สรุปคำบรรยาย วิชากฎหมายซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ( ค่ำ ) ครั้งที่ 7 - 9

351 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 26, 2010, 10:03:29 PM7/26/10
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ฉันทวัธน์ วรทัต ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ชั่วโมงที่ 7 - 8  วันศุกร์ 9 กรกฏาคม 2553

            การโอนกรรมสิทธิถ้าเป็นกรณีที่เป็นอสัง คือโอนในขณะที่ทำการซื้อขาย ไม่ต้องมีการชำระราคา ไม่ได้ส่งมอบ

            เสนอขาย นาริกา นักศึกษาตระโกนมาจากข้างล่าง ก็เป็นของนักศึกษาทันที นั่นคือผลของ 458 เมื่อกรรมสิทธิไปเร็วจึงมี วิธีการประวิงการโอน ก็คือ เอาเงื่อนไข เงื่อนเวลาไปจับ

            ถาตกลงว่ายังไม่โอนจนกว่าจะส่งมอบ อันนี้ก็มีเงื่อนไขว่ายังไม่โอนนะจนกว่าจะส่งมอบ หรือ จนกว่าจะชำระราคาหมด

            เงื่อนเวลาก็เช่น กรรมสิทธิยังไม่โอนนะจนกว่าจะสิ้นเดือน

            ส่วน การประวิง ของ อสังหา ก็ทำในรูปแบบสัญญษจะซื้อจะขาย คือตกลงในวันนี้แล้วจะไปอนในสามเดือนข้างหน้า จะโอนกันได้ก็ตามสี่ห้าหก

            มันก็จะแบ่งกันอย่างนี้เราจะไม่เจอสัญญาซื้อขายที่ดิน สังหาพิเศษ ที่มีการประวิงโดยสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข เงื่อนเวลา ก็แบ่งกันอย่างนี้

            ที่จะปวดหัว ก็คือ การโอนในรถยนต์ที่กล่าวไปในคราวที่แล้ว

            ก็ให้ฏีกาไป 1687.06 ถ้าไม่อยากให้ไปเร็วก็ทำในเรื่องเงื่อนไข เงื่อนเวลา

            ในเรื่องเงื่อนเวลา ยังไม่ค่อยมี แต่ถ้าเป็นเงื่อนไข มีเยอะ ออกข้อสอบเยอะ คือ จะออกเมื่อใดก็ออกได้

            แต่อาจมีเกรงใจว่า เมื่อปีที่แล้ว สองปีที่แล้วเพิ่งจะออก แต่จะออกทุกปีก็ได้ เพราะมีคนตกเยอะ

            สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ของรถยนต์ ที่ให้หลักไปว่า ถ้าจะไม่ให้โอนไปเร็วก็ต้องทำเป็นสัญญษซื้อขายแบบมีเงื่อนไข เช่น กรรมสิทธิยังไม่โอนไป จนกว่าจะได้ชำระเงินครบถ้วน ข้อความชัดเจน หรือจะพูดไปอีกข้อความคือ รถยนต์ยังไม่โอนไปนะ จนกว่าจะชำระราคาครบ หรือ ยังไม่โอนไปนะ

            ส่วนหลักที่สามเมื่อคราวที่แล้ว เงื่อนไขที่ว่า ทะเบียนยังไม่โอนนะ จนกว่าจะชำระราคาเสร็จ จริงอยู่ฏีกาปี 06 ได้บอกว่าทะเบียนไม่ใช่เรื่องกรรมสิทธิ แต่สำหรับรถยนต์ ทะเบียนก็อิงกับกรรมสิทธิ โดยเจตนาของผู้ซื้อขาย

            ก็บอกว่า ในกรณีที่บอกว่า ผู้ซื้อต้องชำระราคาให้หมด ผู้ขายจึงโอนทะเบียนให้

            อย่างฏีกาปี 93 เมื่อสักครู่ ตกลงซื้อขายรถยนต์กันทะเบียนยังไม่โอนจนกว่าจะชำระราคาเสร็จ แต่ถ้ามีข้อเท็จจริงเพิ่มว่า จะชำระราคาเมื่อใดก็ได้ นี่คือสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด

            หลักที่ห้า คือ ยังไม่ส่งมอบรถยนต์จนกว่าจะชำระราคาเสร็จ

            การซื้อขายรถยนต์จึงมีอยู่ห้าหลัก ถ้าเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข มักมีคำว่าทะเบียน กรรมสิทธิ หรือ เป็นของ มาเกี่ยวข้อง

            ไม่ใช่สัญญาซื้อขายแบบมีเงื่อนไข

            ถ้ามีโอกาสก็มากกว่าเพื่อน เว้นแต่จะไปเช้าฏีกาปี 15

            ก็ต้องจำไว้ง่ายๆอย่างนี้ ส่วนฏีกาปี 51 แม้จะไม่ตรงตามแนว หรือคำว่ากรรมสิทธิ มีข้อความแต่ว่า ยังไม่ส่งมอบจนใช้ราคาครบ เนื่องจากศาลฏีกา บอกว่า เรื่องนี้ไม่มีเลย ก็ต้องวินิจฉัยว่า ที่ตกลงว่า ยังไม่ส่งมอบจนกว่าจะชำระราคาเสร็จหมายความว่ากรรมสิทธิ ยังไม่โอนไปจนกว่าจะชำระราคาและโอนทะเบียน ข้อเท็จจริงนี้ก็ฟังว่ายังไม่มีการโอนในทะเบียน ข้อความนี้ก็หมายถึงว่ายังไม่โอนจนกว่าผู้ซื้อจะชำระราคา ไอ้เรื่องกรรมสิทธิก็จะไปเป็นข้อสอบเรื่องซื้อขายรถยนต์ แล้วต่อไปทรัพย์สินเสียหายใครจะรับผิดชอบ ก็อยู่ในหลักว่าเจ้าของกรรมสิทธิรับภัย

            ซึ่งถ้าจะตอบจริงๆ มันจะต้องใช้มาตรา 370 วรรคหนึ่ง ถ้าใครไม่ถนัดเรื่อง ซื้อขายแต่ถนัดเรื่องกรรมสิทธิ ก็ใช้ได้เหมือนกัน

            ตรงนี้เรื่องกรรมสิทธิโอนไม่โอนจะไปเกี่ยวพันในเรื่องรอนสิทธิอีก เพราะคนที่มารอนสิทธิจะต้องเป็นเจ้าของ

            เท่ากับว่าเราถูกรอนสิทธิ ข้อสอบก็มักไปพันว่า บุคคลที่สามมีกรรมสิทธิจริงหรือไม่ ก็ไปพันว่าคนที่สามซื้อรถยนต์มาอีกต่อ กรรมสิทธิโอนกหรือยัง ถ้ายังไม่โอนคนที่สามก็มาตามจากเราไม่ได้

            เมื่อคราวที่แล้วก็ให้หลักเรื่องขอสอบเนฯเมื่อปี 44  

            1780/2543 หากผู้ซื้อไม่ยอมนำมาคืนภายในกำหนดยอมให้ริบมัดจำทันที ไม่ใช่เรื่องกรรมสิทธิ ก็ไม่ใช่เงื่อนไขเกี่ยวกับกรรมสิทธิเลย ที่จริงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดไม่มีเงื่อนไข กรรมสิทธิ หรือการคืนรถ เป็นการบังคับเมื่อผิดสัญญาขึ้นเท่านั้น

            ข้อสอบผู้ช่วยปี 50 ขายรถยนต์ ซื้อด้วยเช็ค เมื่อถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน จะเรียกให้ชำระราคาเช็คได้หรือไม่ กรรมสิทธิตกไปยัง ข หรือ ยัง การซื้อขายก็ไม่มีเงื่อนไขหรือกรรมสิทธิหรือทางทะเบียนเลย ก็เสร็จเด็ดขาด ส่วนเมื่อตกไปแล้วต้องชำระหนี้แล้วไม่ชำระก็ทวงถามได้

            ไม่ชำระก็บอกเลิกสัญญาได้ ก็คืนสู่ฐานะเดิม และที่สำคัญคือไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับกรรมสิทธิก็โอนทันที ก็อย่าให้พลาด ถ้าจับล็อคให้ดีๆ ก็มีอยู่ในคำบรรยายของ เนฯ ก็มีทุกฏีกา ทีนี้ ต่อไป เรามาพูดถึง 460 เด๋วลองดูข้อสอบเกี่ยวกับมาตรา เรื่องกรรมสิทธิ ที่เกี่ยวพันกับเรื่องรอนสิทธิ อย่างข้อสอบผู้ช่วย ปี 46

            บอกคนซื้อมีการซื้อขายช้างเพื่อใช้ลากซุง มีการจดทะเบียนกัน ยังไม่ส่งมอบ ก็ขายให้แก่ ค ก็แอบเอาไปชายแล้วส่งมอบ ก็ไปฟ้องให้รับผิดในการรอนสิทธิ ข จะฟ้อง ก ไดหรือไม่ ก็เฉลยว่า ข ก็เป็นเจ้าของกรรมสิทธ ก็ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ ไม่ใช่บุคคลที่มีสิทธิ ก็ไปฟ้องให้รับผิดเพื่อการรอนสิทธิไม่ได้

            ก็ไปพันว่าคนซื้อฟ้องคนขายได้หรือไม่ บคคลที่สามไม่มีสิทธิดีกว่า ทีนี้ มาดู เกี่ยวกับมาตราสี่ร้อยหกสิบ การซื้อขายกรรมสิทธิ เมื่อดูเพียง 458 ก็ไม่เป็นธรรม อย่างเช่นไปซื้อแตงโมมากองหนึ่ง แถวสยาม มีทหารมากระชากปืนยิง แม่ค้าวิ่งตกถนน พอสิ้นเสียง จะหนี แม่ค้างัดประมวลมาว่า กรรมสิทธิโอนแล้วจ่ายเงินมา ดูแล้ว ก็ไม่เป็นธรรม

            ก็เกิดความเป็นธรรม ก็มีอยู่สองวรรค การซื้อขายที่ไม่มีกำหนดแน่นอน จนกว่าจะ ชั่ง ตวง วัด คัด เลือก หมาย นับ หรือ ทำโดยวิธี

             460 ถ้าทรัพย์สินไม่กำหนด แน่นอน หลังจากจบชั่วโมง ก็อยากทำแกงไก่ ไปตลาดบางแค ก็เห็นแม่ค้าถือไก่ตัวอ้วน ก็ถามว่าว่าขายอย่างไร ก็ตอบว่า ร้อยยี่สิบบาท บอกตกลงซิ้อ อันนี้ก็รู้แล้ว ว่าสินค้าคืออะไร และราคาเท่าใด

            อีกอันหนึ่ง แม่ค้ามีไก่หลายตัว แม่ค้าบอกตัวละร้อยบาท เราบอกตกลงซื้อตัวหนึ่ง ก็มีสุนักวิ่งๆ คาบไก่ไปหนึ่งตัว คุณก็จ้องกับแม่ค้า แม่ค้าบอกว่าตัวนั้นแหละของแก จ่ายมาหนึ่งร้อยบาท  มันก็ไม่เป็นธรรมอย่างนี้ ก็เข้า 460 วรรคหนึ่ง บอกว่าซื้อขาย แต่ยังไม่รู้ตัวทรัพย์เข้า 460 วรรคหนึ่ง เมื่อยังไม่มีการบ่งตัวทรัพย์ กรรมสิทธิก็ตกแก่แม่ค้าอยู่ ก็ตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้อยู่ นี่คือขณะที่เกิดสัญญาซื้อขาย รู้แต่ราคาทรัพย์ แต่ยังไม่ได้บ่งตัวทรัพย์ อะทีนี้ อีกเรื่องหนึ่ง 

            แม่ค้าบอกกิโลละร้อยบาท เราบอกซื้อตัวหนึ่ง เอาตัวอ้วนสุดนี่แหละ ชี้เสร็จ สุนักตัวเดิมกลับมาคาบไก่ไป แม่ค้าบอกว่า เมื่อกี้แกยังไม่ชี้ คราวนี้แก ชี้แล้ว ตัวอย่างสุดท้ายนี้เกิดสัญญาซื้อขายแล้ว ระบุตัวไก่แล้ว ถามว่ารู้ราคาแน่นอนหรือยัง แม่ค้าบอกกิโลละร้อย ก็ยังไม่รู้ราคาแน่นอน เพราะมันต้องชั่งก่อน รู้แล้วตัวทรัพย์ ผู้ขายต้องชั่งตวงวัดหรือทำการอย่างใด เพื่อให้ทำการแน่นอน กรรมสิทธิยังไม่โอนจนกว่าจะชั่วตวงวัด ยังไม่รู้ราคาไก่แน่นอน

            นี่คือกรณีของ 460 วรรคสาม ยังไม่รู้ราคาทรัพย์ที่แน่นอน ความแตกต่าง 458 460 วรรคสอง รู้ทั้งตัวทรัพย์ และราคาทรัพย์กรรมสิทธิก็โอน ตัวอย่างที่สอง แม่ค้าบอกว่าตัวละร้อย บอกซื้อตัวหนึ่ง อันนี้รู้ราคาแน่นอนแต่ไม่รู้ตัวทรัพย์ ก็ 460 วรรคหนึ่ง

            ถามว่ารู้ตัวทรัพย์แน่นอนหรือไม่ว่าข้าวสาร

            ลอบขายเฮโรอีนก็มีการล่อซื้อ ขอซื้อสามห่อ ล้วง 69 ห่อ ตำรวจเกาหัว เป็นสัญญาณ ก็ไปฟ้องว่าค้าสำเร็จ ศาลฏีกาบอกว่าพยายามเพราะว่ายังไม่ได้คัดจากสามห่อจาก 69 ห่อ

            ท่านอาจารย์วิษณุหมายเหตุว่า สำเร็จแล้วเพราะเป็นสังหา ส่วนเรื่องกรรมสิทธิจะโอนหรือไม่เป็นผู้รับภัย

            ต่อมาก็จะเห็นฏีกาหลังๆ ว่ากรณีอย่างนี้จะไม่นำหลักกฎหมายแพ่งมาใช้เพราะตาม พรบ.ยาเสพย์ติด การจำหน่ายรวมหลายอย่าง

            5774/2534 กรมสารบัญทหาร ซื้อแบต จะใช้แต่ละทีก็ให้แดงถือใบเบิกไปเบิก ตอนหลังนายแดงไปเบิกเองแล้วเอาไปขาย 320 ลูก ก็ฟ้องเรียกค่าเสียหาย แดงได้ทนายดีสู้ประเด็นเดียว ว่า ไม่ใช่เจ้าของไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฏีกาก็บอกว่าเมื่อตกลงทำสัญญาซื้อขายกัน ในขณะที่เกิดสัญญาก็ตกลงกันแต่ราคาไม่ได้ระบุตัวทรัพย์ เพราะฉะนั้นส่วนที่เบิกไปถูกก็เป็นของกรมสารบัญทหารแต่ส่วนที่ยังไม่ได้เบิกนั้น กรรมสิทธิก็ยังไม่โอน

            ข้อสอบเนฯ แสงตกลงซื้อมะพร้าว สองพันผล ก็ประมาณผลละสิบบาทจากนายสี ตกลงกันยังไม่ชำระราคา วันรุ่งขึ้นแสงบอกจะเอาเรือมารับและชำระราคาให้สองหมื่นบาท ตกลงเสร็จก็เลือกเอาไว้ กองไว้ที่เรือ คืนนั้นพายุมาพัดมะพร้าวไปหมด

            เมื่อตกลงซื้อ รู้แต่ราคาว่า สองพันผลสองหมื่นบาท แต่ยังไม่ได้บ่งตัวทรัพย์ แต่เมื่อได้นับกองไว้ก็เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิก็โอนไปยังคนซื้อเมื่อพายุพัด ก็ตกเป็นพับแก่คนซื้อตาม 370 คนซื้อก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ส่งมอบมะพร้าว แต่คนขายให้ชำระราคาได้

            อีกเรื่องหนึ่งคือ ไปรู้ว่าทะเบียนภาษีจะขึ้นก็ไปกว้านซื้อมาสิบคัน ก็เลือกเอาไว้ชำระราคาไปครึ่งนึง แล้วจดเลขทะเบียนไว้ ก่อนครบสามวัน มีคนร้ายมาลักไปสิบเส้น ถามว่าตอนไปชำระราคานั้นจะหักราคายางได้หรือไม่ เมื่อจดเลขทะเบียนแล้วคือบ่งตัวทรัพย์แน่นอน กรรมสิทธิก็โอนเมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น เจ้าของกรรมสิทธิก็รับภัย

            ความเสียหายตกเป็นพับแก่คนซื้อ ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่ายางได้

            อย่าลืมเรื่องหลักฐานการฟ้องร้องคดีด้วยนะครับ

            คล้ายๆกับฏีกาที่เป็นข้อสอบผู้ช่วย ทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน แล้วคนขายมอบโคให้ผู้ซื้อไปแล้ว แล้วต่อมาก็จูงโคไปผูกไว้ใต้ถุนบ้าน คนขายจะฟ้องจากคนซื้อได้หรือไม่ ก็เหมือนภัยพิบัติเกิดขึ้น เมื่อเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย กรรมสิทธิก็ยังไม่โอน คนขายก็ไปเรียกค่าโคจากคนซื้อไม่ได้ อันนี้ก็เหมือนกัน

            มาดูฏีกาเกี่ยวกับวรรคสอง 833/2541 ข้อสัญญาระบุว่า น้ำมันยังเป็นของคนขายอยู่ จนกว่าจะมีการชั่งตวงวัดปริมาณน้ำมันแน่นอน เพื่อให้รู้ราคา ตาม 460 วรรคสอง

            กรรมสิทธิจึงโอนกันตาม 458 การซื้อขายเหมากรรมสิทธิก็โอนกันทันทีที่ทำการซื้อขาย ซื้อเหมาอิฐ สองเตา ประมาณ สองแสนแผ่นก็ไม่ต้องนับกันเพราะเหมา และก็ซื้อราคาแน่นอนราคาเจ็ดพันบาท นี่คือซื้อขายเหมา ซื้อทรัพย์จำนวนมากโดยรู้หน่วยแน่นอน กรรมสิทธิก็โอนในขณะทำสัญญาซื้อขายกัน แม้ตกลงซื้อไข่เป็ดทั้งลำเลย เป็นเงินสองหมื่นบาทตกลงให้บรรจุใส่กล่องด้วยเดี๊ยวจะเอากล่องมาให้บรรจุได้ครึ่งเดียว เรือล่ม ก็อย่าลืมเรื่องหลักฐานการฟ้องร้องด้วย

            ก็ซื้อขายเหมากรรมสิทธิก็โอนทันทีที่ทำสัญญากัน เจ้าของกรรมสิทธิรับภัย นายแม้นที่เป็นผู้ซื้อก็ได้กรรมสิทธิไป เราก็ต้องตอบว่าซื้อขายเหมากรรมสิทธิก็โอนแล้ว

            แต่พอจบแค่นี้ยังไม่จบนะครับ ก็ต้องไปดูเรื่องหลักฐานการฟ้องร้องด้วย

            ถามว่ามีการชำระหนี้บางส่วนหรือไม่ บรรจุไข่ไปแล้ว ครึ่งหนึ่งวางเอาไว้ส่งมอบแล้วหรือยัง ข้อสอบเฉลยว่าการบรรจุไข่ไม่ใช่การชำระหนี้บางส่วน เป็นเรื่องจ้างทำของการบรรจุไข่ก็เป็นการจ้างทำของ ก็จะมีทั้งซื้อขายและนิติกรรมสัญญาปนอยู่ในข้อเดียวกัน เมื่อเป็นซื้อขายเหมาก็ไม่ต้องนับ ถ้าจำนวนน้อยกว่าที่คาดไว้แม้จะน้อยกว่าที่คาดไว้ก็จะไม่ชำระราคาไม่ได้

            การซื้อขายผ่อนส่งไม่ได้เอาชื่อการโอนทางทะเบียนเป็นหลัก จึงไม่ใช่สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ต่อไปสัญญาจะซื้อจะขาย

            ความรับผิดเพื่อการชำรุดบกพร่องและเพื่อการรอนสิทธิ

            ทรัพย์สินที่เราซื้อจากคนขายถ้าชำรุดบกพร่องคนขายก็ต้องรับผิดเสมอ ซื้ออะไรที่ใช้การไม่ได้ อย่างคนทั่วไปใช้กัน ก็ถือว่าชำรุดบกพร่องคนขายก็ต้องรับผิด

            เสื่อมราคา เสื่อมประโยชน์ที่มุ่งใช้ปกติ เสื่อมที่ได้จากสัญญา

            อาจารย์จะไม่พูดเรื่องชำรุดบกพร่อง เพราะอยากให้ตอบภาษานักกฎหมายว่า ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง

            และเช็คตัวบทว่าต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง รู้หรือไม่รู้ก็ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง ต้องเกิดจากเสื่อมสามเสื่อม เช่น เย็นนี้ไปซื้อข้าวเหนียวมะม่วง จ้องไปจ้องมาว่าปอกมะม่วงสวย จ้องที่ก้นมะม่วงมีรอยช้ำนิดหนึ่ง ต้องเพ่งอย่างนานกว่าจะเห็น เอาไปคืนอย่างนี้คนปกติก็ไม่เห็นว่าเป็นการเสื่อมอะไร อย่างนี้ก็ไม่ใช่การเสื่อม

            อย่างเช่นประมวลกฎหมาย ขาดไปสามสิบหน้าอย่างนี้ก็ถือว่าเสื่อม

            แต่ถ้าประมวลแค่ตัดมุมไม่ขาดเพียงหน้าเดียว อย่างนี้ก็คงไม่ถือว่าเสื่อม

            อย่าลืมวรรคสองว่าคนขายจะรู้หรือไม่ก็ต้องรับผิดเสมอ การชำรุดบกพร่องนั้นจะต้องมีอยู่ก่อนหรือขณะทำสัญญาซื้อขาย

            459/2514 ซื้อแอร์ใช้ได้เพียงหกเดือน เจ๊ง ก็ไปเคลมคนขาย ศาลสืบพยานไปแล้ว ทราบว่า ใช้วันทั้งวันทั้งคืนแถมยังไปวางในมุมอัพ ศาลบอกว่าอันนี้เป็นเสื่อมจริงแต่เกิดในมือของคนซื้อเอง เพราะฉะนั้นชำรุดบกพร่องต้องมีหรือขณะในทำสัญญา

            อีกตัวอย่างซื้อรถยนต์มา เอาไปใช้เจ็ดแปดเดือน ค่อยมาบอกว่ามันเหม็น ซื้อรถในขณะรับรถสภาพดี ต่อมาอ้างว่ามีกลิ่นเหม็นผู้ขายไม่ต้องรับผิด

            1223/2545 เครื่องผลิตผงชูรส คนซื้อนั่นแหละทำโจทก์คนขายจึงไม่ต้องรับผิด ถือว่าความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นภายหลังจากการทำสัญญา

            4976/2542 อาหารไก่มีส่วนผสมของอะไรไม่รู้ปลอมปนเข้าไป ก็เลี้ยงได้ตามปรกติไม่เสื่อมราคา หรือเสื่อมประโยชน์ที่มุ่งใช้โดยปรกติ ไม่เสื่อมตามสัญญา

            ที่น่าสนใจคือ 4974/2545 คนขายที่อยู่เต๊นท์รถไม่ส่งแผ่นป้ายทะเบียนรถ และไม่ส่งสำเนาทะเบียนรถให้ อย่างนี้ คนให้เช่าซื้อก็ต้องรับผิด ศาลก็เอามาเข้ามาตรานี้ ก็ถือว่าเป็นการส่งมอบรถยนต์ที่ไม่เหมาะจะใช้ง่ายตามความมุ่งหมายโดยสัญญา

            ต้องรับผิดตามมาตรา 472 + 549

            เช่าซื้อเนฯไม่ได้ออกมานานแล้วนะครับ สัญญาลิสซิ่งเป็นเช่าทรัพย์อย่างหนึ่งต้องเอาสัญญาเช่าทรัพย์มาใช้

            4974/2545 ต่อไปมีฏีกาที่น่าสนใจ 9653/2539 กระดาษความหนาจะไม่เท่ากัน เรื่องนี้คนซื้อตกลงซื้อกระดาษ 750 แกรม คนขายส่ง 250 แกรม ศาลบอกไม่ชำรุดบกพร่อง แต่เป็นเรื่องชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์แห่งมูลหนี้

            ส่งมอบนุ่นผิดชนิด ก็ไม่บกพร่อง ก็ใช้ยัดหมอนนอนได้ ไม่เปียก เป็นชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์

            ข้อสอบผู้ช่วย นายเอสั่งซื้อเครื่องหวาย อยู่ที่โตเกียว จาก นาย ข ที่กรุงเทพ พอไปแล้วนาย ข ไม่ได้อาบน้ำยากันปลวกไปให้ ก็เป็นเรื่องชำรุดบกพร่องก็คือคนซื้อสามารถใช้ 387 บอกเลิกสัญญาได้

            ชำรุดบกพร่อง บอกเลิกสัญญาได้ และค่าเสียหาย เมื่อบอกเลิกสัญญาก็กลับคืนสู่ฐานะเดิม เรียกราคาเครื่องเรือนยี่สิบชุดได้ ต่อไปก็มาถึงค่าเสียหาย คือค่าขนส่งจากกรุงเทพถึงโตเกียวได้หรือไม่

            ข้อสอบก็บอกว่าค่าเสียหายที่พูดนี้ เป็นค่าเสียหายอันเกิดจากพฤติการณ์พิเศษอันควรคาดเห็นเรียกได้

            ค่าเสียหายที่ไม่ควรคาดเห็น เช่น ค่าที่ส่งของให้ห้างโตคิวไม่ทัน

            ก็ทราบแล้วว่าความชำรุดบกพร่องก็เกิดจากความเสื่อมสามเสื่อม เช่นไปซื้อรถ เต๊นท์มือสอง ถูกกว่าที่อื่น พอไปลองสต๊าท ต้องสองครั้งถึงจะติด ก็เป็นอย่างนี้เป็นประจำ พอแปดวันก็ไม่ติดแล้ว เอาไปซ่อมที่อู่ก็ต้องซ่อมประมาณห้าหมื่น ก็เรียกให้รับผิดไม่ได้ เพราะว่ารู้อยู่แล้วในขณะทำการซื้อขาย

            ทรัพย์สินจากการขายทอดตลาด ก็คือได้ลองให้ตรวจดูแล้วเสนอราคาสู้กัน ก็เมื่อคุณเป็นคนเสนอราคาให้มันสมกัน เองคุณจะไปเรียกให้รับผิดได้อย่างไร

            พม่าซื้อกระป๋องบรรจุปลาซาดีนจากเมืองไทย ตรวจสองกระป๋องแล้วโอเค รับเอาไว้ ปรากฎว่ากระป๋องเป็นสนิม เสื่อมประโยชน์ที่มุ่งใช้โดยปกติ คนขายก็ต่อสู้ว่ารับทรัพย์โดยไม่อิดเอือน ศาลบอกว่า ไม่ใช่ ความชำรุดบกพร่องไม่เห็นประจักษ์ มันต้องสององค์ประกอบว่า ความชำรุดบกพร่องนั้นเห็นประจักษ์และ รับเอาไว้ไม่อิดเอื้อน

            ต่อไปรับซื้อบ้านจัดสรร ผนังบางส่วนที่มีรอยแตกร้าว ส่วนที่เป็นพื้นวงกลบที่เป็นอลูมิเนียมกับซีเมนต์ ฝนรั่วตามรอยตะเข็บ ก็ฟ้องให้รับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง ก็รับทรัพย์ไว้โดยไม่อิดเอื้อน ศาลบอกว่าไม่ใช่ เพราะรับบ้านหน้าร้อนมันไม่เห็น ค่อยเห็นเมื่อฝนตกสาดเข้ามา

            5584/2544 ก็เป็นข้อสอบเยอะเหมือนกัน มีข้อสอบออกมาเรื่องจ้างทำของ ถ้าไปเอารถไปซ่อมแล้วเบรกไม่ดี พอคนซ่อมซ่อมเสร็จออกมาก็เบรกไม่อยู่ไปชนรถคันอื่นเสียหาย

            ออกมาหลายคนยกธงขาว เลยจ้างทำของจำไม่ได้เลย ในขณะที่อีกคนเหมือนกัน จ้างทำของไม่เคยดู เอาซื้อขายมาตอบเป็นกรณีที่ทรัพย์นั้นเสื่อมมุ่งใช้โดยปกติ คนที่ตอบได้คะแนนเต็ม มาตรา 595 ถ้าจ้างทำของผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระ ให้นำเรื่องซื้อขายไปตอบ

            519/2545 ก็เป็นเรื่องจ้างทำของเหมือนกัน ก็เดาๆไป เอาอะไรที่ใกล้เคียงไปตอบก็ไม่พ้นกัน

            มาตรา 475 ความรับผิดในการรอนสิทธิเป็นเรื่องผู้ซื้อผู้ขาย และมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

            อันนี้ก็เข้าพันสามร้อยสามนะครับ บุคคลหลายคนเรียกเอาอสังหาริมทรัพย์เดียวกัน บุคคลนั้นมีสิทธิยิ่งกว่าบุคคลอื่นแต่ต้องได้ทรัพย์โดยมีค่าตอบแทน การที่ทำให้แหวนเพชรวงเนี้ย ก็ฟ้องให้คนขายรับผิดตามมาตรา 475 ที่เป็นรอนสิทธินี้ก็เข้า 479 เลยนะครับ ให้ถือว่าทรัพย์สินที่ซื้อขายไปหลุดไปจากผู้ซื้อทั้งหมด ผู้ขายต้องรับผิด ข้อสอบช่วงหลังต้องตอบสองมาตราจึงได้คะแนนดี

            รู้อยู่แล้วพอซื้อปั๊ปวันรุ่งขึ้นมาเลยเจ้าของที่แท้จริง จะไปฟ้องให้รับผิดเพื่อการรอนสิทธิไม่ได้ 479 ก็ไปเขียนไว้ในตอนท้าย คือผู้ขายจะรับผิดเมื่อผู้ซื้อหาได้รู้ไม่ 479 จะเขียนไว้เลย ในตอนท้าย ถ้ารู้อยู่แล้วยังซื้ออีก มี 2008/2540 ผู้ขายขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบอกว่าไม่รวมเครื่องจักรเครื่องกล

            ก็มีฏีกา 2106/2535 สามีภริยาคู่หนึ่งเอาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ไปซื้อรถยนต์ใส่ชื่อสามี ต่อมาเจ้าของแท้จริงมาติดตามไป ก็เป็นรอนสิทธิเรื่องนี้ภริยามาฟ้อง คนขายให้รับผิดฐานรอนสิทธิภริยาจะฟ้องได้หรือไม่

            บุคคลที่ซื้อทรัพย์ตาม 1332 ฟ้องให้รับผิดเพื่อการรอนสิทธิได้หรือไม่ ต่อมาห้าแสนบาท แล้วเจ้าของที่แท้จริงมาตามไป

            2845/2548 คล้ายๆเรื่องวัดสวนแก้ว คือพระพยอมท่านไปซื้อที่ดินหน้าวัดจากนางแดง เจ้าของที่แท้จริงไปต่างประเทศ นางแดงก็ดูแลให้ ตอนหลังนาย ก หายไปนาน ก็เลยไปขอศาลว่าได้ครอบครองปรปักษ์ ศาลก็เอาคำร้องไปปิดหน้าบ้าน ก็ไต่สวนไปฝ่ายเดียว ก็ออกโฉนด นางแดงก็เอาที่ดินไปขายให้วัดสวนแก้ว ตอนหลังเจ้าของที่ดินกลับมา ก็ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลก็ไต่สวนว่าไม่ได้ครอบครองปรปักษ์ก็ให้คืนสู่เจ้าของที่แท้จริง ก็ต้องไปฟ้องนางแดงในเรื่องรอนสิทธิ

            928/2530 เรื่องนี้ก็ยิ่งน่าเห็นใจใหญ่เลย นาย ก เป็นเจ้าของที่ดิน มอบหมายให้ นายดำเอาที่ดินไปขาย นายดำก็เอาหนังสือมอบอำนาจไปบอกขายให้ ข นาย ข โทรศัพท์ไปเช็คก็จริงมอบอำนาจให้ไปขาย นายดำก็ไปโอนให้ ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนเสร็จ นาย ข ไปอยู่สี่ห้าปี ก็มีคำพิพากษาของศาลบอกให้ที่ดินตกเป็นของ นาย ค ทายาทนาย ก เกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับ คือ นาย ก มันตาย ก่อนที่จะโอนกันนั่นเอง ซวยจริงๆนะครับ นาย ข ซื้อไปก็ใช้ไม่ได้ ก็กลับคืนไปก็ต้องหวนไปฟ้องคนขายให้รับผิดเพื่อการรอนสิทธิ

ชั่วโมงที่ 9  วันพฤหัสบดี 9 กรกฏาคม 2553

            เมื่อคราวที่แล้วเราเรียนเรื่องชำรุดบกพร่องและการรอนสิทธิ ติดค้างอยู่ในข้อสัญญาว่าจะไม่รับผิด ทบทวนความชำรุดบกพร่อง ตามกฎหมายเกิดจากสามเสื่อมคือหนึ่งซื้อแล้วมันเสื่อมราคา ส่วนความเหมาะสมที่มุ่งจะใช้โดยปกติ แล้วมันใช้ไม่ได้อย่างที่คนอื่นจะใช้กัน ส่วนเสื่อมอันที่สามคือ เสื่อมความเหมาะสมตามสัญญา ทั้งนี้ หลักความชำรุดบกพร่องต้องมีก่อนหรือขณะทำสัญญา

            ที่วรรคสอง ความชำรุดบกพร่องที่ต้องรับผิดนั้นผู้ขายจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้เพราะวรรคสองบัญญัติว่าผู้ขายต้องรับผิดทั้งที่ไม่รู้ถึงความชำรุดบกพร่อง อย่าลืมว่าต้องเช็คเรื่องข้อยกเว้นด้วย ถ้าพิสูจน์ได้ว่า

            ผู้ซื้อรู้อยู่แล้ว หรือ ควรจะรู้หากใช้ความระมัดระวังเช่นวิญญูชน

            หรือ ความชำรุดบกพร่อง เห็นประจักษ์และรับทรัพย์นั้นไว้โดยไม่อิดเอื้อน

            ที่จะต้องระวังก็คือแม้จะรับไว้โดยไม่อิดเอื้อน หรือ ต้องเห็นโดยประจักษ์แล้ว ถ้ารับไว้โดยไม่อิดเอื้อนแต่ขณะรับไว้ยังไม่เห็นประจักษ์  ก็ไม่เข้าองค์ประกอบนี้ ก็ไม่เข้าข้อยกเว้น

            ถ้าทรัพย์สินนั้นขายทอดตลาดต้องถือว่าต้องตรวจดูตามสภาพ ก็จะให้ดูตัวอย่างน่ากลัวมากข้อนี้

            ต่อไปความรับผิดในการรอนสิทธินอกจากผู้ซื้อผู้ขายแล้วยังมี ผู้อื่นมาเกี่ยวข้องอีก นอกจากมีผู้ซื้อผู้ขายแล้วยังมีบุคคลอื่นที่มีสิทธิดีกว่าตาม 475 มีอยู่สองกรณีเพราะมีสิทธิเหนือทรัพย์สินในการซื้อขาย เช่นไปซื้อรถยนต์จากเพื่อน นี่คือบุคคลที่สาม ในขณะที่ซื้อจากเพื่อนเพื่อนไม่มีสิทธิ ผู้รับโอนก็ไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

            ก็เป็นกรณีแรกมีบุคคลที่สามมารบกวนขัดสิทธิอีกกรณีหนึ่งเพราะความผิดของผู้ขาย อย่างเช่นยกตัวอย่างซื้ออสังฯ คือแหวนเพชรฝากคนขายไว้เดี๊ยวจะมาเอา ขายให้แก่บุคคลที่มาที่หลังเรื่องอย่างนี้ขณะที่เราซื้อนั้นบุคคลที่สามไม่มีสิทธิอะไร พอฝากไว้แล้วคนขายพลาด บุคคลนั้นก็ได้กรรมสิทธิไปตาม 1303 เพราะในขณะที่ซื้อขายไป ไม่มีสิทธิอะไรเหนือทรัพย์สิน นี่คือความแตกต่าง 475

            เมื่อเราได้คำตอบตรงนี้ก็ต้องดูข้อยกเว้นอยู่ ข้อยกเว้นก็มีอยู่ 476 ผู้ขายไม่ต้องรับผิดเช่นขายรถให้เรา ถ้าขายให้ถูกๆก็รู้อยู่แล้วในเวลาซื้อขาย เช่นนี้ เจ้าของที่แท้จริงติดตามเอาคืนไม่ได้ถือว่ารู้อยู่แล้ว ในขณะเดียวกัน 479 ก็เหมือน 476 เลยแต่ไปบัญญัติไว้ในตอนท้าย ข้อยกเว้นก็มีเหมือนกัน เมื่อเป็นชำรุดบกพร่องก็ดู เกี่ยวกับชำรุดบกพร่องและการรอนสิทธิก็ต้องดูเกี่ยวกับข้อสัญญาที่ไม่ต้องรับผิด ก็ให้ตกลงกันได้ ผู้ขายจะไม่รับเพื่อการรอนสิทธิเช่น โทรศัพท์มือถือ ที่มาบุญคลอง ก็เป็นแหล่งการซื้อขายมือถือมือสองที่ใหญ่ที่สุด

            ทีนี้ข้อสัญญาที่จะไม่ต้องรับผิดกฎหมายหมายความว่าถ้าเกิดแม้เป็นข้อสัญญาแต่ทรัพย์นั้นชำรุดบกพร่องขึ้นมา อย่างซื้อโทรศัพท์มือถือมาสามพัน แม้ตกลงว่าไม่ต้องรับผิดเพื่อการรอนสิทธิ ตกเย็นมีคนมาตามคืน ก็ไม่ต้องรับผิดในส่วนความเสียหาย แต่ก็ยังต้องชำระคืนราคาอยู่ดี เว้นแต่จะได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น

            ก็เป็นข้อสอบเก่า แต่ เก๋ามากนะครับ ก ซื้อรถสองคันมาจากการขายทอดตลาด ข โดยสุจริต มีข้อสัญญาว่าไม่ต้องรับผิดในชำรุดบกพร่องหรือรอนสิทธิ โดย ก ทราบอยู่แล้วว่า คานเดาะ และ อีกคันรู้ว่าไม่ใช่เจ้าของจากการขายทอดตลาด ต่อมาอีกสองวัน รถคันที่หนึ่งคานหักลงมา ทำให้คนซื้อได้รับบาดเจ็บ ส่วนคันที่สองก็ถูกเจ้าของที่แท้จริงเอาไปโดยชำระราคาที่ซื้อ

            คนซื้อจะฟ้องได้หรือไม่ เรื่องคานเดาะ ทับหัวคนซื้อแตกได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นเรื่องชำรุดบกพร้องแน่นอน แต่มีข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิด เพราะว่าคนขายบอกไม่ต้องขอรับผิดปกติแล้วมาตรา 485 บอกคนขายรู้อยู่แล้วไม่อาจคุ้มผู้ขาย โดยปกติแล้วคนขายจะอ้างไม่ได้เลย แต่เรื่องนี้คนขาย เหมือนทำท่าจะแย่แล้ว แต่ว่า คนขายไม่ต้องรับผิดหรอกเพราะเรื่องนี้ทรัพย์สินได้มาจากการขายทอดตลาด คนขายไม่ต้องรับผิด

            ทีนี้ข้อสอบเนฯก็เอาเรื่องเช่าทรัพย์ไปออก เรื่องชำรุดบกพร่อง

            เรื่องเมื่อสักครู่นั้นในเรื่องรอนสิทธิ ข้อเท็จจริงเขียนไว้ด้วยว่าคนที่มาติดตามเอาไปชำระราคาด้วย แม้ชำระราคาแล้วความเสียหายยังมีอยู่ก็ฟ้องคนขายให้รับผิดได้

            ซื้อรถหลังคารั่ว น้ำฝนไหลลงมาทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ก็มีหนังสือบอกกล่าวให้รับผิดในความเสียหาย ก็ต่อสู้ว่าซื้อต่อมาเหมือนกัน ไม่รู้ว่ารถเสียหาย

            รู้หรือไม่รู้ก็ต้องรับผิดอยู่ดี

            คนซื้อบอกว่ามีเจ้าของที่แท้จริงเอาไปไม่เข้าข้อยกเว้นก็ผู้ซื้อรู้อยู่แล้วก็ตรงตามตัวบทเหมือนกัน ข้อสอบยังเฉลยว่าที่ดินหลุดไปเพราะการรอนสิทธิก็ต้องชำระราคาตาม 475 และ 479

            ขายฝากมีแค่สิบสองมาตรา โอกาสที่จะออกก็มีเยอะดู 491

            ก็เหมือนซื้อขายธรรมดาแต่ที่แตกต่างก็คือโดยมีข้อตกลงว่าผู้ขายอาจไถ่คืนทรัพย์นั้นได้ มีข้อตกลงคล้ายๆกับคำมั่นของคนซื้อฝากว่าจะขายคืนให้ ก็ไถ่ก็ได้ไม่ไถ่ก็ได้ ผูกมัดคนที่ซื้อฝากว่าจะต้องมาไถ่ในกำหนดก็มีความแปลกกว่าซื้อขายธรรมดาตรงมาไถ่นี่แหละ

            ขายฝากปากกากำหนดไถ่ในหนึ่งปี ถ้าหนึ่งปีผ่านไป จะเป็นอย่างไร ขายฝากก็เป็นซื้อขายธรรมดาเมื่อขายฝากปากกาก็เป็นสังหาฯ โอนทันทีที่ทำการซื้อขายเมื่อไม่ไถ่คืนภายในหนึ่งปี ศาลฏีกาใช้คำว่ากรรมสิทธิก็ตกลงไปโดยเด็ดขาด

            โดยเด็ดขาด เมื่อกรรมสิทธิมาแล้วก็ถามต่อไป ขายฝากหนึ่งปี พรุ่งนี้ขายต่อได้หรือไม่ ก็ได้สิก็เราเป็นเจ้ากรรมสิทธิมีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอน

            จะตกลงกันไม่ให้ขายต่อก็ได้

            กรณีอสังฯไถ่คืนได้หรือไม่ได้ ถ้าเป็นสังหาจะตามไปไถ่จากคนที่ซื้อทรัพย์สินก็ต่อเมื่อผู้รับโอนได้รับรู้อยู่ในเวลาโอนว่ารู้หรือไม่ ว่ามีสิทธิไถ่ได้ ถ้ารู้ก็ตามไปไถ่ได้ แต่ถ้าไม่รู้ ก็ตามไปไถ่ไม่ได้ อันนี้ก็ต้องดูดีๆ

            ถ้าเปลี่ยนจากปากกาเป็นอสังฯ คำตอบจะเปลี่ยนเป็นไถ่ได้ตลอดเลย

            และเมื่อขายต่อไปแล้วตามไปไถ่ได้หรือไม่ ก็ต้องดูว่ารู้หรือไม่รู้ในขณะโอน ขายฝากเป็นสัญญาซื้อขายประเภทหนึ่ง ก็นำบทบัญญัติในเรื่องซื้อขายมาใช้ทุกอย่าง

            ก็มีที่ดินแปลงที่เป็นสิ่งปลูกสร้างจะไม่พูดถึงบ้านอย่างที่เคยบอกว่า บ้านศาลฏีกามักมองว่าเป็นส่วนควบ กรณีนี้ก็เหมือนกัน ไม่ระบุว่าขายบ้านพิพาทด้วย แต่บ้านพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิของคนซื้อทันที โดยผลของกฎหมาย ก็ถือว่าสัญญาขายฝากดังกล่าวเป็นสัญญาขายบ้านพิพาทด้วย เรื่องการขายฝากเฉพาะเรือน เคยพูดแล้วว่ามีที่ดินละเรือนไทยในอยุธยา ก็ขายฝากเฉพาะเรือน ถามว่าการขายฝากเฉพาะเรือนต้องจดทะเบียนหรือไม่ เพราะถ้าไม่ไถ่ไป ก็รื้อเรือนไป

            ศาลมองว่าเป็นการขายฝากอสังฯ เพราะเรือนยังต้องเป็นอสังฯอยู่จนถึงตอนที่ไม่มาไถ่ไป

            7888/2497

            เรื่องหลักฐานการฟ้องร้องก็เหมือนกันนะครับ

            มีข้อตกลงเป็นการทำสัญญาซื้อขายซึ่งการตกลงเป็นของผู้ซื้อทันที มาดูผลที่กรรมสิทธิตกเป็นของผู้ซื้อก็มีการจำหน่ายจ่ายโอนไปได้ อย่างเช่นขายฝากรถยนต์ให้ แต่รถยนต์ยังไม่ส่งมอบก็ขายต่อให้เพื่อน เพื่อนก็ไม่ได้กรรมสิทธิเพราะว่าเราไม่มีกรรมสิทธิแล้ว

            ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ก็มีข้อยกเว้นเยอะนะครับ

            ข้อต่อไปก็อาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ก็แล้วแต่นักศึกษาจะไถ่คืนหรือไม่ไถ่คืนก็มีคำพิพากษาฏีการะบุเสมอว่าในฝ่ายผู้รับซื้อฝากไม่อยาก รับซื้อเอาไว้ก็กลัวอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นที่ดินที่ไม่มีคนซื้อ

            ก็มีอีกฏีกาก็ทำสัญญาขายฝาก แล้วก็ทำสัญญาจะซื้อจะขายด้วย กลัวไม่มาไถ่ก็ทำสัญญาจะซื้อจะขายวันเดียวกัน

            1802/2520 ก็ใช้ได้ข้อสัญญาทำสัญญาจะซื้อที่ดินตามฏีกานี้ก็ปรากฎว่าได้เขียนข้อสัญญาว่าถ้าไม่ซื้อคืน ยอมให้โจทก์ขายที่ดินแก่ผู้อื่นได้เงินเท่าไหร่รับใช้เงินที่ยังขาด

            595/2486 สังเกตคำว่ายอม ขายฝากก็เหมือนคำมั่นเหมือนกัน นี่เป็นสัญญาขายฝาก ไม่จำเป็นต้องใช้คำว่าไถ่

            ข้อสำคัญที่ต้องจำ ข้อตกลงที่จะให้ไถ่คืนได้ต้องเกิดในขณะทำสัญญาซื้อขาย เช่น ถ้ามีหนี้สินแล้วมีปากกามาขาย พอมาคิดอีกทีไม่น่าขายเลย ก็เลยมาตกลงใหม่ว่าถ้ามีเงินเมื่อใดขอมาไถ่คืนนะครับ มองว่าอันนี้ไม่ใช่ขายฝากแต่เป็นนิติกรรมสองตอน แค่ยี่สิบวินาที นิติกรรมตอนสองเป็นคำมั่นว่าจะขายปากกาคืนให้

            นี่ก็เป็นตัวอย่างว่าถ้าเจอคำว่าไถ่ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นขายฝาก ทำหนังสือยอมให้ผู้ซื้อใช้สิทธิคืนได้นิติกรรมตอนหลังเป็นคำมั่นว่าจะขาย ถ้าจะขายฝากที่ดินให้กับผล จะมาไถ่คืนภายในหนึ่งปี ว่าแล้วก็ไปจดทะเบียนแต่ไม่ได้บอกเรื่องไถ่คืน ตกลงกันด้วยวาจาในที่สุดขึ้นไปที่สำนักงานที่ดินพอตอนหลังมาขอไถ่คืนก็ฟ้องกันไปศาลฏีกาก็ตัดสินว่า จดทะเบียนตกลงกันด้วยปาก ข้อตกลงด้วยปากเป็นโมฆะ ใช้ไม่ได้ ต้องจดทะเบียนลงไปด้วย

            170/2491  ต้นฉบับของศาลฏีกาใช้คำว่า ข้อตกลงย่อมสูญเปล่าไม่มีผลอันจะพึงบังคับต่อกันได้

            คำว่ายอมนี่คือคำมั่นแน่นอน นี่คือหลักในเรื่องถ้ามีข้อตกลงให้ผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นได้ ข้อตกลงต้องเกิดในขณะทำการซื้อขาย หลักเกณฑ์ข้อที่สาม มีข้อตกลงให้มีการไถ่ทรัพย์สินนั้นคืน

            ตกลงกัน กำหนดไถ่ต้องอย่าให้พ้นเกินเจ็ดปี

            ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ กำหนดสามปีนับแต่ทำการซื้อขาย แล้วอะไรครับที่อสังหาสิบ สังหาห้า ก็เป็นเรื่องครอบครองปรปักษ์

            ถ้าเกินกว่านั้น ให้ลดลงมาให้เหลือ สามปี หรือ สิบปี ก็ไม่เสียไปทั้งหมดนะครับ เพียงแต่ก็ให้ลดลงมา ถ้าไม่ได้เขียนไว้เลยส่วนใหญ่ก็ให้ไถ่ได้ภายในสิบปี หรือ สามปี

            ทีนี้พูดถึงกำหนดเวลาไถ่ขยายได้หรือไม่ แต่เดิมกำหนดว่าถ้ามีกำหนดไถ่สามปีหรือสิบปี ยังไม่เต็มก็ขยายได้แต่กำหนดเวลาทั้งหมดไม่ให้เกินสิบปีหรือสามปีตามประเภททรัพย์

            ก็รวมกันเป็นสองปี แต่ถ้ามาขอขยายอีก พอรวมกันเกินสิบปี หรือสามปี ก็ให้ลดลงมา

            การขยายกำหนดระยะเวลาไถ่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ อย่างเช่นถ้าขายฝากรถยนต์กำหนดไถ่ภายในหนึ่งปี ก็มาขอขยายก็ได้ หรือเป็นขายฝากปากกาด้ามละสองร้อยบาทก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือใช้ได้กับการซื้อขายทรัพย์สินทุกราคาทุกประเภทก็เคยมีตำราบางเล่มออกใหม่ๆว่าต้องเป็นการขยายใช้เฉพาะสังหาริมทรัพย์ที่มีราคามากกว่าสองหมื่นขึ้นไป แต่ถ้าเป็นทรัพย์สินที่การซื้อขายต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนแล้ว ฟังดูก็ งง เช่นถ้าขายฝากปากกาแล้วมาขอขยายเวลาจากผม ถ้าตกลงด้วยปากเปล่าแล้วพรุ่งนี้มีเงินมาไถ่ ไถ่ไม่ได้นะครับ เพราะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ก็เหมือนกับเรื่อง หลักฐาน

            ลำพังไอ้หนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ก็ใช้ยันกับผมได้คนเดียว

            ก็มาเข้าการขยายกำหนดระยะเวลาไถ่ห้ามมิให้ยกการขยายเวลาเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้ค่าตอบแทนมาโดยสุจริต เว้นแต่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือจดทะเบียนหรือจดแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

            นี่คือง่ายๆ ก็เข้าใจตัวบทมากขึ้น ตัวบทนี้ก็เคยออกสอบแล้วนะครับ เมื่อปี 2548 ออกมาว่าขายฝากแล้วครบกำหนดไถ่แล้วไปขอเลื่อนกำหนดไถ่ถามว่าทำได้หรือไม่ ก็ต้องตอบว่าการที่ขอเลื่อนกำหนดไถ่ แล้วลงชื่อไว้เป็นการขยายกำหนดเวลาไถ่ที่มีการลงลายมือชื่อไว้ จึงบังคับได้ไม่เป็นโมฆะ

            มีประเด็นอื่นๆอีกนะครับ ก็อย่าไปจำฏีกาเก่าที่ว่าเป็นโมฆะขยายไม่ได้ เพราะมีการแก้ไขแล้ว

            ข้อสอบเมื่อสักครู่แค่วรรคสองตอนหนึ่งเท่านั้น แต่วรรคสองตอนท้ายเลยเสนอแล้วเลือกแล้วเพียงแค่ตอนนั้นยังใหม่เกินไปเท่านั้น

            ขายฝากต้องระวังมากเพราะในเรื่องแก้ตัวบทใช้ไม่ได้หมดเลยนะครับ

            ถ้าขายฝากไว้ห้าปี จะครบกำหนดไว้ในสี่ห้าเดือนข้างหน้า กำหนดว่าอย่าไถ่เลยจะให้เงินเพิ่มอีกสามล้านทำได้หรือไม่

            861/2515

            ถือว่าสละสิทธิแล้วเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ไม่มีแบบของนิติกรรม

            มาดูอีกฏีกา 1094/2495

            เรื่องเยอะมากเกี่ยวกับการขายฝากเช่นกำหนดไถ่ในสิบปี ถามว่าทายาทจะต้องมาไถ่ภายในหนึ่งปีนับแต่ เจ้ามรดกตายหรือไม่ ศาลฏีกาบอกว่าไม่เกี่ยวกับ ให้ยึดหลักระยะเวลาการไถ่เดิม อย่าไปอายุความเรื่องอื่นมาจับ

            ขยายต้องหมายถึงยอมให้ไถ่เวลาเพิ่ม

            ก็ต้องดูว่าข้อความ มีลักษณะเป็นอย่างใด ให้เงินค่าไถ่ถอนที่ยอมให้คืนที่ให้ ถามว่าคืออะไรก็ต้องกลับไปดูว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่

            ตัวอย่าง พ้นกำหนดขายฝากก็ไม่ใช่เรื่องขายฝากแล้วก็เป็นนิติกรรมอย่างอื่น

            ถ้าไม่มีการเขียนว่าจะไถ่ได้เป็นราคาเท่าใด ก็ให้ไถ่เท่าที่ขาย สินไถ่สูงเท่าใดก็ได้เพราะมันไม่ใช่ดอกเบี้ย

            แต่แก้แล้วนะครับ สินไถ่ถ้าไม่กำหนดไว้ก็ให้ไถ่ในเวลาขายฝาก แก้แล้วนะครับ คือถ้ากำหนดสินไถ่ห้ามไม่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนเกินกว่าร้อยละสิบห้า ถ้ากำหนดไว้เกินก็ให้ไถ่แท้จริง สังเกตคำว่าราคาขายฝากที่แท้จริงนะครับ

            การใช้สิทธิไถ่มีแบบ ข้อสำคัญคือต้องมีเงินมาชำระหนี้ มีอีกกรณีคือ ผู้รับซื้อฝากรับไว้ถูก เวลารับไว้แล้วก็จะไปวิ่งหนีแล้ว

            รับซื้อฝากขายต่อยังได้เลย แต่ว่าถ้ายังไม่ขายต้องดูแลให้ ถ้าทำให้เสียหายผู้ซื้อต้องรับผิดชำระค่าทดแทน  

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages