หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ รศ. ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย , บิดามารดาข้าพเจ้าขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ชั่วโมงที่ 1 – 2 วันที่ 25 พฤษภาคม 2553
อาจารย์จะบรรยาย สองชั่วโมงต่อครั้งนะครับ อาจารย์อยู่ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้บรรยายที่นี่ 4 – 5 ปี ที่ผ่านมา บางมหาวิทยาลัย วิชานี้อาจเป็นวิชาเลือก อาจส่งผลต่อการทำความเข้าใจคือ ในช่วงสามสี่เดือนถ้าเรายังไม่เคยเรียนมาเลย หากมานั่งไล่ทีละมาตรา คงจะลำบาก ฉะนั้นในการบรรยายคงเป็นการปูฟื้นฐาน เพื่อให้เข้าใจหลักการใหญ่ ทำให้ ไปศึกษาตำราต่างๆ โดยเฉพาะของท่าน ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ตำราที่เกี่ยวข้อง ที่น่าจะหามาดูคือ คู่มือการศึกษาวิชา ภาษีอากรซึ่งท่านอาจารย์ ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม เป็นผู้เขียน ตำรานี้ ก็น่าจะเพียงพอในการสอบ
เล่มที่สองคงเป็นตัวประมวลรัษฎากรณ์โดยตรง เล่มอื่นๆ ก็ดูตามอัธยาศัยนะครับ ประเด็นที่อยากจะเกริ่นเบื้องต้น ในส่วนวิชาภาษีอากร ในเรื่องการออกข้อสอบ อาจารย์คงไม่ออกในรายละเอียดลึกซึ้งหรือยากมากเหมือนในวิชากฎหมายแพ่งหรืออาญาที่ได้ศึกษากันมาในขั้นมหาวิทยาลัย กันแล้ว วิธีการในการเรียน ถ้าสามารถทำได้ ให้อ่านไปทำโน้ตย่อไปในแต่ละเรื่อง ในส่วนของขอบเขตการบรรยาย น้ำหนักจะอยู่ที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นหลัก
เราก็ควรสนใจในส่วนของประมวลรัษฏากรณ์เป็นหลัก สำหรับสิ่งที่จะคุยกันต่อไป เป็นเรื่องเนื้อหา ของกฎหมายภาษีอากร อาจารย์เข้าใจว่าเมื่อเราพูดคำว่าภาษีก็คงจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้ประกอบอาชีพต้องเสียทุกปี อีกอันหนึ่งคือภาษีมูลค่าเพิ่มที่เราต้องเจอเพราะเราไปซื้อของถ้าไปดูใบเสร็จรับเงิน จะเห็นรายการในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มว่าเป็นจำนวนเท่าใดอยู่ ถ้าถามว่าภาษีคืออะไรในคำตอบ อาจตอบได้ไม่ครบถ้วน ในการเรียนชั้นระดับปริญญาตรีที่ละเอียดกว่านี้ ก็ต้องมีการถามในครั้งแรกของการเรียนว่า ภาษีคือะไร มักได้คำตอบว่าคือสิ่งที่รัฐเรียกเก็บ แล้วรัฐอาจเรียกเก็บอะไรหลายๆอย่าง เช่น เราใช้ไฟฟ้า การไฟฟ้า ก็เก็บเงินค่าไฟฟ้า ก็เป็นเรื่องที่การไฟฟ้าเรียกเก็บเงินค่าไฟฟ้าเหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่ภาษี แม้จะจ่ายให้กับรัฐเหมือนกันแต่ว่ามีการได้ประโยชน์ตอบแทน เป็นค่าบริการ
แต่ความหมายของภาษี ต้องมีอย่างน้อยสองเรื่อง คือการบังคับจัดเก็บ เป็นสิ่งที่รัฐบังคับจัดเก็บจากประชาชนและประชาชนจะไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนโดยตรง แน่นอนเราได้รับประโยชน์สาธารณะจากรัฐ เช่น บัตรทอง ถนนหนทางเราก็มีตำรวจ มีทหารคอยคุ้มครองความปลอดภัย เรามีระบบกระบวนการยุติธรรมที่รัฐจัดหา แต่ไม่ได้ให้โดยตรงเป็นการให้ทั่วไป พื้นฐานเวลาที่เราพูดถึงตัวภาษีอากร เราต้องเข้าใจว่า เป็นสิ่งที่รัฐจัดเก็บจากเรา โดยเราไม่ได้ผลประโยชน์ตอบแทนโดยตรง
ประเด็นคำถามต่อไปคือ ทำไมรัฐต้องเก็บภาษี ภาพใหญ่ต้องบอกว่า เพราะรัฐใช้ภาษีดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง เช่นรัฐต้องการส่งเสริมหรือต้องการหน่วงการบริโภคสินค้าบ้างอย่างตัวรัฐอาจใช้ภาษีเป็นตัวกำหนดได้ เช่นการไม่ส่งเสริมการสูบบุหรี่ ก็เก็บภาษีสรรพสามิต เพื่อให้ราคาบุหรี่แพงขึ้น หรือกรณีที่รัฐต้องการส่งเสริมกิจกรรมบางอย่าง เช่น การให้สิทธิประโยชน์ในทางการส่งเสริมการลงทุน หรือการยกเว้นภาษีบางอย่าง หรือบางทีรัฐใช้เป็นตัวกระจายรายได้ เป็นการลดช่องว่างการมีการจน ก็เป็นเรื่องของการที่รัฐใช้ภาษีอากรมาอุดหนุนการให้บริการสาธารณะ การดูแลจัดการประเทศมีข้าราชการ มีการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน มีการจ้างงานต่างๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้จำเป็นต้องใช้งบ และงบส่วนสำคัญก็มาจากภาษีอากร
ร้อยละเก้าสิบของงบประมาณที่ใช้อยู่คือมาจากภาษีอากร ที่สำคัญคือตัวภาษีเป็นตัวหลักใหญ่ ในการเป็นแหล่งทุนให้รัฐ เวลาที่เราพูดถึงตัวภาษีอากรต้องเข้าใจว่ามีความสำคัญอย่างไร โดยหลักการจะต้องมีกฎหมายให้อำนาจรัฐในการจัดเก็บภาษี ผ่านทางกรมสรรพากร เก็บผ่านกฎหมายคือประมวลรัษฎากรณ์กำหนดให้เป็นหน้าที่เราที่ต้องเสียภาษี กฎหมายรัฐกำหนดหน้าที่ คือรัฐธรรมนูญ คือหน้าที่ของปวงชนชาวไทยคือเสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ เวลาที่เราดูเรื่องภาษีอากรถ้าให้เข้าใจมากขึ้น เวลาเราแบ่งประเภทภาษีอากร คำบางคำเป็นตัวที่เรียกว่าเป็นเกณฑ์บางอย่าง เช่นฐานภาษี มีความแบบกว้าง คงเป็นเหมือนกับ ฐานหรือสิ่งที่รวมกันให้เป็นประเภทภาษี ซึ่งเป็นตัวไปกำหนดว่า ประเภทฐานภาษีนั้นๆเป็นภาษีอย่างหนึ่ง
ที่สำคัญ ฐานภาษีมี สามประเภทใหญ่ ๆ การกำหนดภาษีโดยฐานภาษีอย่างแรกคือ กำหนดโดยรายได้ คือการจัดเก็บจากรายได้ ของกลุ่มคนประเภทต่างๆเอาไว้ จะมีสามประเภทใหญ่ๆด้วยกัน คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ในชั้นปริญยาตรีมักใช้คำว่า ภาษีเงินได้ บริษัท หรือ ห้างฯ นิติบุคคล เหตุผลที่ไม่ใช้เพราะทำให้ นักศึกษา เข้าใจ คลาดเคลื่อน ต่อกลุ่มคนที่ต้องเสียภาษีนั้น ทำให้นิติบุคคลต้องเสียภาษี ในช่วงที่คณะเปิดสอบ คำถามที่ถามคือใครมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล จำนวนหนึ่งตอบโดยไม่เข้าใจ สิ่งที่ต้องเข้าใจ ต้องเป็นหน่วยภาษีที่ เข้าอยู่ในคำนิยาม เพราะฉะนั้น เนฯ เป็นนิติบุคคลแต่ไม่เข้านิยาม ห้างฯ นิติบุคคล เนฯ จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล กระทรวงวิทยาศาสตร์แม้เป็นนิติบุคคลก็ไม่ต้องเสียภาษี นิติบุคคล
ฐานที่สามคือ ภาษีเงินได้ปิโตรเลี่ยม เป็นภาษีที่จัดเก็บจากเงินได้ จากกำไรสุทธิที่บริษัทสำรวจและผลิตทั้งหลาย พูดง่ายๆก็คือกำไรสุทธิที่ได้จากการขุดเจาะน้ำมันหรือก๊าซ ในไทยคงมีไม่กี่แห่งที่ต้องอยู่ภายใต้ตรงนี้ ส่วนของเงินได้ปิโตรเลี่ยม วิชาของเราไม่อยู่ในขอบเขตการบรรยายหรือการสอบ
ฐานรายได้ ฐานการบริโภค เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภคสินค้าหรือการใช้บริการของบุคคล ภาษีที่อยู่ในกรอบภาษีบริโภคที่สำคัญคือภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งภาษีทั้งสองชนิดนี้เป็นภาษีที่อยู่ในขอบเขต การศึกษาของพวกเรา และโดยทั่วไปมักจะมีส่วนในการสอบด้วยเช่นกัน ภาษีการบริโภคชนิดที่สาม คือภาษีสรรพสามิต พวกเหล้า บุหรี่ สิ่นค้าที่เราบริโภค ต้องเสียและภาษีศุลกากรต้องเสีย อันนั้นเป็นภาษีที่เราเรียกว่าเป็นภาษีฐานการบริโภค
ส่วนฐานภาษีที่สามคือ ฐานภาษีความมั่งคั่ง เก็บจากการถือครองทรัพย์สินบางอย่างและมีการโอนทรัพย์สินที่ถือครองนั้น สิ่งที่เราอาจจะคุ้นเคย คือ ภาษีทรัพย์สิน มีข่าวในรอบสามสัปดาห์คือการที่คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในการเสนอกฎหมาย ที่ดินซึ่งโดยทั่วไปก็คือภาษีทรัพย์สิน เป็นการจัดเก็บทรัพย์ที่ดิน อันนั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้เห็นชอบเป็นกฎหมาย ถ้าผ่านออกเป็นกฎหมาย ก็น่าจะใช้ในปีสองปีข้างหน้า
กฎมหายที่เราใช้อยู่คือภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ ส่วนภาษีความมั่งคั่งอีกชนิดหนึ่งคือภาษีมรดก ไม่ค่อยให้ผลในทางรายได้กับรัฐมากมายเท่าใดนักแต่ผลในทางจิตวิทยามีสูงมากเป็นการกระจายรายได้หรือเหลื่อมล้ำพอสมควร บางทีได้จัดเก็บจากกองมรดก
ปัจจุบันประมวลรัษฏากรณ์ยกเว้นภาษีเงินได้เกี่ยวกับการรับมรดก ปัจจุบันเรายกเว้นภาษีมรดกไว้ จริงๆประเทศไทยเคยจัดเก็บ ด้วยเหตุผลหลายๆประการก็ได้มีการยกเลิกไป
ภาษีชนิดที่สาม ที่อยู่ภายใต้ฐานภาษีความมั่งคั่งคือภาษีการให้ นี่เป็นการจัดประเภทตามฐานภาษี
อาจจัดได้ตามระบบของภาษีอีก คือระบบอยู่สองระบบ คือ ระบบภาษีทางตรงกับระบบภาษีทางอ้อม ทางตรงจัดเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีโดยตรง ตามกฎหมาย ตรงจุดนี้ขออธิบายเพิ่มเติม ว่าหน้าที่ในการเสียภาษี หรือ เรียกว่าผู้ที่รับภาระทางภาษี แบ่งออกเป็นภาระภาษีตามกฎหมาย เป็นภาระที่กฎหมายกำหนดให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้รับ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลํรรมดา กฎหมายกำหนดว่า คนที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมา เป็นผู้รับภาระ หรือภาษีมูลค่าเพิ่มกำหนดให้ผู้ประกอบการ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเว้นแต่เข้าข้อยกเว้น ผู้ประกอบการณ์เป็นผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะประมวลรัษฐากรณืบัญญัติไว้เป็นอย่างนั้น เวลาที่เราไปซื้อสินค้าในร้านสะดวกซื้อนอกจากเราจ่ายค่าสินค้าแล้ว รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เราจ่ายเงินให้แก่ร้านสะดวกซื้อเหล้านั้น เป็นเงิน 107 บา ท จะเสียภาษี เจ็ดบาท เราเป็นคนที่รับภาระภาษีที่แท้จริง
คือจะมีผู้รับภาระภาษีตามกฎหมายและตามความเป็นจริง สำหรับภาษีเงินได้ เราจะเห็นได้ว่าเป็นภาษีทางตรง เพราะหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมาย กับหน้าที่ตามความเป็นจริงนั้น มาลงอยู่กับเราซึ่งเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน ในขณะที่ภาษีเงินได้นั้นเป็นระบบภาษีทางอ้อม เป็นระบบภาษีที่ ไม่ได้จัดเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีโดยตรงแต่ไปจัดเก็บผ่าน ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมาย ในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม ในราคาหนึ่งร้อยกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่างเพิ่ม เจ็ด แต่ว่าผู้ก่อการไม่รับภาษีนั้นด้วยตนเอง แต่มาเรียกเก็บจากผู้รับสินค้าหรือผู้ใช้บริการ ตัวภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นภาษีทางอ้อม เวลาที่เราไปดูเรื่องเกี่ยวกับการจัดระบบภาษีโดยตรง
การจัดประเภทกรณีที่สามซึ่งใช้เกณฑ์เรื่องอัตราภาษีเป็นตัวจับ
ซึ่งการจัดเก็บไทยใช้ระบบอัตราก้าวหน้า ก็คือ ถ้ารายได้เยอะฐานภาษีก็สูงไปอีก
ฐานภาษีในความหมายแบบแคบ เราหมายถึงจำนวนหรือปริมาณที่นำไปคูณกับอัตราภาษีเพราะฉะนั้นเวลาที่เราพูดถึงฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม เราจึงหมายถึงจำนวนหรือราคาสินค้าหรือค่าตอบแทนการให้บริการ ไปคูณกับอัตราภาษีคือ ร้อยละเจ็ด เป็นคำที่นำมาใช้ในการพิจารณาในอัตราภาษี อัตราก้าวหน้า หมายถึงภาษีที่จะจัดเก็บในอัตราที่สูงขึ้นเมื่อผู้เสียภาษีมีฐานภาษีที่สูงขึ้นเช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกท่านที่ทำงานจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเริ่มร้อยละห้า และสุดท้าย ร้อยละสามสิบเอ็ด ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินได้สุทธิที่บุคคลธรรมดานั้นมี ถ้าคนธรรมดานั้นมีแค่หนึ่งแสนบาท อัตราภาษีที่จัดเก็บคือร้อยละห้า แต่ถ้าบุคคลธรรมดานั้นมีรายได้สองแสนบาท เราจะเห็นได้ว่า จำนวนเงินที่สูงขึ้นนั้นทำให้ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเป็นอัตราก้าวหน้า ตรงจุดนี้อยากให้เราหมายเหตุว่า เวลาพูดถึงอัตราร้อยละห้า หรือร้อยละสิบเป็นการพูดตามประมวลรัษฎากรณ์ ไม่ได้ไปพิจารณาการยกเว้น ที่แยกต่างหากไว้นั่นเป็นจุดแรกตามอัตราก้าวหน้า ประเภทที่สองตามอัตราคงที่ หมายถึงอัตราภาษีไม่เปลี่ยนแปลงไปกับฐานภาษี เช่นภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราภาษีอยู่ที่ร้อยละเจ็ด ซื้อสินค้าราคาหนึ่งร้อยก็ร้อยละเจ็ดหนึ่งหมื่นก็ร้อยละเจ็ด อัตราประเภทที่สามคือ ประเภทถอถอย ปัจจุบันใช้ในภาษีบำรุงทองที่อยู่ การแบ่งประเภทอีกประเภทคือหน่วยงานที่จัดเก็บ เช่นผ่านกรมสรรพากร มองว่าเป็นภาษีรัษฏากรณ์
ภาษีที่เราเรียนและใช้สอบกัน เป็นเรื่องของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ในส่วนอีกส่วนหนึ่งเวลาที่เราพูดถึงเรื่องภาษีต่างๆ สิ่งที่เราต้องระลึกก็คือ รัฐไม่สามารถกำหนดได้ตามอำเภอใจ โดยทั่วไปก็จะมีหลักภาษีอากรที่ดี ทั่วไปก็มีสี่ห้าเรื่อง
เรื่องแรกคือ หลักความเป็นธรรม ต้องมีความเป็นธรรม และในทางวิชาการ ความเป็นธรรมก็มีทั้งแนวนอน แนวดิ่ง แนวนอนคือใครมีเงินได้ หรือ ความสามารถในการเสียภาษีเท่ากัน ก็ควรมีการจัดเก็บภาษีเท่ากัน ถ้าใครมีความสามารถในการเสียภาษีต่างกัน ก็ควรเสียต่างกัน ภาษีต่างๆไปตั้งอยู่บนเกณฑ์หรือ หลักความสามารถ ซึ่งการที่จะวัดความสามารถ ก็วัดจากตัวรายได้ของบุคคล หรือภาระที่บุคคลนั้นต้องรับผิดชอบ คือโดยพื้นฐานถ้ามีความสามารถเท่ากัน ก็ต้องเสียภาษีเท่ากัน ในขณะที่ ถ้าคนสองคนมีความสามารถในการเสียภาษีไม่เท่ากัน แต่ภาระที่เกี่ยวข้องเท่ากัน คนที่มีภาระมากกว่าก็ควรเสียภาษีน้อยกว่า คือความเป็นธรรมในแนวดิ่ง ตรงนี้กฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้รองรับ หลักความสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธรรม ใครที่ไม่มีภาระครอบครัวก็หักลดหย่อนไม่ได้ ก็ย่อยสามารถหักลดหย่อนคู่สมรส ใช้ประโยชน์กับรัฐมากกว่า ก็ต้องรับภาระภาษีมากกว่า เป็นประโยชน์ ก็ไปสะท้อนอยู่ในภาษีมูลค่าเพิ่มใครซื้อสินค้ามากในราคาสูงก็ต้องรับภาระภาษีในส่วนที่สูงใครบริโภคสินค้าในปริมาณที่ต่ำก็ต้องเสียภาษีน้อยกว่า นั่นคือประการแรกและประการที่สำคัญที่สุด
หลักการเสียภาษีอากรประการที่สองคือหลักความแน่นอน พื้นฐานคือแน่นอนในเรื่องกฎหมาย ต้องมีกฎหมายกำหนดให้บุคคลนั้นต้องเสียต้องมีการบังคับใช้ ว่าจะจัดเก็บกับใครต้องมีความแน่นอนมีความชัดเจนว่ากรณีใดจะจัดเก็บ ส่วนความแน่นอนในกรณีที่สาม โดยทั่วไปคือการตีความของศาลต้องมีความเป็นไปในทางทิศทางเดียวกัน หลักอีกประเภทคือหลักเกี่ยวกับความสะดวก คือ ต้องไม่ให้เกิดความลังเลในการเสีย หรือเกิดการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเลย
การพูดการหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเรื่องคนจ่ายเงินหักเก็บภาษีไว้ เลย เราจะพบว่า คนที่มีเงิน พอสิ้นเดือนจะมีรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้
ประเด็นที่สี่คือความประหยัด คือไม่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเสียภาษีที่สูงเกินไป คือ ทั้งทางฝั่งหน่วยงานผู้จัดเก็บ ต้องไม่มีต้นทุนที่สูงจนเกินไป กฎหมายหลายฉบับจึงมีการยกเว้นภาษีให้สำหรับฐานภาษีบางอย่าง เช่น การยกเว้นหนึ่งแสนห้าหมื่นแรก เพราะว่า การที่จัดเก็บแสนบาทแรก ห้าพัน คนที่ส่วนใหญ่เวลาที่มีเงินได้ ไม่กี่ร้อย กี่พัน ค่าจัดการภาษีจะสูงกว่า
ต้องไม่เบี่ยงเบนการบริโภคของประชาชน กฎหมายที่เก็บภาษีจากดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ อันนี้เป็นภาษีที่ขาดความเป็นกลาง ทำให้ประชาชนไขว้เขวในการตัดสินใจบริโภค
สิ่งที่อยากจะพูดต่อไปอีกประเด็นคือ กฎหมายและเอกสารอ้างอิง พวกเราเวลาทำงานมีประเด็นภาษีที่เกี่ยวข้อง แน่นอนประมวลรัษฏากรณ์ที่ต้องดูแน่ๆ เวลาสภาวะทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง ประมวลรัษฏากรณ์ก็ควรเปลี่ยนแปลงไป หลายท่านคงจำวิกฤษทางเศรษฐกิจต้มยำกุ้งได้ ก็มีการเปลี่ยนแปลงวิธีจัดเก็บภาษีมีการเปลี่ยนจากหนี้สินเป็นทุนหรือหุ้น การทำธุรกรรมเหล่านั้นมี ภาษีเกิดขึ้นเสมอ รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการทางภาษีมายกเว้น เพราะไม่เช่นทำให้คนที่ได้รับการผ่อนปลน ซึ่งมันจะไม่สามารถเยียวยา วิกฤตทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งถ้าสมมุติประมวลรัษฏากรณ์ไม่มีบทบัญญัติเหล่านั้น ทุกอย่างก็ไปที่สภานิติบัญญัติตลอดเวลา ทำให้วิกฤติเศรษฐกิจหนักมากขึ้นไปอีก ประมวลรัษฏากรณ์จึงมีบทที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการออกกฎกระทรวงระดับรองต่างๆ กฎหมายเหล่านั้นเป็นกฎหมายที่ยกเว้นภาษีให้ ซึ่งมีบทบัญญัติหลายมาตราที่ยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฏากรณ์ให้ รวมถึงภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิตด้วย นอกจากตัวกฎหมายที่มาโยงประมวลรัษฏากรณ์ทางอ้อม ก็มีกฎหมายอีกสองสามฉบับที่ต้องไปดู
ก็คือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในประมวลรัษฏากรณ์ก็มีบัญญัติศัพท์บางคำเท่านั้น เช่น การขาย รวมถึงการให้อสังฯ โดยไม่มีค่าตอบแทนด้วย แต่มีคำบางคำที่ประมวลรัษฯไม่ได้บัญญัติไว้ก็ต้องไปดู ปพพ อะไรเป็นจ้างแรงงาน อะไรเป็นจ้างทำของ ก็ต้องไปดู
อย่างในเรื่องอายุความ ก็ต้องนำของ ป.อ.มาใช้
กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง หรือ คำพิพากษาฏีกา ก็เป็นอะไรที่พวกเราต้องอิงต้องดูตลอดเวลาอยู่แล้ว ก็คงเป็นเรื่องเอกสารอ้างอิง ในสัปดาห์หน้าเราคงมาดูโครงสร้างภาษีอากร