สรุปทบทวนแพ่ง อ.ประเสริฐ

1,623 views
Skip to first unread message

songsak497

unread,
May 28, 2008, 1:15:16 AM5/28/08
to LAWSIAM
สรุปทบทวนแพ่งของอาจารย์ประเสริฐ


ขอส่งสรุปทบทวนวันอาทิตย์ของท่านอาจารย์ประเสริฐมาให้เพื่อนๆ(รวมอาจารย์สหธน
และอาจารย์สมจิตร์ บางส่วน)
อาจจะซ้ำกับที่เพื่อนๆโพสไว้ก็ขออภัยด้วยครับ
ส่วนที่เหลือจะพยามยามรวบรวม คำบรรยายทบทวนวันอาทิตย์เนติบัณฑิตสมัยที่
58 กลุ่มกฎหมายแพ่งผู้บรรยายอาจารย์ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
ถ้าเอกสารนี้มีประโยชน์ ความดีขอยกให้อาจารย์ประเสริฐ
เสียงสุทธิวงศ์อาจารย์สหธน รัตนไพจิตร และอาจารย์สมจิตร์ ทองศรี
ทั้งสามท่านครับแต่ถ้ามีข้อบกพร่อง
คงเป็นเพราะความอ่อนด้อยของศิษย์ในการเรียบเรียง ข้าพเจ้าก็ขออภัยมา ณ
โอกาสนี้ ก่อนการศึกษาขอยกพุทธพจน์มาอ้างอิง
เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ ตุมฺเหหิ กิจฺจ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา
ความเพียร ท่านทั้งหลายต้องทำเอง ตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้บอกทางให้
( อ้างใน ความรักกับจอมยุทธโดยอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย ) ฑิต ปณฺฑอิต
บ้านไร่อบอุ่น e-mail:tit...@yahoo.com รวบรวม/เรียบเรียง/ขยาย/
เพิ่มเติม เริ่มโครงการ 14 กรกฏาคม 2548


ครั้งที่ 1
ประจำวันที่ 12 มิถุนายน 2548
วิชา หุ้นส่วน-บริษัท

ในปี 2547 มีฎีกาที่น่าสนใจ 2 ฎีกาคือ 94 / 2547 และ
5011 / 2547 ก่อนอื่นต้องเข้าใจลักษณะของห้างหุ้นส่วนจำกัด กล่าวคือ
ประเด็นที่ 1 ห้างหุ้นส่วนจำกัดมีหุ้นส่วน 2 ประเภทคือ
ประเภทจำกัดความรับผิด และประเภทไม่จำกัดความรับผิด ดูมาตรา 1077
มาตรา 1077 อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น
คือห้างหุ้นส่วนประเภทหนึ่งซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วนสองจำพวก
ดังจะกล่าวต่อไปนี้คือ
(1)
ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งมีจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนนั้น
จำพวกหนึ่ง และ
(2)
ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนไม่มีจำกัดจำนวนอีกจำพวกหนึ่ง
ประเด็นที่ 2 ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องจดทะเบียนตามมาตรา 1078
ซึ่งจะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 15 โดยนิติ
บุคคลไม่สามารถจัดการงานด้วยตนเอง
ต้องมีผู้แทนคนหนึ่งหรือหลายคนจัดการตามมาตรา 70
และเฉพาะหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นที่มีอำนาจจัดการหรือเป็นตัวแทนตามมาตรา
1087
ประเด็นที่ 3
เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดไปก่อหนี้กับบุคคลภายนอก และผิดนัด
บุคคลภายนอกจะฟ้องได้อย่างไร แยกเป็น 2 กรณีคือ
1. ฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นจำเลยที่ 1
2. ฟ้องหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดเป็นจำเลยที่ 2 ให้รับผิด
ซึ่งหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด
จะอ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกก่อนหรือให้ไปเอาจากห้างหุ้นส่วนจำกัดก่อนไม่ได้
สรุป เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดผิดนัด
เจ้าหนี้สามารถฟ้องหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดได้ดูมาตรา 1070
ประกอบมาตรา 1080 อาจารย์ให้ดูฎ. 2189/2542
ฏีกาที่ 2189/2542
จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น
ตามมาตรา 900
แม้จำเลยจะได้ลงลายมือชื่อในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด
ป. ก็หาทำให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดไปไม่
เพราะจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดจึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด
ป.ได้ก่อให้เกิดขึ้นด้วยตามมาตรา 1087 มาตรา 1080 และมาตรา 1050
โจทก์ในฐานะผู้ทรงจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัวได้
ประเด็นที่ 4 การหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด
ถ้าห้างไม่เลิกจะฟ้องไม่ได้ตามมาตรา 1095 แต่มีข้อยกเว้นคือ
กรณีหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดปฏิบัติผิดหน้าที่
ยินยอมให้ใช้ชื่อระคนปนชื่อห้างตามมาตรา 1081 และ 1082
มาตรา 1081
ห้ามมิให้เอาชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมาเรียกขานระคนเป็นชื่อห้าง
มาตรา 1082
ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดคนใดยินยอมโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อห้างไซร้
ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนดังว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดฉะนั้น
แต่ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนกันเองนั้น
ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนเช่นนี้ ท่านให้คงบังคับตามสัญญาหุ้นส่วน

เคยเกิดปัญหาว่า
ห้างหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดหรือหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งออกจากห้างหุ้นส่วนไปแล้ว
เจ้าหนี้จะฟ้องหุ้นส่วนผู้จัดการได้หรือไม่ แยกเป็น 2 กรณีคือ
1. ผู้เข้ามาเป็นหุ้นส่วน
2. ผู้ออกไปจากหุ้นส่วน
บุคคลเข้ามาเป็นหุ้นส่วนมาตรา 1052 *
ใช้กับห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วยโดยผ่านมาตรา 1080
มาตรา 1052
บุคคลผู้เข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนย่อมต้องรับผิดในหนี้ใดๆซึ่งหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตน
เข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วย
**(ข้อสังเกต) แนวคิดเบื้องหลังมาตรา 1052
การที่กฎหมายกำหนดให้ผู้เป็นหุ้นส่วนใหม่ต้องรับผิดในหนี้ที่หุ้นส่วนอื่นก่อขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาเป็นหุ้นส่วน
เพื่อเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้ในกรณีที่มีการเปลี่ยนตัวผู้เป็นหุ้นส่วน(บุคคลภายนอกที่ไม่มีโอกาสได้รู้ถึงการเข้าออกของผู้เป็นหุ้นส่วน
ฎีกาที่ 5949/2534
หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็นหุ้นส่วน
และแม้ผู้เป็นหุ้นส่วนจะออกจากหุ้นส่วนไปแล้ว
ก็ยังคงต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วนได้ก่อขึ้นก่อนที่ตนจะได้ออกไปจากหุ้นส่วนตามมาตรา
1051,1052 ซึ่งนำมาใช้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วยตามมาตรา 1080-ผู้รวบรวม)

บุคคลผู้ออกไปจากหุ้นส่วนมาตรา 1051
มาตรา 1051
ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งออกจากหุ้นส่วนไปแล้วยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนได้ออกจากหุ้นส่วนไป
* ต้องรับผิดในหนี้ที่มีก่อนที่ตนจะออกจากห้าง
เพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกนั่นเอง เช่น จะหนีความรับผิดจึงลาออก เป็นต้น
ข้อสังเกต
(1) การออกจากห้างหุ้นส่วนไม่เป็นเหตุให้หนี้ระงับ
หุ้นส่วนที่ออกไปยังคงต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวร่วมกับหุ้นส่วนคนอื่นๆ
ความรับผิดของเขาจะหยุดลง ณ วันที่ผู้เป็นหุ้นส่วนออกจากห้าง
ดังนั้นโดยหลัก
หุ้นส่วนจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่เขาออกจากห้างไป
(2) ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเป็นการยากที่บุคคลภายนอกจะทราบว่า
หุ้นส่วนคนใดออกจากห้างไป
ประกอบกับหลักกม.ห้างหุ้นส่วนสามัญมีแนวที่จะคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริตมากกว่าหุ้นส่วน
ดังนั้น
ผู้เป็นหุ้นส่วนที่ออกไปจึงควรประกาศหรือโฆษณาการออกจากห้างให้เป็นที่ทราบโดยทั่วกันหรืออาจจะทำสัญญากับหุ้นส่วนที่เหลือว่าหากมีด้วยเหตุใดๆที่ทำให้ตนต้องรับผิดในหนี้ในอนาคตของห้างโดยไม่ใช่ความผิดของตน
ผู้เป็นหุ้นส่วนที่เหลือจะชดใช้ค่าเสียหายให้
ฎ.598/2474
ผู้เป็นหุ้นส่วนสามัญที่ได้ออกจากห้างหุ้นส่วนและได้ประกาศให้บุคคลภายนอกทราบแล้วนั้น
ไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนซึ่งเกิดภายหลังที่ตนออกไปจากหุ้นส่วนไปแล้ว-
ผู้รวบรวม)
แต่กรณีของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ความารับผิดจะจำกัดไว้เพียง 2 ปี

มาตรา 1068 ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน
อันเกี่ยวแก่หนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนออกจากหุ้นส่วนนั้น
ย่อมมีจำกัดเพียง 2 ปี นับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วน
ประเด็นปัญหาคือ 2 ปี นับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วน นับจากวันไหน
เป็นประเด็นที่อาจารย์ที่เน้นไว้ ให้ดูฎีกา 94/2547 และ 5011/2547
(เป็นฎีกาที่น่าสนใจในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา)
สรุป 2 ปี นับแต่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทได้รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง
รับจดวันไหน ก็นับแต่วันนั้น

ฎีกาที่ 94/2547 (กรมสรรพากร โจทก์ หจก.สรณคมน์ กับพวก จำเลยแพ่ง
ความรับผิดของหุ้นส่วนผู้จัดการ(มาตรา 1068,1070)
พรบ.ล้มละลาย มาตรา 89
ศาลอุทธรณ์พิพากษาในคดีอื่นให้จำเลยที่ 3
ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนั้นดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่
3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1
ต่อนายทะเบียน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
ดังนั้น จำเลยที่ 3 จะพ้นจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1
ได้ต่อเมื่อนายทะเบียนได้จดเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่ 3
ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแล้ว มิใช่จำเลยที่ 3
ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1
นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา
เมื่อภายหลังโจทก์ฟ้องคีดนี้แล้วจำเลยที่ 3
จึงไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่ 3
ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ดังนั้น
ในขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีนี้ จำเลยที่ 3
ยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 อยู่
จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1
เด็ดขาดแล้ว
และคำขอท้ายฟ้องของกรมสรรพากรโจทกืได้ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ของจำเลยทั้งสามเด้ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตาม
พรบ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ถือได้ว่าโจทก์ได้มีคำขอให้จำเลยที่ 3
ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายตาม พรบ.ล้มละลาย พ.ศ.
2483 มาตรา 89 ศาลจึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 3
เด็ดขาดได้โดยไม่จำต้องคำนึงว่าได้มีการแจ้งการประเมินภาษีอากรให้จำเลยที่
3 ทราบหรือไม่ เพราะจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1
โดยไม่จำกัดจำนวนตาม ปพพ.มาตรา 1070 และ 1077(2)

เกิดข้อสงสัยว่า
ทำไมต้องนับแต่นายทะเบียนจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงมีเหตุผล
1) มาตรา 1078 ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องจดทะเบียน โดยเฉพาะมาตรา 1078(6)
ชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ ถ้าไม่จดทะเบียนดูผลที่มาตรา 1086
2) ดูมาตรา 1021 และมาตรา 1023
สรุป มาตราที่สำคัญที่ควรรู้คือมาตรา
1051,1052,1068,1080,1078,1086,1021,1022



เพิ่มเติม
การบรรยายภาคค่ำโดยอาจารย์สหธน รัตนไพจิตร
ประจำวันที่ 15 กรกฎาคม 2548

สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญเมื่อจดทะเบียนมีผลดังนี้
(1) ส่งผลเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 1015
(2) นายทะเบียนต้องแต่งย่อรายการลงในราชกิจจานุเบกษามาตรา 1021
(3) เอกสารและข้อความซึ่งได้จดทะเบียนนั้นและได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ถือว่าเป็นที่รู้แก่คนทั้งปวงมาตรา 1022
(4) ทุกคนมีสิทธิขอดูได้ตามมาตรา 1020
(5) มาตรา 1023 มีผลสองประการคือ
หุ้นส่วนไม่สามารถถือประโยชน์ได้จนกว่าจะประกาศ
แต่คนนอกถือประโยชน์ได้(มาตรา 1023 อาจารย์ประเสริฐเคยเน้นให้ดูฎีกาที่
4953/2536)

คดีแดงที่ 4953/2536 บริษัททักษิณาโฮลดิ้ง จำกัด โจทก์
นายปกรณ์ จิโรจน์สินธ์ จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๖, ๘๒๓, ๘๒๖, ๘๒๗, ๑๐๒๑, ๑๐๒๓, ๑๑๑๑, ๑๑๖๗
ป.วิ.พ. มาตรา ๔๗, ๖๐
ตามข้อบังคับของบริษัทโจทก์กำหนดให้กรรมการคือ ส. ช. และจ.
มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้
โดยกรรมการสองในสามคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราบริษัทจึงจะผูกพันโจทก์
แต่การที่
ส.ซึ่งได้ลาออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์แล้วยังมาร่วมลงลายมือชื่อกับ
ช.ในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีอีก เป็นการกระทำที่ปราศจากอำนาจ
ผู้รับมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์
ความเกี่ยวพันกันในระหว่างบริษัทโจทก์กับ ส.ผู้เป็นกรรมการนั้น ป.พ.พ.
มาตรา ๑๑๖๗ กำหนดให้บังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทน ฉะนั้น
ส.ย่อมจะบอกเลิกการเป็นผู้แทนของโจทก์เสียในเวลาใด ๆ ก็ได้ทุกเมื่อ
และย่อมมีผลทันทีเมื่อได้แสดงเจตนาแก่โจทก์ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘๒๖,
๘๒๗, ๓๘๖
หาใช่มีผลต่อเมื่อโจทก์ได้นำไปจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแล้วไม่
ส่วนการบังคับให้จดทะเบียนตามมาตรา ๑๐๒๓ นั้น
เป็นกรณีที่โจทก์จะถือเอาประโยชน์แก่บุคคลภายนอกถึงการเปลี่ยนแปลงยังไม่ได้
จนกว่าจะได้ลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว
แต่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมจะถือเอาประโยชน์เช่นว่านั้นได้
อาจารย์สหธนได้ยกตัวอย่างดังนี้
บริษัท เริ่มอุดมโชค จำกัด
1. มีกรรมการคือ สมชาย สมโชค และ สมชัย
2. ข้อจำกัดอำนาจมีดังนี้คือ กรรมการ 2 ใน 3 ลงนามจึงจะผูกพันบริษัท
3. วัถตุประสงค์ของบริษัทคือ ค้าน้ำตาล

เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ผู้ถือหุ้นปลดนายสมชาย สมโชค สมชัยและแต่งตั้งเอกชัย
เอกพจน์ เอกพันเป็นกรรมการ
วันที่ 5 ส.ค. จดรายการเปลี่ยนแปลงในทะเบียนพาณิชย์
วันที่ 1 พ.ย. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา


กรณีที่ 1 เมื่อวันที่ 6 ส.ค.48 สมชาย
สมโชคยังไปทำสัญญาซื้อขายน้ำตาลกับบริษัทมิตรเกษตร จำกัด กิโลกรัมละ 15
บาท ภายหลัง สมชาย สมโชคได้พาน้ำตาลหนีไปที่เชียงใหม่
คำถาม บริษัทมิตรเกษตร จำกัด จะฟ้องบริษัทเริ่มอุดมโชค ได้หรือไม่
และบริษัทเริ่มอุดมโชคจะอ้างว่าบริษัทได้มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการแล้วได้หรือไม่
สรุป บริษัทมิตรเกษตร ฟ้องได้ ส่วนบริษัทเริ่มอุดมโชค อ้างไม่ได้
ตามมาตรา 1023 แล้วบริษัทเริ่มอุดมโชคมีทางแก้อย่างไร
ก็ตอบว่าก็ต้องไปฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสมชายและสมโชคต่อไป

กรณีที่ 2 วันที่ 3 ส.ค. 48 เอกชัย เอกพจน์
ทำสัญญาซื้อน้ำตาลจากบริษัทมิตรผล กิโลกรัมละ 13 บาท ภายหลังบริษัทมิตรผล
เช็คราคาน้ำตาลในท้องตลาดพบว่ากิโลกรัมละ 15 บาท บริษัทมิตรผล
ปฏิเสธไม่ขายน้ำตาลให้บริษัทเริ่มอุดมโชค โดยอ้างว่าเอกชัย
เอกพจน์ไม่มีอำนาจในการทำสัญญาเพราะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่จดไว้กับพาณิชย์
ได้หรือไม่ ประเด็น ต้องดูว่าเอกชัย
เอกพจน์เป็นผู้แทนโดยชอบของบริษัทหรือยังจากข้อเท็จจริง เอกชัยและเอกพจน์
เป็นผู้แทนโดยชอบแล้วตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง ดังนี้ บริษัทมิตรผล
จึงอ้างไม่ได้

กรณีที่ 3 วันที่ 10 พ.ย.48 เอกพันซื้อน้ำตาลจากบริษัทมิตรไทย กิโลกรัมละ
16 บาท แพงกว่าในท้องตลาด
บริษัทมิตรไทยได้ส่งน้ำตาลให้บริษัทเริ่มอุดมโชค ต่อมาเอกชัย
เอกพจน์ได้ตรวจดูน้ำตาล แต่พบว่าราคาแพงกว่าท้องตลาด เอกชัย
เอกพจน์จึงปฏิเสธสัญญาที่เอกพันทำกับบริษัทมิตรไทยดังกล่าว
ถามว่า
บริษัทมิตรไทยจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเริ่มอุดมโชคได้หรือไม่
บริษัทมิตรไทย
ไม่สามารถที่จะฟ้องได้เพราะข้อจำกัดอำนาจของผู้ลงลายมือชื่อ 2 ใน 3
ของกรรมกามของบริษัทเริ่มอุดมโชค นั้นมาตรา 1022
ถูกสันนิษฐานว่าทุกคนต้องรู้ ดังนั้น เอกชัย
เอกพจน์ปฏิเสธสัญญาที่เอกพันทำกับบริษัทมิตรไทยได้

กรณีที่ 4 วันที่ 16 พ.ย. 48 เอกชัย
เอกพจน์ได้ไปรับจ้างก่อสร้างอาคารให้บริษัทก่อสร้างไทย
ต่อมาราคาวัสดุก่อสร้างขึ้นราคา เอกชัย
เอกพจน์หรือบริษัทเริ่มอุดมจึงได้ปฏิเสธสัญญาก่อสร้างดังกล่าว
ถามว่า เอกชัย เอกพจน์ ปฏิเสธสัญญาได้หรือไม่
ให้ดูมาตรา 66 ขอบวัตถุประสงค์
เมื่อรับเหมาก่อสร้างอยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ ค้าน้ำตาล
บริษัทเริ่มอุดมจึงปฏิเสธได้( ส่วนเอกชัย เอกพจน์ นั้น
ดูเหมือนว่าอาจารย์ไม่ได้กล่าวถึง หรือว่าผมหลับไปจึงจดไม่ทันก็ไม่รู้
อิอิ-ฑิต ปณฺฑอิต)

กรณีที่ 5 เมื่อวันที่ 4 ส.ค.48 (ก่อนวันจดทะเบียน) สมชาย
สมชัยได้ซื้อน้ำตาลจากบริษัทครบุรี กิโลกรัมละ 15 บาท
แพงกว่าท้องตลาดซึ่งมีราคากิโลกรัมละ 13 บาท
ต่อมาบริษัทเริ่มอุดมโชคปฏิเสธสัญญาโดยอ้างว่าราคาแพงและสมชาย
สมชัยได้ออกจากการเป็นกรรมการแล้ว
ถามว่า บริษัทครบุรี ฟ้องบริษัทเริ่มอุดมโชคได้หรือไม่
ตอบ ฟ้องได้เพราะรายการในทะเบียนยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง
ถามว่า สมชาย สมชัยลาออกไปแล้ว บริษัทเริ่มอุดมโชค มีสิทธิฟ้องสมชาย
สมชัยในส่วนที่แพงกว่ากิโลกรัมละ 2 บาท ได้หรือไม่
สรุปว่า การลาออกมีผลทันที ระหว่างบริษัทกับกรรมการ
แต่บุคคลภายนอกไม่รู้ด้วย กฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอก
อาจารย์ให้ดูฎีกาที่ 203/2547


ครั้งที่ 2
ประจำวันที่ 26 มิถุนายน 2548
วิชา ซื้อขาย-เช่าทรัพย์

ประเด็นที่ 1 การเช่าสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ เช่น แพ
กฎหมายเช่าทรัพย์ไม่มีกำหนดพิเศษไว้แต่อย่างใด

ส่วนกรณีการเช่าอสังหาริมทรัพย์เช่นเช่าที่ดินหรือบ้าน
ต้องปฏิบัติตามมาตรา 538
มาตรา 538 หลักฐานและแบบของสัญญาเช่า
มาตรา 538 เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น
ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ
ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกำหนดว่า 3
ปีขึ้นไปหรือกำหนดอายุผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้
หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ท่านว่าการเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียง 3 ปี
สรุป
* สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 3 ปี ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
ลงลายมือชื่อผู้ที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ
* สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 3 ปี หรือตลอดอายุผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า
ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ถ้าไม่ได้ปฏิบัติตามจะฟ้องร้องบังคับคดีได้เพียง 3 ปี
ประเด็นที่ 2 ปัญหา กรณีการเช่าเกิน 3 ปี
ไม่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ฟ้องบังคับได้เพียง 3 ปี
กรณีนี้สัญญาเช่าจะระงับสิ้น บอกเลิกสัญญาเช่าตามมาตรา 566 ก่อนหรือไม่
ตัวอย่าง เช่าที่ดิน 6 ปี ทำหนังสือเช่ากันเอง ไม่จดทะเบียน ครบ 3 ปี
อย่างนี้ สัญญาเช่าระงับหรือไม่ หรือสัญญาเช่าฝ่าฝืนมาตรา 538 ระยะเวลา 3
ปี ถือเป็นการเช่ามีกำหนดระยะเวลาหรือไม่
ถ้าผู้เช่าครองทรัพย์ที่เช่าและผู้ให้เช่าไม่ทักท้วง
ถือเป็นการเช่าไม่มีกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 570 กฎหมายให้สิทธิทั้ง 2
ฝ่ายบอกเลิกสัญญาเช่าได้โดยต้องปฎิบัติตามมาตรา 566 (ดูฎีกาที่ 136/2503)

คดีแดงที่ 136/2503 นายประวิทย์ ศรีธัญรัตน์ โจทก์
นายกิมจั๊ว แซ่ซือ จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา ๕๓๘, ๕๗๐
หนังสือสัญญาเช่าที่โจทก์จำเลยทำกันมีกำหนดระยะเวลา ๕ ปี
แต่มิได้นำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หาตกเป็นโมฆะไม่ ตาม ป.พ.พ.
มาตรา ๕๓๘ ให้ฟ้องร้องบังคับคดีได้เพียง ๓ ปี
แต่เมื่อครบกำหนด ๓ ปีแล้ว จำเลยผู้เช่ายังคงอยู่ในห้องเช่าต่อมา
ตามมาตรา ๕๗๐ ให้ถือว่า คู่สัญญาเป็นอันทำสัญญาใหม่ ต่อไปไม่มีกำหนดเวลา
คู่สัญญามีสิทธิบอกเลิกสัญญาเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ แต่ข้อสัญญาอื่น ๆ
คงเป็นไปตามหนังสือสัญญาเช่าเดิม ฉะนั้น เมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันไว้ว่า
ถ้าครบกำหนด ๕ ปีเมื่อใด จำเลยยินยอมขึ้นค่าเช่าให้
ข้อสัญญานี้ย่อมผูกพันจำเลยให้ต้องปฏิบัติตาม เดิมศาลฎีกาวางบรรทัดฐานว่า
ถ้ามีการอยู่ต่อมาจนครบกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้เช่นครบ 6 ปี
ดังกรณีตัวอย่างนั้น ศาลฎีกาปรับข้อกฎหมายว่า
สัญญาเช่าเป็นอันยกเลิกกันตามมาตรา 564 (ฎีกาที่ 937/2501 และ 4106/2528)
แต่ปัจจุบันได้กลับหลักดังกล่าวแล้วให้ดูฎีกาที่
2196/2545(ฎีกานี้เป็นฎีกาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
มีการเก็งไว้ว่าน่าจะมีโฮกาสเลือกเป็นข้อสอบสนามใดสนามหนึ่งได้-
ผู้รวบรวม) สรุปฎีกานี้ การเช่าอสังหาริมทรัพย์มีกำหนด 6 ปี
แต่มิได้จดทะเบียน ซึ่งจะฟ้องร้องกันได้เพียง 3 ปี ตามมาตรา 538 หลังครบ
3 ปี จำเลยเช่าต่อ ผู้ให้เช่าไม่ทักท้วง
ถือว่าเป็นการเช่าไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา 570
ทั้งสองฝ่ายจะบอกเลิกสัญญเสียเมื่อใดก็ได้โดยต้องบอกล่าวตามมาตรา 566

คำพิพากษาฎีกาที่ 2196/2545
(นางประไพพิศ สุววณานนท์ โจทก์ บริษัทซันกรีต จำกัด จำเลย)
แพ่ง เช่าทรัพย์ เลิกสัญญา สิ้นสุด เช่าไม่มีกำหนด(มาตรา 560,566,564 และ
570)
สัญญาเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนดเวลา ๖ ปี
แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ซึ่งจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง ๓ ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๕๓๘
แต่หลังจากครบ ๓ ปีแล้ว
จำเลยยังคงเช่าที่ดินพิพาทต่อไปอีกโดยโจทก์มิได้ทักท้วง
จึงต้องถือว่าเป็นการเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา ๕๗๐
ซึ่งโจทก์จำเลยจะบอกเลิกสัญญาเช่าเสียเมื่อใดก็ได้
แต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามวิธีที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕๖๖
เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้วซึ่งเมื่อนับถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่ครบ
๒ เดือน ไม่ถูกต้องตามมาตรา ๕๖๖ การเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบ
แต่นอกจากโจทก์จะตั้งสภาพแห่งข้อหาว่าสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาแล้ว
โจทก์ยังตั้งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าอีกด้วย
ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีในข้อนี้ไว้
เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าและโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างแล้ว
นับถึงวันฟ้องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน ตามมาตรา ๕๖๐ วรรคสอง
โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินที่เช่าและเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างได้
( มีหมายเหตุ โดยอาจารย์ไพโรจน์ วายุภาพดังนี้
การเช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 3 ปี โดยไม่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ซึ่งตาม ปพพ.มาตรา 538 .ให้ถือว่าใช้ได้เพียง 3 ปี และเมื่อครบ 3 ปีแล้ว
ผู้เช่ายังอยู่ต่อไปต้องถือว่าเป็นสัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาตามมาตรา
570 นั้น เดิมศาลฎีกาวางบรรทัดฐานไว้ว่า
ถ้ามีการอยู่ต่อมาจนครบกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ เช่น ครบ 6 ปี
ดังกรณีของคดีนี้ สัญญาเช่าเป็นอันเลิกกันตามมาตรา 564 (คำพิพากษาฎีกาที่
937/2501,4106/2528) :ซึ่งน่าจะขัดกันเอง
เพราะเมื่อกำหนดเวลาดังกล่าวไม่อาจใช้บังคับได้ คงใช้ได้เพียง 3 ปี
ย่อมจะไม่มีกำหนดเวลาที่จะนำมาตรา 564 มาอ้างได้
ดังที่คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ได้วินิจฉัยไว้ซึ่งกลับหลักคำพิพากษาฎีกาข้างต้น
แต่มิได้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่
จึงต้องดูว่าศาลฎีกาจะเดินตามแนวใดต่อไป-ผู้รวบรวม)

สรุปการเช่าอสังหาริมทรัพย์ การบอกเลิกสัญญาเช่าอาจมีหลายสาเหตุดังนี้
การบอกเลิกสัญญาเช่ามี 3 กรณี
1. ตามมาตรา 560 กรณีผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่า
2. เช่าโดยไม่มีกำหนดอายุเวลา บอกเลิกสัญญาเช่าได้ตามมาตรา 566
3. นำทรัพย์สินที่เช่าไปให้เช่า กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะบอกเลิกอย่างไร
นั้น บอกเลิกได้ทันที

แนวฎีกาแนวเดิมเพื่อปรียบเทียบและทำความเข้าใจ
คดีแดงที่ 937/2501 นายเหลือ นางสาด จ. นายตี่ จ.ล.
วิ.แพ่ง มาตรา ๑๗๗
ป.พ.พ.มาตรา๑๑๙,๑๒๐,๕๓๘,๕๖๖
โจทก์ผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่า จำเลยให้การว่า
ที่ทำสัญญาเช่าเพราะสำคัญผิดและต้องกลฉ้อฉลโดยโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน
แต่ความจริงเป็นที่รกร้างว่างเปล่าหรือที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
เช่นนี้ถือว่าคำให้การของจำเลยไม่ชัดเจนพอที่จะทำให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องกลฉ้อฉล
ทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์กัน ๕ ปี
แต่ไม่ได้จดทะเบียนการเช่าไว้ผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่เมื่อพ้นกำหนด ๕
ปีได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวเสียก่อนตามมาตรา ๕๖๖

คดีแดงที่ 4106/2528 นางอ่อน พัฒนจรัส โจทก์
นายธำรงค์ โรจน์วัฒนดิลก จำเลย
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘, ๕๖๔, ๕๖๖
สัญญาเช่าซึ่งมิได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานแต่มีกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้แน่นอนว่าเช่ากัน
๕ ปี หาใช่เวลาเช่าไม่ปรากฏ
ในความที่ตกลงกันหรือไม่พึงสันนิษฐานได้จึงต้องบังคับตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๔ ซึ่งสัญญาเช่า
ย่อมระงับสิ้นไปเมื่อสิ้นกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ มิพักต้องบอกกล่าวก่อน
จะนำมาตรา ๕๖๖ มาปรับแก่คดีไม่ได้และการเช่ามีกำหนดกว่า ๓ ปีขึ้นไป
หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะฟ้องร้อง
ให้บังคับคดีได้แต่เพียง ๓ ปี ตามมาตรา ๕๓๘ ก็มิได้หมายความให้
เวลาส่วนที่เกินกว่า ๓ ปี กลับเป็นการเช่าชนิดไม่มีกำหนดเวลาไป
แต่อย่างใดไม่ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ ๙๓๗/๒๕๐๑)



ครั้งที่ 3
ประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2548
วิชา ทรัพย์และที่ดิน

มาตรา 1299 การได้มาซื้องอสังหาฯและทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาฯ
มาตรา 1299
ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น
ท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์
เว้นแต่
นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่

ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม
สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้
ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้
และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น
มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริต
โดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วข้อสังเกต
ประเด็นแรก คำว่า
"ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น........"
หมายความว่า ถ้า ปพพ.กำหนดไว้แล้วหรือมีกม.อื่นกำหนดไว้แล้ว
ก็บังคับตามกม.นั้นที่บัญญัติไว้ ไม่นำมาตรา 1299 มาใช้เช่น ซื้อขาย
แลกเปลี่ยน ให้ มาตรา 456,525 เช่นกรณีการซื้อขายที่ดิน/แลกเปลี่ยน/
ให้ที่ดินซึ่งกันและกัน ผลคือ
ผู้รับได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์
กฎหมายกำหนดว่าถ้าไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน เป็นโมฆะ
หรือการจำนองตามมาตรา 714 การจำนอง
ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นโมฆะ
เมื่อมาตรา 714 บัญญัติไว้แล้วก็ไม่นำมาตรา 1299 มาใช้ เป็นต้น
ประเด็นที่สอง มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง มีใช้กรณีไหนบ้างนั้น
มาตรา 1299 วรรคหนึ่งมีใช้ 2 กรณีคือ
1. ใช้กับทรัพยสิทธิในบรรพ 4 ปพพ.เช่นสิทธิเก็บกิน สิทธิอาศัย
ภาระจำยอมเป็นต้น
2. ใช้กับการยกที่ดินตีใช้หนี้แก่เจ้าหนี้(ซึ่งมิใช่การซื้อขาย/
แลกเปลี่ยน/ให้ แต่อย่างใด) ซึ่งอาจารย์ให้ดูฎีกาที่ 4892/2542
คำพิพากษาฎีกาที่ 4892/2542
บ. มารดาโจทก์ได้ยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้เงินกู้ให้แก่จำเลย
โดยโจทก์และบุตรอื่นของ บ.รู้เห็นยินยอมด้วย
แม้การยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้เงินกู้จะไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม
ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง
ทำให้การได้มาซึ่งที่ดินพิพาทไม่บริบูรณ์ก็ตาม แต่หาเป็นโมฆะเสียเปล่าไม่
การยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้ยังคงใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา
รวมทั้งทายาทหรือผู้สืบสิทธิของคู่สัญญาในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ ดังนี้
โจทก์ซึ่งรู้เห็นยินยอมด้วยในการยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยและเป็นผู้สืบสิทธิมาจาก
บ. จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท

ถ้าไม่จดทะเบียน ผลคือ ไม่บริบูรณ์ คือไม่ได้หมายความว่าเป็น โมฆะ
แต่ไม่เป็นทรัพยสิทธิที่จใช้ยันบุคคลภายนอกได้
แต่ระหว่างคู่สัญญาใช้บังคับได้ในฐานะบุคคลสิทธิ เช่น
ก.เจ้าของที่ดินอนุญาตให้ ข. มีสิทธิเก็บกินบนที่ดินดังกล่าว
ถ้าไม่จดทะเบียน ก็ไม่บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิ
แต่บังคับกันได้ในฐานะบุคคลสิทธิระหว่างคู่สัญญา ก.กับ ข.เท่านั้น
อาจารย์ให้ดูฎีกาที่ 4446/2543

คำพิพากษาฎีกาที่ 4446/2543
โจทก์ตกลงให้จำเลยใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดชีวิตของจำเลย
จำเลยจึงมีสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทตลอดชีวิต
แม้จะมิได้มีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนสิทธิดังกล่าวให้บริบูรณ์อย่างทรัพยสิทธิ
ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๒๙๙วรรคหนึ่ง
แต่ก็สมบูรณ์อย่างบุคคลสิทธิที่ใช้ยันกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลย
โจทก์ต้องผูกพันตามข้อตกลงดังกล่าว
จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท

ประเด็นที่สาม
ปัญหาแล้วฝ่ายที่ได้มาจะฟ้องให้อีกฝ่ายหนึ่งไปจดทะเบียนเป็นทรัพยสิทธิได้หรือไม่
* กรณีที่มีข้อตกลง ก็ฟ้องได้ให้ดูฎีกาที่ 6208/2545,1447/2543 และ
185/2536
คำพิพากษาฎีกาที่ 6208/2545
สัญญาที่โจทก์จำเลยตกลงกันให้โจทก์ได้สิทธิในทางภาระจำยอมใช้ถนนเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ในพื้นที่ดินที่เป็นถนนทุกแปลงที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์
แม้โดยสัญญานี้โจทก์จะไม่ได้มาซึ่งทรัพยสิทธิในทางภาระจำยอมโดยบริบูรณ์
เพราะไม่ได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ดังที่บัญญัติไว้ใน
ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๙๙ วรรคแรก
แต่บทมาตรานี้ก็หาได้บัญญัติให้เป็นผลไปถึงว่านิติกรรมหรือสัญญานั้นเป็นโมฆะเสียเปล่าไปเลยไม่
ดังนี้สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยังคงมีผลก่อให้เกิดบุคคลสิทธิในอันที่จะเรียกร้องบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา
จำเลยจึงไม่อาจโต้เถียงต่อโจทก์ว่าที่ดินของจำเลยไม่ตกอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินโจทก์และการที่จำเลยตกลงจะจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อสัญญาดังกล่าวเมื่อจำเลยทำการแบ่งแยกจัดสรรที่ดินเสร็จ
เมื่อจำเลยดำเนินการดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้วกระทำผิดข้อสัญญาไม่จดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์
โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้
ภาระจำยอมจะสิ้นไปก็ด้วยเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๙๗ กล่าวคือ
ภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมด หรือไม่ได้ใช้ภาระจำยอมเป็นเวลา
๑๐ ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๙๙
ข้อที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ใช้ถนนของจำเลยโดยมิได้ระมัดระวังก็ดี
โจทก์นำท่อไปวางเกะกะกีดขวางทางน้ำในลำเหมืองก็ดี
โจทก์ทำโคลนตกเรี่ยราดพื้นถนนก็ดี
การกระทำของโจทก์ดังกล่าวมิใช่เหตุที่จะทำให้ภาระจำยอมสิ้นไป

คดีแดงที่ 1447/2543 นายอนุพร ซื่อดี โจทก์
นายอรุณ เงินชูกุล จำเลย
ป.พ.พ.มาตรา ๑๙๔, ๑๒๙๙, ๑๕๙๙, ๑๖๐๐
ป.วิ.พ.มาตรา ๕๕, ๑๔๒, ๑๘๓
ที่ดินของโจทก์ ที่ดินของ ก.และที่ดินของจำเลยไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ
ช.มารดาของโจทก์ ก.จำเลย และ ฉ.จึงได้ตกลงทำทางพิพาทเพื่อให้ครอบครัวของ
ช.จำเลย และ ก.ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนร่วมกัน โดย
ช.เป็นผู้ออกเงินค่าตอบแทนการใช้ที่ดินให้แก่ ฉ. การที่
ช.ได้จ่ายเงินให้แก่
ฉ.เช่นนี้ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยได้ตกลงยินยอมให้ทำทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยด้วย
เพราะหากจำเลยไม่ยินยอมให้ทำทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่
ช.จะยินยอมจ่ายค่าตอบแทนการผ่านที่ดินให้แก่
ฉ.เนื่องจากข้อตกลงในหนังสือสัญญาจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยเท่านั้น
จำเลยได้ตกลงยินยอมให้
ช.มารดาของโจทก์ทำและใช้ทางพิพาทในส่วนที่ผ่านที่ดินของจำเลย
สิทธิที่จะใช้ทางผ่านที่ดินของจำเลยตามข้อตกลงดังกล่าว
แม้จะไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่เป็นทรัพยสิทธิที่บริบูรณ์
แต่ก็เป็นบุคคลสิทธิใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา
และไม่ใช่สิทธิตามกฎหมายหรือสิทธิเฉพาะตัวของ ช.โดยแท้ เมื่อ
ช.ถึงแก่กรรมสิทธินี้จึงเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ในฐานะทายาทผู้สืบสิทธิของ
ช.ย่อมอาศัยข้อตกลงดังกล่าวฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงได้
โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้
คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า
โจทก์มีสิทธิใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกในฐานะที่เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่
และจำเลยจะต้องจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินของจำเลยเพื่อเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือจำเลยมีสิทธิปิดทางพิพาทในเขตที่ดินของจำเลยหรือไม่ฉะนั้น
คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้จำเลยเปิดทางพิพาทในเขตที่ดินของจำเลยเพื่อเป็นทางเข้าออกของโจทก์ตามข้อตกลงระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลยจึงไม่เกินไปกว่าคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์
* ถ้าไม่มีข้อตกลงจะฟ้องได้หรือไม่ ฟ้องได้ ถ้าเป็นสัญญาต่างตอบแทน
ให้ดูฎีกาที่ 2380/2542(ป)

คำพิพากษาฎีกาที่ 2380/2542
โจทก์จำเลยตกลงกันด้วยวาจาให้โจทก์มีสิทธิเก็บกินในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตลอดชีวิตของโจทก์
เพื่อเป็นการตอบแทนในการที่โจทก์ยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตรของโจทก์
จำเลยจะมีผลประโยชน์จากสิ่งปลูกสร้างโดยได้เงินกินเปล่าจากผู้เช่า
ส่วนโจทก์มีรายได้เฉพาะการเก็บค่าเช่าเท่านั้น
ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงพิเศษอย่างสัญญาต่างตอบแทน
ก่อให้เกิดบุคคลสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะเรียกร้องให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินนั้นตราบใดที่จำเลยผู้เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังมิได้โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นให้แก่บุคคลอื่น
โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินได้
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ ๑/๒๕๔๒)
ข้อสังเกตฎีกานี้ การที่โจทก์มีข้อตกลงกับจำเลยดังกล่าว
เพื่อเป็นการตอบแทนที่โจทก์ให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ข้อตกลงดังกล่าว
เป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษ ก่อให้เกิดบุคคลสิทธิแก่โจทก์ ตราบใดที่จำเลย
ยังมิได้โอนไปให้คนอื่น โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จดทะเบียนได้
แต่ถ้าโจทก์โอนไปแล้วจะฟ้องบุคคลภายนอกไม่ได้เลย


(เพิ่มเติมจาก
คำบรรยายภาคค่ำ ผู้บรรยาย คืออาจารย์สมจิตร ทองศรี
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2547

มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง จะฟ้องให้คู่สัญญาไปจดทะเบียนได้หรือไม่
หลัก ปกติไม่สามารถฟ้องได้ ดูฎีกาที่ 749/2536
คดีแดงที่ 749/2536 นายสุวัฒน์ ดำรงรักษ์ โจทก์
วัดทองธรรมชาติ จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๙๙, ๑๔๑๐
การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินอันเป็นทรัพย์สิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เมื่อไม่ได้ทำเป็นหนังสือและมิได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่
จึงไม่บริบูรณ์
โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้โจทก์เพื่อให้เป็นทรัพยสิทธิที่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๑๒๙๙ วรรคแรก หาได้ไม่
..............................................................................................
โจทก์ฟ้อง
ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิอาศัยเหนือพื้นดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร
โดยให้โจทก์มีสิทธิอาศัยตลอดชีวิตของโจทก์ตลอดถึงลูกหลานเหลนลื้อของโจทก์
หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
จำเลยให้การว่า กรมการศาสนาเป็นผู้จัดการดูแลผลประโยชน์ของจำเลยเมื่อ พ.ศ.
๒๕๐๔ โจทก์ได้เข้ามาปลูกบ้าน ๑ หลัง และห้องแถว ๘ ห้อง
ในที่ดินของจำเลยโดยอ้างว่าเช่าจากพระสุวรรณเมธี
โจทก์ไม่ได้เช่าจากจำเลยหรือกรมการศาสนา
หนังสือสัญญาตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๑ เป็นเอกสารปลอม
โดยโจทก์กับพวกร่วมกันทำปลอม
ต่อมากรมการศาสนาได้ตกลงให้โจทก์เช่าเฉพาะที่ดินของจำเลยเนื้อที่ ๑๐๐
ตารางวา ที่โจทก์ปลูกบ้านส่วนเนื้อที่อีกประมาณ ๑๑๒ ตารางวา
ที่โจทก์ใช้ปลูกห้องแถวนั้น
จำเลยไม่ให้โจทก์เช่าและเมื่อโจทก์ไม่รื้อห้องแถวออกไปจากที่ดิน
จำเลยจึงได้ฟ้องให้รื้อถอนและขับไล่ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วและให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยตามประเด็นข้อพิพาทต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า
ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์ จำเลย และวินิจฉัยว่า
โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิตามสัญญาและคำขอท้ายฟ้องชอบหรือไม่นั้น
เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่า
จำเลยทำหนังสือสัญญาตกลงยอมให้โจทก์ปลูกสร้างบ้านและห้องแถวในที่ดินของจำเลยอยู่อาศัยตลอดชีวิตของโจทก์และลูกหลานเหลนลื้อของโจทก์
และตกลงจะไปจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้โจทก์ตามกฎหมาย
แต่ต่อมาไม่ได้มีการจดทะเบียนสิทธิดังกล่าว
ดังนี้หากข้อเท็จจริงได้ความดังที่โจทก์กล่าวอ้าง
ข้อตกลงดังกล่าวย่อมเป็นบุคคลสิทธิซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะปลูกสร้างบ้านและห้องแถวในที่ดินของจำเลยได้ตามข้อตกลงแต่เนื่องจากข้อกล่าวอ้างของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินอันเป็นทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
เมื่อไม่ได้ทำเป็นหนังสือและมิได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่
จึงไม่บริบูรณ์
โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้โจทก์เพื่อให้เป็นทรัพยสิทธิที่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๑๒๙๙ วรรคแรกหาได้ไม่
พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์.
(มงคล สระฏัน - ประวิทย์ ขัมภรัตน์ - ราเชนทร์ จัมปาสุต )
ศาลแพ่งธนบุรี - นายสุรพล เตชะธำรง
ศาลอุทธรณ์ - นายเสมอ อินทรศักดิ์

มีข้อยกเว้น ดังนี้
(1) มีข้อตกลงที่ชัดแจ้งว่าให้จดทะเบียน ถ้าไม่ไปจด จึงฟ้องให้ไปจดได้
ตามหลักความศักดืสิทธิ์แห่งเจตนา(ฎ.185/2506,1060-1/2540)

คดีแดงที่ 1060/2540 นางสาวจันทรรัตน์หรือจินดา ยศธนายน โจทก์
๐ นายเกษม สุวรรณดี จำเลย
ฯลฯ
ป.พ.พ. มาตรา ๒๑๓, ๘๕๑, ๘๕๒, ๑๓๙๐
ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕
โจทก์ทั้งสามใช้ทางภาระจำยอมได้เพียงบางส่วนเฉพาะส่วนที่เข้าออกที่ดิน
อันเป็นที่ตั้งโรงงานของโจทก์ทั้งสามเป็นประตูกว้างประมาณ ๙
เมตรสู่ที่ดินถนนภาระจำยอมของจำเลย ส่วนประตูเข้าออกในที่ดินของโจทก์ที่
๒ และที่
๓ฝั่งตรงข้ามโรงงานที่ติดกับที่ดินของจำเลยซึ่งเคยเว้นช่องเข้าออกไว้ประมาณ
๙ เมตรเช่นกัน จำเลยได้ก่อกำแพงสูง ๒ เมตรปิดกั้น
โดยเว้นช่องทางเข้าออกไว้เพียง๑ เมตร เท่านั้น
เมื่อโจทก์มิได้ยืนยันว่าไม่สามารถเข้าไปใช้ที่ดินของโจทก์ทั้งสามได้เพียงแต่ไม่สะดวกเท่านั้น
ซึ่งจำเลยก็ได้เปิดทางเป็นถนนให้โจทก์ทั้งสามเข้าออกโรงงานของโจทก์ทั้งสามแล้ว
และที่ดินฝั่งตรงข้ามโรงงานก็เป็นที่ว่าง
แม้จำเลยจะก่อรั้วขึ้นมาดังกล่าว
แต่ก็มิได้กีดขวางทางเข้าออกสู่ถนนพิพาทเพราะยังเหลือที่ว่างเปล่าอีกมากซึ่งโจทก์ทั้งสามสามารถเข้าออกสู่ถนนพิพาทได้
โจทก์ทั้งสามจึงไม่ได้รับความเสียหาย
คดีนี้จำเลยได้ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตนในอันที่จะจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์ทั้งสามตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ได้ทำไว้
โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมตามสัญญาประนีประนอม-
ยอมความนั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๑๓
แต่เมื่อปรากฏว่าภายหลังโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยแล้ว
จำเลยได้จดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งเป็นถนนพิพาทคดีนี้ให้แก่ ก.แล้ว
จำเลยจึงมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป
และไม่อยู่ในฐานะจะไปจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์ทั้งสามตามคำขอท้ายฟ้องได้ต่อไป
เพราะสภาพแห่งการบังคับคดีไม่เปิดช่องที่จะบังคับให้จำเลยทำเช่นนั้นได้
การกระทำของจำเลยดังกล่าวแม้หากจะฟังว่าทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย
แต่โจทก์ทั้งสามมิได้ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายสำหรับกรณีนี้มาด้วย
จึงไม่อาจวินิจฉัยให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้
และชอบที่จะให้โจทก์ทั้งสามจะไปว่ากล่าวเป็นคดีใหม่
2) มีข้อตกลงพิเศษอย่างสัญญาต่างตอบแทนพิเศษ(ฎ.2380/2542(ประชุมใหญ่))
เป็นฎีกาที่เก็งมาหลายครั้งทั้งสนามเนติบัณฑิตและสนามผู้ช่วยผู้พิพากษา
อาจารย์ฝากให้ดูอย่างละเอียดด้วย
3) การได้สิทธิโดยทางพินัยกรรม(ฎ.667/2542)
อาจารย์กล่าวว่าเป็นการต่อยอดฎีกาที่ 1480/2514(ป)

คดีแดงที่ 667/2542 นายแม้น สุคนธชาติ โจทก์
นายดำรง เวคะวากยานนท์ จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา ๘๕๐, ๑๒๙๙, ๑๔๑๐, ๑๖๑๒, ๑๗๔๘, ๑๗๕๔
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒(๕)
ตามข้อกำหนดพินัยกรรมระบุให้โจทก์มีสิทธิอยู่อาศัยในที่ดินได้ชั่วชีวิตของโจทก์
สิทธิอยู่อาศัยดังกล่าวเป็นสิทธิเหนือพื้นดินตาม ป.พ.พ.มาตรา
๑๔๑๐และเป็นทรัพยสิทธิซึ่งโจทก์ได้รับมาตามพินัยกรรมโดยชอบ
โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์มีสิทธิบริบูรณ์ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมตามวัตถุประสงค์ของเจ้ามรดกโดยการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานตามที่
ป.พ.พ.มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง
ได้บัญญัติไว้แม้ตามข้อกำหนดพินัยกรรมมิได้ระบุให้จดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินต่อเจ้าพนักงานก็ตาม
โจทก์ได้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินซึ่งโจทก์มีสิทธิอาศัยได้ชั่วชีวิตโจทก์ตามข้อกำหนดพินัยกรรมอยู่ก่อนที่
ท.เจ้ามรดกจะทำพินัยกรรมและก่อนที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
แม้ว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการโอนที่ดินซึ่งโจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมแล้วก็ตาม
แต่เมื่อโจทก์ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่โจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดิน
กรณีเช่นนี้จึงเปรียบได้เสมือนหนึ่งว่า
โจทก์ในฐานะทายาทตามพินัยกรรมได้ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน
โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นโดยฟ้องเรียกตามข้อกำหนดพินัยกรรมให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่โจทก์ได้
แม้จะล่วงพ้นกำหนดอายุความ๑ ปีแล้ว โดยปรับเข้ากับ ป.พ.พ.มาตรา ๑๗๔๘
ซึ่งเป็นบทมาตราข้อยกเว้นที่จะใช้บังคับตามมาตรา ๑๗๕๔
ดังนี้แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด ๑ ปี
นับแต่โจทก์ควรรู้ถึงสิทธิซึ่งตนมีอยู่ตามพินัยกรรมก็ตาม
คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ
4) การได้ทางภาระจำยอมตามมาตรา 1391 แม้จะได้มาโดยอายุความ
ก็ชอบที่จะเรียกให้ไปจดทะเบียนได้(ฎ.2105/2506)
ข้อสังเกตเพิ่มเติม กรณีการได้กรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษืตามมาตรา 1382
จะฟ้องให้เจ้าของเดิมให้ไปจดทะเบียนใส่ชื่อผู้ครอบครองปรปักษ์ไม่ได้(ฎ.
5866/2533,955/2535)

คดีแดงที่ 5866/2533 นายสาน หรือ ประสานต์ เรืองศรี โจทก์
นายบุญปลูก เรืองศรี จำเลย
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๔, ๑๒๙๙, ๑๓๘๒
จำเลยตกลงขายและสละการครอบครองที่พิพาทให้แก่โจทก์แล้วทั้งโจทก์ครอบครองที่พิพาทมาด้วยเจตนาเป็น
เจ้าของเป็นเวลากว่า๑๐ ปี โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท
แต่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนในที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อโจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนามิได้
เนื่องจากจำเลยไม่มีหน้าที่อย่างใดในทางนิติกรรมที่จะต้องโอนที่พิพาทให้แก่โจทก์
เป็นหน้าที่โจทก์ที่จะต้องดำเนินการให้มีชื่อของตนในโฉนดต่อไป-ผู้รวบรวม)


ครั้งที่ 4
ประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2548
วิชา ค้ำประกัน และหนี้

ค้ำประกัน
อาจารย์ให้ฎีกาที่ 6023/2538 และฎีกาที่ 3994/2540
หนี้
อาจารย์ให้ดูฎีกาที่ 1 678/2546 และฎีกาที่ 3506/2546
ค้ำประกัน
ประเด็นที่ 1 กรณีผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตาย
โดยที่ลูกหนี้ยังไม่ได้ผิดสัญญาและยังไม่ผิดนัดนั้น
ความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่ถึงแก่ความตาย จะไม่ตกทอดไปยังทายาท
เนื่องจากความรับผิดของผู้ค้ำประกันจะเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ผิดนัดตามมาตรา
686

มาตรา 686 ลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด
ท่านว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้แต่นั้น

ดูฎีกาที่ 6023/2538
คดีแดงที่ 6023/2538 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โจทก์
นางบุหลัน รัตนกฤษฎาหรือ
รัตนกฤษฎาธาร กับพวก จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา ๖๘๖
จำเลยที่ ๑
ได้รับอนุมัติจากทางราชการให้ลาไปศึกษาต่อต่างประเทศด้วยทุนของโจทก์และทำสัญญาให้ไว้แก่โจทก์ว่า
จำเลยที่ ๑ จะต้องกลับมารับราชการชดใช้ทุน
หากผิดสัญญายอมชดใช้เงินทุนและเบี้ยปรับแก่โจทก์โดยมี ก.เป็นผู้ค้ำประกัน
ดังนี้ เมื่อปรากฏว่า
ก.ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตายลงในระหว่างเวลาที่จำเลยที่ ๑
ยังไม่ผิดสัญญาและยังไม่ผิดนัด จึงยังไม่มีหนี้ของ
ก.ที่โจทก์จะเรียกให้รับผิดได้ สัญญาค้ำประกันของ
ก.ที่ทำไว้ต่อโจทก์ก็ย่อมไม่ตกทอดไปยังทายาท จำเลยที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๖
ซึ่งเป็นทายาทของ ก.จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ประเด็นที่ 2 กรณีลูกหนี้ถึงแก่ความตาย แม้หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ
เจ้าหนี้สามารถฟ้องชำระหนี้จากทรัพย์มรดกของผู้ตายภายในกำหนด 1 ปี
ตามมาตรา 1754 วรรคสาม อาจารย์ให้ดูฎีกาที่ 3994/2540
ฏีกาที่ 3994/2540 ปพพ.มาตรา 1754 วรรคสาม
เป็นบทบัญญัติมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี
นับแต่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของลูกหนี้
ในกรณีดังกล่าวเจ้าหนี้ของผู้ตายจะต้องเรียกร้องให้ชำระหนี้จากทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งเป็นลูกหนี้ในกำหนด
1 ปี นับแต่ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย ดังนั้น
แม้หนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ลูกหนี้ทำไว้กับโจทก์ยังไม่ถึงกำหนดชำระ
แต่ลูกหนี้ได้ถึงแก่ความตายเสียก่อน
โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ภายใน 1 ปี
นับแต่เมื่อโจทก์รู้ถึงแก่ความตายของลูกหนี้ตาม ปพพ.มาตรา 1754 วรรคสาม
เพราะสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ถึงแก่ความตาย
หากรอจนหนี้ถึงกำหนดชำระอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคสาม
ดังกล่าวข้างต้นอาจจะล่วงพ้นไปแล้ว
โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ได้แม้หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ

มีหมายเหตุท้ายคำพิพากษาโดยอาจารย์พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา ดังนี้
ตามปกติแล้วการที่เจ้าหนี้จะบังคับชำระหนี้แก่ลูกหนี้ได้หนี้นั้นจะต้องถึงกำหนดแล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้
ดังนั้น
กรณีหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระเจ้าหนี้จะฟ้องขอให้ชำระหนี้นั้นไม่ได้
(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่
231/2495)เมื่อถึงกำหนดแล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ย่อมถือว่าผิดนัดนับแต่วันนั้นต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยด้วย(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 214, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 557/2532,5632/2534 และ 10166/2539)
หลักการดังกล่าวเป็นที่ทราบกันแต่กรณีลูกหนี้ตายมีบทบัญญัติว่าด้วยอายุความมรดก
มาตรา 1754 วรรคสามแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่า
"ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 193/27 แห่งประมวลกฎหมายนี้
(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
ถ้าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี
มีให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก"
และวรรคสุดท้ายบัญญัติต่อไปว่า "ถึงอย่างไรก็ดี
สิทธิเรียกร้องตามที่ว่ามาในวรรคก่อน ๆ นั้น
มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย"ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้กล่าวถึงสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่า
1 ปี เมื่อเจ้ามรดกตาย
ห้ามเจ้าหนี้ของเจ้ามรดกว่าถ้าพ้นหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกแล้ว
จะฟ้องเรียกร้องบังคับชำระหนี้ไม่ได้ ตามความเข้าใจของบุคคลทั่วไปก็คือ
เมื่อเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องแล้วจึงจะบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้และอายุความก็จะเริ่มนับแต่ขณะที่เจ้าหนี้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 193/12) ตัวอย่างในคดี เช่น
สิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างซ่อมรถโจทก์สามารถเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 2
ในฐานะคู่สัญญาได้นับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบรถยนต์ที่ซ่อมเสร็จ
จึงถือได้ว่าโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องนั้นแก่จำเลยที่ 2
ได้ตั้งแต่วันดังกล่าว และอายุความย่อมเริ่มนับตั้งแต่วันนั้น
นับแต่วันที่มีการส่งมอบและรับมอบรถยนต์ที่ซ่อมเสร็จ
คดีโจทก์จึงขาดอายุความ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5535/2539)
ตัวอย่างคดีนี้คงแสดงให้เห็นว่าอายุความเกิดขึ้นเมื่อใดได้เป็นอย่างดี
และโปรดศึกษาอีกตัวอย่างกล่าวคือ
สัญญาซื้อขายรถยนต์ระหว่างโจทก์จำเลยกำหนดให้รับรถภายในเดือนพฤศจิกายน
2535
จำเลยมีสิทธิที่จะส่งมอบรถยนต์ให้แก่โจทก์ในวันหนึ่งวันใดก็ได้ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว
ดังนั้น
ช่วงระยะเวลาดังกล่าวสิทธิเรียกร้องเอาเงินมัดจำคืนของโจทก์จึงยังไม่อาจบังคับได้
การนับอายุความเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องจึงต้องเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดไปแล้ว
คือเริ่มนับในวันที่ 1 ธันวาคม 2535
อันเป็นวันที่จำเลยผิดนัดและโจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้
และการฟ้องเรียกเอาเงินมัดจำคืนกรณีนี้
ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่นจึงฟ้องได้ภายในกำหนด 10 ปี
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่
4252/2539) คดีนี้มีข้อสังเกตอยู่ 2 ขั้นตอน
คือช่วงเวลาที่ยังไม่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องเอาเงินมัดจำคืนคือระหว่างเดือนพฤศจิกายน
2535 ช่วงนี้อายุความยังไม่เกิดขึ้น ส่วนช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม
2535
อันเป็นวันที่จำเลยผิดนัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเกิดขึ้น(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 193/12)
และตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเกิดขึ้นด้วยถ้าปรับข้อเท็จจริงในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่
4252/2539 กับบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม
ดังที่นำมากล่าวข้างต้นให้เห็นชัดเจน ดังนี้
สมมุติว่าจำเลยซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาตายเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม
2535และโจทก์ก็ทราบว่าจำเลยตายในวันนั้น ดังนั้น
อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งมีกำหนดเวลา 10 ปี
ซึ่งขณะจำเลยตายยังเหลืออายุความสิทธิเรียกร้องอยู่ถึง 9 ปีเศษ
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งโจทก์ยังมีเวลาร่วม 10 ปี
ในการที่จะเรียกเอาเงินมัดจำคืน แต่โดยผลแห่งบทบัญญัติดังกล่าว
อายุความนั้นอาจถือได้ว่าลดลงมาเหลือหนึ่งปีนับแต่เมื่อโจทก์รู้หรือควรรู้ว่าจำเลยตาย
เงื่อนไขสำคัญถึงเอาการที่โจทก์รู้หรือควรรู้ว่าจำเลยตายเป็นสำคัญหนึ่งปี
มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกเมื่อท่านผู้อ่านเข้าใจหลักการเรื่องนี้ถึงกำหนดอายุความเกิดขึ้นเมื่อปรับเข้ากรณีอายุความมรดก
กรณีลูกหนี้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
1754วรรคสามผลจะเป็นอย่างไรแล้ว
โปรดพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาหัวข้อหมายเหตุ ซึ่งได้ความว่า
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2534 ป. ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน
1,700,000 บาท กำหนดชำระเงินต้นคืนภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญา
ต่อมาวันที่ 27 มีนาคม 2535 ป. ถึงแก่ความตาย โจทก์ทวงถามจำเลยที่ 1
ภริยาของ ป. จำเลยที่ 2 ถึง 5 บุตรของ ป. และจำเลยที่ 6
ผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้แต่จำเลยทั้งหกไม่ชำระ
โจทก์จึงฟ้องคดีเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2535 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด 2
ปีนับแต่วันที่ ป. กู้ยืมเงินโจทก์ แต่ ป. ตายเสียก่อน
ฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า
โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
แต่ศาลทั้ง 3 ศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3
และศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและบังคับให้จำเลยทั้งหกชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์
ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นได้ว่าไม่ตรงตามตัวบทในบทบัญญัติมาตรา
1754 วรรคสามเสียทีเดียว ในปัญหานี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ขณะยังไม่ถึงกำหนดชำระได้หรือไม่
ศาลฎีกาเห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม
เป็นบัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี
นับแต่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของลูกหนี้
ในกรณีดังกล่าวเจ้าหนี้ของผู้ตายจะต้องเรียกร้องให้ชำระหนี้จากทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งเป็นลูกหนี้ในกำหนด1
ปี นับแต่ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย ดังนั้น แม้หนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ ป.
ลูกหนี้ทำไว้กับโจทก์ยังไม่ถึงกำหนดชำระ แต่ ป. ถึงแก่ความตายไปเสียก่อน
โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ภายใน 1 ปี
นับแต่เมื่อโจทก์รู้ถึงความตายของ ป. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1754 วรรคสาม เพราะสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นเมื่อ ป. ตาย
หากรอจนหนี้ถึงกำหนดชำระ อายุความ 1 ปี
อาจล่วงพ้นไปแล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ได้แม้หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ
มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยสนับสนุนเป็นบรรทัดฐาน เช่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 94/2493, 964/2512และ
1117/2533เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติมาตรา 1754
วรรคสามประกอบคำพิพากษาศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานในหลายเรื่องและคำพิพากษาศาลฎีกาหมายเหตุแล้วเห็นได้ว่าได้ถือความตายของเจ้ามรดกเป็นเหตุให้หนี้นั้นถึงกำหนดชำระ
โดยทายาทของเจ้ามรดกไม่อาจถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาต่อไปได้อีกแล้ว
โดยพิจารณาเทียบเคียงกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/23
ซึ่งบัญญัติว่า อายุความสิทธิเรียกร้องอันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้ตาย
ถ้าจะครบกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันตาย
อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบหนึ่งปีนับแต่วันตาย
ซึ่งเมื่อสรุปความตายมาตรา 1754วรรคสามประกอบมาตา 193/23 แล้ว
ก็หมายความว่าถ้ากรณีแม้หนี้ยังไม่ถึงกำหนดเมื่อลูกหนี้ตายก็ต้องถือว่าหนี้ถึงกำหนดชำระ
แล้วมรดกมีสิทธิเรียกร้องนับแต่บัดนั้นโดยตรงเรียกร้องภายใน 1 ปี
ดังที่กล่าวแล้วซึ่งก็ถือว่าอายุความเกิดขึ้นแล้ว แต่มีอายุความเพียง 1
ปีเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดเวลาตามสัญญาหรือไม่
ส่วนกรณีหนี้ถึงกำหนดตามสัญญาแล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้และตายไปดังนี้ไม่มีปัญหาเพราะตรงตามตัวบทและสามารถฟ้องได้ทันทีโดยไม่ต้องทวงถามก่อน
(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2620/2517)แต่ถ้ากรณีที่อายุความเจ้าหนี้สั้นกว่า 1
ปี ซึ่งตามปกติเจ้าหนี้จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายใน1 ปี
แต่ถ้าเป็นเจ้าหนี้กองมรดกตามมาตรา 193/23
ได้ขยายเวลาแห่งอายุความออกไปเป็น1 ปีนับแต่วันที่เจ้ามรดกตาย ดังนั้น
เจ้าหนี้กองมรดกที่สิทธิเรียกร้องสั้นกว่า 1 ปี
สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ภายใน 1 ปี
นับแต่วันที่เจ้ามรดกตายส่วนข้อยกเว้นตามที่มาตรา 1754 วรรคสาม กล่าวถึง
คือตามมาตรา 193/27 หมายความว่าเจ้าหนี้กองมรดกประเภทผู้รับจำนอง
ผู้รับจำนำ เหล่านี้สามารถบังคับเอาแต่ทรัพย์สินที่จำนองหรือจำนำได้
แม้ล่วงเลยกำหนดเวลาตามมาตรา 1754 วรรคสามแล้ว(คำพิพากษาศาลฎีกาที่
1414/2509 และ 3187/2532)มีข้อสังเกตว่าความในมาตรา 1754
วรรคสามนั้นเป็นกรณีบังคับเจ้าหนี้กองมรดกที่จะบังคับเอาจากกองมรดกเพื่อชำระหนี้เท่านั้น
แต่กลับกันหากเจ้าหนี้มรดกเป็นเจ้าหนี้บ้าง
ซึ่งต้องพิจารณาบทบัญญัติว่าด้วยกองมรดกตามมาตรา 1600
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
สิทธิเรียกร้องในฐานเจ้าหนี้ย่อมตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา 1599
ทายาทฟ้องเจ้ามรดกย่อมมีสิทธิบังคับเอาแก่ลูกหนี้ภายในกำหนดอายุความสิทธิเรียกร้องแห่งหนี้ประเภทนั้นอาจเป็น
2 ปี หรือ 5 ปี หรือ 10 ปี
แล้วแต่กรณีสรุปแล้วหลักการในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754
วรรคสามนี้ถือได้ว่าเป็นข้อยกเว้นหลักการใช้สิทธิเรียกร้องกรณีทั่วไป
ซึ่งในทางปฏิบัติคงต้องทำความเข้าใจกันเป็นพิเศษ


หนี้
อาจารย์ให้ดูมาตรา 194,213,217,218,219
ประเด็นสำคัญ การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยคืออย่างไร
* กรณีเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
มิใช่เป็นพฤติการณ์ที่ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย
* อาจารย์ให้ดูฎีกาที่ 1678/2546 และฎีกาที่ 3506/2546

ฎีกาที่ 1678/2546
แพ่ง เหตุสุดวิสัย การชำระหนี้พ้นวิสัย ซื้อขาย ชำระราคา(มาตรา 8,219
วรรคหนึ่ง 453,486)
จำเลยผู้ซื้อได้มีหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ผู้ขายขอคืนผ้า
แต่โจทก์ไม่ได้ทำคำสนองรับเพียงแต่โจทก์ให้จำเลยช่วยขายผ้าให้บุคคลอื่น
โจทก์จะรับผ้าคืนก็ต่อเมื่อมีบุคคลหรือลูกค้าอื่นรับซื้อผ้าไว้เท่านั้น
ซึ่งเมื่อโจทก์ขายผ้าได้บางส่วนจึงให้พนักงานของโจทก์มารับผ้าไปจากจำเลย
ก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์รับคืนผ้าทั้งหมดเพียงแต่ตกลงกันว่าโจทก์จะรับผ้าไปเมื่อขายผ้าได้บางส่วนเท่านั้น
ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์ช่วยจำเลยขายผ้าส่วนที่เหลือ
ไม่ได้ตกลงยินยอมรับคืนผ้า จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าผ้าที่เหลือให้โจทก์
การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้เนื่องจากบริษัท ธ.
ผู้ซื้อผ้าจากจำเลยมีปัญหาทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่จำเลย
ก็เป็นเรื่องประกอบธุรกิจการค้าประสบปัญหากำไรหรือขาดทุนอันเป็นปกติทางการค้าย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ
ไม่อาจถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดตาม
ปพพ.มาตรา 219 วรรคหนึ่ง

ฎีกาที่ 3506/2546
แพ่ง บังคับชำระหนี้ การชำระหนี้พ้นวิสัย บังคับจำนอง(มาตรา 213
วรรคหนึ่ง,219,728)
การเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอาจมีผลกระทบต่อลูกหนี้บางคนทำให้ไม่สามารถชำระหนี้สินที่ตนมีต่อสถาบันการเงินได้เหมือนเช่นปกติ
แต่จะถือเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยตาม ปพพ.มาตรา
219 วรรคหนึ่ง เสียทีเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป โดยเฉพาะจำเลยที่
1 ได้จำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ยืมไว้กับโจทก์
ซึ่งโจทก์มีสิทธิร้องขอต่อศาลให้บังคับชำระหนี้ได้ตาม ปพพ.มาตรา 213,728
การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงอยูในวิสัยที่พึงปฏิบัติได้ จำเลยที่ 1
มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ต่อไปจะอ้างวิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศมาปลดเปลื้องเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากการบังคับคดีไม่ได้

อังกฤษปณิกะ
Thirdly,it may be asked whether,when the accused performed a
particular act or made a particular ommission,he did so in order to
achieve a given result, i.e with that which lawyers describe as a "
specific inten".(ข้อสอบอัยการ ปี 2511)
คำศัพท์
specific inten เจตนาพิเศษในการกระทำความผิดบางฐาน " mens rea"
เป็นภาษาลาติน แปลว่า เจตนาในการกระทำผิด
คำแปล -ข้อที่สาม
อาจตั้งคำอาจว่าเมื่อจำเลยกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือละเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
เขาทำเช่นนั้นเพื่อให้บรรลุผลที่กำหนดไว้ กล่าวคือ
ด้วยสิ่งที่นักกฎหมายเรียกว่าเป็น เจตนาพิเศษ หรือไม่(อ้างในหนังสือ
รวมคำศัพท์จากข้อสอบอัยการ-ผู้พิพากษา โดยธง วิทัยวัฒน์
สำนักพิมพ์นิติธรรม)

บทส่งท้าย

"ยิ้มครานี้ ทำให้อาฮุยรู้สึกว่า ตัวเองเยาว์วัย อีกหลายปี
มีความกล้าหาญและเชื่อมั่นตัวเองอีกมากหลาย
ทั้งมีความหวังต่อชีวิตเพิ่มขึ้นอีกมากมาย
กระทั่งหมู่ไม้ใบหญ้าที่ร่วงโรยตามกาลเวลา ในสายตาของอาฮุยตอนนี้
ยังเปี่ยมด้วยความกระปรี้กระเปร่าคึกคัก เนื่องเพราะอาฮุยทราบ
ในนั้นยังมีชีวิตใหม่อยู่ อีกไม่นานก็จะงอกงามมาอีกได้
อาฮุยไม่เคยทราบเลย การยิ้มจะมีพลานุภาพยิ่งใหญ่ถึงปานนี้
อาฮุยไม่เพียงเลื่อมใสลี้คิมฮวงเท่านั้น ยังตื้นตันอย่างยิ่ง
เนื่องเพราะคนที่สามารถให้ตัวเองแย้มยิ้มอยู่ตลอดกาลได้
มิใช่ง่ายดายอย่างยิ่งก็จริง แต่หากยังสามารถให้ผู้อื่นยิ้มแย้ม
นั่นจึงเป็นความยิ่งใหญ่
ยิ้ม คล้ายดั่งสุคนธรส ไม่เพียงให้ตัวเองหอมหวนเท่านั้น
ยังสามารถให้ผู้อื่นรู้สึกเบิกบานแจ่มใสด้วย"

(จากหนังสือ ฤทธิ์มีดสั้น ว.ณ.เมืองลุง สองหน้าสุดท้ายคือหน้าที่ 2757
-2758 สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น รวมพิมพ์ปกแข็งครั้งแรก พ.ศ. 2519)
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages