ครั้งที่ 4 . (อาจารย์ประเสริฐสอน เมื่อวันที่ 18/06/09 )
มีเรื่องที่เป็นปัญหาการสอบในปีที่แล้ว คือข้อสอบการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งตำราคำอธิบายอย่างหนึ่งส่วนธงคำตอบออกอีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากบุตรของอาจารย์ผู้สอนสอบด้วย ทำให้กรรมการผู้ออกข้อสอบไม่ใช่อาจารย์ผู้สอน จึงแตกต่างเรื่องแนวความคิด
เรามาดูเกี่ยวกับห้างฯจำกัดก็เป็นองค์กรทางธุรกิจรูปแบบหนึ่ง เปิดไปที่มาตรา 1015 ก็คือห้างฯจำกัดในมาตรา 1078 อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น ท่านบังคับว่าต้องจดทะเบียน
การลงทะเบียนนั้น ต้องมีรายการดั่งต่อไปนี้ คือ
(1) ชื่อห้างหุ้นส่วน
(2) ข้อแถลงความว่าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด และวัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วนนั้น
(3) ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขาทั้งปวง
(4) ชื่อ ยี่ห้อ สำนัก และอาชีวะของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และจำนวนเงินซึ่งเขาเหล่านั้นได้ลงหุ้นด้วยในห้างหุ้นส่วน
(5) ชื่อ ยี่ห้อ สำนัก และอาชีวะของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด
(6) ชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ
(7) ถ้ามีข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการอันจะผูกพันห้างหุ้นส่วนนั้นประการใดให้ลงไว้ด้วย
ข้อความซึ่งลงทะเบียนนั้น จะลงรายการอื่น ๆ อีกอันคู่สัญญาเห็นสมควรจะให้ประชาชนทราบด้วยก็ได้
การลงทะเบียนนั้น ต้องลงลายมือชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนและต้องประทับตราของห้างหุ้นส่วนนั้นด้วย
ให้พนักงานทะเบียนทำใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนส่งมอบให้แก่ห้างหุ้นส่วนนั้นฉบับหนึ่ง
กฎหมายบังคับว่าต้องจดทะเบียน เมื่อมีการจดทะเบียนแล้วตามมาตรา 1015 ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเมื่อได้จดทะเบียนตามบัญญัติแห่งลักษณะนี้แล้ว ท่านจัดว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น ก็จะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากห้างฯ
ประการที่สองพอนิติบุคคลคือบุคคลคือคนที่กฏหมายสมมุติการแสดงออกจึงต้องผ่านผู้แทนนิติบุคคล กฎหมายก็บัญญัติไว้ที่ มาตรา 1087 อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น ท่านว่าต้องให้แต่เฉพาะผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ คือต้องให้หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ
เหตุที่กฎหมายบัญญัติเช่นนั้นเพราะว่าหุ้นส่วนจำพวกนี้ จะต้องรับผิดในจำนวนหนี้ของห้า
งโดยไม่จำกัดจำนวน กฎหมายจึงให้พวกนี้เป็นผู้จัดการ
ถ้ามีคำถามว่ามีกรณีใดบ้างที่กฎหมายบังคับให้จดทะเบียน ถ้ายังไม่ไปจดทะเบียนความรับผิดก็เป็นตาม มาตรา 1079 อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนอยู่ตราบใด ท่านให้ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดย่อมต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัดจำนวนจนกว่าจะได้จดทะเบียน
ก็คือเป็นห้างฯสามัญ ตัวผู้เป็นหุ้นส่วนต้องรับผิดร่วมกันไม่จำกัดจำนวนจนกว่าจะจดทะเบียน
ทีนี้อย่างนี้ มันเคยเกิดปัญหาขึ้นมาว่า หนี้ที่เกิดขึ้นก่อนจดทะเบียนเป็นห้างฯจำกัด แน่นอนว่าตอนนั้น เป็นห้างฯสามัญ ปัญหามีว่าเมื่อจดทะเบียนเรียบร้อยแล้วหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ห้างฯจำกัดจะต้องรับผิดด้วยหรือไม่
ศาลฏีกามองว่า เมื่อหนี้ดังกล่าวอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของห้างฯจำกัด และได้ถือเอาประโยชน์ที่เกิดขึ้นก่อนเป็นนิติบุคคล
6472/2548
สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับ ส. ผู้เช่านั้น จำเลยคิดค่าเช่าในอัตราเดือนละ 1,235 บาท ซึ่งเมื่อคำนึงถึงว่าเป็นการเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าเป็นเวลานานถึง 20 ปี แล้ว อัตราค่าเช่าดังกล่าวนับว่าเป็นจำนวนน้อยมากและไม่น่าจะเป็นค่าเช่าตามปกติธรรมดาทั่วไป ดังนั้นเงินค่าสิทธิการเช่าจำนวน 2,790,550 บาท จึงมีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่จำเลยเรียกล่วงหน้าจาก ส. นั่นเอง ทั้งตามสัญญาเช่าระบุให้ผู้เช่าไม่มีสิทธิรับเงินค่าสิทธิการเช่าคืนเฉพาะกรณีอื่น หาได้รวมถึงกรณีสัญญาเช่าระงับเพราะเหตุการตายของผู้เช่าแต่อย่างใด เมื่อสัญญาเช่าระงับเพราะเหตุการตายของ ส. ผู้เช่า จำเลยผู้ให้เช่าจึงต้องคืนเงินค่าสิทธิการเช่าอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระล่วงหน้าตามส่วนที่มิได้ใช้ประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาท
เรื่องนี้ค่อนข้างมีปัญหาในการพิจารณา โดยศาลไทยปกติหากเคยมีคำพิพากษาแล้ว คดีหลังจะเดินตามเว้นแต่จะมีเหตุผลพิเศษ
หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ซึ่งต้องรับผิดไม่เกิด จำนวนที่ตนลงหุ้น แต่จะมีหุ้นส่วนอีกจำพวกคือไม่จำกัดความรับผิด ความรับผิดของเขามีมากมาย ด้วยเหตุนี้เอง กฏหมายจึงกำหนดให้พวกนี้เท่านั้นที่จะมีอำนาจจัดการห้างฯ
หรือถ้าเราแปลความกลับกันก็คือ ห้างฯจำพวกจำกัดความรับผิดจะ มาจัดการกิจการของห้างฯไม่ได้ รับผิดนั้นคืออย่างไร ก็คือรับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่ตนได้ลงหุ้น แต่อย่าลืมนะครับ ว่ามีบทบัญญัติพิเศษ นอกเหนือจากมาตรา 1077 อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น คือห้างหุ้นส่วนประเภทหนึ่ง ซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วนสองจำพวกดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งมีจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนนั้นจำพวกหนึ่ง และ
(2) ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนไม่มีจำกัดจำนวนอีกจำพวกหนึ่ง
คือถ้ามีกรณีใดกรณีหนึ่งต่อไปนี้เกิดขึ้น
เราก็อาจจะขึ้นหัวข้อว่าหลักก็คือไม่เกินจำนวนเงินที่ตนได้ลงหุ้น
ข้อยกเว้นคือ มาตรา 1081 ห้ามมิให้เอาชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมาเรียกขานระคนเป็นชื่อห้าง
มาตรา 1082 ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดคนใดยินยอมโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อห้างไซร้ ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนดังว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดฉะนั้น
แต่ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนกันเองนั้น ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนเช่นนี้ ท่านให้คงบังคับตามสัญญาหุ้นส่วน
เข้าใจว่าบทบัญญัติในเรื่องนี้ เคยมีการนำเสนอเป็นข้อสอบแต่ไม่ได้รับเลือก ข้อแรกเกี่ยวกับการรับผิดของพวกจำกัดความรับผิด ก็คือกรณีที่หุ้นฯจำกัด แสดงออกชัดหรือปริยายให้ใช้ชื่อของตนละคนกับชื่อห้างฯ กฎหมายกำหนดเลยว่าต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือน เป็นหุ้นฯจำพวกไม่จำกัดความรับผิด
เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า เกิดกรณีดังกล่าว คือ หุ้นส่วนฯจำกัดความรับผิดยอมให้ใช้ชื่อตนละคนกับชื่อห้างฯ ก็ต้อรับผิด เพราะว่าการยอมเช่นนั้นทำให้บุคคลภายนอกไขว้เขวได้ เขาก็จะไปคิดได้ว่า หุ้นส่วนคนนั้นก็น่าจะมีบทบาทสำคัญ ทีนี้เกี่ยวกับมาตรานี้ ที่เคยเป็นคดีต่อศาลฏีกา เจ้าหนี้ของห้างฯ
มาตรา 1095 ตราบใดห้างหุ้นส่วนจำกัดยังมิได้เลิกกัน ตราบนั้นเจ้าหนี้ของห้างย่อมไม่มีสิทธิจะฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้
แต่เมื่อห้างหุ้นส่วนนั้นได้เลิกกันแล้ว เจ้าหนี้ของห้างมีสิทธิฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้เพียงจำนวนดังนี้ คือ
(1) จำนวนลงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนเท่าที่ยังค้างส่งแก่ห้างหุ้นส่วน
(2) จำนวนลงหุ้นเท่าที่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้ถอนไปจากสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน
(3) จำนวนเงินปันผลและดอกเบี้ยซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้รับไปแล้วโดยทุจริตและฝ่าฝืนต่อบทมาตรา1084
ตราบใดที่ห้างฯจำกัดยังไม่ได้เลิกกัน ตราบนั้นเจ้าหนี้ของห้างฯ ไม่มีสิทธิฟ้องลูกหนี้จำพวกจำกัดความรับผิดได้
หลักคือฟ้องไม่ได้ ข้อยกเว้นคือ มาตรา 1082 ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดคนใดยินยอมโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อห้างไซร้ ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนดังว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดฉะนั้น
แต่ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนกันเองนั้น ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนเช่นนี้ ท่านให้คงบังคับตามสัญญาหุ้นส่วน
นี้เอง หุ้นฯจำพวกจำกัดความรับผิด แสดงออกชัดหรือปริยายว่าเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด
ทีนี้เรื่องปัญหาในชั้นฏีกา คือพวกจำกัดความรับผิดต่อสู้คดีมาข้อคือ มาตรา 1081 ห้ามมิให้เอาชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมาเรียกขานระคนเป็นชื่อห้าง และ กฎหมาย 1082 เขียนไว้ชัดว่าชื่อ แต่คดีนี้ไปเอานามสกุลของหุ้นส่วนจำกัด มาใช้ระคนกับห้างฯ จะต้องรับผิดเสมือนดังว่า เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดหรือไม่
ศาลวางบรรทัดฐานมาจนปัจจุบัน
1422/2536
คำว่า ชื่อ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1081,1082หมายถึง ชื่อตัว ชื่อรอง หรือชื่อสกุล อันเป็นชื่อเต็มของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด มิใช่ส่วนหนึ่งส่วนใดของชื่อหรือเป็นเพียงพยางค์หนึ่งของชื่อ เว้นแต่เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าชื่อบางส่วนหรือพยางค์หนึ่งของชื่อนั้นเป็นคำที่เรียกขานเป็นชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนดังกล่าว จำเลยที่ 4 เพียงแต่ยอมให้ห้างจำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "วิ"ซึ่งเป็นพยางค์แรกของชื่อจำเลยที่ 4 ที่ชื่อว่า "วิริยะ"มาระคนเป็นชื่อ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่า คำว่า"วิ" นั้น เป็นที่รู้กันทั่วไปหมายถึงชื่อของจำเลยที่ 4 การกระทำของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวจึงยังไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1081 และมาตรา 1082 วรรคแรกจำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยอื่นรับผิดต่อโจทก์เพราะเหตุที่ได้ยอมให้ใช้คำว่า "วิ" มาระคนเป็นชื่อห้างจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด
ว่า ใช้ชื่อหมายถึงชื่อสกุลด้วย
เท่านี้ยังไม่พอ ศาลแปลความรวมต่อไปว่า สมมุติ ชื่อนายวิชัย ห้างฯจำกัด ชื่อ วิศักดิ์ชัย
จะถือว่า เป็นการระคนกันหรือไม่ ศาลก็แปลความว่า ชื่อ หมายถึงชื่อเต็มไม่ใช่ว่าใช้พยางค์แรกของชื่อ เท่านั้น ถ้าเป็นแต่เพียงพยางค์หนึ่งของชื่อ แค่นี้ไม่ถือว่าเข้า เว้นแต่มีเหตุพิเศษ ที่ใครๆก็ทราบ
ผู้เป็นหุ้นจำพวกจำกัดความรับผิด สอดเข้าไปจัดการงานของห้างฯ มาตรา 1088 ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดผู้ใดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวน
แต่การออกความเห็นและแนะนำก็ดี ออกเสียงเป็นคะแนนนับในการตั้งและถอดถอนผู้จัดการตามกรณีที่มีบังคับไว้ในสัญญาหุ้นส่วนนั้นก็ดี ท่านหานับว่าเป็นการสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนนั้นไม่
ก็บัญญัติว่า หุ้นส่วนจำกัดก็ต้องรับผิด ไม่จำกัดจำนวน
อาจสงสัยว่าคำว่าสอดนั้นคืออะไร เพราะปกตินั้นหุ้นส่วนไม่มีอำนาจจัดการอยู่แล้ว คำว่าสอดในที่นี้คืออะไร หมายถึงว่าห้างฯจำกัดนั้นเอง ไปเชิดเขา หรือหุ้นส่วนจำกัดนั่นเองไปเชิดเขาให้มาเข้ามาจัดการห้างฯจำกัด กรณีที่ถือว่าเป็นการเชิดนั้น การสอดเข้าไปจัดการนั้นตัวอย่างเช่น หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดไปลงลายมือชื่อ สั่งจ่ายเช็ค
1035/2520
ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ได้เชิดให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจจัดกิจการต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ก. ได้แสดงตนเองต่อบุคคลภายนอกว่าเป็นผู้มีอำนาจจัดกิจการงานต่างๆ ของจำเลยที่ 1 และได้สั่งจ่ายเช็คแลกเงินสดจากโจทก์มาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 โจทก์นำเช็คไปขึ้นเงินไม่ได้ดังนี้ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์
ก. เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด แต่สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างฯ จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย
จำเลยที่ 3 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดในฐานะเป็นผู้รับโอนหุ้นของ ก. เมื่อห้างฯ จำเลยที่ 1 ยังไม่เลิก โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องร้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1095
2066/2545
จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแต่เป็นผู้ติดต่อส่งสินค้าไปยังต่างประเทศและได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้สั่งจ่ายเช็คได้ทั้งจำเลยที่ 3 ยังได้ทำบันทึกความเข้าใจ พร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1ด้วย โดยทำในนามของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง
815/2546 – ค้นไม่พบ
คือเป็นผู้ไปติดต่อ ลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างฯในหนังสือรับสภาพหนี้ อย่างนี้บุคคลภายนอกก็ฟ้องได้เลย ไม่ต้องรอให้เลิกห้างฯก่อน
เรื่องนี้เป็นคดีสู่ศาลฏีกาปี 2537 และน่าสนใจ ไม่เคยเป็นข้อสอบ เรื่องเป็นอย่างนี้คือห้างฯจำกัดมีโจทก์เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด มีจำเลยเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด มีหุ้นส่วนสองคน ลงหุ้นเท่ากัน ข้อเท็จจริงคือ โจทก์เป็นชาวต่างประเทศ ตัวจำเลยเป็นคนไทย ก็สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างฯ ต่อมาปรากฏว่ากรมสรรพกร เรียกให้ห้างฯดังกล่าวชำระภาษีเงินได้ โจทก์ก็ชำระเงินให้สรรพากรไป พอชำระไปแล้วก็มาฟ้องจำเลย ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัด ขอให้ชำระกึ่งหนึ่งที่โจทก์ชำระไป สังเกตคดีนี้ผู้ที่ฟ้องเป็นหุ้นส่วนด้วยกัน
ข้อเท็จจริงคดีนี้คือ สอดไปจริงๆ ปัญหาคือ จะต้องรับผิดกึ่งหนึ่ง หรือไม่เกินจำนวนหุ้นที่ตนถืออยู่ สังเกต ตัวบทมาตรา 1088 ศาลแปลความอย่างนี้คือ ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น แต่คดีนี้ไม่ใช่กรณีบุคคลภายนอกเรียกร้องให้รับผิดเป็นเรื่องระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง จึงต้องบังคับด้วยสัญญาห้างฯ
ได้หลักว่ามาตรา 1088 เป็นเรื่องฟ้อง หุ้นส่วนจำกัด กับ บุคคลภายนอก แต่ระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง ลงหุ้นเท่าใด ค้างชำระค่าหุ้นเท่าใดก็รับผิดเท่านั้น
ทำไมศาลฏีกาจึงแปลความเช่นนั้น ศาลอธิบายว่า มาตรา 1088 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองบุคคลภายนอก ระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเองทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนประเภทใด
การสอดนั้น ก็คือตัวห้างฯนั้นเองเป็นผู้เชิดเขา หรือ ยินยอมให้เขาทำผิดหน้าที่เอง ผู้ให้ความยินยอมไม่มีสิทธิอ้างกฎหมายดังกล่าว บังคับหุ้นส่วนด้วยกันอย่างบุคคลภายนอกได้
5844/2537
โจทก์ฟ้องคดีโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาสองข้อคือข้อแรก โจทก์จำเลยได้ตกลงกันประกอบกิจการและจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยโจทก์เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ข้อที่สองจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนขอให้บังคับให้จำเลยร่วมรับผิดต่อเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน จำเลยให้การรับว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแต่ปฏิเสธว่าไม่เคยสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า หนี้ของห้างหุ้นส่วนตามฟ้องผูกพันจำเลยหรือไม่เพียงใด ซึ่งศาลล่างทั้งสองเห็นว่า แม้จำเลยจะสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดอย่างไม่จำกัดจำนวน เพราะกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง เป็นกรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก แต่คดีนี้ไม่ใช่กรณีบุคคลภายนอกเรียกร้องให้จำเลยรับผิด เป็นเรื่องระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง จึงต้องบังคับตามสัญญาหุ้นส่วนซึ่งเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ข้อแรก ฉะนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยดังกล่าว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่งซึ่งบัญญัติว่า ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดผู้ใดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวนนั้น เป็นบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกเนื่องจากบุคคลภายนอกอาจไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้ใดเป็นหุ้นส่วนจำพวกใด ส่วนระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเองผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนจำพวกใดและมีหน้าที่อย่างใด หากยินยอมให้มีการกระทำผิดหน้าที่ ผู้ที่ให้ความยินยอมไม่มีสิทธิจะอ้างกฎหมายมาตราดังกล่าวขึ้นบังคับผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันอย่างบุคคลภายนอกได้ กรณีของผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันต้องบังคับตามสัญญาห้างหุ้นส่วน
ก็ไปสังเกตกันว่า เรื่องที่อาจารย์สอนแทนส่วนมากมักจะได้รับเลือกเป็นข้อสอบ เช่นเดียวกับบทความวันรพี และก็บทบรรณาธิการ แต่อย่าไปเก็ง เพราะไม่ออกในปีนั้นเลยก็มี
ประการสุดท้ายสำหรับชั่วโมงนี้คือ มาตรา 1085 ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้แสดงด้วยจดหมายหรือใบแจ้งความหรือด้วยวิธีอย่างอื่นให้บุคคลภายนอกทราบว่าตนได้ลงหุ้นไว้มากกว่าจำนวนซึ่งได้จดทะเบียนเพียงใด ท่านว่าผู้ นั้นจะต้องรับผิดเท่าถึงจำนวนเพียงนั้น
คือหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ได้แสดงให้บุคคลภายนอกเข้าใจว่า ตนได้ลงหุ้นมากกว่าที่จดทะเบียน
เช่นลงหุ้นแสนบาท ไปแสดงให้บุคคลภายนอก ล้านบาท อย่างนี้ก็ต้องรับผิดถึงจำนวนหนึ่งล้านบาท
6035/2520 - ค้นไม่พบ
สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ห้างฯบริษัท สัปดาห์ที่ 4 ชั่วโมงที่4(อาจารย์ประเสริฐสอนแทน )พฤ18-06-52
ครั้งที่ 4 . (อาจารย์ประเสริฐสอน เมื่อวันที่ 18/06/09 )
มีเรื่องที่เป็นปัญหาการสอบในปีที่แล้ว คือข้อสอบการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งตำราคำอธิบายอย่างหนึ่งส่วนธงคำตอบออกอีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากบุตรของอาจารย์ผู้สอนสอบด้วย ทำให้กรรมการผู้ออกข้อสอบไม่ใช่อาจารย์ผู้สอน จึงแตกต่างเรื่องแนวความคิด
เรามาดูเกี่ยวกับห้างฯจำกัดก็เป็นองค์กรทางธุรกิจรูปแบบหนึ่ง เปิดไปที่มาตรา 1015 ก็คือห้างฯจำกัดใน
มาตรา 1078 อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น ท่านบังคับว่าต้องจดทะเบียน
การลงทะเบียนนั้น ต้องมีรายการดั่งต่อไปนี้ คือ
(1) ชื่อห้างหุ้นส่วน
(2) ข้อแถลงความว่าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด และวัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วนนั้น
(3) ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขาทั้งปวง
(4) ชื่อ ยี่ห้อ สำนัก และอาชีวะของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และจำนวนเงินซึ่งเขาเหล่านั้นได้ลงหุ้นด้วยในห้างหุ้นส่วน
(5) ชื่อ ยี่ห้อ สำนัก และอาชีวะของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด
(6) ชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ
(7) ถ้ามีข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการอันจะผูกพันห้างหุ้นส่วนนั้นประการใดให้ลงไว้ด้วย
ข้อความซึ่งลงทะเบียนนั้น จะลงรายการอื่น ๆ อีกอันคู่สัญญาเห็นสมควรจะให้ประชาชนทราบด้วยก็ได้
การลงทะเบียนนั้น ต้องลงลายมือชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนและต้องประทับตราของห้างหุ้นส่วนนั้นด้วย
ให้พนักงานทะเบียนทำใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนส่งมอบให้แก่ห้างหุ้นส่วนนั้นฉบับหนึ่ง
กฎหมายบังคับว่าต้องจดทะเบียน เมื่อมีการจดทะเบียนแล้วตาม
มาตรา 1015 ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเมื่อได้จดทะเบียนตามบัญญัติแห่งลักษณะนี้แล้ว ท่านจัดว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น
ก็จะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากห้างฯ
ประการที่สองพอนิติบุคคลคือบุคคลคือคนที่กฏหมายสมมุติการแสดงออกจึงต้องผ่านผู้แทนนิติบุคคล กฎหมายก็บัญญัติไว้ที่
มาตรา 1087 อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น ท่านว่าต้องให้แต่เฉพาะผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ
คือต้องให้หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ
เหตุที่กฎหมายบัญญัติเช่นนั้นเพราะว่าหุ้นส่วนจำพวกนี้ จะต้องรับผิดในจำนวนหนี้ของห้างโดยไม่จำกัดจำนวน กฎหมายจึงให้พวกนี้เป็นผู้จัดการ
3699/2528
จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 3 เป็นการสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน จึงต้องรับผิดร่วมกันใน บรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติมาตรา 1088 วรรคแรกแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
1035/2520
ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ได้เชิดให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจจัดกิจการต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ก. ได้แสดงตนเองต่อบุคคลภายนอกว่าเป็นผู้มีอำนาจจัดกิจการงานต่างๆ ของจำเลยที่ 1 และได้สั่งจ่ายเช็คแลกเงินสดจากโจทก์มาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 โจทก์นำเช็คไปขึ้นเงินไม่ได้ดังนี้ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์
ก. เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด แต่สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างฯ จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย
จำเลยที่ 3 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดในฐานะเป็นผู้รับโอนหุ้นของ ก. เมื่อห้างฯ จำเลยที่ 1 ยังไม่เลิก โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องร้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1095
2066/2545
จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแต่เป็นผู้ติดต่อส่งสินค้าไปยังต่างประเทศและได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้สั่งจ่ายเช็คได้ทั้งจำเลยที่ 3 ยังได้ทำบันทึกความเข้าใจ พร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1ด้วย โดยทำในนามของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง
815/2546 – ค้นไม่พบ
คือเป็นผู้ไปติดต่อ ลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างฯในหนังสือรับสภาพหนี้ อย่างนี้บุคคลภายนอกก็ฟ้องได้เลย ไม่ต้องรอให้เลิกห้างฯก่อน
เรื่องนี้เป็นคดีสู่ศาลฏีกาปี 2537 และน่าสนใจ ไม่เคยเป็นข้อสอบ เรื่องเป็นอย่างนี้คือห้างฯจำกัดมีโจทก์เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด มีจำเลยเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด มีหุ้นส่วนสองคน ลงหุ้นเท่ากัน ข้อเท็จจริงคือ โจทก์เป็นชาวต่างประเทศ ตัวจำเลยเป็นคนไทย ก็สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างฯ ต่อมาปรากฏว่ากรมสรรพกร เรียกให้ห้างฯดังกล่าวชำระภาษีเงินได้ โจทก์ก็ชำระเงินให้สรรพากรไป พอชำระไปแล้วก็มาฟ้องจำเลย ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัด ขอให้ชำระกึ่งหนึ่งที่โจทก์ชำระไป สังเกตคดีนี้ผู้ที่ฟ้องเป็นหุ้นส่วนด้วยกัน
ข้อเท็จจริงคดีนี้คือ สอดไปจริงๆ ปัญหาคือ จะต้องรับผิดกึ่งหนึ่ง หรือไม่เกินจำนวนหุ้นที่ตนถืออยู่ สังเกต ตัวบทมาตรา 1088 ศาลแปลความอย่างนี้คือ ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น แต่คดีนี้ไม่ใช่กรณีบุคคลภายนอกเรียกร้องให้รับผิดเป็นเรื่องระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง จึงต้องบังคับด้วยสัญญาห้างฯ
ได้หลักว่ามาตรา 1088 เป็นเรื่องฟ้อง หุ้นส่วนจำกัด กับ บุคคลภายนอก แต่ระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง ลงหุ้นเท่าใด ค้างชำระค่าหุ้นเท่าใดก็รับผิดเท่านั้น
ทำไมศาลฏีกาจึงแปลความเช่นนั้น ศาลอธิบายว่า มาตรา 1088 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองบุคคลภายนอก ระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเองทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนประเภทใด
การสอดนั้น ก็คือตัวห้างฯนั้นเองเป็นผู้เชิดเขา หรือ ยินยอมให้เขาทำผิดหน้าที่เอง ผู้ให้ความยินยอมไม่มีสิทธิอ้างกฎหมายดังกล่าวมาบังคับหุ้นส่วนด้วยกันอย่างบุคคลภายนอกได้
****5844/2537
โจทก์ฟ้องคดีโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาสองข้อคือข้อแรก โจทก์จำเลยได้ตกลงกันประกอบกิจการและจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยโจทก์เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ข้อที่สองจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนขอให้บังคับให้จำเลยร่วมรับผิดต่อเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน จำเลยให้การรับว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแต่ปฏิเสธว่าไม่เคยสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า หนี้ของห้างหุ้นส่วนตามฟ้องผูกพันจำเลยหรือไม่เพียงใด ซึ่งศาลล่างทั้งสองเห็นว่า แม้จำเลยจะสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดอย่างไม่จำกัดจำนวน เพราะกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง เป็นกรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก แต่คดีนี้ไม่ใช่กรณีบุคคลภายนอกเรียกร้องให้จำเลยรับผิด เป็นเรื่องระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง จึงต้องบังคับตามสัญญาหุ้นส่วนซึ่งเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ข้อแรก ฉะนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยดังกล่าว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่งซึ่งบัญญัติว่า ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดผู้ใดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวนนั้น เป็นบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกเนื่องจากบุคคลภายนอกอาจไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้ใดเป็นหุ้นส่วนจำพวกใด ส่วนระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนจำพวกใดและมีหน้าที่อย่างใด หากยินยอมให้มีการกระทำผิดหน้าที่ ผู้ที่ให้ความยินยอมไม่มีสิทธิจะอ้างกฎหมายมาตราดังกล่าวขึ้นบังคับผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันอย่างบุคคลภายนอกได้ กรณีของผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันต้องบังคับตามสัญญาห้างหุ้นส่วน
ก็ไปสังเกตกันว่า เรื่องที่อาจารย์สอนแทนส่วนมากมักจะได้รับเลือกเป็นข้อสอบ เช่นเดียวกับบทความวันรพี และก็บทบรรณาธิการ แต่อย่าไปเก็ง เพราะไม่ออกในปีนั้นเลยก็มี
ประการสุดท้ายสำหรับชั่วโมงนี้คือ
มาตรา 1085 ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้แสดงด้วยจดหมายหรือใบแจ้งความหรือด้วยวิธีอย่างอื่นให้บุคคลภายนอกทราบว่าตนได้ลงหุ้นไว้มากกว่าจำนวนซึ่งได้จดทะเบียนเพียงใด ท่านว่าผู้ นั้นจะต้องรับผิดเท่าถึงจำนวนเพียงนั้น
คือหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ได้แสดงให้บุคคลภายนอกเข้าใจว่า ตนได้ลงหุ้นมากกว่าที่จดทะเบียน
เช่นลงหุ้นแสนบาท ไปแสดงให้บุคคลภายนอก ล้านบาท อย่างนี้ก็ต้องรับผิดถึงจำนวนหนึ่งล้านบาท
***1035/2520 –
ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ได้เชิดให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจจัดกิจการต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ก.ได้แสดงตนเองต่อบุคคลภายนอกว่าเป็นผู้มีอำนาจจัดกิจการงานต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 และได้สั่งจ่ายเช็คแลกเงินสดจากโจทก์มาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 โจทก์นำเช็คไปขึ้นเงินไม่ได้ ดังนี้ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์
ก. เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด แต่สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างฯ จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย
จำเลยที่ 3 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดในฐานะเป็นผู้รับโอนหุ้นของ ก. เมื่อห้างฯ จำเลยที่ 1 ยังไม่เลิก โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องร้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1095
สรุป ข้อยกเว้นหลัก ตราบใดที่ห้างฯจำกัดยังไม่ได้เลิกกัน ตราบนั้นเจ้าหนี้ของห้างฯ ไม่มีสิทธิฟ้องลูกหนี้จำพวกจำกัดความรับผิดได้ ( ฟ้องได้โดยที่ไม่ต้องรอให้ห้างเลิก , และรับผิดไม่จำกัดจำนวน )
1. ม.1081
2. ม.1082
3. ม.1085
4. ม.1088