++ สรุปย่อ//และวิเคราะห์หลัก ป.วิ.อาญา เรื่องผู้มีอำนาจจัดการแทนเีสียหาย (มาตรา 5)//(เหมาะสำหรับอ่านทบทวนก่อนสอบ)++

10,000 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Jan 11, 2014, 8:42:25 PM1/11/14
to law...@googlegroups.com


ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย (มาตรา 5) 


ตามมาตรา  5(1)   ให้ผู้แทนโดยชอบธรรม มีอำนาจจัดการแทนผู้เยาว์ในความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์   แสดงว่าผู้เยาว์จะฟ้องคดีเองไม่ได้  แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก็ตาม  (ฎ. 563/17, 631/38)

- ***  การที่ผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยมิได้ให้ผู้แทนโดยชอบธรรมจัดการแทน เป็นข้อบกพร่องเรื่องความสามารถตาม ป.วิ.พ. มาตรา  56   ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา  6,15  ซึ่งศาลต้องสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องตาม ป.วิ.พ.มาตรา  56 วรรคสี่  เสียก่อน จะยกคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในทันทีไม่ได้ (ฎ. 6475/37)  อย่างไรก็ตามถ้าขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมอายุกว่า  20 ปี  บรรลุนิติภาวะแล้ว   จึงไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องเรื่องความสามารถของโจทก์ร่วมอีก  

- แต่ในเรื่องการร้องทุกข์  ผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้ โดยไม่ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมจัดการแทน (ฎ. 214/94, 1641/14)

- ในกรณีที่ผู้เยาว์ร้องทุกข์ในความผิดต่อส่วนตัวไว้แล้ว  ผู้แทนโดยชอบธรรมจะถอนคำร้องทุกข์ให้ขัดกับความประสงค์ของผู้เยาว์ไม่ได้ (ฎ. 214/94 ป.)

- ** ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ตามมาตรา  5 (1) ได้แก่  บิดามารดา   ผู้ปกครอง   ในกรณีที่เป็นบิดาจะต้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ด้วย จึงจะถือว่าเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม   ไม่ถือตามสายโลหิต (ฎ. 2882/27, 6306/45)

- ** แต่สำหรับความหมายของบุพการีตามมาตรา  5(2)  และ ผู้สืบสันดานนั้น ถือตามความเป็นจริง (ฎ. 1384/16 ป.)  ส่วน สามี ภริยาก็ต้องชอบด้วยกฎหมาย ด้วย (ฎ. 1056-03) 

- * เมื่อผู้เสียหายที่แท้จริงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย  ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน  สามีภริยา ก็ไม่มีอำนาจจัดการแทนได้เช่นกัน  (ฎ. 7128/47, 4526/46)

-ในกรณีที่บิดาฟ้องคดีแทนบุตรซึ่งถูกทำร้ายถึงแก่ความตาย ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล บิดาตายอีก ดังนี้ บุตรของบิดา(พี่ชายผู้ตาย) จะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไป ตามมาตรา  29 ไม่ได้ (ฎ. 2331/21)

- การจัดการตามมาตรา  5(2) นั้นจะต้องยืนยันว่าผู้ตายตายไปแล้ว หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้  (ฏ. 1734-5/23)

- ความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตาย หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้  ที่ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานจะจัดการแทนได้นั้น บาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ความตาย หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ต้องเกิดจากการกระทำของจำเลยด้วย  (ฎ. 3879/46)

- ตามมาตรา  5(3)  ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆของนิติบุคคลมีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลในความผิดอาญาที่กระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น  แต่ถ้าผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลกระทำผิดต่อนิติบุคคลนั้นเสียเอง ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนที่ได้รับความเสียหายมีอำนาจฟ้องผู้จัดการหรือผู้แทนได้ (ฎ. 115/35, 1352/44)

- *** สิทธิในการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินไม่ตกทอดไปยังทายาท  ทายาทจึงไม่มีสิทธิดำเนินคดีอาญาในความผิดที่เจ้ามรดกเป็นผู้เสียหาย  (ฎ.3395/25, 2219/21)  แต่ถ้าเจ้ามรดกได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดแล้ว ต่อมาเจ้ามรดกตาย ทายาทมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้ (ฎ. 206/88, 11/18)

- สำหรับในความผิดฐานหมิ่นประมาท มีบทบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษตาม ป.อ. มาตรา  333  วรรคสองว่า ถ้าผู้เสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาทตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา  คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้  และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย  แสดงว่าเฉพาะในความผิดฐานหมิ่นประมาทนี้ แม้ผู้เสียหายจะตายไปแล้ว บุคคลตามที่ระบุไว้ก็มีอำนาจไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำได้

- การฟ้องคดีอาญา มีการมอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดีแทนได้ (ฎ. 890/03 ป., 2178/24)

 

การตั้งผู้แทนเฉพาะคดี ( มาตรา 6)


การร้องขอให้ศาลตั้งผู้แทนเฉพาะคดีได้เมื่อผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ ผู้วิกลจริตหรือผู้ไร้ความสามารถ  และในในกรณีดังนี้ 

1.  ผู้เสียหาย เป็นผู้เยาว์   ไม่มี ผู้แทนโดยชอบธรรม  หรือผู้แทนโดยชอบธรรม ไม่สามารถ ทำหน้าที่ได้ หรือ มีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เยาว์

2.  ผู้วิกลจริต หรือผู้ไร้ความสามารถ ไม่มีผู้อนุบาล หรือผู้อนุบาลไม่สามรถทำหน้าที่ได้ หรือมีผลประโยชน์ขัดกันฯ

ผู้มีสิทธิร้องขอต่อศาลคือ  ญาติของผู้เสียหาย หรือ ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง

-  การร้องขอตั้งผู้แทนเฉพาะคดีตามมาตรา  6  ต้องเป็นกรณีที่ผู้เยาว์, ผู้วิกลจริต หรือผู้ไร้ความสามารถ ยังมีชีวิตอยู่ด้วย  มิฉะนั้นจะขอให้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีไม่ได้ (ฎ. 3432/36, 1625/32, 365/32)  ผู้แทนเฉพาะคดีที่ฟ้องแทนผู้เสียหาย จะมีอำนาจว่าคดีแทนผู้เสียหายที่ตายลงต่อไปได้ตามมาตรา 29 นั้น  หมายถึงกรณีที่ศาลได้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายไว้แล้วก่อนที่ผู้เสียหายจะตาย  หาได้หมายถึงกรณีผู้เสียหายได้ตายไปก่อนที่ศาลจะตั้งผู้แทนโดยเฉพาะคดีด้วยไม่

- เมื่อศาลได้มีคำสั่งตั้งผู้แทนเฉพาะคดีแล้ว  ผู้หนึ่งผู้ใดจะร้องขอให้พิจารณาใหม่ ไม่ได้

-***  บิดามารดาของผู้เยาว์ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน  มารดาเท่านั้นเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม เมื่อปรากฏว่ามารดาหนีไปแล้ว  ถือว่าเป็นกรณีที่ผู้แทนโดยชอบธรรมไม่สามารถทำหน้าที่ได้  จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะตั้งผู้แทนเฉพาะคดีได้ตามมาตรา  6   แต่ การที่บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายฟ้องคดีอาญาแทนผู้เยาว์และศาลสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณา  ถือได้โดยปริยายว่าศาลตั้งบิดาเป็นผู้แทนเฉพาะคดีแล้ว (ฎ. 2958/41)

 

การดำเนินคดีอาญานิติบุคคล  (มาตรา 7) 


- เนื่องจากผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลเป็นผู้กระทำแทนนิติบุคล   ผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลที่กระทำการแทนนิติบุคคลได้ก่อให้เกิดความผิดอาญาขึ้นนั้น ถือว่าผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลเป็นตัวการร่วมด้วย  การแจ้งข้อหาแก่ผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลในฐานะจำเลย ก็ถือว่าเป็นการแจ้งข้อหาในฐานะผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลด้วย  จึงถือว่าได้แจ้งข้อหาแก่นิติบุคคลนั้นแล้ว  

- ผู้แทนนิติบุคคล ได้แก่  กรรมการผู้มีอำนาจ หรือกรรมการผู้จัดการ  หรือชื่ออื่นๆ แตกต่างกันไป

- การสอบสวนนิติบุคคลเป็นผู้ต้องหา  ต้องออกหมายเรียกผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่นๆของนิติบุคคลมายังพนักงานสอบสวน (มาตรา  7)  คำว่า ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น หมายถึงผู้ที่มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้นตามกฎหมาย   ถ้าพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนกรรมการที่ไม่มีอำนาจของจำเลย  ถือว่าเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ  อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎ. 4205/41)

 

สิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา  (มาตรา 7/1)


- การแจ้งสิทธิของผู้ตองหาตามมาตรา  7/1  ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับให้ต้องระบุไว้ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน  อันจะเป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบ และไม่อาจรับฟังบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นพยานหลักฐานได้  (ฎ. 2015/47)

 

การใช้ล่ามแปล (มาตรา 13)


- ล่ามต้องสาบานหรือปฎิญาณตนก่อนแปล และลงลายมือชื่อในคำแปลด้วย มิฉะนั้น เป็นกระบวนพิจารณาไม่ชอบ (ฎ. 7567/44)  แต่ถ้าในชั้นสอบสวน แม้พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำจำเลยโดยมิได้ให้ล่ามสาบานหรือปฏิญาณตน ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบ  คงมีผลทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยไม่อาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้เท่านั้น (ฎ. 5476/37)

-  ตามมาตรา  13 มิได้บังคับว่าในกรณีจำเลยเป็นชาวต่างประเทศ จะต้องมีล่ามแปลในการพิจารณาของศาลทุกครั้ง (ฎ. 52/29)

 

การดำเนินคดีผู้วิกลจริต (มาตรา  14)


ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวได้ ต้องปรากฏว่าจำเลยเป็น บุคคลวิกลจริต และไม่สามารถต่อสู้คดีได้  ซึ่งต้องเข้าหลักเกณฑ์ทั้งสองประการ (ฎ. 928/99)

- เมื่อพนักงานสอบสวนหรือศาล สั่งให้พนักงานแพทย์ตรวจเสร็จแล้ว ให้เรียกพนักงานแพทย์มาให้ถ้อยคำ  แต่ถ้าเป็นกรณีที่แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ ก็ไม่จำต้องเรียกแพทย์มาให้ถ้อยคำ (ฎ. 3831/28)

- เมื่อมีเหตุควรเชื่อในเบื้องต้นว่าจำเลยเป็นผู้วิกลจริต และไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ศาลต้องสั่งให้แพทย์ตรวจจำเลยก่อน  โดยข้อเท็จจริงนั้นศาลอาจจะสังเกตเห็นจากอากับกิริยาได้เอง หรือผู้เสนอข้อเท็จจริงให้ศาลทราบก็ได้ (ฎ. 2594/42)

- เมื่อศาลชั้นต้นชี้ขาดว่าจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้ และจำเลยไม่โต้แย้ง การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ฎ. 809/48)

- นายประกันไม่สามารถนำตัวจำเลยส่งศาลได้ จะขอให้ศาลไต่สวนว่าจำเลยวิกลจริตตามมาตรา  14 ไม่ได้ (ฎ. 2553/25)

 

การนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับ (มาตรา 15)


วิธีพิจารณาข้อใดที่ ป.วิ.อ. มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับเท่าที่จะพอใช้บังคับได้

-   วิธีพิจารณาความแพ่งที่จะนำมาใช้ ต้องเป็นวิธีพิจารณาที่มิได้บัญญัติไว้ใน ป.วิ อ.  ประกอบกับเรื่องที่จะนำมาใช้ต้องไม่ขัดกับหลักวิธีพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ.ด้วย  เช่น กรณีการร้องสอดแม้ไม่มีบัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. แต่ก็มีบทบัญญัติเรื่องการเข้าเป็นโจทก์ร่วมในมาตรา  30  และมาตรา  31  ไว้โดยเฉพาะแล้ว  ดังนั้นผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีที่ผู้เสียหายคนอื่นฟ้องไว้แล้วโดยอาศัยบทบัญญัติในเรื่องการร้องสอดคาม ป.วิ.พ. ไม่ได้       (ฎ. 3935/29)  หรือกรณีพนักงานอัยการได้ฟ้องคดีไว้แล้ว ผู้ที่ไม่ใช่ผู้เสียหายจะขอร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตาม   ป.วิ.พ. มาตรา  57  ไม่ได้  (ฎ. 3797-8/40)

-  นำเรื่องฟ้องซ้อน ตาม ป.วิ.พ.  มาตรา  173 วรรคสอง (1)  มาใช้ในคดีอาญาด้วย  เช่น  การที่อัยการฟ้องโดยบรรยายว่าจำเลยลงพิมพ์ข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม    แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า เป็นคนละบทความกัน และลงพิมพ์ต่างหน้ากันกับที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ แต่เป็นข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมในหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกัน และข้อความก็เป็นเรื่องเดียวกัน  การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว  พนักงานอัยการคดีแรกและคดีหลังแม้จะเป็นคนละคนกัน แต่ก็มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา  2(5),28(1) ด้วยกัน  การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยอีก จึงเป็นฟ้องซ้อน  (ฎ. 464/30)   หรือยื่นฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือว่าจำเลยโฆษณาข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ในหนังสือพิมพ์รายวัน เมื่อศาลแขวงพระนครเหนือฯ ได้ประทับรับฟ้องแล้ว  การที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงเชียงใหม่ ในเหตุเดียวกันนี้โดยคำฟ้องเป็นเรื่องเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 3528/24)

- นำบทบัญญัติเรื่องการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงไปยังศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ.มาตรา  223 ทวิ มาใช้บังคับในคดีอาญาไม่ได้ (ฎ. 1156/42)

 

อำนาจสืบสวนสอบสวน  (มาตรา  17-21) 


-  ผู้มีอำนาจสืบสวนได้แก่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ   แม้จะได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ทำหน้าที่อื่น ก็ถือว่ายังมีอำนาจสืบสวนคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. อยู่ ผฎ. 500/37, 2390/27)

-  พนักงานสอบสวน ในท้องที่ที่ความผิดอาญาได้เกิด  หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดในเขตอำนาจของตน  หรือผู้ต้องหามีถิ่นที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตน  เป็นผู้มีอำนาจในการสอบสวน

-   ถ้าการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ไม่มีอำนาจ  การสอบสวนก็ไม่ชอบ ทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง  เช่น  ความผิดฐานขายเมทแอมเฟตามีน เกิดในเขตอำเภอ น.  และจำเลยมีที่อยู่และถูกจับที่เขตอำเภอ น.   พนักงานสอบสวนในเขตอำเภอ ด.  จึงไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้  การสอบสวนที่ทำไปจึงไม่ชอบ และถือว่าคดีนี้ยังไม่มีการสอบสวน อัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎ. 4634/43)

- *  พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของตน เป็นการไม่ชอบ แม้จะเป็นการสอบสวนเพียงบางส่วน โดยส่วนอื่นจะเป็นการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจก็ตาม ก็ถือว่าคดีนั้นมีการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย   พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎ. 371/31)  ***   เมื่อการสอบสวนทั้งคดีรวมการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไว้ด้วย  การสอบสวนคดีนี้จึงไม่ชอบด้วยมาตรา  18   และไม่เป็นการสอบสวนตามที่ระบุไว้ในมาตรา  120  โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

- เมื่อการสอบสวนกระทำโดยพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจแล้ว  การสอบสวนนั้นจะกระทำ ณ. ที่ใด ก็ได้  (ฎ. 661/90)

 

 

ความผิดเกิด อ้าง หรือเชื่อว่าเกิด 


 ความผิดอาญาเกิดขึ้นที่ใด ต้องพิจารณาความผิดในแต่ละข้อหา   เช่น 

-  ***  ความผิดข้อหายักยอกเกิดขึ้นในท้องที่ที่จำเลยเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่ตนครอบครองเอาเป็นของตน  (ฎ. 1573/35) เรื่องนี้   จำเลยรับฝากทรัพย์จากผู้เสียหายแล้วปฏิเสธว่าไม่ได้รับฝากไว้  ถือว่าเหตุความผิดฐานยักยอกเกิดในท้องทีที่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้รับฝาก   พนักงานสอบสวนในท้องที่ดังกล่าวมีอำนาจสอบสวนได้ 

- จำเลยวางยาพิษผู้ตายในท้องที่หนึ่ง แต่ผู้ตายไปถึงแก่ความตายอีกท้องที่หนึ่ง ถือว่าในท้องที่จำเลยวางยาพิษ เป็นท้องที่ความผิดเกิด (ฎ. 3337/43)

- ความผิดเกิดในเรือไทย ถือว่าเป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักร ตาม ป.อ.มาตรา  4   พนักงานสอบสวนกองปราบมีอำนาจสอบสวน  (ฎ. 2670/35)      

-*** ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยหนังสือพิมพ์ลงข้อความหมิ่นประมาท  ถือว่าท้องที่ที่จำหน่ายหนังสือพิมพ์ทุกแห่งเป็นที่เกิดเหตุ (ฎ. 2145/18, 2360/23)

 

พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ (มาตรา 18 วรรคสาม)


พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ   หมายถึง พนักงานสอบสวนที่มีหน้าที่สรุปสำนวนการสอบสวนและทำความเห็น พร้อมเสนอสำนวนการสอบสวนต่อพนักงานอัยการ   ตามบทบัญญัติมาตรา  140,141, 142  ซึ่งได้แก่ความเห็นงดการสอบสวน  เห็นควรให้งดการสอบสวน ความเห็นควรสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้อง   

กรณีตามมาตรา  18 นี้ แม้จะเป็นความผิดที่เกิดขึ้นในท้องที่เดียว แต่พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนอาจมีหลายท้องที่  กล่าวคือ พนักงานสอบสวนทั้งท้องที่ความผิดเกิด  อ้างหรือเชื่อว่าเกิด  หรือท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับ ต่างมีอำนาจสอบสวน   แต่สำหรับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีเพียงท้องที่ที่เดียว ซึ่งได้แก่ในท้องที่ที่ความผิดเกิด    เว้นแต่มีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวน  (ฎ. 9239/47)

 

กรณีความผิดเกิดขึ้นหลายท้องที่  (มาตรา  19)


พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้แก่

ก.  ถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้ว คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจ

ข.  ถ้าจับผู้ต้องหายังไม่ได้ คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อน อยู่ในเขตอำนาจ

 

กรณีไม่แน่ว่าการกระทำความผิดอาญา กระทำในท้องที่ใด (มาตรา 19(1))

-  แจ้งความต่อเจ้าพนักงานท้องที่หนึ่ง  และไปเบิกความต่อศาลอีกท้องที่หนึ่งซึ่งยังไม่แน่ว่าจะเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จหรือเบิกความเท็จ  พนักงานสอบสวนท้องที่ใดท้องที่หนึ่งดังกล่าวมีอำนาจสอบสวนได้ (ฎ. 822/90)

กรณีความผิดต่อเนื่องหลายท้องที่ (มาตรา 19(3))

- ความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดต่อเนื่องกับความผิดฐานลักทรัพย์  หรือชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ ฯ ตามที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 357  ดังนั้น กรณีที่ความผิดฐานลักทรัพย์ และรับของโจร เกิดต่างท้องที่กัน  พนักงานสอบสวนในท้องที่ความผิดฐานลักทรัพย์เกิดขึ้น  ย่อมมีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานรับของโจรได้ด้วย  (ฎ. 1180/37, 3903/31)

-  ความผิดฐานออกเช็คไม่มีเงิน ตาม พ.ร.บ.เช็คฯ   ถือว่าท้องที่ที่จำเลยออกเช็คเป็นความผิดต่อเนื่องกับท้องที่ที่ธนาคารตามเช็คปฎิเสธการจ่ายเงิน   ดังนั้น พนักงานสอบสวนท้องที่ใดท้องที่หนึ่งดังกล่าวมีอำนาจสอบสวนตามมาตรา 19  (3)  (ฎ. 1702/23 ป.) , 2070/43

- ** จำเลยทั้งสองร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนโดยเจ้าพนักงานตำรวจวางแผนล่อซื้อ และจับกุมจำเลยที่ 2 ได้  ในท้องที่ สน.บางขุนเทียน  จำเลยที่  2  ได้พาตำรวจ สน.บางขุนเทียนไปจับกุมจำเลยที่  1  ได้ในท้องที่ สน.วัดพระยาไกร   ถือว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดซึ่งหน้า และเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันทั้งในท้องที่ สน.บางขุนเทียน และสน.วัดพระยาไกร   พนักงานสอบสวนทั้งสองสถานีมีอำนาจสอบสวนตามมาตรา 19 (3)    ส่วนพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้แก่ พงส. สน.บางขุนเทียน  ตามมาตรา 19 (ก)  (ฎ. 1259/42)

- กรณีความผิดต่อ พ.ร.บ.เช็ค ฯ  หากเป็นกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องเอง  สถานที่เกิดเหตุมีเพียงสถานที่เดียวคือ สถานที่ที่ธนาคารตามเช็คปฎิเสธการใช้เงิน (ฎ. 857/30, 1229/19 ป.)   แต่ถ้าอัยการฟ้อง จะมีที่เกิดเหตุ 2  แห่งคือสถานที่ออกเช็ค และสถานที่ที่ธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงิน   ดังนั้นถ้ามีการสอบสวนในท้องที่ที่ออกเช็ค ซึ่งถือว่าเป็นความผิดต่อเนื่องกับท้องที่ที่ธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงิน อัยการจึงฟ้องได้ตามมาตรา  22(1) (ฎ. 1702-3/23 ป.)  ซึ่งเป็นการโยงมาตรา 19  (3) กับ มาตรา  22(1) 

 

กรณีความผิดหลายกรรมกระทำในท้องที่ต่างๆ   มาตรา  19(4)


- ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยในข้อหาตาม  พ.ร.บ.เช็คฯ   ต่อ พงส.  สภ.เมืองนราธิวาส   ซึ่งเป็นท้องที่ที่ความผิดเกิด    แต่ขณะเดียวกันจำเลยก็ได้ไปแจ้งความต่อ พงส. สภ.สุไหงโกลก  ว่าเช็คดังกล่าวหาย   พนักงานอัยการเห็นว่าการแจ้งความดังกล่าวเป็นความผิดฐานฉ้อโกงและแจ้งความเท็จ  จึงสั่งให้ พงส.สภ.เมืองนราธิวาส สอบสวนเพิ่มเติมและแจ้งข้อหาต่อจำเลยเพิ่มเติม  ดังนี้ พงส.สภ.เมืองนราธิวาส ย่อมมีอำนาจสอบสวน  จำเลยในข้อหาแจ้งความเท็จได้  เพราะจำเลยถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่างๆ กันตาม มาตรา  19(4)    และเมื่อเป็นความผิดหลายกระทงย่อมฟ้องรวมกันในฟ้องเดียวกันได้ตามมาตรา  160 ทั้งความผิดฐานแจ้งความเท็จ เป็นความผิดที่มีโทษเบากว่าความผิดฐานฉ้อโกงและความผิดตาม พ.ร.บ.เช็คฯ     แม้จะเป็นการกระทำต่างกรรม ต่างสถานที่กัน แต่ก็ได้กระทำลงโดยจำเลย ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดคนเดียวกันและเป็นความผิดเกี่ยวพันกัน”  (ฎ. 3430/37)  ซึ่งสามารถฟ้องคดีทุกเรื่องต่อศาลที่มีอำนาจชำระในฐานความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่า ตาม ป.วิ.อ.มาตรา  24  ก็ได้  

 

พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ


- เมื่อมีการจับจำเลยได้แล้ว พนักงานสอบสวนท้องที่ที่จับจำเลยได้ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ (ฏ. 3585/46) หากพนักงานสอบสวนท้องที่อื่นที่มิใช่ท้องที่ที่จับจำเลยได้ ทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ  เป็นการไม่ชอบ  ถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดนั้นโดยชอบตามมาตรา  120  พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎ. 3466/47)

- ถ้าจับผู้ต้องหาได้ ต้องเป็นการจับตัวในข้อหาเดียวกันด้วย  ถ้าเป็นการจับในข้อหาอื่น จะถือว่าพนักงานสอบสวนในท้องที่นั้น เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตามมาตรา  19 วรรคสาม (ก) ไม่ได้   เช่น จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ หรือรับของโจรในท้องที่หนึ่ง แต่ไปถูกจับตัวได้อีกท้องที่หนึ่งในข้อหาซ่องโจร    ดังนี้ไม่ถือว่าเป็นการจับกุมจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ หรือรับของโจรด้วย  พนักงานสอบสวนในท้องที่จับกุมจำเลยได้จึงไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตามมาตรา  19 วรรคสาม (ก) นี้   (ฎ. 1579/46)

- ตามมาตรา  19 วรรคหนึ่ง  เป็นการแยกว่าแม้พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวน  แต่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน(รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดทุกท้องที่และสรุปสำนวน)  ต้องเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนท้องที่จับผู้ต้องหาได้  ถ้าจับตัวยังไม่ได้เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนท้องทีที่พบการกรทำความผิดก่อนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หากพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบไม่เป็นไปตามมาตรา  19 วรรคสามบัญญัติไว้ ทำให้เกิดผลเสียแก่คดีได้  โดยถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนคดีนั้นโดยชอบ ตาม มาตรา  120  มีผลทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง (ฎ. 1974/39)

- ***  ในกรณีที่จับตัวผู้ต้องหาได้  พนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 19 วรรคสาม  (ก)  ตามอนุมาตรานี้ น่าจะหมายถึงกรณีก่อนจับกุมผู้ต้องหายังไม่มีพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ  กล่าวคือยังไม่ได้เริ่มทำการสอบสวนนั่นเอง  เพราะถ้าเป็นกรณีที่มีความผิดเกิดขึ้นแล้วยังจับตัวผู้ต้องหาไม่ได้และมีการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจ  พนักงานสอบสวนท้องที่พบการกระทำความผิดก่อนย่อมเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตามมาตรา  19 วรรคสาม (ข)   เมื่อมีพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบแล้ว  แม้ต่อมาจะจับผู้ต้องหาได้ในท้องที่อื่นก็ตาม พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อน ก็ยังคงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่ใช่กรณีตามมาตรา 19 วรรคสาม (ก)   (ฎ. 1126/44, 4512/30)

 

กรณีความผิดนอกราชอาณาจักร (มาตรา 20) 


หลักเกณฑ์   ถ้าความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทย ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักร ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ  หรือจะมอบหมายให้พนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนคนใด เป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้  (วรรคแรก)

ในกรณีที่อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนมอบหมายให้ พนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวน   อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน จะมอบหมายให้พนักงานอัยการคนใดทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนนั้นก็ได้ (วรรคสอง)

ให้พนักงานอัยการที่ได้รับมอบหมายให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือให้ทำการสอบสนร่วมกับพนักงานสอบสวน มีอำนาจและหน้าที่ในการสอบสวนเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน และอำนาจ หน้าที่ประการอื่นที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ (วรรคสาม)

ในกรณีที่พนักงานอัยการทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำของพนักงานอัยการในเรื่องที่เกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐาน  (วรรคสี่)

ในกรณีจำเป็น พนักงานสอบสวนต่อไปนี้มีอำนาจสอบสวนในระหว่างรอคำสั่งจากอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน  (1) พนักงานสอบสวนซึ่งผู้ต้องหาถูกจับในเขตอำนาจ  (2) พนักงานสอบสวนซึ่งรัฐบาลประเทศอื่น หรือบุคคลที่ได้รับความเสียหายได้ร้องฟ้องให้ทำโทษผู้ต้องหา (วรรคห้า)

เมื่อพนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน แล้วแต่กรณี เห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้ทำความเห็นตามมาตรา  140, 141 หรือ 142 ส่งพร้อมสำนวนไปยังอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน (วรรคท้าย) 

-  ความผิดที่เกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ถือว่าเป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักร ตาม ป.อ.มาตรา 4 วรรคสอง (ฏ. 2670/35) โปรดดูหมายเหตุ 

- จำเลยฝากทรัพย์ของผู้เสียหายขณะที่อยู่นอกราชอาณาจักร แต่เมื่อถึงประเทศไทยได้ปฏิเสธว่าไม่ได้รับฝากไว้  ถือว่าเหตุความผิดฐานยักยอกเกิดในราชอาณาจักร ไม่ใช่ความผิดที่กระทำลงนอกราชอาณาจักร จึงไม่เข้ากรณีตามมาตรา  20   (ฎ. 1573/35)

 

 หมายเหตุ    ความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทย ที่กระทำลงนอกราชอาณาจักร ตามความหมายของมาตรา  20 นี้  มีความเป็น 2 ฝ่าย คือ

1. ฝ่ายแรกเห็นว่าเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 4 วรรคสอง  , มาตรา 5 9   เช่น  อาจารย์ ธานิศฯ  อาจารย์จิตรฤดีฯ   

2. ฝ่ายที่สอง เห็นว่ากรณีที่ ป.อ.ถือว่าเป็นการกกระทำความผิดในราชอาณาจักร เช่น มาตรา  4 วรรคสองไม่ใช่ความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทย ที่กระทำลงนอกราชอาณาจักร  เพราะกรณีดังกล่าว ป.อาญา ให้ถือว่ากระทำผิดในราชอาณาจักร จึงไม่ต้องด้วย มาตรา  20 แห่ง ป.วิ.อาญา    โดยฝ่ายนี้ก็ได้แก่  ดร.เกียรติขจรฯ  รวมถึงในหนังสือ วิ.อาญาของจูริสฯ    และมีคำพิพากษาฎีกาสนับสนุนคือ ฏ. 2670/35  ที่วินิจฉัยว่า เหตุเกิดในเรือไทย หรืออากาศยานไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ถือว่าเป็นการกระทำในราชอาณาจักร ตาม ป.อ.มาตรา 4 วรรคสอง  เมื่อเหตุเกิดในเรือไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักร เป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักร พนักงานสอบสวนกองปราบกรมตำรวจ มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาได้ทั่วราชอาณาจักรจึงมีอำนาจสอบสวน      

      --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ถ้าเปรียบกับการสอบเนติบัณฑิต กับการทำศึกสงคราม มีกลยุทธ์ 3 อย่าง ดังนี้
        - ท่องตัวบท   คือ อาวุธ ที่เรา สะสมไว้ ต่อสู้ ยิ่งท่องตัวบทได้มาก ก็ มีอาวุธ เก็บไว้สำรองมาก หยิบใช้เมื่อไรก็ได้
        - จดฎีกา       คือการ ศึกษาแผนการรบว่าสถานการณ์แบบใดเราควรจะใช้อาวุธแบบใด ยิ่งจดจำฎีกาไว้มาก ก็มีแนวการตอบข้อสอบได้ตรงจุด ตรงประเด็น ได้มาก และไม่โดนข้อสอบหลอกล่อให้หลงทา
        -  ล่าข้อสอบ   คือ การหัดซ้อมรบก่อน เข้าสู้ศึกสงครามสนามสอบจริง ยิ่งหัดทำข้อสอบมากเท่าใด ก็เป็นการสั่งสมประสบการณ์การหัดทำข้อสอบมากขึ้นทำให้ จับประเด็นและเขียนตอบได้เร็วและทันเวลา
     -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------     
     ขอแนะนำ !!

     ชุดรวบรวมเอกสารคำบรรยายเนติฯ สำหรับเตรียมสอบ ภาค 1/66 และ 2/65
    ++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา ++  
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวน 1/66 New !!
      -  ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 
      -  ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 1/66 
      -  ไฟล์บทบรรณาธิการ 1/63-1/66 
      -  ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      -  ไฟล์เอกสารทบทวนสรุปประเด็นน่สนใจ 1/66
      -  ไฟล์เอกสารรวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66
      -   เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)
    ..................................................................................................................................................
    ++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา ++ 
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์ 
      - ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 
      - ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 
      - ไฟล์บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 
      - ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      - เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)  
    ..................................................................................................................................................
     ค่ารวบรวม  :   ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 
     หมายเหตุ   :   สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเ อกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี) 

   ** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com**

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages