สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ห้างฯบริษัท สัปดาห์ที่ 4 ชั่วโมงที่4(อาจารย์ประเสริฐสอนแทน )พฤ18/06/52

1,314 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jun 21, 2009, 9:46:35 PM6/21/09
to LAWSIAM, aaaaคุณกองเชียร์ ไทยจัสติส

ครั้งที่ 4 . (อาจารย์ประเสริฐสอน เมื่อวันที่ 18/06/09 )

            มีเรื่องที่เป็นปัญหาการสอบในปีที่แล้ว คือข้อสอบการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งตำราคำอธิบายอย่างหนึ่งส่วนธงคำตอบออกอีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากบุตรของอาจารย์ผู้สอนสอบด้วย ทำให้กรรมการผู้ออกข้อสอบไม่ใช่อาจารย์ผู้สอน จึงแตกต่างเรื่องแนวความคิด

            เรามาดูเกี่ยวกับห้างฯจำกัดก็เป็นองค์กรทางธุรกิจรูปแบบหนึ่ง เปิดไปที่มาตรา 1015 ก็คือห้างฯจำกัดในมาตรา 1078  อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น ท่านบังคับว่าต้องจดทะเบียน

             การลงทะเบียนนั้น ต้องมีรายการดั่งต่อไปนี้ คือ

             (1) ชื่อห้างหุ้นส่วน

             (2) ข้อแถลงความว่าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด และวัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วนนั้น

             (3) ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขาทั้งปวง

             (4) ชื่อ ยี่ห้อ สำนัก และอาชีวะของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และจำนวนเงินซึ่งเขาเหล่านั้นได้ลงหุ้นด้วยในห้างหุ้นส่วน

              (5) ชื่อ ยี่ห้อ สำนัก และอาชีวะของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด

             (6) ชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ

             (7) ถ้ามีข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการอันจะผูกพันห้างหุ้นส่วนนั้นประการใดให้ลงไว้ด้วย

             ข้อความซึ่งลงทะเบียนนั้น จะลงรายการอื่น ๆ อีกอันคู่สัญญาเห็นสมควรจะให้ประชาชนทราบด้วยก็ได้

             การลงทะเบียนนั้น ต้องลงลายมือชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนและต้องประทับตราของห้างหุ้นส่วนนั้นด้วย

             ให้พนักงานทะเบียนทำใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนส่งมอบให้แก่ห้างหุ้นส่วนนั้นฉบับหนึ่ง

กฎหมายบังคับว่าต้องจดทะเบียน เมื่อมีการจดทะเบียนแล้วตามมาตรา 1015  ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเมื่อได้จดทะเบียนตามบัญญัติแห่งลักษณะนี้แล้ว ท่านจัดว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น ก็จะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากห้างฯ

            ประการที่สองพอนิติบุคคลคือบุคคลคือคนที่กฏหมายสมมุติการแสดงออกจึงต้องผ่านผู้แทนนิติบุคคล กฎหมายก็บัญญัติไว้ที่ มาตรา 1087  อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น ท่านว่าต้องให้แต่เฉพาะผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ คือต้องให้หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ

            เหตุที่กฎหมายบัญญัติเช่นนั้นเพราะว่าหุ้นส่วนจำพวกนี้ จะต้องรับผิดในจำนวนหนี้ของห้า

งโดยไม่จำกัดจำนวน กฎหมายจึงให้พวกนี้เป็นผู้จัดการ

            ถ้ามีคำถามว่ามีกรณีใดบ้างที่กฎหมายบังคับให้จดทะเบียน ถ้ายังไม่ไปจดทะเบียนความรับผิดก็เป็นตาม มาตรา 1079  อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนอยู่ตราบใด ท่านให้ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดย่อมต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัดจำนวนจนกว่าจะได้จดทะเบียน

 

            ก็คือเป็นห้างฯสามัญ ตัวผู้เป็นหุ้นส่วนต้องรับผิดร่วมกันไม่จำกัดจำนวนจนกว่าจะจดทะเบียน

