สวัสดีครับชั่วโมงนี้เป็นชั่วโมงที่สองเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความที่ผ่านมา เมื่อวานนี้คงมีนักศึกษาติดตามการเมืองคงได้ฟังคำตัดสินของรัฐธรรมนูญก็เป็นที่วิพากษ์วิจารย์กันมาก หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่มีส่วนได้เสีย ผู้พิพากษาไม่ว่าศาลไหน ก็ต้องถูกแรงกดดันมากความจริงท่านก็ตัดสินตามความเห็นท่านบางครั้งอาจไม่ถูกใจก็มีเสียงวิพากษ์วิจารย์การเรียนกฎหมายมีอิสระในการวินิจฉัยคดี ก็เข้าในว่าผู้พิพากษาก็ตัดสินไปตามความเข้าใจเจตนาโดยสุจริต ก็เป็นสติเสียงส่วนใหญ่ นี่ก็ต้องคิดว่าถ้าประเทศไทยเราไม่ยอมรับกระบวนการตัดสินก็อยู่ด้วยความลำบาก
ตอนนี้เราก็เข้าเรื่องของเรามเมื่อคราวที่แล้วได้พูดถึงประเภทของคดีคือคดีมีทุนทรัพย์ อย่างไรคือคดีมีทุนทรัพย์และถ้าทุนทรัพย์ไม่ถึงสามแสนบาทก็เป็นคดีมโนสาเร่บางครั้งก็เป็นเรื่องยากที่จะวินิจฉัยว่ามีหรือไม่ เช่น 4039/2542 ก็เป็นเรื่องชาวบ้านฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดว่าโจทก์เป็นชาวบ้านเนื้อที่สิบเจ็ดไร่ ต่อมาจำเลยมีคำสั่งให้แก้ไขเนื้อที่ดินบางส่วนหายไป หนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยออกทับหนองน้ำสาธารณะก็ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ว่าฯ ที่มีคำสั่งเพิกถอนเนื้อที่ดิน น.ส.3 ผู้ว่าฯ ก็ให้การว่าเป็นหนองน้ำสาธารณะ โจทก์นำเจ้าพนักงานไปรังวัดโดยไม่ชอบ การที่มีคำสั่งให้แก้ไข เป็นคำสั่งที่ชอบ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ก็มีการฏีกา
ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเป็นการกล่าวอ้าง ว่าที่ดินส่วนนั้นอยู่ในหนองน้ำทำให้เป็นการไม่มีส่วนเพิกถอน ย่อมมีผลให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองกลับคืนมา จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันเป็นคดีที่มีราคาเงินได้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่การที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนได้ก็ต้องได้ความเป็นของโจทก์ไม่ใช่หนองน้ำสาธารณะเมื่อที่ดินพิพาทมีราคา คือจำนวนทุนทรัพย์
ฏีกาของจำเลยอ้างว่าที่พิพาทเป็นหนองน้ำสาธารณะ เป็นฏีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามศาลฏีกาไม่รับวินิจฉัยให้
อันนี้ขึ้นมาถึงชั้นฏีกาแล้ว ก็ศาลชั้นต้นก็ฟ้องอย่างคดีมีทุนทรัพย์
5070/2552 วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของมีโฉนดจำเลยครอบครองโฉนดของโจทก์โดยเจตนาทุจริต ขอให้ส่งมอบโฉนดที่ดินคืน โดยจำเลยไม่ได้ ศาลแขวงไม่มีอำนาจพิพากษา ก็คือ จำเลยยึดถือใบโฉนดไว้ ก็คือคดีไม่มีทุนทรัพย์ อันนี้ก็เป็นเรื่องการพิจารณาว่า คดีใดเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ ก็ต้องดูให้ละเอียดหรือคดีเพิกถอนคำสั่งผู้ว่ามันก็มีปัญหา โต้เถียงว่าขึ้นอยู่กับศาลอะไร การเพิกถอนคำสั่งผู้ว่าก็เป็นการเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ก็ขึ้นศาลยุติธรรมก็ต้องอาศัยคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ถ้าเป็นเรื่องพิพาทในสิทธิที่ดินก็ต้องขึ้นศาลยุติธรรม
ต่อไปมาตรา 190 เปิดตัวบท
วางหลักเกณฑ์การคำนวนทุนทรัพย์คดีแพ่งทั้งปวงไม่ใช่แต่เพียงคดีมโนสาเร่ มาตรา 190 อนุหนึ่งบัญญัติว่า การคำนวนทุนทรัพย์ให้คำนวนตามการเรียกร้องของโจทก์ก็คือพิจารณาจากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องนั่นเอง โจทก์เวลาบรรยายฟ้องก็คือบรรยายพฤติการณ์สภาพแห่งข้อหา ก็คือจำนวนทุนทรัพย์คำเรียกร้องของโจทก์ก็คือคำขอท้ายฟ้อง เช่นโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อ โจทก์ต้องเสียค่าซ่อมรถยนต์หนึ่งแสนบาท ทำให้ราคารถเสื่อมสภาพลง คิดเป็นเงินประมาณสองแสนบาท ก็ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน คำขอท้ายฟ้องขอให้ชำระเงินสามแสนบาท ถ้ามีคำขอเพียงเท่านี้โดยไม่ได้ขอดอกเบี้ย ก็เป็นคดีมโนสาเร่ เพราะคำฟ้องไม่เกินสามแสนบาท แต่ถ้าขอบังคับขอเพียงสองแสนบาทอ้างว่าเพราะเป็นเพื่อนกัน ก็อาจขอน้อยกว่าความเสียหาย ก็เป็นได้ ก็ถือว่าคดีนี้มีทุนทรัพย์ตามคำขอโจทก์
ตามมาตรา 190 ในเรื่องดอกผล ค่าธรรมเนียมศาล ไม่ให้คำนวนรวมเข้าด้วย ไอ้นี่ก็เป็นหลักทุกคดีในคดีแพ่งถ้ามีดอกเบี้ยก็คำนวนถึงวันฟ้องช่วงหนึ่ง กับหลังวันฟ้อง
สำหรับดอกผลก็อยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลูกวัวลูกควายหรือมะม่วงลำไยถ้าอยู่บนต้นก็เป็นทรัพย์อยู่ถ้าเราเอาขาดออกจากต้นก็ถือเป็นดอกผลตามธรรมดาธรรมชาติ ดอกผลนิตินัยก็ต้องเข้าใจว่าถึงทรัพย์หรือประโยชน์อย่างอื่น เช่นดอกเบี้ยก็มีอัตรา ร้อยละสิบห้าต่อปี ค่าเช่าสิบปี ก็ว่าไป ก็คือดอกผลนิตินัยการขอบังคับเรื่องดอกผลก็สามารถนำมารวมเป็นทุนทรัพย์ได้ ก็ขึ้นอยู่กับคำขอของโจทก์ว่าขอดอกเบี้ยเมื่อใด เช่นหนี้เงินถ้าไม่มีกำหนดชำระโจทก์ก็ต้องทวงถามให้ชำระเสียก่อน
แต่ดอกผลหรือดอกเบี้ยที่นำมาคำนวนเป็นทุนทรัพย์ได้ต้องเป็นดอกเบี้ย นับแต่ถึงวันฟ้องแล้วก็มารวมว่าเป็นก้อนถึงวันฟ้อง ขอให้ฟ้องชำระให้จำเลยชำระพร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องไปอันนี้คำขอบังคับตามฟ้องทั่วๆไปก็ต้องทำความเข้าใจให้ดีจะได้ไม่สับสนเวลาไปฟ้องยื่นคำฟ้องนี่เจ้าหน้าที่ศาลก็จะเรียกค่าขึ้นศาลให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาล สำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย พวกนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์วางศาล ก็ไม่ให้นำมารวมเป็นทุนทรัพย์ของคดี ก็เป็นทุนทรัพย์แท้ๆรวมด้วยดอกผลจนถึงวันฟ้อง ความสำคัญก็เพื่อไว้คำนวนค่าขึ้นศาลที่โจทก์ต้องให้ไว้ในการยื่นฟ้อง และนอกจากนี้ก็เป็นการพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ฏีกาและการพิจารณาว่าเป็นคดีมโนสาเร่หรือไม่
ข้อสังเกตในส่วนดอกผลมาตรา 224 หรือ 248 บัญญัติว่าในคดีแพ่งที่ราคาไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือสองแสนบาท ไม่ได้หมายความว่าดอกเบี้นต้องคำนึงมาก่อนวันฟ้องอุทธรณ์หรือฏีกา กฎหมายประสงค์ให้มายถึงจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฏีกาเท่านั้น
เช่น โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้พร้อมดอกเบี้ย คดีนี้มีทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้นคือห้าแสนบาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัด ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้ชำระให้เงินโจทก์ สามแสน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้า โจทก์และจำเลยต่างไม่พอใจ โจทก์อุทธรณ์ว่าเป็นหนี้ รวมสามฉบับก็ขอให้บังคับอีก สองแสนบาท ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่าไม่ได้เป็นหนี้สัญญากู้ปลอมขอให้ยกฟ้องก็คือให้สามแสนบาทนั้นจำเลยไม่เห็นด้วย ฉะนั้นเราก็ต้องมาดูทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์เท่าไหร่ ที่ขาดอยู่ร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงยื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ไม่ใช่นับถึงวันยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ส่วนจำเลย จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทก็คือสามแสนบาทที่ไม่พอใจ รวมดอกเบี้ยถึงวันผิดนัด ก็เป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ของจำเลย หากพิจารณาต่อไปในชั้นฏีกาก็พิจารณาในตอนเดียวกัน ถ้าให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์ก็พอใจก็ฏีกา จำเลยก็เป็นฝ่ายฏีกา ทุนทรัพย์ในชั้นฏีกาของจำเลยก็คือ ห้าแสนบาทรวมดอกเบี้ย ทุกคดีก็พิจารณาทุนทรัพย์ในทำนองนี้
ต่อไปดูมาตรา 190 อนุมาตรา 2 คือ ในกรณีมีข้อสงสัยให้ศาลประมาณการจนถึงยื่นฟ้อง ก็คือต้องตีราคาทรัพย์สินที่ไม่ใช่ตัวเงินจนถึงฟ้องนั่นเอง และก็จำเลยมอบให้โจทก์เข้าทำประโยชน์แล้วแต่จำเลยไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิให้จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ผิดสัญญาขอให้ยกฟ้องจำเลยก็พูดว่าปัจจุบันที่ดินราคาหนึ่งล้านมิใช่สามแสนบาท ปัญหาว่า เมื่อโจทก์กล่าวอ้างความจริงจำเลยไม่ได้ต่อสู้ก็ฟังว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีนี้คือสามแสนบาท เมื่อจำเลยโต้แย้งว่ามันไม่ใช่แล้ว ปัจจุบันน่าจะเป็นหนึ่งล้านก็โต้แย้งเรื่องราคากัน ก็เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นต้องประเมินราคาทุนทรัพย์หรือราคาที่พิพาทมีราคาเท่าใดแน่ ซึ่งจะมีผลคือโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์หากที่ดินราคาหนึ่งแสนบาทก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลในระบบมโนสาเร่ ถ้ากะประมาณราคาว่าที่ดินราคาหนึ่งแสนบาทก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามระบบคดีแพ่งทั่วไปคือร้อยละสอง ซึ่งก็ต่างกันมากและมีผลถึงอำนาจพิจารณาคดีของศาล ว่าอยู่ในอำนาจพิจาณาของศาลใด ศาลจังหวัดหรือศาลแพ่ง วิธีกะประมาณราคาถามว่าศาลทำอย่างไร ก็ไม่ใช่คนในท้องที่ ก็ไม่รู้ว่าทีดินราคาเท่าไหร่ ศาลก็จะต้องฟังจากคู่ความทั้งสองฝ่าย ก็อาจจะนัดพร้อม ก็อาจจะนัดสอบราคาในวันชี้หรือวันสืบพยานก็ได้ เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องสอบถามโจทก์จำเลย ว่าที่ดินที่พิพาทควรจะมีราคาเท่าไร ส่วนใหญ่ศาลก็ถือตามนั้นส่วนนั้นก็เป็นเรื่องระมัดระวังผลประโยชน์กัน ศาลก็ตีราคาว่าที่ดินพิพาทมีราคาตามที่ตีกัน แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ ศาลก็ถือเอาราคาประเมินของราชการที่ใช้อยู่ในขณะยื่นฟ้องเป็นหลัก อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ว่าศาลจะต้องใช้วิธีการอย่างไร ก็อย่างที่พูดมาแล้วว่าปัญหาว่าคดีใดเป็นคดีทุนทรัพย์หรือไม่เป็นเรื่องสำคัญ นอกจากการคำนวนค่าขึ้นศาล ก็เคยมีบ่อยครั้งการที่ขับไล่จำเลยออกจากอสังฯ ก็เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ก็คือสองร้อยบาท ขอให้ยกฟ้อง คดีนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่โต้เถียงกัน ซึ่งศาลชั้นต้นต้องตีความ และเรียกให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มจากอัตราร้อยละสองของราคาทุนทรัพย์
ก็มีตัวอย่าง 6258/2541
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์จำเลยให้การว่าจำเลยสร้างบ้านในที่ดินของจำเลย ต้องถือว่าเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันคำนวณเป็นราคาเงินได้ในที่ดินพิพาทตามฟ้อง การพิจารณาว่าคดีนี้จะต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องถือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งซึ่งจะต้องให้คู่ความตีราคาทรัพย์ที่พิพาทว่ามีราคาเท่าใดแต่ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ปรากฏว่าศาลทั้งสองสั่งให้คู่ความตีราคาทุนทรัพย์ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด แต่กลับวินิจฉัยคำอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสองโดยเห็นว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท จึงเป็นการดำเนินกระบวน
พิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตีราคาทุนทรัพย์ในที่ดินพิพาทและเรียกเก็บค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วน แล้วส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ก็หมายความว่าพอส่งให้ไปตีราคาทรัพย์ก็คือจะรู้เลยว่า มีทุนทรัพย์เท่าไหร่ สิทธิในการอุทธรณ์ฏีกาก็จะไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ ให้ศาลพิจรณาใหม่หรือไม่ก็จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่ถึงห้าหมื่น ศาลอุทธรณ์ก็ยกอุทธรณ์เหมือนกัน ยกตาม 224 วรรคหนึ่งไม่ใช่วรรคสอง ก็เป็นเหตุผลที่ศาลต้องยกคำพิพากษา ก็มีกรณีที่ตอนที่อาจารย์อยู่กองผู้ช่วยก็สั่งให้ศาลชั้นต้นตีราคา ว่าคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ตีราคามาก็ลืมเน้นไปให้ตีราคาในขณะยื่นคำฟ้อง เพราะเกือบสิบปีราคาก็ต่างกันเยอะ ศาลฏีกาก็ต้องจดรายงานสำนวนไปใหม่คือเมื่อปี 43 ก็เป็นเรื่องที่ต้องจำให้ดีว่าขณะยื่นคำฟ้องไม่ใช่ในการพิจารณาการพิพาทในศาลชั้นต้นการถือราคาที่เป็นทุนทรัพย์ก็คือเรื่องที่ฟ้องในศาลชั้นต้น
190 อนุสาม คือ ทรัพย์สินมีหลายข้อหา คือตามกฎหมายสี่หมื่นแก้เป็นสามแสนแล้ว ก็คือแยกเป็นกรณีโจทก์คนเดียวเรียกเอาจากจำเลยคนเดียวหลายข้อหา ก็ให้มารวมกัน
เช่นฟ้องว่า กู้เงินโจทก์ไปสามครั้ง ครั้งละสองแสนบาท อย่างนี้ก็ไม่เป็นคดีมโนสาเร่เพราะทุกข้อหารวมกันแล้วเกินสามแสน
หรือฟ้องว่าบุกรุกไปในบ้าน ตีสุนักราคาแปดหมื่น ตาย และเผาบ้านไปครึ่งหลังเสียค่าซ่อมไปสองแสนห้า ก็ต้องนำค่าเสียหายทั้งหมดมารวมกัน คดีจึงมีทุนทรัพย์สองแสนสามหมื่นก็ไม่เป็นคดีมโนสาเร่ หลักเกณฑ์เป็นการรวมทุกข้อหา เป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ว่าเป็นคดีมโนสาเร่หรือไม่ ก็ดูเป็นข้อหาไป อย่างคำพิพากษาฏีกา 2468/2527
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์รวม 13 วงแล้วผิดสัญญาไม่ชำระค่าแชร์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 136,200 บาท แต่จำนวนเงินที่ผิดสัญญาแต่ละวงนั้นไม่เกินสองหมื่นบาท ดังนี้ ทุนทรัพย์ในคดีนี้จึงแยกออกตามสัญญาเล่นแชร์แต่ละวงซึ่งไม่เกินสองหมื่นบาท จึงเป็นคดีที่ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 เมื่อเป็นคดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลย ก็เป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ จำเลยจะยกปัญหาข้อเท็จจริงนั้นขึ้นฎีกาอีกไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 การที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้หลายข้อนั้นศาลจะวินิจฉัยประเด็นข้อไหนก่อนหรือหลังก็ย่อมทำได้ตามที่เห็นสมควร หาจำต้องวินิจฉัยเรียงตามลำดับประเด็นที่ตั้งไว้ไม่ และจะนำเอาประเด็นหลาย ข้อมารวมวินิจฉัยไปพร้อมกันก็ย่อมทำได้ โดยไม่จำต้องระบุไว้ด้วยว่าได้รวมวินิจฉัยประเด็นข้อใดเข้าด้วยกัน
1216/2535 ก็เรื่องโจทก์ฟ้องมาสองข้อหา แต่เป็นข้อหาต่างกัน ฟ้องเรียกค่าเสียหายผิดสัญญากับละเมิดมาในคดีเดียวกัน
การพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด จำต้องพิจารณาคำฟ้องเป็นเกณฑ์โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาข้อหาหนึ่ง และฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดอีกข้อหาหนึ่งคำฟ้องของโจทก์จึง เป็นการเสนอข้อหา 2 ข้อหา และแยกจากกันได้ โจทก์จึงต้องเสีย ค่าขึ้นศาลทั้ง 2 ข้อหา โจทก์ทำสัญญารับจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โดยโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อและติดตั้งลิฟต์ กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ ส่งมอบลิฟต์ และติดตั้งลิฟต์ ให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว โจทก์ได้รับ เงินจากมหาวิทยาลัยในงานส่วนติดตั้งลิฟต์ แล้ว แต่ไม่ยอมจ่ายเงิน ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ร้องเรียนต่อ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยได้เรียกโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปไกล่เกลี่ยในที่สุดโจทก์ตกลงจ่ายค่าลิฟต์ ให้จำเลยที่ 1 แต่ก็ ไม่จ่ายอีก เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ร้องเรียนโจทก์ต่อมหาวิทยาลัย ดังกล่าว เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 จะกระทำได้โดยชอบ หาเป็น การละเมิดโจทก์ไม่ พยานจำเลยที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานไปนั้น จะเบิกความถึงข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นคุณแก่จำเลยอยู่แล้ว การที่ ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลยไม่ทำให้คำวินิจฉัยของศาลเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่นฎีกาของจำเลยที่ว่าศาลชั้นต้นงดสืบพยานไม่ชอบ จึงไม่ เป็นสาระอันควรวินิจฉัยศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.
ก็มองว่าอาจแยกฟ้องได้เพราะแต่ละข้อหาจำนวนเงินมันเต็มศาลชั้นต้นก็เรียกเก็บมาสี่แสนก็เรียกมาถึงฏีกาก็ตารางหนึ่งท้ายวิแพ่งไม่ได้บัญญัติว่าคดีหนึ่งเสียค่าขึ้นศาลไม่เกินสองแสนก็พิจารณาคำฟ้องเป็นเกณฑ์
สำหรับคดีที่โจทก์หลายคนฟ้องรวมกันมาเนื่องจากมีประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี
5194/2537
การตั้งผู้จัดการมรดกไว้ในพินัยกรรมก็เพื่อความสะดวกในการแบ่งทรัพย์ให้แก่ทายาทเท่านั้น หาได้มีกฎหมายห้ามทายาทตามพินัยกรรมฟ้องเรียกเอามรดกเป็นส่วนของตนไม่ โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทคนละ 78.33 ตารางวา ในคำฟ้องเดียวกันเป็นเรื่องแต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55ต้องถือทุนทรัพย์แต่ละคนแยกกัน โจทก์ทั้งห้าตั้งทุนทรัพย์รวมกันมาเป็นเงิน 833,466 บาท เท่ากับโจทก์ตั้งทุนทรัพย์คนละ 166,693.20บาท ซึ่งไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง