สรุปคำบรรยายกฎหมายอาญา ม.59-106 วันเสาร์ ครั้งที่ 2

84 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jun 10, 2010, 1:45:31 AM6/10/10
to LAWSIAM

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1506167">สรุปคำบรรยายกฎหมายอาญา ม.59-106 วันเสาร์ ครั้งที่ 1</A>

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ อุทัย โสภาโชติ ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 2 . วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน 2553

            การไปทำผิดคนเดียวอาจไม่ได้ลงมือ ไปเอาคนอื่นมาทำก็มีปัญหาว่าคนที่ไปทำรู้สำนึกในการที่ทำแต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำผิดหรือไม่ เช่น หมอบอกให้ไปฉีดยาคนไข้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นยาพิษหรือไม่

            ก็เป็นการทำผิดโดยอ้อม อาศัยบุคคลที่ไม่มีเจตนามากระทำ ก็ถือเป็นการกระทำเอง

ส่วนคนที่ไปทำไม่รู้ก็กลายเป็นมาตรา 59 วรรคสามก็ไม่ผิดเพราะขาดเจตนา แต่มีการกระทำ เช่นของ เนฯ เคยถามให้ไปหยิบร่ม ความจริงเป็นร่มของคนอื่นแต่นายใจเข้าใจว่าเป็นร่มของนายจิต ใครทำผิดอะไร คนที่หยิบร่มเพราะคิดว่าเป็นร่มของนายจิตเอง ก็เท่ากับไม่รู้ว่าเป็นร่มของนายจอม องค์ประกอบของลักทรัพย์จะผิดได้ต้องลักทรัพย์ของผู้อื่นเป็นสิ่งที่เราต้องรู้ ถ้าไม่รู้ก็ขาดเจตนาตาม 59 วรรคสาม การที่นายใจ หยิบร่มให้นายจิต ก็คือไม่รู้ว่าเป็นร่มของนายจอมเท่ากับว่าไม่รู้ว่าทรัพย์ที่เอาไปเป็นของผู้อื่น เท่ากับขาดเจตนาที่จะลักทรัพย์ เจตนาทุจริตเราก็ไม่จำเป็นต้องไปดู เพราะเจตนาทุจริตต้องมีเจตนาธรรมดาก่อน

            เช่นการที่เราเอาหมวกที่ทำหล่นของคนที่ทำร้ายเราไปแจ้งตำรวจ ก็คือไม่มีเจตนา ส่วนการกระทำผิดเอง กรณีอย่างนี้การที่เห็นว่าถูกผลัก ตัวนายดำไม่มีการกระทำเลย เพราะว่ารู้สำนึกว่าถูกผลัก แต่อาการที่เซไปนั้นเขาบังคับตัวเองไม่ได้เลย เพราะต้องกระทำโดยรู้สำนึกส่วนการที่ถูกผลักนั้นเราบังคับอาการเคลื่อนไหวไม่ได้ มันกลายเป็ยคนแรกเป็นผู้กระทำการทั้งหมดเลย  จะว่าหลอกให้กระทำผิดไม่รู้ว่ามันผิดหรือไม่ จะต่างว่าเราทำผิดในลักษณะในการกระทำต่อบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นการกระทำต่อบุคคลที่ไม่รู้กระทำ แต่ว่าเราให้คนอื่นไปทำตามใจเราแต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำผิดหรือถูกมีข้อสังเกตคือ เจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารแต่ไม่ได้ทำเองไปใช้ให้ประชาชนคนธรรมดาเขียนเอกสาร ความจริงชาวบ้านที่ไปทำก็ร่วมกับเจ้าพนักงานนั่นแหละ สำหรับประชาชนผิดเจ้าพนักงานปลอมเอกสารไม่ได้เพราะไม่มีคุณสมบัติ และตัวเขาเองก็จะร่วมไม่ได้เลย แต่ก็มีความผิดส่วนตัวได้ ส่วนตัวเองจะผิดก็ผิดตาม 265 ก็ได้ แต่จะผิดฐานเจ้าพนักงานร่วมปลอมเอกสารไม่ได้ กรณีที่ใช้ให้คนธรรมดาไปทำ จะมีว่าเจ้าพนักงานที่ให้คนธรรมดาไปทำจะถือว่าเป็นผู้ใช้ได้หรือไม่ เพราะผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนผู้กระทำ กรณีที่จพงให้ประชาขนไปปลอมเอกสารนั้นประชาชนไม่อาจลงโทษในฐานเจ้าพนักงานปลอมเอกสารได้ เพราะฉะนั้นจพง.จึงไม่เป็นผู้ใช้