            ทีนี้อย่างนี้ มันเคยเกิดปัญหาขึ้นมาว่า หนี้ที่เกิดขึ้นก่อนจดทะเบียนเป็นห้างฯจำกัด แน่นอนว่าตอนนั้น เป็นห้างฯสามัญ ปัญหามีว่าเมื่อจดทะเบียนเรียบร้อยแล้วหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ห้างฯจำกัดจะต้องรับผิดด้วยหรือไม่

            ศาลฏีกามองว่า เมื่อหนี้ดังกล่าวอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของห้างฯจำกัด และได้ถือเอาประโยชน์ที่เกิดขึ้นก่อนเป็นนิติบุคคล

6472/2548

สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับ ส. ผู้เช่านั้น จำเลยคิดค่าเช่าในอัตราเดือนละ 1,235 บาท ซึ่งเมื่อคำนึงถึงว่าเป็นการเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าเป็นเวลานานถึง 20 ปี แล้ว อัตราค่าเช่าดังกล่าวนับว่าเป็นจำนวนน้อยมากและไม่น่าจะเป็นค่าเช่าตามปกติธรรมดาทั่วไป ดังนั้นเงินค่าสิทธิการเช่าจำนวน 2,790,550 บาท จึงมีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่จำเลยเรียกล่วงหน้าจาก ส. นั่นเอง ทั้งตามสัญญาเช่าระบุให้ผู้เช่าไม่มีสิทธิรับเงินค่าสิทธิการเช่าคืนเฉพาะกรณีอื่น หาได้รวมถึงกรณีสัญญาเช่าระงับเพราะเหตุการตายของผู้เช่าแต่อย่างใด เมื่อสัญญาเช่าระงับเพราะเหตุการตายของ ส. ผู้เช่า จำเลยผู้ให้เช่าจึงต้องคืนเงินค่าสิทธิการเช่าอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระล่วงหน้าตามส่วนที่มิได้ใช้ประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาท

            เรื่องนี้ค่อนข้างมีปัญหาในการพิจารณา โดยศาลไทยปกติหากเคยมีคำพิพากษาแล้ว คดีหลังจะเดินตามเว้นแต่จะมีเหตุผลพิเศษ

            หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ซึ่งต้องรับผิดไม่เกิด จำนวนที่ตนลงหุ้น แต่จะมีหุ้นส่วนอีกจำพวกคือไม่จำกัดความรับผิด ความรับผิดของเขามีมากมาย ด้วยเหตุนี้เอง กฏหมายจึงกำหนดให้พวกนี้เท่านั้นที่จะมีอำนาจจัดการห้างฯ

            หรือถ้าเราแปลความกลับกันก็คือ ห้างฯจำพวกจำกัดความรับผิดจะ มาจัดการกิจการของห้างฯไม่ได้ รับผิดนั้นคืออย่างไร ก็คือรับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่ตนได้ลงหุ้น แต่อย่าลืมนะครับ ว่ามีบทบัญญัติพิเศษ นอกเหนือจากมาตรา 1077  อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น คือห้างหุ้นส่วนประเภทหนึ่ง ซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วนสองจำพวกดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ คือ

             (1) ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งมีจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนนั้นจำพวกหนึ่ง และ

             (2) ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนไม่มีจำกัดจำนวนอีกจำพวกหนึ่ง

คือถ้ามีกรณีใดกรณีหนึ่งต่อไปนี้เกิดขึ้น

            เราก็อาจจะขึ้นหัวข้อว่าหลักก็คือไม่เกินจำนวนเงินที่ตนได้ลงหุ้น

            ข้อยกเว้นคือ มาตรา 1081  ห้ามมิให้เอาชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมาเรียกขานระคนเป็นชื่อห้าง   

 

             มาตรา 1082  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดคนใดยินยอมโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อห้างไซร้ ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนดังว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดฉะนั้น

             แต่ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนกันเองนั้น ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนเช่นนี้ ท่านให้คงบังคับตามสัญญาหุ้นส่วน

เข้าใจว่าบทบัญญัติในเรื่องนี้ เคยมีการนำเสนอเป็นข้อสอบแต่ไม่ได้รับเลือก ข้อแรกเกี่ยวกับการรับผิดของพวกจำกัดความรับผิด ก็คือกรณีที่หุ้นฯจำกัด แสดงออกชัดหรือปริยายให้ใช้ชื่อของตนละคนกับชื่อห้างฯ กฎหมายกำหนดเลยว่าต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือน เป็นหุ้นฯจำพวกไม่จำกัดความรับผิด

            เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า เกิดกรณีดังกล่าว คือ หุ้นส่วนฯจำกัดความรับผิดยอมให้ใช้ชื่อตนละคนกับชื่อห้างฯ ก็ต้อรับผิด เพราะว่าการยอมเช่นนั้นทำให้บุคคลภายนอกไขว้เขวได้  เขาก็จะไปคิดได้ว่า หุ้นส่วนคนนั้นก็น่าจะมีบทบาทสำคัญ ทีนี้เกี่ยวกับมาตรานี้ ที่เคยเป็นคดีต่อศาลฏีกา เจ้าหนี้ของห้างฯ

            มาตรา 1095  ตราบใดห้างหุ้นส่วนจำกัดยังมิได้เลิกกัน ตราบนั้นเจ้าหนี้ของห้างย่อมไม่มีสิทธิจะฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้

             แต่เมื่อห้างหุ้นส่วนนั้นได้เลิกกันแล้ว เจ้าหนี้ของห้างมีสิทธิฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้เพียงจำนวนดังนี้ คือ

             (1) จำนวนลงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนเท่าที่ยังค้างส่งแก่ห้างหุ้นส่วน

             (2) จำนวนลงหุ้นเท่าที่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้ถอนไปจากสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน

             (3) จำนวนเงินปันผลและดอกเบี้ยซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้รับไปแล้วโดยทุจริตและฝ่าฝืนต่อบทมาตรา1084 

 ตราบใดที่ห้างฯจำกัดยังไม่ได้เลิกกัน ตราบนั้นเจ้าหนี้ของห้างฯ ไม่มีสิทธิฟ้องลูกหนี้จำพวกจำกัดความรับผิดได้

            หลักคือฟ้องไม่ได้ ข้อยกเว้นคือ มาตรา 1082  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดคนใดยินยอมโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อห้างไซร้ ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนดังว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดฉะนั้น

             แต่ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนกันเองนั้น ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนเช่นนี้ ท่านให้คงบังคับตามสัญญาหุ้นส่วน

นี้เอง หุ้นฯจำพวกจำกัดความรับผิด แสดงออกชัดหรือปริยายว่าเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด

            ทีนี้เรื่องปัญหาในชั้นฏีกา คือพวกจำกัดความรับผิดต่อสู้คดีมาข้อคือ มาตรา 1081  ห้ามมิให้เอาชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมาเรียกขานระคนเป็นชื่อห้าง    และ กฎหมาย 1082 เขียนไว้ชัดว่าชื่อ แต่คดีนี้ไปเอานามสกุลของหุ้นส่วนจำกัด มาใช้ระคนกับห้างฯ จะต้องรับผิดเสมือนดังว่า เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดหรือไม่

            ศาลวางบรรทัดฐานมาจนปัจจุบัน

1422/2536

คำว่า ชื่อ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1081,1082หมายถึง ชื่อตัว ชื่อรอง หรือชื่อสกุล อันเป็นชื่อเต็มของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด มิใช่ส่วนหนึ่งส่วนใดของชื่อหรือเป็นเพียงพยางค์หนึ่งของชื่อ เว้นแต่เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าชื่อบางส่วนหรือพยางค์หนึ่งของชื่อนั้นเป็นคำที่เรียกขานเป็นชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนดังกล่าว จำเลยที่ 4 เพียงแต่ยอมให้ห้างจำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "วิ"ซึ่งเป็นพยางค์แรกของชื่อจำเลยที่ 4 ที่ชื่อว่า "วิริยะ"มาระคนเป็นชื่อ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่า คำว่า"วิ" นั้น เป็นที่รู้กันทั่วไปหมายถึงชื่อของจำเลยที่ 4 การกระทำของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวจึงยังไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1081 และมาตรา 1082 วรรคแรกจำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยอื่นรับผิดต่อโจทก์เพราะเหตุที่ได้ยอมให้ใช้คำว่า "วิ" มาระคนเป็นชื่อห้างจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด

 ว่า ใช้ชื่อหมายถึงชื่อสกุลด้วย

            เท่านี้ยังไม่พอ ศาลแปลความรวมต่อไปว่า สมมุติ ชื่อนายวิชัย ห้างฯจำกัด ชื่อ วิศักดิ์ชัย

จะถือว่า เป็นการระคนกันหรือไม่ ศาลก็แปลความว่า ชื่อ หมายถึงชื่อเต็มไม่ใช่ว่าใช้พยางค์แรกของชื่อ เท่านั้น ถ้าเป็นแต่เพียงพยางค์หนึ่งของชื่อ แค่นี้ไม่ถือว่าเข้า เว้นแต่มีเหตุพิเศษ ที่ใครๆก็ทราบ

            ผู้เป็นหุ้นจำพวกจำกัดความรับผิด สอดเข้าไปจัดการงานของห้างฯ มาตรา 1088  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดผู้ใดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวน 

             แต่การออกความเห็นและแนะนำก็ดี ออกเสียงเป็นคะแนนนับในการตั้งและถอดถอนผู้จัดการตามกรณีที่มีบังคับไว้ในสัญญาหุ้นส่วนนั้นก็ดี ท่านหานับว่าเป็นการสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนนั้นไม่

 ก็บัญญัติว่า หุ้นส่วนจำกัดก็ต้องรับผิด ไม่จำกัดจำนวน

            อาจสงสัยว่าคำว่าสอดนั้นคืออะไร เพราะปกตินั้นหุ้นส่วนไม่มีอำนาจจัดการอยู่แล้ว คำว่าสอดในที่นี้คืออะไร หมายถึงว่าห้างฯจำกัดนั้นเอง ไปเชิดเขา หรือหุ้นส่วนจำกัดนั่นเองไปเชิดเขาให้มาเข้ามาจัดการห้างฯจำกัด กรณีที่ถือว่าเป็นการเชิดนั้น การสอดเข้าไปจัดการนั้นตัวอย่างเช่น หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดไปลงลายมือชื่อ สั่งจ่ายเช็ค

1035/2520

ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ได้เชิดให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจจัดกิจการต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ก. ได้แสดงตนเองต่อบุคคลภายนอกว่าเป็นผู้มีอำนาจจัดกิจการงานต่างๆ ของจำเลยที่ 1 และได้สั่งจ่ายเช็คแลกเงินสดจากโจทก์มาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 โจทก์นำเช็คไปขึ้นเงินไม่ได้ดังนี้ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์

ก. เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด แต่สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างฯ จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย

จำเลยที่ 3 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดในฐานะเป็นผู้รับโอนหุ้นของ ก. เมื่อห้างฯ จำเลยที่ 1 ยังไม่เลิก โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องร้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1095

 

2066/2545

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแต่เป็นผู้ติดต่อส่งสินค้าไปยังต่างประเทศและได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้สั่งจ่ายเช็คได้ทั้งจำเลยที่ 3 ยังได้ทำบันทึกความเข้าใจ พร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1ด้วย โดยทำในนามของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง

 

815/2546 ค้นไม่พบ

            คือเป็นผู้ไปติดต่อ ลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างฯในหนังสือรับสภาพหนี้ อย่างนี้บุคคลภายนอกก็ฟ้องได้เลย ไม่ต้องรอให้เลิกห้างฯก่อน

            เรื่องนี้เป็นคดีสู่ศาลฏีกาปี 2537 และน่าสนใจ ไม่เคยเป็นข้อสอบ เรื่องเป็นอย่างนี้คือห้างฯจำกัดมีโจทก์เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด มีจำเลยเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด มีหุ้นส่วนสองคน ลงหุ้นเท่ากัน ข้อเท็จจริงคือ โจทก์เป็นชาวต่างประเทศ ตัวจำเลยเป็นคนไทย ก็สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างฯ ต่อมาปรากฏว่ากรมสรรพกร เรียกให้ห้างฯดังกล่าวชำระภาษีเงินได้ โจทก์ก็ชำระเงินให้สรรพากรไป พอชำระไปแล้วก็มาฟ้องจำเลย ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัด ขอให้ชำระกึ่งหนึ่งที่โจทก์ชำระไป สังเกตคดีนี้ผู้ที่ฟ้องเป็นหุ้นส่วนด้วยกัน

            ข้อเท็จจริงคดีนี้คือ สอดไปจริงๆ ปัญหาคือ จะต้องรับผิดกึ่งหนึ่ง หรือไม่เกินจำนวนหุ้นที่ตนถืออยู่ สังเกต ตัวบทมาตรา 1088 ศาลแปลความอย่างนี้คือ ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น แต่คดีนี้ไม่ใช่กรณีบุคคลภายนอกเรียกร้องให้รับผิดเป็นเรื่องระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง จึงต้องบังคับด้วยสัญญาห้างฯ

            ได้หลักว่ามาตรา 1088 เป็นเรื่องฟ้อง หุ้นส่วนจำกัด กับ บุคคลภายนอก แต่ระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง ลงหุ้นเท่าใด ค้างชำระค่าหุ้นเท่าใดก็รับผิดเท่านั้น

            ทำไมศาลฏีกาจึงแปลความเช่นนั้น ศาลอธิบายว่า มาตรา 1088 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองบุคคลภายนอก ระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเองทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนประเภทใด

            การสอดนั้น ก็คือตัวห้างฯนั้นเองเป็นผู้เชิดเขา หรือ ยินยอมให้เขาทำผิดหน้าที่เอง ผู้ให้ความยินยอมไม่มีสิทธิอ้างกฎหมายดังกล่าว บังคับหุ้นส่วนด้วยกันอย่างบุคคลภายนอกได้

5844/2537

โจทก์ฟ้องคดีโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาสองข้อคือข้อแรก โจทก์จำเลยได้ตกลงกันประกอบกิจการและจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยโจทก์เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ข้อที่สองจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนขอให้บังคับให้จำเลยร่วมรับผิดต่อเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน จำเลยให้การรับว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแต่ปฏิเสธว่าไม่เคยสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า หนี้ของห้างหุ้นส่วนตามฟ้องผูกพันจำเลยหรือไม่เพียงใด ซึ่งศาลล่างทั้งสองเห็นว่า แม้จำเลยจะสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดอย่างไม่จำกัดจำนวน เพราะกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง เป็นกรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก แต่คดีนี้ไม่ใช่กรณีบุคคลภายนอกเรียกร้องให้จำเลยรับผิด เป็นเรื่องระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง จึงต้องบังคับตามสัญญาหุ้นส่วนซึ่งเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ข้อแรก ฉะนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยดังกล่าว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่งซึ่งบัญญัติว่า ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดผู้ใดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวนนั้น เป็นบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกเนื่องจากบุคคลภายนอกอาจไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้ใดเป็นหุ้นส่วนจำพวกใด ส่วนระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเองผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนจำพวกใดและมีหน้าที่อย่างใด หากยินยอมให้มีการกระทำผิดหน้าที่ ผู้ที่ให้ความยินยอมไม่มีสิทธิจะอ้างกฎหมายมาตราดังกล่าวขึ้นบังคับผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันอย่างบุคคลภายนอกได้ กรณีของผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันต้องบังคับตามสัญญาห้างหุ้นส่วน

 

            ก็ไปสังเกตกันว่า เรื่องที่อาจารย์สอนแทนส่วนมากมักจะได้รับเลือกเป็นข้อสอบ เช่นเดียวกับบทความวันรพี และก็บทบรรณาธิการ แต่อย่าไปเก็ง เพราะไม่ออกในปีนั้นเลยก็มี

            ประการสุดท้ายสำหรับชั่วโมงนี้คือ มาตรา 1085  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้แสดงด้วยจดหมายหรือใบแจ้งความหรือด้วยวิธีอย่างอื่นให้บุคคลภายนอกทราบว่าตนได้ลงหุ้นไว้มากกว่าจำนวนซึ่งได้จดทะเบียนเพียงใด ท่านว่าผู้ นั้นจะต้องรับผิดเท่าถึงจำนวนเพียงนั้น

คือหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ได้แสดงให้บุคคลภายนอกเข้าใจว่า ตนได้ลงหุ้นมากกว่าที่จดทะเบียน

เช่นลงหุ้นแสนบาท ไปแสดงให้บุคคลภายนอก ล้านบาท อย่างนี้ก็ต้องรับผิดถึงจำนวนหนึ่งล้านบาท

            6035/2520 - ค้นไม่พบ

BOON SI

unread,
Jun 27, 2009, 12:57:16 AM6/27/09
to nobita kwang, LAWSIAM, aaaaคุณกองเชียร์ ไทยจัสติส, ta...@yahoo.com

สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ห้างฯบริษัท สัปดาห์ที่ 4 ชั่วโมงที่4(อาจารย์ประเสริฐสอนแทน )พฤ18-06-52

ครั้งที่ 4 . (อาจารย์ประเสริฐสอน เมื่อวันที่ 18/06/09 )

            มีเรื่องที่เป็นปัญหาการสอบในปีที่แล้ว คือข้อสอบการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งตำราคำอธิบายอย่างหนึ่งส่วนธงคำตอบออกอีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากบุตรของอาจารย์ผู้สอนสอบด้วย ทำให้กรรมการผู้ออกข้อสอบไม่ใช่อาจารย์ผู้สอน จึงแตกต่างเรื่องแนวความคิด

            เรามาดูเกี่ยวกับห้างฯจำกัดก็เป็นองค์กรทางธุรกิจรูปแบบหนึ่ง เปิดไปที่มาตรา 1015 ก็คือห้างฯจำกัดใน

มาตรา 1078  อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น ท่านบังคับว่าต้องจดทะเบียน

             การลงทะเบียนนั้น ต้องมีรายการดั่งต่อไปนี้ คือ

             (1) ชื่อห้างหุ้นส่วน

             (2) ข้อแถลงความว่าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด และวัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วนนั้น

             (3) ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขาทั้งปวง

             (4) ชื่อ ยี่ห้อ สำนัก และอาชีวะของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และจำนวนเงินซึ่งเขาเหล่านั้นได้ลงหุ้นด้วยในห้างหุ้นส่วน

              (5) ชื่อ ยี่ห้อ สำนัก และอาชีวะของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด

             (6) ชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ

             (7) ถ้ามีข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการอันจะผูกพันห้างหุ้นส่วนนั้นประการใดให้ลงไว้ด้วย

             ข้อความซึ่งลงทะเบียนนั้น จะลงรายการอื่น ๆ อีกอันคู่สัญญาเห็นสมควรจะให้ประชาชนทราบด้วยก็ได้

             การลงทะเบียนนั้น ต้องลงลายมือชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนและต้องประทับตราของห้างหุ้นส่วนนั้นด้วย

             ให้พนักงานทะเบียนทำใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนส่งมอบให้แก่ห้างหุ้นส่วนนั้นฉบับหนึ่ง

กฎหมายบังคับว่าต้องจดทะเบียน เมื่อมีการจดทะเบียนแล้วตาม

มาตรา 1015  ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเมื่อได้จดทะเบียนตามบัญญัติแห่งลักษณะนี้แล้ว ท่านจัดว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น

ก็จะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากห้างฯ

            ประการที่สองพอนิติบุคคลคือบุคคลคือคนที่กฏหมายสมมุติการแสดงออกจึงต้องผ่านผู้แทนนิติบุคคล กฎหมายก็บัญญัติไว้ที่

มาตรา 1087  อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น ท่านว่าต้องให้แต่เฉพาะผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ

คือต้องให้หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ

            เหตุที่กฎหมายบัญญัติเช่นนั้นเพราะว่าหุ้นส่วนจำพวกนี้ จะต้องรับผิดในจำนวนหนี้ของห้างโดยไม่จำกัดจำนวน กฎหมายจึงให้พวกนี้เป็นผู้จัดการ

3699/2528

จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 3 เป็นการสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน จึงต้องรับผิดร่วมกันใน บรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติมาตรา 1088 วรรคแรกแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

1035/2520

ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ได้เชิดให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจจัดกิจการต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ก. ได้แสดงตนเองต่อบุคคลภายนอกว่าเป็นผู้มีอำนาจจัดกิจการงานต่างๆ ของจำเลยที่ 1 และได้สั่งจ่ายเช็คแลกเงินสดจากโจทก์มาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 โจทก์นำเช็คไปขึ้นเงินไม่ได้ดังนี้ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์

ก. เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด แต่สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างฯ จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย

จำเลยที่ 3 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดในฐานะเป็นผู้รับโอนหุ้นของ ก. เมื่อห้างฯ จำเลยที่ 1 ยังไม่เลิก โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องร้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1095

 

2066/2545

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแต่เป็นผู้ติดต่อส่งสินค้าไปยังต่างประเทศและได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้สั่งจ่ายเช็คได้ทั้งจำเลยที่ 3 ยังได้ทำบันทึกความเข้าใจ พร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1ด้วย โดยทำในนามของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง

 

815/2546 ค้นไม่พบ

            คือเป็นผู้ไปติดต่อ ลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างฯในหนังสือรับสภาพหนี้ อย่างนี้บุคคลภายนอกก็ฟ้องได้เลย ไม่ต้องรอให้เลิกห้างฯก่อน

            เรื่องนี้เป็นคดีสู่ศาลฏีกาปี 2537 และน่าสนใจ ไม่เคยเป็นข้อสอบ เรื่องเป็นอย่างนี้คือห้างฯจำกัดมีโจทก์เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด มีจำเลยเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด มีหุ้นส่วนสองคน ลงหุ้นเท่ากัน ข้อเท็จจริงคือ โจทก์เป็นชาวต่างประเทศ ตัวจำเลยเป็นคนไทย ก็สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างฯ ต่อมาปรากฏว่ากรมสรรพกร เรียกให้ห้างฯดังกล่าวชำระภาษีเงินได้ โจทก์ก็ชำระเงินให้สรรพากรไป พอชำระไปแล้วก็มาฟ้องจำเลย ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัด ขอให้ชำระกึ่งหนึ่งที่โจทก์ชำระไป สังเกตคดีนี้ผู้ที่ฟ้องเป็นหุ้นส่วนด้วยกัน

            ข้อเท็จจริงคดีนี้คือ สอดไปจริงๆ ปัญหาคือ จะต้องรับผิดกึ่งหนึ่ง หรือไม่เกินจำนวนหุ้นที่ตนถืออยู่ สังเกต ตัวบทมาตรา 1088 ศาลแปลความอย่างนี้คือ ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น แต่คดีนี้ไม่ใช่กรณีบุคคลภายนอกเรียกร้องให้รับผิดเป็นเรื่องระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง จึงต้องบังคับด้วยสัญญาห้างฯ

            ได้หลักว่ามาตรา 1088 เป็นเรื่องฟ้อง หุ้นส่วนจำกัด กับ บุคคลภายนอก แต่ระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง ลงหุ้นเท่าใด ค้างชำระค่าหุ้นเท่าใดก็รับผิดเท่านั้น

            ทำไมศาลฏีกาจึงแปลความเช่นนั้น ศาลอธิบายว่า มาตรา 1088 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองบุคคลภายนอก ระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเองทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนประเภทใด

            การสอดนั้น ก็คือตัวห้างฯนั้นเองเป็นผู้เชิดเขา หรือ ยินยอมให้เขาทำผิดหน้าที่เอง ผู้ให้ความยินยอมไม่มีสิทธิอ้างกฎหมายดังกล่าวมาบังคับหุ้นส่วนด้วยกันอย่างบุคคลภายนอกได้

****5844/2537

โจทก์ฟ้องคดีโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาสองข้อคือข้อแรก โจทก์จำเลยได้ตกลงกันประกอบกิจการและจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยโจทก์เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ข้อที่สองจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนขอให้บังคับให้จำเลยร่วมรับผิดต่อเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน จำเลยให้การรับว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแต่ปฏิเสธว่าไม่เคยสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า หนี้ของห้างหุ้นส่วนตามฟ้องผูกพันจำเลยหรือไม่เพียงใด ซึ่งศาลล่างทั้งสองเห็นว่า แม้จำเลยจะสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดอย่างไม่จำกัดจำนวน เพราะกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง เป็นกรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก แต่คดีนี้ไม่ใช่กรณีบุคคลภายนอกเรียกร้องให้จำเลยรับผิด เป็นเรื่องระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง จึงต้องบังคับตามสัญญาหุ้นส่วนซึ่งเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ข้อแรก ฉะนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยดังกล่าว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่งซึ่งบัญญัติว่า ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดผู้ใดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวนนั้น เป็นบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกเนื่องจากบุคคลภายนอกอาจไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้ใดเป็นหุ้นส่วนจำพวกใด  ส่วนระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนจำพวกใดและมีหน้าที่อย่างใด หากยินยอมให้มีการกระทำผิดหน้าที่ ผู้ที่ให้ความยินยอมไม่มีสิทธิจะอ้างกฎหมายมาตราดังกล่าวขึ้นบังคับผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันอย่างบุคคลภายนอกได้ กรณีของผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันต้องบังคับตามสัญญาห้างหุ้นส่วน

 

            ก็ไปสังเกตกันว่า เรื่องที่อาจารย์สอนแทนส่วนมากมักจะได้รับเลือกเป็นข้อสอบ เช่นเดียวกับบทความวันรพี และก็บทบรรณาธิการ แต่อย่าไปเก็ง เพราะไม่ออกในปีนั้นเลยก็มี

            ประการสุดท้ายสำหรับชั่วโมงนี้คือ

มาตรา 1085  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้แสดงด้วยจดหมายหรือใบแจ้งความหรือด้วยวิธีอย่างอื่นให้บุคคลภายนอกทราบว่าตนได้ลงหุ้นไว้มากกว่าจำนวนซึ่งได้จดทะเบียนเพียงใด ท่านว่าผู้ นั้นจะต้องรับผิดเท่าถึงจำนวนเพียงนั้น

คือหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ได้แสดงให้บุคคลภายนอกเข้าใจว่า ตนได้ลงหุ้นมากกว่าที่จดทะเบียน

เช่นลงหุ้นแสนบาท ไปแสดงให้บุคคลภายนอก ล้านบาท อย่างนี้ก็ต้องรับผิดถึงจำนวนหนึ่งล้านบาท

            ***1035/2520 –

ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ได้เชิดให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจจัดกิจการต่าง  ของจำเลยที่ 1 ก.ได้แสดงตนเองต่อบุคคลภายนอกว่าเป็นผู้มีอำนาจจัดกิจการงานต่าง  ของจำเลยที่ 1 และได้สั่งจ่ายเช็คแลกเงินสดจากโจทก์มาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 โจทก์นำเช็คไปขึ้นเงินไม่ได้  ดังนี้ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์

ก. เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด  แต่สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างฯ จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ  จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย

จำเลยที่ 3 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดในฐานะเป็นผู้รับโอนหุ้นของ ก. เมื่อห้างฯ จำเลยที่ 1 ยังไม่เลิก  โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องร้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1095

สรุป ข้อยกเว้นหลัก  ตราบใดที่ห้างฯจำกัดยังไม่ได้เลิกกัน ตราบนั้นเจ้าหนี้ของห้างฯ ไม่มีสิทธิฟ้องลูกหนี้จำพวกจำกัดความรับผิดได้ ( ฟ้องได้โดยที่ไม่ต้องรอให้ห้างเลิก , และรับผิดไม่จำกัดจำนวน )

1.      ม.1081

2.      ม.1082

3.      ม.1085

4.      ม.1088


Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages