วิเคราะห์ฎีกา 2280/2555
ตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน
มีความแตกต่างกันอย่างไรในการใช้กฎหมายอาญา มาตรา 83 84 86 และ
ป.วิ.อ. มาตรา 192 ในประเด็นข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับคำฟ้อง
จำเลยและ บ. กับพวก
เข้าไปในบ้านของผู้เสียหายและจำเลยพูดว่า “มึงแน่หรือ ที่อยู่ที่นี่ 15-16 ปี เอามันเลย”
กับพูดว่า “ไอ้สัตว์ เดี๋ยวยิงทิ้งหมดเลย”
อันเป็นความผิดฐานบุกรุกและขู่ให้ผู้อื่นตกใจกลัวแต่การที่จำเลยพูดว่า
เอามันเลย และบ.
เข้าทำร้ายผู้เสียหายโดยจำเลยไม่ได้ทำร้ายผู้เสียหายด้วยเป็นการที่จำเลยก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตาม
ป.อ. มาตรา 84 เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับ บ.
และพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายตาม ป.อ. มาตรา 83 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับฟ้องในสาระสำคัญ
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง
ย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้แต่การที่จำเลยร้องบอกดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้
บ. กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ศาลมีอำนาจวินิจฉัยปรับบทฐานเป็นผู้สนับสนุนได้
คำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิด
3 กรรม แยกเป็นข้อรวม 3
ข้อ โดยข้อ 1 กล่าวแต่เพียงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกับ
บ. บุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ตามมาตรา 365(2) และ (3)
ประกอบมาตรา 364 เท่านั้น
มิได้บรรยายฟ้องว่าร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม มาตรา 365(1) ประกอบมาตรา 364 ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนได้รับอันตรายสาหัส
กล่าวในฟ้องข้อ 3 แยกต่างหาก
ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 365(1)
ประกอบมาตรา 364 ด้วยจึงเป็นการเกินคำขอและมีได้กล่าวมาในฟ้อง
แต่อย่างไรก็ตามแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องฐานทำร้ายร่างกายแยกต่างหากในฟ้องข้อ 3
แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อจำเลยและ บ. เข้าไปในบ้านแล้ว บ.
จึงได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย โดยจำเลยบอกให้ทำร้ายต่อเนื่องใกล้ชิดกัน
เห็นได้ว่ามีเจตนาประสงค์ต่อผลโดยตรงต่อการที่จะให้มีการทำร้ายผู้เสียหายทั้งการทำร้ายของ
บ. ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ส่อแสดงถึงความไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถาน
อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 364 อยู่ด้วย การที่จำเลยบอกให้ บ.
ทำร้ายร่างกายจึงเป็นกรรมเดียวกันกับการร่วมกันบุกรุกบ้านอันเป็นเคหสถาน
หมายเหตุ
คดีนี้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295, 364, 365(1)(2)(3), 392 ประกอบมาตรา 83
เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91
สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายและฐานบุกรุกเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
ให้ลงโทษฐานบุกรุกอันเป็นบทหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก
1 ปี 6 เดือน
ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญจำคุก 1 เดือน
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า
จำเลยมีความผิดฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นทำร้ายร่างกาย
ร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยไม่มีเหตุอันสมควรและฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ
ตาม ป.อ. มาตรา 295, 86 มาตรา
365 (2)(3) ประกอบมาตรา 264 และมาตรา 392
ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 ความผิดฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นทำร้ายร่างกายและร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกอันเป็นบทหนักที่สุดตามมาตรา
90 จำคุก 1 ปี
ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญจำคุก1 เดือน.......
หมายเหตุ
ตามคำพิพากษาฎีกาที่2280/2555 นี้
หากมองในแง่มุมของประมวลฎหมายอาญาเพื่อวินิจฉัยเพียงว่าจำเลยมีการกระทำความผิดอาญาฐานใดบ้างโดยไม่ต้องพิจารณาว่าจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่
ตาม ป.วิ.อ. จะมีผลดังนี้
1. การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำว่า “มึงแน่หรือ ที่อยู่ที่นี่มา 15-16 ปี เอามันเลย”
แล้ว บ. เข้าทำร้ายผู้เสียหาย
ตามข้อเท็จจริงเช่นนี้จำเลยจะมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นทำผิดฐานทำร้ายร่างกาย
จำเลยจะมีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 84
2. ถ้อยคำที่กล่าวว่า “ไอ้สัตว์ เดี๋ยวยิงทิ้งหมดเลย” จำเลยจะมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าตาม
ป.อ. มาตรา 393 และฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ
อันเป็นความผิดตามมาตรา 392
3. จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน
โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
โดยใช้กำลังประทุษร้าย ในช่วงนี้ จำเลยจะมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 365(1)(2)(3)
ประกอบมาตรา 364 และมาตรา 83
4. ตัวการอาจเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดก็ได้
ดูฎีกา 975/2508
ฎีกา 975/2508
จำเลยกับพวกร่วมกันฉุดคร่าผู้เสียหายเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่จะทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเรา
ขณะที่การกระทำผิดฐานฉุดคร่ายังไม่สำเร็จ
บิดาของผู้เสียหายวิ่งติดตามไปเพื่อขัดขวาง
จำเลยสั่งให้พวกของจำเลยใช้อาวุธปืนยิงบิดาผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ดังนี้ จำเลยผิดฐานร่วมเป็นตัวการฆ่าเพื่อให้เป็นความสะดวกในการที่จำเลยกับพวกจะทำการฉุดคร่าผู้เสียหายเพื่อจำเลยจะได้ตัวผู้เสียหายไว้เพื่อทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นประโยชน์อันเกิดแก่การกระทำผิดตามมาตรา
289(6) และ(7)
5. ผู้ใช้อาจกลายมาเป็นตัวการก็ได้
ดูฎีกา 185/2520
ฎีกา 185/2520
จำเลยร้องบอกให้
อ.ยิงผู้เสียหายและร่วมกับอ. ยิงผู้เสียหาย โดยเข้าไปดึงพานท้ายปืนของผู้เสียหาย
เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายใช้อาวุธทำการป้องกันตัว
โดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกระทำการตามหน้าที่
แต่ผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย เพราะได้รับการรักษาทันท่วงที ดังนี้
จำเลยมีความผิดฐานยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่แต่เมื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่
และเป็นตัวการร่วมกับผู้อื่นพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่
ความผิดฐานยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่
จึงเกลื่อนกลืนเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกับผู้อื่นพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่
ศาลฎีกาลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการร่วมกับผู้อื่นพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่แต่เพียงบทเดียว
6. วิเคราะห์ฎีกา 2280/2555 มองในแง่ ป.วิ.อ. ให้ติดตามวันต่อไป,,,
.............................................................................................................................................................
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
--