            แต่ถือว่าเจ้าพนักงานกระทำความผิดด้วยตนเองโดยอาศัย ประชาชนที่กระทำความผิดเป็นเครื่องมือ ฏีกานี้ก็เก่าแต่ยังไม่ได้ออกอาจเพราะว่าดูลำบากหลักการคือผู้ถูกใช้ต้องกระทำความผิดฐานที่ใช้ได้นะครับ

            เรื่องการกระทำคนเดียวก็หมดแล้ว ทีนี้ก็ให้ข้อสังเกตนิดหนึ่งในส่วนที่ทำคนหนึ่งหรือหลายคน เคยมีข้อสอบที่ถาม คือเรื่องที่อยากถามเรื่องขาดองค์ประกอบความผิด เรื่องพาสุนัขไปวิ่ง คิดว่าเป็นสุนัขคนอื่น แต่ที่จริงเป็นสุนักของตัวเอง อันนี้ถามทางทฤษฏีนะครับ

            ในทางความเป็นจริงที่ว่าสุนัขจำเจ้าของ เจ้าของจำสุนัขอย่าไปคิดถึง ไอ้สองเรื่องนี้มันต่างกัน เรื่องเห็นสุนัขของคนอื่นแต่คิดว่าเป็นของเราเราเอาไป ในฐานะที่เป็นทรัพย์ของเราเอง เพราะฉะนั้นการเป็นทรัพย์ของบุคคลอื่นเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่กรณีอย่างนี้ ถ้าเราคิดว่าเป็นทรัพย์เราเองเท่ากับเราไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ของผู้อื่น แล้วเราก็เอาทรัพย์นั้นไปแต่เราเอาไปโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ของเราองค์ประกอบภายนอกของลักทรัพย์มันครบ มันขาดเรื่องเจตนา เพราะฉะนั้นในองค์ประกอบภายนอกมันครบถ้วนเลย ขณะเอาไปเป็นทรัพย์ของเราก็เท่ากับไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ผู้อื่นเป็นเรื่องขาดเจตนาหรือไม่ ถ้าจะตอบคำถามเราควรบอกว่าการกระทำที่เป็นองค์ประกอบภายนอกมันครบ เพียงแต่ว่าองค์ประกอบภายในมันขาดที่ว่าเราไม่ผิดเพราะมันขาดเจตนาตามมาตรา 59 วรรคสาม แต่ทีนี้กรณีที่เราคิดว่าสุนัขตัวที่สองเป็นผู้อื่นเราก็อย่าเอาของคนอื่นไป เรามีเจตนาเอาทรัพย์ของคนอื่น มีเจตนาที่จะทุจริตเอาทรัพย์ไปโดยไม่ถูกต้องมันจะมีเจตนามาครบถ้วนเพียงแต่วัตถุข้อหนึ่งคือเป็นทรัพย์ของเราเอง ขาดองค์ประกอบความผิดในส่วนการกระทำกับขาดของเจตนา เราควรตอบให้รู้ว่ามันครบตามกฎหมายหรือไม่ ในส่วนเจตนาแต่ข้อสอง ในส่วนของการกระทำ ถ้าเราบอกแล้วว่ามันต่างกันที่ว่าขาดเจตนามีองค์ประกอบส่วนการกระทำครบ แต่ขาดองค์ประกอบความผิดมีเจตนาในการกระทำครบถ้วน เราจะเขียนคำตอบแบบไหนก็แล้วแต่ แต่ต้องสื่อให้คนตรวจเห็นว่าเราเข้าใจว่าเป็นสองเรื่อง

            มันจะถูกใจตามเป้าหมายที่ต้องการ เพราะฉะนั้นก็มีผลต่อคะแนน เรารู้เป้าหมายของผู้ออกข้อสอบก็ต้องสื่อให้ได้ว่าเราตอบได้ตรง คำตอบที่ควรจะตอบ เราก็บอกว่าภาษาพูดตามความเข้าใจ ว่ากรณีที่เอาสุนัขของคนอื่นโดยคิดว่าเป็นของเราเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ จึงไม่ผิดตาม 334 เพราะขาดเจตนา ถ้อยคำนี้ก็มีผลเหมือนกันนะครับ มันไม่เหมือนกัน มีผลถึงความรู้สึกสื่อแล้วไม่เหมือนกันนะครับ อีกคนเอาไปอย่างนี้ไม่มีความผิดตาม 334 การใช้ถ้อยคำในการเขียนมีผลต่อการให้ความรู้สึกนึกคิดไม่เหมือนกัน

            แต่ว่าจึงไม่ต้องรับโทษตาม 334 เพราะความผิดตาม 334 เกิดขึ้นไม่ได้เพราะการตอบอย่าตอบไปตามใจฉัน ต้องใช้ถ้อยคำที่สื่อได้เพราะนายแดงไม่ผิดตาม 334 เพราะความผิดตาม 334 เกิดขึ้นไม่ได้

            ยกตัวอย่างความผิดตาม 335 ตัวอย่างที่ยกมาแล้วก็มีตามทฤษฏีที่บอกว่า การลักทรัพย์นายจ้าง พอดีไปสะดุด อาจารย์ก็ถามว่าลูกจ้างไปร่วมมือกับเพื่อนนายจ้าง ถามว่าเพื่อนของนายจ้างจะต้องรับผิดในเหตุฉกรรจ์อะไรบ้าง ในเมื่อเราไปร่วมทำผิดก็ผิด 335 แต่ก็ร่วมกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ก็คือร่วมกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ข้อสอบปากเปล่าบางทีก็ง่ายๆ แต่การให้แสดงความคิดเห็นก็ต้องมีความรอบคอบ

            สาระสำคัญอยู่ตรงที่ว่าการมีอาชีพกสิกรรมหรือไม่ เป็นเหตุทำให้ได้รับโทษหนักขึ้นหรือไม่ การไม่รู้ข้อเท็จจริงก็ทำให้กลายเป็นลักทรัพย์ธรรมดา

            335 ถือเป็นเรื่องที่ต้องรู้ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งหรือไม่ ก็เป็นเรื่องรู้ข้อเท็จจริงที่ต้องรับโทษหนักขึ้นเช่นว่ารถไถเสียแล้วเอาไปซ่อมที่อู่แล้วมีคนไปลักในรถที่อู่อาจไม่ใช่ลักทรัพย์ที่ประกอบอาชีพกสิกรรมก็ได้ อาชีพที่รับจ้างซ่อมรถไม่ใช่อาชีพกสิกรรมสักหน่อย

            เรื่องเจตนาง่ายๆ มีสองเรื่องคือเจตนาตามความเป็นจริงและโดยผลของกฎหมายต่างกันอย่างไร เจตนาโดยผลของกฎหมายการที่เราไปกระทำอะไรขึ้นมาต้องกระทำโดยเหยื่อของเรา รู้ว่าเป็นการกระทำต่อผู้เสียหาย และเล็งเห็นได้ว่าผลจะเกิดอย่างนี้เป็นเจตนาโดยตรงตามมาตรา 59 ส่วนใหญ่เราก็รู้อยู่แล้วว่าประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล มันมีอยู่ที่บอกว่า ในเวลาที่เรากระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจมีทั้งสองเจตนาด้วยกัน สำหรับความผิดอีกฐานเป็นอีกอย่างหนึ่งแล้วผลต่อเนื่องมันจะไม่เหมือนกัน เราเห็นนาย ก ขับรถผ่านเราถามว่าเราจะผิดอะไร สมมุติว่าถูกนาย ก แต่นาย ก ไม่ตาย ถามว่าเราผิดอะไรแล้วเจตนาเป็นแบบใด ก็ต้องแยกเจตนาสองเจตนา

            ยิงทะลุกระจกเป็นแบบไหน ย่อมเล็งเห็นผลหรือไม่ ถ้าเราจะยิงนาย ก ยิงกระจกเพราะฉะนั้นเจตนาโดยการตั้งใจเป็นเรื่องเจตนาประสงค์ต่อผล

            ถ้าเราเห็นนาย ก อยู่ที่บ้านปรากฏว่ายิงไม่ถูกโดนกระจกแตก กระจกที่ยิงแตกไม่ได้ไปคาดคิดว่ายิงกระจก การยิงถูกหรือไม่ถูกเป็นเรื่องคาดหมายได้ว่าย่อมเล็งเห็นผล เวลาที่เราเจอคำถามก็ต้องดูให้ดีว่าเจตนาที่ทำผิดฐานนี้เป็นเจตนาแบบใด ถ้ายิงไม่ถูกคนก็ถูกกระจก เพราะเขายืนเช็ดกระจก อยู่ก็เป็นเจตนาที่มุ่งหมายได้ ต้องสื่อให้เห็นนิดหนึ่งว่าเจตนานั้นเป็นเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล

            ก็เคยมีข้อสอบที่ ว่าใช้น้ำมันราดแล้วจุดไฟเผา นั้นเผานายดำตายและไหม้พื้นบ้านของนายดำด้วยก็ถามว่านายแดงผิดอะไร ตอบง่ายๆก็ฆ่าผู้อื่น เตรียมการก็เป็นไตร่ตรองไว้ก่อน ก็ผิดวางเพลิงเผาทรัพย์ย่อมเล็งเห็นผลด้วย แต่เป็นการตอบถูกโดยไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเข้าทฤษฏีทางกฎหมายอย่างไร

            แต่ถ้าแยกว่าการที่ใช้น้ำมันราดนายดำเพื่อต้องการฆ่าก็ชัดเจนเป็นความมุ่งหมาย แต่ถ้าในข้อสอบไม่บอก ไอ้จุดไฟเผาตายก็มีไม่ตายก็มี เอาน้ำมันราดไม่เหมือนกับใช้ปืนยิง อันนี้ก็เหมือนกัน เอาน้ำมันราดแล้วไฟจุด ถ้าน้ำมันกระป๋องนึงตั้งแต่หัวถึงขา เราก็ต้องแปลว่าอย่างนี้เป็นประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ตายแน่ๆอย่างนี้แสดงความมุ่งหมายที่จะฆ่าเขา การเตรียมน้ำมันและไฟแช็กเป็นการชัดเจนว่าต้องการฆ่าอย่างนี้ถือเป็นการลงมือกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น เอาน้ำมันราดปุ๊บแล้วยังไม่จุดไฟอย่างนี้พ้นขั้นตระเตรียมแล้ว  พอจุดไฟแล้วก็เผาเขาตายองค์ประกอบความผิดฐานฆ่าผู้อื่นก็ครบ อย่างนี้เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น เป็นการเตรียมการเพื่อฆ่ามาก่อน ความผิดฐานฆ่าอีกเรื่องเป็นการเอาน้ำมันราดคนเพื่อเผาคนเป็นความผิดที่อาศัยเจตนาโดยตรง ไม่มีความมุ่งหมายว่าจะเผาบ้านการเทน้ำมันเผาคนก็ต้องคาดหมายได้ว่าเผาคนก็ต้องเผาบ้านไปด้วยการที่เผาแล้วไฟติดบ้านด้วยไม่ใช่ประสงค์โดยตรงแต่เป็นการให้ไหม้บ้านไปด้วย ความต่างของการจงใจให้เกิดผลเป็นเรื่องย่อมเล็งเห็นผล ว่าความผิดฐานหนึ่งเป็นเจตนาประสงค์ต่อผล มันมีความมุ่งหมายชัดเจนว่าจะฆ่า ส่วนเจตนาโดยอ้อม ผู้กระทำผิดคาดหมายได้ว่า นอกจากจะไหม้คนยังไหม้บ้านด้วย การใช้ถ้อยคำไม่เหมือนกัน คะแนนก็จะได้ต่างกัน ต้องแสดงความเข้าใจให้ผู้ตรวจเห็น

            ถ้าตีเด็ก ก็ต้องรู้ว่าสิ่งที่ถูกตีเป็นผู้อื่นที่เป็นเด็ก ทำร้ายร่างกายผู้อื่น บุคคลที่ถูกทำร้ายเป็นผู้อื่น ผู้กระทำต้องรู้ก่อนว่าในขณะที่ตีเป็นผู้อื่น ก็ไม่ผิดฐานทำร้ายโดยเจตนา แต่จะไม่รู้เพราะเหตุใดต้องดูข้อเท็จจริง โดยที่เราเข้าใจว่าเป็นสุนัขตรงนี้องค์ประกอบก็เปลี่ยนไปเป็นประมาทเพราะไม่ดูให้ดีหรือไม่ แต่เราต้องดูว่าทฤษฏีอยากจะถามอะไรจากเรา การไม่รู้เพราะสำคัญผิดข้อเท็จจริงหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องสำคัญผิดมันต้องมีเหตุการณ์ ที่จะทำให้สำคัญผิดได้ แต่ถ้าไม่รู้ข้อเท็จจริง การที่พุ่มไม้ไหวๆมีรายการอย่างไร ก็เหมือนกันถูกสุนัขกัด ก็เข้าใจว่าเป็นสุนัขก็ตีไป ไม่มีข้อเท็จจริงเลยว่า ก่อนหน้านั้นมีอะไรทำให้เราคิดต่อจากเหตุการณ์นั้นมา

            การสำคัญผิดข้อเท็จจริงต้องมีเหตุการณ์อะไรมาก่อน ทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์นั้นเป็น

            ถ้าไม่รู้ก็ขาดเจตนาตาม 59 วรรคสาม ไม่ใช่สำคัญผิดในข้อเท็จจริง ซึ่งบุคคลอื่นเป็นองค์ประกอบความผิดของผู้อื่น นายแดงตีไปโดยเข้าใจว่าเป็นสุนัข เพราะฉะนั้นเขาไม่รู้ว่าเป็นผู้อื่นอย่างนี้ก็ต้องถือว่านายแดงตีแล้วเด็กได้รับบาดเจ็บแต่ขณะตีแล้วไม่รู้ว่าเป็นการทำร้ายผู้อื่น

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages