...การหึงหวงหญิงคนรักแล้วทำร้ายคนอื่นด้วยเหตุนี้เป็นการบันดาลโทสะ
ตาม ป.อ. มาตรา 72 หรือไม่ ?...
วิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 7835/2554
ข้อเท็จจริง
1. อัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 33, 80,
91, 288, 289, 371 และริบอาวุธมีดของกลาง
2. จำเลยให้การปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
แต่รับว่าได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและพาอาวุธติดตัวไปในทางสาธารณะ
3. เมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วศาลชั้นต้นพิพากษาว่า
จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297(7)(8), 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
ลงโทษฐานพาอาวุธไปในเมือง ปรับ 100 บาท
ฐานทำร้ายร่างกายสาหัส จำคุก 3 ปี คำรับของจำเลยในชั้นจับกุม
ชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78
คงจำคุกฐานทำร้ายร่างกาย 2 ปี และปรับ 100
บาท ริบอาวุธมีดของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก
3.1 ผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อหาตาม ป.อ. มาตรา 371 (พาอาวุธไปในเมือง) ศาลปรับ 100 บาทนั้น
จำเลยไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ส่วนข้อหาฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 297 จำเลยสามารถอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้
3.2 คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 297(7) และ (8) ทั้งๆ ที่อัยการโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษตาม
ป.อ. มาตรา 297 เพราะเหตุใด
จุดนี้ก็สามารถอธิบายได้ว่าอัยการโจทก์ได้บรรยายในฟ้องกล่าวถึงผลที่ผู้เสียหายได้รับจากการกระทำของจำเลยว่าผู้เสียหายมีอาการทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต
หรือได้บรรยายว่าผู้เสียหายป่วยเจ็บด้วยอาการทุขเวทนาเกินกว่า 20 วัน ไว้แล้วในคำบรรยายฟ้อง ดังนั้น แม้อัยการโจทก์ไม่ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 297 แต่คดีนี้ก็จะไปเข้าหลักเกณฑ์ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้าและวรรคหก
4. จำเลยยื่นอุทธรณ์ ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า
สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสเป็นความผิดตาม
ป.อ. มาตรา 297(8) เพียงอนุมาตราเดียว......
นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
4.1 ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นนี้
แสดงว่าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ.มาตรา 297 และให้จำคุกจำเลย 2 ปีเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น
4.2 การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297(8)
ในขณะที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297(7)(8)
เช่นนี้ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย
จำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก
ปรากฏว่าจำเลยยื่นฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ซึ่งส่วนนี้เป็นการดำเนินการตามป.วิ.อ. มาตรา 221
5. คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามประเด็นดังต่อไปนี้
5.1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า
การกระทำของจำเลยเป็นบันดาลโทสะหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า
แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การในเรื่องบันดาลโทสะ
แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
5.2 ศาลฎีกาให้พิจารณาต่อไปว่า
กรณีที่จะเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 ต้องเป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
โดยพิจารณาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปว่า
ผู้ที่อยู่ในภาวะ วิสัย และพฤติการณ์อย่างเดียวกับจำเลยนั้น
ถือได้ว่าจำเลยผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่
หาใช่ถือเอาตามความรู้สึกนึกคิดของตัวจำเลยผู้กระทำความผิดเอง ที่จำเลยฎีกาว่า
การที่ผู้เสียหายจอดรถจักรยานยนต์ขวางหน้ารถยนต์ที่จำเลยกับนางสาวพิมพ์ใจกำลังพูดคุยกัน
ก็เพื่อแสดงให้จำเลยเห็นว่า
นางสาวพิมพ์ใจมีใจให้ผู้เสียหายเป็นการดูถูกเหยียดหยามและเย้ยหยันจำเลยต่อหน้าคนรัก
จำเลยจึงเกิดอาการโกรธเนื่องจากหึงหวงเป็นเหตุให้ทำร้ายผู้เสียหายนั้นจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ
หมายเหตุ
1. คำพิพาษาศาลฎีกาที่ 7835/2554 มีการแสดงเหตุผลคล้ายกับคำพิพากษาฎีกาที่
10/2549
คำพิพากษาฎีกาที่ 10/2549
ป.อ. มาตรา 72, 288
กรณีที่จะเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72
นั้น
ต้องเป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและเหตุอันไม่เป็นธรรมนั้นต้องเป็นเรื่องร้ายแรง
โดยต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปที่อยู่ในภาวะวิสัยและพฤติการณ์อย่างเดียวกับผู้กระทำความผิด
จะถือเอาความรู้สึกนึกคิดของตัวผู้กระทำความผิดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ไม่ได้
แม้จำเลยจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของผู้ตาย
และพูดตักเตือนผู้ตายเรื่องการขับรถจักรยานยนต์ในหมู่บ้านว่าไม่ให้ขับเร็วเพราะเกรงว่าจะชนเด็ก
แล้วผู้ตายตอบว่าเป็นรถของผู้ตายเองจะยังคงขับเร็ว และพูดท้าทายจำเลยว่า
มึงแก่แล้วอย่ามายุ่งกับกูหากแน่จริงให้ลุกขึ้นมา ซึ่งเป็นการแสดงกิริยายโสโอหัง
ไม่สมควรที่จะกระทำต่อจำเลยซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ก็ตาม
แต่ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
การกระทำของจำเลย จึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ
2. การบันดาลโทสะ ระหว่างชายหญิงที่รักกัน
หรือสามีภรรยาทีไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจกล่าวได้ว่า “การบันดาลโทสะต้องถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
การข่มเหงในกรณีเช่นนี้ไม่ถึงขั้นต้องละเมิดต่อกฎหมายก็อาจจะถือว่าเป็นการข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมได้
ซึ่งต่างกับการป้องกัน ตาม ป.อ. มาตรา 68 ซึ่งป้องกันภยันตรายต้องเกิดจากการละเมิดต่อกฎหมายเท่านั้น
ให้พิจารณาศึกษาฎีกาต่อไปนี้เพิ่มเติม
คำพิพากษาฎีกาที่ 5/2500
ป.อ. มาตรา 3, 72
เมื่อจำเลยที่ไม่ชอบด้วย ก.ม.เป็นชู้กับผู้ตาย
จำเลยมาแอบจับชู้ระหว่างแอบจับชู้ผู้ตายทำชำเรากับเมียน้อยของจำเลยระหว่างกระทำชำเราเสียงสุกรร้องผู้ตายออกมามองเห็นปลอดภัยแล้วก็กลับไปทำชำเราต่อแต่ถูกยิงเสียก่อน
พฤติการณ์ดังกล่าวนี้ถือว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมเข้าลักษณะยั่วโทษะตาม
ก.ม.อาญา ม.72 แล้ว
จำเลยกระทำผิดในขณะใช้ ก.ม.อาญา ร.ศ.127 แต่คดีมาสู่ศาลฎีกาเมื่อใช้ประมวลกฎหมายอาญา
พ.ศ.2499 แล้วเช่นนี้เมื่อประมวลกฎหมาย อาญา พ.ศ.2499
เป็นคุณแก่จำเลยศาลก็ต้องหยิบยกประมวลก.ม.อาญา พ.ศ.2499 มาใช้บังคับแก่จำเลยตาม ม.3
คำพิพากษาฎีกาที่ 3861/2547
ป.อ. มาตรา 68, 72
แม้จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ต.
มีสิทธิป้องกันมิให้หญิงอื่นมามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของตน
แต่ขณะจำเลยพบโจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมกำลังนอนหลับอยู่กับ ต. เท่านั้น
มิได้กำลังร่วมประเวณีกัน
พฤติการณ์เช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง
อันจำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของจำเลยแต่อย่างใด
การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
แต่การที่โจทก์ร่วมเข้าไปนอนหลับอยู่กับ ต.
สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่เตียงนอนในฟาร์มเลี้ยงไก่ของ ต.
เช่นนี้นับได้ว่าเป็นการกระทำที่ข่มเหงจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม
เมื่อจำเลยพบเห็นโดยบังเอิญมิได้คาดคิดมาก่อนและไม่สามารถอดกลั้นโทสะไว้ได้
ใช้มีดฟันศีรษะโจทก์ร่วมไปในทันทีทันใด
การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ตาม ป.อ. มาตรา 72 หาใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาไม่
คำพิพากษาที่ 1135/2504
ป.อ. มาตรา 56, 72, 90, 91, 288, 371
การที่จำเลยพาอาวุธปืนไปในถนนสาธารณะก่อนแล้วจึงใช้ปืนยิงฆ่าเขาตายนั้น
ต้องมีความผิดตามมาตรา 371 กระทงหนึ่งด้วย
แต่ให้ลงโทษตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นกระทงหนักที่สุดตามมาตรา 91
ได้ไม่ใช่มาตรา 90
การที่ผู้ตายรู้อยู่ว่าหญิงเป็นภรรยาของจำเลยแล้วยังพยายามติดต่อทางชู้สาวเอาไปเป็นภรรยาจนได้ จำเลยยังมีเยื่อใยจึงติดตามไปพบทั้งภรรยาและผู้ตายเดินมาด้วยกันจำเลยได้วิงวอนขอให้ภรรยากลับไปอยู่กับตน
ผู้ตายกลับสบประมาทว่า "เป็นหน้าตัวเมียผู้หญิงเขาไม่รักจะตามมาทำไม"
ถือว่ารุนแรงสำหรับกรณีเช่นจำเลยนี้ และเป็นเหตุให้บันดาลโทสะเพราะถูกข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา
72 และคำนึงถึงเหตุผลเช่นนี้กับเหตุผลตามมาตรา 56 แล้ว ศาลรออาญาโทษจำคุกไว้ตามมาตรา 56 ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 551/2509
ป.อ. มาตรา 69, 72
จำเลยมาพบเห็นภรรยากำลังทำชู้ในห้องครัวชู้หลบหนีไปจำเลยด่าว่าภรรยาและตบตี
ภรรยาต่อสู้จำเลยจึงใช้ไม้ฟืนตีภรรยาจนถึงแก่ความตายพฤติการณ์เช่นนี้เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72
คำพิพากษาฎีกาที่ 1883/2512
ป.อ. มาตรา 72
จำเลยมาพบเห็นผู้ตายกำลังกอดจูบภริยาตน
จึงบันดาลโทสะเข้าแทงผู้ตายขณะนั้นทันที
กรณีเช่นนี้ถือว่าจำเลยบันดาลโทสะกระทำไปโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม
ซึ่งศาลอาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
(เทียบฎีกาที่435/2500)
คำพิพากษาฎีกาที่ 2792/2515
ป.อ. มาตรา 72, 80, 288
จำเลยกับนาง ก. ผู้ตายเป็นสามีภรรยากันประมาณ 16 ปีโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 3 คน
อยู่กินร่วมเรือนเดียวกันจนถึงวันเกิดเหตุ ก่อนเกิดเหตุ 2 ปี
ผู้ตายกับ ท. สนิทสนมกันชอบไปเล่นการพนันด้วยกันและเป็นชู้กัน
เวลาจำเลยไม่อยู่บ้าน ท.มาหลับนอนในห้องเดียวกับผู้ตายที่บ้านจำเลย บุตรจำเลยก็เห็นคนอื่นก็เล่าลือกัน
จำเลยเคยขอร้องทั้งผู้ตายและ ท. ไม่ให้เกี่ยวข้องกันก็ไม่มีใครเชื่อ
ยังนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์กันไปมาเสมอเป็นการกระทบกระเทือนจิตใจของจำเลยเป็นอย่างยิ่งจำเลยมิใช่คนดุร้าย
วันเกิดเหตุ ท. ให้ผู้ตายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปส่งบ้านจำเลยแลเห็นจำเลยขณะจำเลยกำลังเดินไปตามซอยทางเข้าบ้านก็มิได้ส่งผู้ตายลงตรงนั้นกลับขับขี่รถผ่านจำเลยไปห่างเพียง
1 วา
ด้วยความทระนงองอาจปราศจากความยำเกรงจำเลยผู้เป็นสามีเป็นการเย้ยหยันสบประมาทอย่างร้ายแรง
พฤติการณ์เช่นนี้นับได้ว่าเป็นการกระทำที่กดขี่ข่มเหงในทางจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรง
ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
เมื่อจำเลยพบเห็นภาพดังกล่าวโดยบังเอิญโดยมิได้คาดคิดไม่สามารถอดกลั้นโทสะไว้ได้จึงใช้ปืนยิงผู้ตายกับ
ท. ไปในทันทีทันใด ดังนี้ กรณีต้องด้วยมาตรา 72 (ประชุมใหญ่
ครั้งที่ 38/2515)
คำพิพากษาฎีกาที่ 1713/2511
ป.อ. มาตรา 72
การที่จำเลยมีครรภ์กับผู้เสียหาย
แล้วไปต่อว่าผู้เสียหายเรื่องที่ไม่ไปสู่ขอเลี้ยงดูเป็นภรรยาผู้เสียหายพูดโต้ตอบว่า
'มึงยอมให้กูเล่นมึงทำไม'ดังนี้ย่อมเป็นการกระทำที่ข่มเหงน้ำใจจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
เพราะเกียรติยศชื่อเสียงอนาคตของลูกผู้หญิงเช่นจำเลย
มิใช่เป็นอันขาดลงด้วยการปฏิเสธเฉยๆ ของผู้เสียหายเท่านั้น
แต่ผู้เสียหายได้กล่าวถ้อยคำเย้ยหยันทับถมหาว่าจำเลยเป็นคนใจง่ายเข้าด้วย
อันเป็นการข่มเหงน้ำใจอย่างไร้ศีลธรรม กรณีต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 72 ที่ศาลจะลงโทษจำเลยให้น้อยลงกว่าอัตราที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้
ในเมื่อจำเลยได้กระทำลงไปทันใดเพราะการบันดาลโทสะ
คำพิพากษาฎีกาที่ 846/2512
ป.อ. มาตรา 72
จำเลยเป็นหญิงมีภาระต้องเลี้ยงตัวเอง
เลี้ยงน้องให้ได้รับการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย และส่งเงินเลี้ยงบิดามารดา จำเลยรักใคร่ได้เสียกับผู้ตายจนจำเลยตั้งครรภ์ผู้ตายก็ตีตนออกห่าง
ไม่ยอมพบ จำเลยโทรศัพท์ไปหลายครั้งก็ไม่ยอมพูด้วย
วันเกิดเหตุจำเลยได้ไปคอยพบผู้ตายและพูดเรื่องที่จำเลยมีครรภ์ ผู้ตายว่าจำเลยว่า
บอกให้เอาออกก็ไม่เอาออก ผู้ตายไม่ยอมรับว่าเป็นพ่อเด็ก ทั้งยังว่าจำเลยว่า
อยากหน้าด้านไปหาผู้ตายเองและว่าพ่อแม่จำเลยไม่สั่งสอนให้ดี
อันเป็นการดูถูกเหยียดหยามกดขี่ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายในขณะนั้น เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 72
คำพิพากษาฎีกาที่ 551/2514
ป.อ. มาตรา 72, 288
เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ตายเคยหลอกล่วงเกินจำเลยทางประเวณีมาก่อน
แล้วผู้ตายยังด่าว่าใส่ความจำเลยหาว่าจำเลยเป็นคนชั่วช้าในทางประเวณีต่อหน้าสามีของจำเลยอีก
เช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
การที่จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายไปในขณะนั้น 6 นัดถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย
การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นด้วยบันดาลโทสะ
คำพิพากษาฎีกาที่ 2394/2526
ป.อ. มาตรา 72, 288
จำเลยกับผู้ตายเป็นสามีภรรยามาประมาณ 11 ปี
มีบุตรชาย 1 คน อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ก่อนเกิดเหตุประมาณ 7
เดือน ผู้ตายไปทำเหมืองพลอยที่จังหวัดตราด
ส่วนจำเลยไม่ได้ไปอยู่ด้วยแต่ไปที่เหมืองเป็นครั้งคราว
วันเกิดเหตุจำเลยไปถึงบ้านผู้ตายที่เหมืองเมื่อเวลาประมาณ 21 นาฬิกา เห็นบ้านพักปิดจึงแอบดูตามช่องประตูไม้บ้านพัก เห็นผู้ตาย
กับผู้หญิงนอนเปลือยกาย กันอยู่ในห้องสองต่อสอง เมื่อจำเลยเคาะประตู
ผู้หญิงคนนั้นได้ตะโกนถามว่าเคาะทำไม
ตามพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมกระทบกระเทือนจิตใจของจำเลยผู้เป็นภรรยาอย่างมาก
เมื่อผู้ตายเปิดประตูห้องออก มา จำเลยก็ใช้อาวุธปืนที่นำติดตัวไปยิงผู้ตายทันที 3
นัด ผู้ตายถึงแก่ความตาย ย่อมเป็นกรณีที่จำเลยได้กระทำลงไปด้วยอารมณ์หึงหวงและโกรธแค้น
ในขณะที่ยังไม่สามารถควบคุมสติและระงับอารมณ์โกรธได้
ถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงทางด้านจิตใจด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 72
คำพิพากษาฎีกาที่ 4408/2530
ป.อ. มาตรา 72, 288
ส.อายุ 19 ปี ยังอยู่ในความปกครองของจำเลยและอยู่ร่วมบ้านเดียวกับจำเลยผู้เป็นบิดา
ผู้ตายมีโจทก์เป็นภริยาอยู่แล้วมารักใคร่ชอบพอถึงขั้นได้เสียกับ
ส.จนส.ตั้งครรภ์ต้องไปทำแท้ง ต่อมามีเรื่องทะเลาะวิวาทระหว่างโจทก์กับ
ส.จนจำเลยห้ามผู้ตายไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับส.อีกแต่ผู้ตายไม่เชื่อฟังกลับลักลอบมาหลับนอนกับส.ขณะที่จำเลยไม่อยู่บ้าน
เป็นการกระทำที่หยามเหยียดปราศจากความยำเกรงจำเลยผู้เป็นบิดาผู้ใช้อำนาจปกครอง
การที่ในคืนเกิดเหตุผู้ตายได้ขึ้นไปหลับนอนกับ ส.บนบ้านจำเลย
ย่อมเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
ที่จำเลยยิงผู้ตายไปในขณะนั้นย่อมถือได้ว่าจำเลยกระทำผิดเพราะบันดาลโทสะ
คำพิพากษาฎีกาที่ 7146/2552
ป.อ. มาตรา 72, 91, 364
การที่จำเลยยังคงติดตามให้ จ.
กลับไปอยู่กับจำเลยและบุตรเมื่อจำเลยไปพบเห็น จ.
กับผู้เสียหายอยู่กันตามลำพังในห้องน้ำในคืนเกิดเหตุ
นับได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายได้กระทำการอันเป็นการข่มเหงในทางจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและจำเลยย่อมเกิดอารมณ์หึงหวงในฐานะที่ตนเองเป็นสามีของ
จ. อยู่และบันดาลโทสะขึ้นในขณะนั้นจึงได้ใช้มีดแทงผู้เสียหาย
ซึ่งแม้จำเลยแทงผู้เสียหายครั้งแรกในห้องน้ำ และแทงผู้เสียหายครั้งต่อๆ
มาที่ประตูหน้าบ้าน แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องติดพันกันอยู่
การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลอาญา มาตรา 72
จ. ยังเป็นภริยาจำเลย
แต่การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพื่อตามหา จ.
โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์กันในทางใด
ทั้งจำเลยก็ไม่เคยพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหาย
จำเลยย่อมไม่มีสิทธิเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยพลการ
จึงเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานบุกรุก
จำเลยมิได้มีเจตนาแต่แรกที่จะเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งมิได้วางแผนเตรียมมีดของกลางเพื่อที่จะไปแทงผู้เสียหายมาก่อนเกิดเหตุ
แต่เมื่อจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายแล้วจำเลยไปพบว่าผู้เสียหายอยู่ในห้องน้ำกับ
จ. เพียงสองต่อสอง จึงหยิบมีดที่พบวางอยู่ไปแทงผู้เสียหาย
การบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายกับการแทงผู้เสียหายจึงเป็นเจตนาที่มิได้เกิดขึ้นพร้อมกัน
แต่เกิดขึ้นเป็นสองครั้งแยกจากกันได้ จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน
โดยเป็นความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนกรรมหนึ่งและพยายามฆ่าอีกกรรมหนึ่ง
คำพิพากษาฎีกาที่ 6558/2540
ป.วิ.อ. มาตรา 185
ป.อ. มาตรา 56, 72
การที่ผู้เสียหายอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยมาก่อน แล้วต่อมา
ได้หญิงอื่นเป็นภริยาและไปอยู่กับหญิงนั้น เมื่อจำเลยขอให้ไปพบ ผู้เสียหายไม่ยอมไป
ในวันเกิดเหตุจำเลยพบผู้เสียหายอยู่กับหญิงอื่น
โดยนุ่งผ้าขนหนูเพียงผืนเดียวออกมาบอกว่าจะเลิกกับจำเลย
และไล่ให้กลับบ้านทั้งยังตบหน้าอีก ย่อมเป็นการข่มเหงน้ำใจ
จำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
การที่จำเลยยิงผู้เสียหายไปในทันทีในระยะเวลาต่อเนื่องที่ยังมีโทสะอยู่ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยมีเหตุบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 72 แม้จำเลยจะมิได้ยกเหตุนี้ขึ้นต่อสู้ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง
และเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำผิดและความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายแล้วเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้รวมตลอดไปถึงความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งจำเลยมิได้ฎีกาด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่ 3874/2529
ป.วิ.อ. มาตรา 218
ป.อ. มาตรา 72, 288
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288
จำคุก 15 ปี
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,72 จำคุก 3 ปี
เป็นการแก้ทั้งบทกฎหมายและกำหนดโทษที่ลงโทษจำเลย เป็นการแก้ไขมาก
คู่ความไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 218
จำเลยกับผู้ตายเป็นสามีภรรยากันมาประมาณ 7 ปีมีบุตรด้วยกัน
3 คนและมีปากเสียงทะเลาะกันเสมอ ๆ
ขณะก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตาย ก็มีปากเสียงทะเลาะกันอีก
การที่ผู้ตายบ่นว่ากล่าวหาจำเลยพาชายชู้ มานอนที่เตียงนอนและไล่จำเลยออกจากบ้าน
ทั้งขู่ว่าหากจำเลยไม่ไป จากบ้านจะฆ่าจำเลยนั้น
ก็เป็นเรื่องสามีภรรยาเป็นปากเสียงทะเลาะกัน ตามปกติที่เคยเป็นมา
จะถือว่าจำเลยถูกกดขี่ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหาได้ไม่
จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงมิใช่เหตุบันดาลโทสะ
คำพิพากษาฎีกาที่ 2373/2544
ป.อ. มาตรา 72
จำเลยและ ส.
มิได้เป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายแต่จำเลยได้อุปการะเลี้ยงดู ส. เยี่ยงภรรยา
ซึ่งผู้เสียหายก็รู้แต่ผู้เสียหายยังไปลักลอบหลับนอนร่วมประเวณีกับ ส.
การที่จำเลยยิงผู้เสียหายในขณะดังกล่าว จึงเป็นการบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
...ท่านเคยมีปัญหาเหล่านี้หรือไม่ ?
- เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
- สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซักที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
- อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ
- สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ติด...กลับมาก็เหนื่อย
- อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรียนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบันติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
....ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป....
...................................................................................................................................................
ขอแนะนำ !!
รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภาค 1/65 และ 2/65
- กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 1/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65 + บทบรรณาธิการ 1/63, 1/64 และ 1/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคา 350.- บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี)
- กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 + บทบรรณาธิการ 2/63, 2/64 และ 2/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคา 350.- บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี)
พิเศษ !! : สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ราคา 650 บาท (ส่ง EMS ให้ฟรี) ฟรี !!! สมุดบันทึก + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี
สนใจติดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com
ไม่เก่ง..แต่พยายาม เจ๋ง ! กว่า เก่ง....แต่ขี้เกียจ
ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ....