ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย (มาตรา 5)
ตามมาตรา 5(1) ให้ผู้แทนโดยชอบธรรม มีอำนาจจัดการแทนผู้เยาว์ในความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์ แสดงว่าผู้เยาว์จะฟ้องคดีเองไม่ได้ แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก็ตาม (ฎ. 563/17, 631/38)
- *** การที่ผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยมิได้ให้ผู้แทนโดยชอบธรรมจัดการแทน เป็นข้อบกพร่องเรื่องความสามารถตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 6,15 ซึ่งศาลต้องสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องตาม ป.วิ.พ.มาตรา 56 วรรคสี่ เสียก่อน จะยกคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในทันทีไม่ได้ (ฎ. 6475/37) อย่างไรก็ตามถ้าขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมอายุกว่า 20 ปี บรรลุนิติภาวะแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องเรื่องความสามารถของโจทก์ร่วมอีก
- แต่ในเรื่องการร้องทุกข์ ผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้ โดยไม่ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมจัดการแทน (ฎ. 214/94, 1641/14)
- ในกรณีที่ผู้เยาว์ร้องทุกข์ในความผิดต่อส่วนตัวไว้แล้ว ผู้แทนโดยชอบธรรมจะถอนคำร้องทุกข์ให้ขัดกับความประสงค์ของผู้เยาว์ไม่ได้ (ฎ. 214/94 ป.)
- ** ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ตามมาตรา 5 (1) ได้แก่ บิดามารดา ผู้ปกครอง ในกรณีที่เป็นบิดาจะต้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ด้วย จึงจะถือว่าเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ไม่ถือตามสายโลหิต (ฎ. 2882/27, 6306/45)
- ** แต่สำหรับความหมายของบุพการีตามมาตรา 5(2) และ ผู้สืบสันดานนั้น ถือตามความเป็นจริง (ฎ. 1384/16 ป.) ส่วน สามี ภริยาก็ต้องชอบด้วยกฎหมาย ด้วย (ฎ. 1056-03)
- * เมื่อผู้เสียหายที่แท้จริงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีภริยา ก็ไม่มีอำนาจจัดการแทนได้เช่นกัน (ฎ. 7128/47, 4526/46)
-ในกรณีที่บิดาฟ้องคดีแทนบุตรซึ่งถูกทำร้ายถึงแก่ความตาย ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล บิดาตายอีก ดังนี้ บุตรของบิดา(พี่ชายผู้ตาย) จะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไป ตามมาตรา 29 ไม่ได้ (ฎ. 2331/21)
- การจัดการตามมาตรา 5(2) นั้นจะต้องยืนยันว่าผู้ตายตายไปแล้ว หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ (ฏ. 1734-5/23)
- ความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตาย หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ที่ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานจะจัดการแทนได้นั้น บาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ความตาย หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ต้องเกิดจากการกระทำของจำเลยด้วย (ฎ. 3879/46)
- ตามมาตรา 5(3) ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆของนิติบุคคลมีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลในความผิดอาญาที่กระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น แต่ถ้าผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลกระทำผิดต่อนิติบุคคลนั้นเสียเอง ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนที่ได้รับความเสียหายมีอำนาจฟ้องผู้จัดการหรือผู้แทนได้ (ฎ. 115/35, 1352/44)
- *** สิทธิในการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินไม่ตกทอดไปยังทายาท ทายาทจึงไม่มีสิทธิดำเนินคดีอาญาในความผิดที่เจ้ามรดกเป็นผู้เสียหาย (ฎ.3395/25, 2219/21) แต่ถ้าเจ้ามรดกได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดแล้ว ต่อมาเจ้ามรดกตาย ทายาทมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้ (ฎ. 206/88, 11/18)
- สำหรับในความผิดฐานหมิ่นประมาท มีบทบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษตาม ป.อ. มาตรา 333 วรรคสองว่า ถ้าผู้เสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาทตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย แสดงว่าเฉพาะในความผิดฐานหมิ่นประมาทนี้ แม้ผู้เสียหายจะตายไปแล้ว บุคคลตามที่ระบุไว้ก็มีอำนาจไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำได้
- การฟ้องคดีอาญา มีการมอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดีแทนได้ (ฎ. 890/03 ป., 2178/24)
การตั้งผู้แทนเฉพาะคดี ( มาตรา 6)
การร้องขอให้ศาลตั้งผู้แทนเฉพาะคดีได้เมื่อผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ ผู้วิกลจริตหรือผู้ไร้ความสามารถ และในในกรณีดังนี้
1. ผู้เสียหาย เป็นผู้เยาว์ ไม่มี ผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้แทนโดยชอบธรรม ไม่สามารถ ทำหน้าที่ได้ หรือ มีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เยาว์
2. ผู้วิกลจริต หรือผู้ไร้ความสามารถ ไม่มีผู้อนุบาล หรือผู้อนุบาลไม่สามรถทำหน้าที่ได้ หรือมีผลประโยชน์ขัดกันฯ
ผู้มีสิทธิร้องขอต่อศาลคือ ญาติของผู้เสียหาย หรือ ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง
- การร้องขอตั้งผู้แทนเฉพาะคดีตามมาตรา 6 ต้องเป็นกรณีที่ผู้เยาว์, ผู้วิกลจริต หรือผู้ไร้ความสามารถ ยังมีชีวิตอยู่ด้วย มิฉะนั้นจะขอให้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีไม่ได้ (ฎ. 3432/36, 1625/32, 365/32) ผู้แทนเฉพาะคดีที่ฟ้องแทนผู้เสียหาย จะมีอำนาจว่าคดีแทนผู้เสียหายที่ตายลงต่อไปได้ตามมาตรา 29 นั้น หมายถึงกรณีที่ศาลได้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายไว้แล้วก่อนที่ผู้เสียหายจะตาย หาได้หมายถึงกรณีผู้เสียหายได้ตายไปก่อนที่ศาลจะตั้งผู้แทนโดยเฉพาะคดีด้วยไม่
- เมื่อศาลได้มีคำสั่งตั้งผู้แทนเฉพาะคดีแล้ว ผู้หนึ่งผู้ใดจะร้องขอให้พิจารณาใหม่ ไม่ได้
-*** บิดามารดาของผู้เยาว์ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มารดาเท่านั้นเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม เมื่อปรากฏว่ามารดาหนีไปแล้ว ถือว่าเป็นกรณีที่ผู้แทนโดยชอบธรรมไม่สามารถทำหน้าที่ได้ จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะตั้งผู้แทนเฉพาะคดีได้ตามมาตรา 6 แต่ การที่บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายฟ้องคดีอาญาแทนผู้เยาว์และศาลสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณา ถือได้โดยปริยายว่าศาลตั้งบิดาเป็นผู้แทนเฉพาะคดีแล้ว (ฎ. 2958/41)
การดำเนินคดีอาญานิติบุคคล (มาตรา 7)
- เนื่องจากผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลเป็นผู้กระทำแทนนิติบุคล ผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลที่กระทำการแทนนิติบุคคลได้ก่อให้เกิดความผิดอาญาขึ้นนั้น ถือว่าผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลเป็นตัวการร่วมด้วย การแจ้งข้อหาแก่ผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลในฐานะจำเลย ก็ถือว่าเป็นการแจ้งข้อหาในฐานะผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลด้วย จึงถือว่าได้แจ้งข้อหาแก่นิติบุคคลนั้นแล้ว
- ผู้แทนนิติบุคคล ได้แก่ กรรมการผู้มีอำนาจ หรือกรรมการผู้จัดการ หรือชื่ออื่นๆ แตกต่างกันไป
- การสอบสวนนิติบุคคลเป็นผู้ต้องหา ต้องออกหมายเรียกผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่นๆของนิติบุคคลมายังพนักงานสอบสวน (มาตรา 7) คำว่า ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น หมายถึงผู้ที่มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้นตามกฎหมาย ถ้าพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนกรรมการที่ไม่มีอำนาจของจำเลย ถือว่าเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎ. 4205/41)
สิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา (มาตรา 7/1)
- การแจ้งสิทธิของผู้ตองหาตามมาตรา 7/1 ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับให้ต้องระบุไว้ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน อันจะเป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบ และไม่อาจรับฟังบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นพยานหลักฐานได้ (ฎ. 2015/47)
การใช้ล่ามแปล (มาตรา 13)
- ล่ามต้องสาบานหรือปฎิญาณตนก่อนแปล และลงลายมือชื่อในคำแปลด้วย มิฉะนั้น เป็นกระบวนพิจารณาไม่ชอบ (ฎ. 7567/44) แต่ถ้าในชั้นสอบสวน แม้พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำจำเลยโดยมิได้ให้ล่ามสาบานหรือปฏิญาณตน ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบ คงมีผลทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยไม่อาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้เท่านั้น (ฎ. 5476/37)
- ตามมาตรา 13 มิได้บังคับว่าในกรณีจำเลยเป็นชาวต่างประเทศ จะต้องมีล่ามแปลในการพิจารณาของศาลทุกครั้ง (ฎ. 52/29)
การดำเนินคดีผู้วิกลจริต (มาตรา 14)
ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวได้ ต้องปรากฏว่าจำเลยเป็น บุคคลวิกลจริต และไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ซึ่งต้องเข้าหลักเกณฑ์ทั้งสองประการ (ฎ. 928/99)
- เมื่อพนักงานสอบสวนหรือศาล สั่งให้พนักงานแพทย์ตรวจเสร็จแล้ว ให้เรียกพนักงานแพทย์มาให้ถ้อยคำ แต่ถ้าเป็นกรณีที่แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ ก็ไม่จำต้องเรียกแพทย์มาให้ถ้อยคำ (ฎ. 3831/28)
- เมื่อมีเหตุควรเชื่อในเบื้องต้นว่าจำเลยเป็นผู้วิกลจริต และไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ศาลต้องสั่งให้แพทย์ตรวจจำเลยก่อน โดยข้อเท็จจริงนั้นศาลอาจจะสังเกตเห็นจากอากับกิริยาได้เอง หรือผู้เสนอข้อเท็จจริงให้ศาลทราบก็ได้ (ฎ. 2594/42)
- เมื่อศาลชั้นต้นชี้ขาดว่าจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้ และจำเลยไม่โต้แย้ง การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ฎ. 809/48)
- นายประกันไม่สามารถนำตัวจำเลยส่งศาลได้ จะขอให้ศาลไต่สวนว่าจำเลยวิกลจริตตามมาตรา 14 ไม่ได้ (ฎ. 2553/25)
การนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับ (มาตรา 15)
วิธีพิจารณาข้อใดที่ ป.วิ.อ. มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับเท่าที่จะพอใช้บังคับได้
- วิธีพิจารณาความแพ่งที่จะนำมาใช้ ต้องเป็นวิธีพิจารณาที่มิได้บัญญัติไว้ใน ป.วิ อ. ประกอบกับเรื่องที่จะนำมาใช้ต้องไม่ขัดกับหลักวิธีพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ.ด้วย เช่น กรณีการร้องสอดแม้ไม่มีบัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. แต่ก็มีบทบัญญัติเรื่องการเข้าเป็นโจทก์ร่วมในมาตรา 30 และมาตรา 31 ไว้โดยเฉพาะแล้ว ดังนั้นผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีที่ผู้เสียหายคนอื่นฟ้องไว้แล้วโดยอาศัยบทบัญญัติในเรื่องการร้องสอดคาม ป.วิ.พ. ไม่ได้ (ฎ. 3935/29) หรือกรณีพนักงานอัยการได้ฟ้องคดีไว้แล้ว ผู้ที่ไม่ใช่ผู้เสียหายจะขอร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 ไม่ได้ (ฎ. 3797-8/40)
- นำเรื่องฟ้องซ้อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) มาใช้ในคดีอาญาด้วย เช่น การที่อัยการฟ้องโดยบรรยายว่าจำเลยลงพิมพ์ข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า เป็นคนละบทความกัน และลงพิมพ์ต่างหน้ากันกับที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ แต่เป็นข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมในหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกัน และข้อความก็เป็นเรื่องเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว พนักงานอัยการคดีแรกและคดีหลังแม้จะเป็นคนละคนกัน แต่ก็มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 2(5),28(1) ด้วยกัน การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยอีก จึงเป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 464/30) หรือยื่นฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือว่าจำเลยโฆษณาข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ในหนังสือพิมพ์รายวัน เมื่อศาลแขวงพระนครเหนือฯ ได้ประทับรับฟ้องแล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงเชียงใหม่ ในเหตุเดียวกันนี้โดยคำฟ้องเป็นเรื่องเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 3528/24)
- นำบทบัญญัติเรื่องการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงไปยังศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับในคดีอาญาไม่ได้ (ฎ. 1156/42)
อำนาจสืบสวนสอบสวน (มาตรา 17-21)
- ผู้มีอำนาจสืบสวนได้แก่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ แม้จะได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ทำหน้าที่อื่น ก็ถือว่ายังมีอำนาจสืบสวนคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. อยู่ ผฎ. 500/37, 2390/27)
- พนักงานสอบสวน ในท้องที่ที่ความผิดอาญาได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีถิ่นที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตน เป็นผู้มีอำนาจในการสอบสวน
- ถ้าการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ไม่มีอำนาจ การสอบสวนก็ไม่ชอบ ทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง เช่น ความผิดฐานขายเมทแอมเฟตามีน เกิดในเขตอำเภอ น. และจำเลยมีที่อยู่และถูกจับที่เขตอำเภอ น. พนักงานสอบสวนในเขตอำเภอ ด. จึงไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ การสอบสวนที่ทำไปจึงไม่ชอบ และถือว่าคดีนี้ยังไม่มีการสอบสวน อัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎ. 4634/43)
- * พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของตน เป็นการไม่ชอบ แม้จะเป็นการสอบสวนเพียงบางส่วน โดยส่วนอื่นจะเป็นการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจก็ตาม ก็ถือว่าคดีนั้นมีการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎ. 371/31) *** เมื่อการสอบสวนทั้งคดีรวมการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไว้ด้วย การสอบสวนคดีนี้จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 18 และไม่เป็นการสอบสวนตามที่ระบุไว้ในมาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
- เมื่อการสอบสวนกระทำโดยพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจแล้ว การสอบสวนนั้นจะกระทำ ณ. ที่ใด ก็ได้ (ฎ. 661/90)
ความผิดเกิด อ้าง หรือเชื่อว่าเกิด
ความผิดอาญาเกิดขึ้นที่ใด ต้องพิจารณาความผิดในแต่ละข้อหา เช่น
- *** ความผิดข้อหายักยอกเกิดขึ้นในท้องที่ที่จำเลยเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่ตนครอบครองเอาเป็นของตน (ฎ. 1573/35) เรื่องนี้ จำเลยรับฝากทรัพย์จากผู้เสียหายแล้วปฏิเสธว่าไม่ได้รับฝากไว้ ถือว่าเหตุความผิดฐานยักยอกเกิดในท้องทีที่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้รับฝาก พนักงานสอบสวนในท้องที่ดังกล่าวมีอำนาจสอบสวนได้
- จำเลยวางยาพิษผู้ตายในท้องที่หนึ่ง แต่ผู้ตายไปถึงแก่ความตายอีกท้องที่หนึ่ง ถือว่าในท้องที่จำเลยวางยาพิษ เป็นท้องที่ความผิดเกิด (ฎ. 3337/43)
- ความผิดเกิดในเรือไทย ถือว่าเป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักร ตาม ป.อ.มาตรา 4 พนักงานสอบสวนกองปราบมีอำนาจสอบสวน (ฎ. 2670/35)
-*** ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยหนังสือพิมพ์ลงข้อความหมิ่นประมาท ถือว่าท้องที่ที่จำหน่ายหนังสือพิมพ์ทุกแห่งเป็นที่เกิดเหตุ (ฎ. 2145/18, 2360/23)
พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ (มาตรา 18 วรรคสาม)
พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หมายถึง พนักงานสอบสวนที่มีหน้าที่สรุปสำนวนการสอบสวนและทำความเห็น พร้อมเสนอสำนวนการสอบสวนต่อพนักงานอัยการ ตามบทบัญญัติมาตรา 140,141, 142 ซึ่งได้แก่ความเห็นงดการสอบสวน เห็นควรให้งดการสอบสวน ความเห็นควรสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้อง
กรณีตามมาตรา 18 นี้ แม้จะเป็นความผิดที่เกิดขึ้นในท้องที่เดียว แต่พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนอาจมีหลายท้องที่ กล่าวคือ พนักงานสอบสวนทั้งท้องที่ความผิดเกิด อ้างหรือเชื่อว่าเกิด หรือท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับ ต่างมีอำนาจสอบสวน แต่สำหรับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีเพียงท้องที่ที่เดียว ซึ่งได้แก่ในท้องที่ที่ความผิดเกิด เว้นแต่มีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวน (ฎ. 9239/47)
กรณีความผิดเกิดขึ้นหลายท้องที่ (มาตรา 19)
พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้แก่
ก. ถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้ว คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจ
ข. ถ้าจับผู้ต้องหายังไม่ได้ คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อน อยู่ในเขตอำนาจ
กรณีไม่แน่ว่าการกระทำความผิดอาญา กระทำในท้องที่ใด (มาตรา 19(1))
- แจ้งความต่อเจ้าพนักงานท้องที่หนึ่ง และไปเบิกความต่อศาลอีกท้องที่หนึ่งซึ่งยังไม่แน่ว่าจะเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จหรือเบิกความเท็จ พนักงานสอบสวนท้องที่ใดท้องที่หนึ่งดังกล่าวมีอำนาจสอบสวนได้ (ฎ. 822/90)
กรณีความผิดต่อเนื่องหลายท้องที่ (มาตรา 19(3))
- ความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดต่อเนื่องกับความผิดฐานลักทรัพย์ หรือชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ ฯ ตามที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 357 ดังนั้น กรณีที่ความผิดฐานลักทรัพย์ และรับของโจร เกิดต่างท้องที่กัน พนักงานสอบสวนในท้องที่ความผิดฐานลักทรัพย์เกิดขึ้น ย่อมมีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานรับของโจรได้ด้วย (ฎ. 1180/37, 3903/31)
- ความผิดฐานออกเช็คไม่มีเงิน ตาม พ.ร.บ.เช็คฯ ถือว่าท้องที่ที่จำเลยออกเช็คเป็นความผิดต่อเนื่องกับท้องที่ที่ธนาคารตามเช็คปฎิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้น พนักงานสอบสวนท้องที่ใดท้องที่หนึ่งดังกล่าวมีอำนาจสอบสวนตามมาตรา 19 (3) (ฎ. 1702/23 ป.) , 2070/43
- ** จำเลยทั้งสองร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนโดยเจ้าพนักงานตำรวจวางแผนล่อซื้อ และจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ ในท้องที่ สน.บางขุนเทียน จำเลยที่ 2 ได้พาตำรวจ สน.บางขุนเทียนไปจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ในท้องที่ สน.วัดพระยาไกร ถือว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดซึ่งหน้า และเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันทั้งในท้องที่ สน.บางขุนเทียน และสน.วัดพระยาไกร พนักงานสอบสวนทั้งสองสถานีมีอำนาจสอบสวนตามมาตรา 19 (3) ส่วนพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้แก่ พงส. สน.บางขุนเทียน ตามมาตรา 19 (ก) (ฎ. 1259/42)
- กรณีความผิดต่อ พ.ร.บ.เช็ค ฯ หากเป็นกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องเอง สถานที่เกิดเหตุมีเพียงสถานที่เดียวคือ สถานที่ที่ธนาคารตามเช็คปฎิเสธการใช้เงิน (ฎ. 857/30, 1229/19 ป.) แต่ถ้าอัยการฟ้อง จะมีที่เกิดเหตุ 2 แห่งคือสถานที่ออกเช็ค และสถานที่ที่ธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้นถ้ามีการสอบสวนในท้องที่ที่ออกเช็ค ซึ่งถือว่าเป็นความผิดต่อเนื่องกับท้องที่ที่ธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงิน อัยการจึงฟ้องได้ตามมาตรา 22(1) (ฎ. 1702-3/23 ป.) ซึ่งเป็นการโยงมาตรา 19 (3) กับ มาตรา 22(1)
กรณีความผิดหลายกรรมกระทำในท้องที่ต่างๆ มาตรา 19(4)
- ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยในข้อหาตาม พ.ร.บ.เช็คฯ ต่อ พงส. สภ.เมืองนราธิวาส ซึ่งเป็นท้องที่ที่ความผิดเกิด แต่ขณะเดียวกันจำเลยก็ได้ไปแจ้งความต่อ พงส. สภ.สุไหงโกลก ว่าเช็คดังกล่าวหาย พนักงานอัยการเห็นว่าการแจ้งความดังกล่าวเป็นความผิดฐานฉ้อโกงและแจ้งความเท็จ จึงสั่งให้ พงส.สภ.เมืองนราธิวาส สอบสวนเพิ่มเติมและแจ้งข้อหาต่อจำเลยเพิ่มเติม ดังนี้ พงส.สภ.เมืองนราธิวาส ย่อมมีอำนาจสอบสวน จำเลยในข้อหาแจ้งความเท็จได้ เพราะจำเลยถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่างๆ กันตาม มาตรา 19(4) และเมื่อเป็นความผิดหลายกระทงย่อมฟ้องรวมกันในฟ้องเดียวกันได้ตามมาตรา 160 ทั้งความผิดฐานแจ้งความเท็จ เป็นความผิดที่มีโทษเบากว่าความผิดฐานฉ้อโกงและความผิดตาม พ.ร.บ.เช็คฯ “ แม้จะเป็นการกระทำต่างกรรม ต่างสถานที่กัน แต่ก็ได้กระทำลงโดยจำเลย ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดคนเดียวกันและเป็นความผิดเกี่ยวพันกัน” (ฎ. 3430/37) ซึ่งสามารถฟ้องคดีทุกเรื่องต่อศาลที่มีอำนาจชำระในฐานความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่า ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 24 ก็ได้
พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
- เมื่อมีการจับจำเลยได้แล้ว พนักงานสอบสวนท้องที่ที่จับจำเลยได้ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ (ฏ. 3585/46) หากพนักงานสอบสวนท้องที่อื่นที่มิใช่ท้องที่ที่จับจำเลยได้ ทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดนั้นโดยชอบตามมาตรา 120 พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎ. 3466/47)
- ถ้าจับผู้ต้องหาได้ ต้องเป็นการจับตัวในข้อหาเดียวกันด้วย ถ้าเป็นการจับในข้อหาอื่น จะถือว่าพนักงานสอบสวนในท้องที่นั้น เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตามมาตรา 19 วรรคสาม (ก) ไม่ได้ เช่น จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ หรือรับของโจรในท้องที่หนึ่ง แต่ไปถูกจับตัวได้อีกท้องที่หนึ่งในข้อหาซ่องโจร ดังนี้ไม่ถือว่าเป็นการจับกุมจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ หรือรับของโจรด้วย พนักงานสอบสวนในท้องที่จับกุมจำเลยได้จึงไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตามมาตรา 19 วรรคสาม (ก) นี้ (ฎ. 1579/46)
- ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง เป็นการแยกว่าแม้พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวน แต่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน(รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดทุกท้องที่และสรุปสำนวน) ต้องเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนท้องที่จับผู้ต้องหาได้ ถ้าจับตัวยังไม่ได้เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนท้องทีที่พบการกรทำความผิดก่อนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หากพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบไม่เป็นไปตามมาตรา 19 วรรคสามบัญญัติไว้ ทำให้เกิดผลเสียแก่คดีได้ โดยถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนคดีนั้นโดยชอบ ตาม มาตรา 120 มีผลทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง (ฎ. 1974/39)
- *** ในกรณีที่จับตัวผู้ต้องหาได้ พนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 19 วรรคสาม (ก) ตามอนุมาตรานี้ น่าจะหมายถึงกรณีก่อนจับกุมผู้ต้องหายังไม่มีพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ กล่าวคือยังไม่ได้เริ่มทำการสอบสวนนั่นเอง เพราะถ้าเป็นกรณีที่มีความผิดเกิดขึ้นแล้วยังจับตัวผู้ต้องหาไม่ได้และมีการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจ พนักงานสอบสวนท้องที่พบการกระทำความผิดก่อนย่อมเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตามมาตรา 19 วรรคสาม (ข) เมื่อมีพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบแล้ว แม้ต่อมาจะจับผู้ต้องหาได้ในท้องที่อื่นก็ตาม พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อน ก็ยังคงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่กรณีตามมาตรา 19 วรรคสาม (ก) (ฎ. 1126/44, 4512/30)
กรณีความผิดนอกราชอาณาจักร (มาตรา 20)
หลักเกณฑ์ ถ้าความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทย ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักร ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือจะมอบหมายให้พนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนคนใด เป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้ (วรรคแรก)
ในกรณีที่อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนมอบหมายให้ พนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวน อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน จะมอบหมายให้พนักงานอัยการคนใดทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนนั้นก็ได้ (วรรคสอง)
ให้พนักงานอัยการที่ได้รับมอบหมายให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือให้ทำการสอบสนร่วมกับพนักงานสอบสวน มีอำนาจและหน้าที่ในการสอบสวนเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน และอำนาจ หน้าที่ประการอื่นที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ (วรรคสาม)
ในกรณีที่พนักงานอัยการทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำของพนักงานอัยการในเรื่องที่เกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐาน (วรรคสี่)
ในกรณีจำเป็น พนักงานสอบสวนต่อไปนี้มีอำนาจสอบสวนในระหว่างรอคำสั่งจากอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน (1) พนักงานสอบสวนซึ่งผู้ต้องหาถูกจับในเขตอำนาจ (2) พนักงานสอบสวนซึ่งรัฐบาลประเทศอื่น หรือบุคคลที่ได้รับความเสียหายได้ร้องฟ้องให้ทำโทษผู้ต้องหา (วรรคห้า)
เมื่อพนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน แล้วแต่กรณี เห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้ทำความเห็นตามมาตรา 140, 141 หรือ 142 ส่งพร้อมสำนวนไปยังอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน (วรรคท้าย)
- ความผิดที่เกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ถือว่าเป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักร ตาม ป.อ.มาตรา 4 วรรคสอง (ฏ. 2670/35) โปรดดูหมายเหตุ
- จำเลยฝากทรัพย์ของผู้เสียหายขณะที่อยู่นอกราชอาณาจักร แต่เมื่อถึงประเทศไทยได้ปฏิเสธว่าไม่ได้รับฝากไว้ ถือว่าเหตุความผิดฐานยักยอกเกิดในราชอาณาจักร ไม่ใช่ความผิดที่กระทำลงนอกราชอาณาจักร จึงไม่เข้ากรณีตามมาตรา 20 (ฎ. 1573/35)
หมายเหตุ ความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทย ที่กระทำลงนอกราชอาณาจักร ตามความหมายของมาตรา 20 นี้ มีความเป็น 2 ฝ่าย คือ
1. ฝ่ายแรกเห็นว่าเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 4 วรรคสอง , มาตรา 5 – 9 เช่น อาจารย์ ธานิศฯ อาจารย์จิตรฤดีฯ
2. ฝ่ายที่สอง เห็นว่ากรณีที่ ป.อ.ถือว่าเป็นการกกระทำความผิดในราชอาณาจักร เช่น มาตรา 4 วรรคสองไม่ใช่ความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทย ที่กระทำลงนอกราชอาณาจักร เพราะกรณีดังกล่าว ป.อาญา ให้ถือว่ากระทำผิดในราชอาณาจักร จึงไม่ต้องด้วย มาตรา 20 แห่ง ป.วิ.อาญา โดยฝ่ายนี้ก็ได้แก่ ดร.เกียรติขจรฯ รวมถึงในหนังสือ วิ.อาญาของจูริสฯ และมีคำพิพากษาฎีกาสนับสนุนคือ ฏ. 2670/35 ที่วินิจฉัยว่า เหตุเกิดในเรือไทย หรืออากาศยานไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ถือว่าเป็นการกระทำในราชอาณาจักร ตาม ป.อ.มาตรา 4 วรรคสอง เมื่อเหตุเกิดในเรือไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักร เป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักร พนักงานสอบสวนกองปราบกรมตำรวจ มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาได้ทั่วราชอาณาจักรจึงมีอำนาจสอบสวน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com**
