็นวันครบกำหนดบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้อันเป็นวันที่บัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลง ต่อจากนั้นโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามปกติไม่ทบต้น
คิดดอกเบี้ยกันอย่างไร ไม่ออกข้อสอบหรอกครับ แต่ให้ไปดูเพื่อรู้ 355/2541
เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งศาลฎีการับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายสำหรับข้อเท็จจริงนั้นศาลฎีกาจำต้องถือตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามมาตรา 238ประกอบมาตรา 247 ปัญหาที่ว่าราคาที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์โอนให้แก่จำเลยแทนการชำระหนี้มีราคาเท่ากับราคาในท้องตลาดขณะที่โอนแทนการชำระหนี้ จึงมิใช่ประเด็นพิพาทแห่งคดีคู่ความจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นนี้แต่อย่างใด
หลักก็คือต้องดูสัญญาว่าบังคับได้แค่ไหน
อันนี้ผู้ค้ำประกันอาจจะประมาทเลินเล่อหรือแกล้งโง่ ก็หมายถึงว่าทั้งสาขาค้ำประกัน ค่าเสียหาย ความเสียหายนี้อาจเกิดจากนายจ้างโดยตรง หรือจากบุคคลภายนอกที่นายจ้างต้องรับผิด
คือเป็นการทำละเมิดต่อผู้อื่น ผู้ค้ำฯต้องรับผิดหรือไม่ การค้ำนเข้าทำงาน ปกติก็ต้องเข้าใจว่ารับผิดเฉพาะในหน้าที่การงานของลูกจ้างเท่านั้น ถ้านายจ้างต้องการให้รับผิดนอกเหนือจากหน้าที่การงาน ก็น่าจะกำหนดไว้
เรื่องนี้เป็นการค้ำประกันในหน้าที่หัวหน้าช่างไฟฟ้าไม่ได้ค้ำประกันในตำแหน่งพนักงานขับรถ
และหากมีการทำนอกหน้าที่ ก็ไม่ต้องรับผิดเช่นกัน
เช่นค้ำฯในหน้าที่นายตรวจ ไม่ได้ค้ำฯ
การเป็นเสมียนกับการเป็นผู้จัดการสหกรณ์ มันต่างกันมาก ปัจจุบันไม่แน่ใจว่าหลักจะเปลี่ยนแล้วหรือไม่
ค้ำฯในฐานะลูกจ้างชั่วคราว แต่ต่อมา ทำในลูกจ้างประจำ ก็ไม่ต้องรับผิด
เข้าไปในตำแหน่งยาม ปัญหาว่าผู้ค้ำต้องรับผิดหรือไม่ เข้าทำงานในบริษัทโจทก์ ในตำแหน่งเสมียน ต่อมาได้เป็นผุ้จัดการก็ไม่ต้องรับผิด
ค้ำประกันว่ามีความประพฤติเรียบร้อย ก็ถือเป็นผู้ค้ำฯประกันนั่นแหละ
ให้รับผิดเพราะว่าเป็นบริษัทในเครือ
2019/2545
จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์ระบุว่า เมื่อจำเลยที่ 1เข้าปฏิบัติงานกับโจทก์แล้วทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายด้วยประการใด ๆ ฉ้อโกงหรือยักยอก จำเลยที่ 2 ยอมรับชดใช้แทนจำเลยที่ 1 จนครบถ้วน โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกค้าของบริษัท ส. จำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกค้าแล้วไม่นำไปมอบให้แก่บริษัท ส. ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงมิได้ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายและมิได้ฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด การที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้ชดใช้เงินให้แก่บริษัท ส. แทนจำเลยที่ 1 จะถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายมิได้ หากโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในกรณีดังกล่าวด้วยก็ต้องระบุไว้ให้ชัดแจ้งในสัญญาค้ำประกัน หากไม่ได้ระบุไว้ก็ต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2
เรื่องประเด็นนักเรียนทุนก็ไม่ค่อยมีอะไรมากแล้ว ที่มีปัญหาก็คือกลับมาไม่ค่อยรับราชการรับใช้เงินทุน ก็ต้องชดใช้เบี้ยปรับ หรือค่าปรับ ถ้าศาลเห็นว่าสูงเกินสมควรก็ลดลงได้
บางกรณีทุนที่รับไปไม่ใช่ทุนของรัฐบาลไทย เป็นทุนของต่างประเทศ ก็เรียกร้องให้ผู้ค้ำฯรับผิดได้
คือดูมูลเหตุจากการออกจากราชการ
เรื่องจำเลยได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาปริญญาโท ห้าปี แล้ว ต่อปริญญาเอกต่อ ก็ไมได้แจ้งให้ทำสัญญาค้ำประกันเพิ่ม
เรื่องแจ้งไม่แจ้ง ปัจจุบันหน่วยงานต่างๆก็แก้ปัญหา ว่ามีข้อกำหนดว่า ต้องรับผิด แม้ไม่ได้ ระบุไว้ว่าแจ้งหรือไม่ แจ้งปัจจุบัน ก็ยังไม่มีฏีกา
การต่อสู้ว่า หนึ่งปีนั้นเป็นราชการก็ถือว่าใช้ทุนแล้วหรือไม่ ศาลฏีกาว่าไม่ใช่การปฏิบัติงานใช้ทุน
ถ้ามี คดีเดียว ฟ้องผู้ค้ำฯให้ชำระหนี้ อันนี้เป็นการใช้อำนาจตามวิแพ่งมาตรา 161 ผู้ค้ำฯ จะมาปฏิเสธไม่ได้
แต่ถ้ากรณีเป็นสองคดีนี้ ปัญหาว่าค่าฤชาธรรมเนียมต้องรับผิดหรือไม่ ก็อยู่ที่ว่า ก่อนฟ้องคดีนั้นมันบอกให้ชำระหนี้หรือยัง
กรณีที่ลูกหนี้คนหนึ่ง รับสภาพหนี้จะมีโทษเฉพาะลูกหนี้ร่วมคนนั้น แต่ถ้าลูกหนี้ชั้นต้นทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษผู้ค้ำด้วย
ลูกหนี้ร่วมทุกคนต่างต้องรับผิดเป็นส่วนๆเท่ากัน
เบิกเงินเกินบัญชีหนึ่งล้าน รับผิดเฉพาะวงเงินที่ตนเองค้ำประกัน
การค้ำอย่างรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมไม่ได้ทำให้กลายเป็นลูกหนี้ชั้นต้น