สรุปคำบรรยาย วิ.อาญา ภาค 3-4 (ภาคค่ำ) ครั้งที่ 3

901 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Dec 13, 2010, 9:13:47 PM12/13/10
to LAWSIAM

ใครเล่นบอร์ด thaijustice รบกวนโพสลงให้ด้วยนะครับ พอดีเปลี่ยนคอมใหม่เลยโพสไม่ได้วันไม่พอครับ ขอบคุณครับ

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ธานี สิงหนาท ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ครั้งที่   3 วันเสาร์ 11 ธันวาคม  2553

          เราก็มาพบกันเป็นครั้งที่สามพยายามจะให้จบมาตรา 158 อนุมาตรา 5 กับ 6 และอาจจะต่อที่ 7 ต่อไป  เราพูดค้างไว้ว่าการพิจารณาคำฟ้องว่าสมบูรณ์หรือไม่ ต้องพิจารณาคำฟ้องทั้งหมดและเอกสารที่แนบมาท้ายฟ้อง เราดูตัวอย่างฏีกา ประชุมใหญ่

            ในวันนี้เราจะไปดูต่อว่านอกจากเอกสารที่แนบมาท้ายฟ้อง มาเป็นเอกสารประกอบการฟ้องว่าฟ้องโจทก์ชอบ 158 อนุมาตรา 5 หรือไม่ ดังนั้นสำนวนในชั้นคำร้องขอฝากขังเมื่อพนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องแล้วก็จะบรรยายมาในฟ้องทุกฉบับว่าคดีนี้ศาลได้ควบคุมไว้ เมื่อโจทก์ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องแล้ว ว่าในชั้นสอบสวนแล้วผู้ต้องหาอยู่ในการควบคุมของศาลของหมายขังเรื่องอะไร ก็ต้องถือว่ากรณีเรื่องนี้เป็นส่วนประกอบของคำฟ้องการที่เราจะใช้คำว่าส่วนหนึ่งของคำฟ้องต้องอยู่เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เราเรียกว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้อง ถ้าหากอยู่แนบท้ายคำฟ้องเราเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เอกสารแนบท้ายคำฟ้อง โจทก์สามารถนำพยานเอกสารชิ้นนั้นมาสืบได้โดยไม่ต้องยื่นบัญชีระบุพยาน เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ในการพิจารณาว่าคำฟ้องสมบูรณ์หรือไม่ เราก็ต้องดูเอกสารที่แนบมาในท้ายฟ้องเสมอ เพราะเป็นเอกสารที่เกิดขึ้นก่อนอัยการโจทก์ยื่นคำฟ้องแต่เราถือว่าเป็นเอกสารประกอบได้ ถ้าคดีนั้นโจทก์บรรยาย วันเวลาที่เกิดเหตุ แต่หากคำร้องขอฝากขังนั้น โดยละเอียดแล้ว โจทก์ได้บรรยายครบถ้วนแล้วเพราะเราถือว่าคำร้องขอฝากขังเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ตัวอย่างเรื่องนี้ ฎีกาที่ 1222/2546 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่เป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งได้กระทำชำเราเด็กหญิง แต่คำฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุสถานที่ แต่ในคำร้องขอให้ฝากขังนั้น พออนุโลมได้ว่าเป็นสวนหนึ่งของคำฟ้อง โดยไม่ต้องดูว่าเป็นเรื่องของพนักงานอัยการโจทก์หรือไม่ และจำเลยก็ระบุว่าเกิดที่โรงครัวในวัด จำเลยย่อมเข้าใจได้ว่าตามคำฟ้องนั้นเหตุเกิดที่ใด นอกจากจะพิจารราคำฟ้องทั้งฉบับแล้วเราต้องดูเอกสารที่แนบมาท้ายฟ้องด้วย แม้คำขอฝากขังจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งขัดค้าน ก็ยอมรับว่าเหตุเกิดในวัดแห่งหนึ่งจำเลยก็พอเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จำเลยสามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้องไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ เมื่อเราเห็นตรงนี้แล้วเราดูต่อไปอีกจุดหนึ่งว่าการบรรยายคำฟ้อง ตามมาตรา 158 อนุมาตรา 5 เป็นเรื่องที่สำคัญมาก การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่ากระทำความผิด บุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ถ้าบรรยายไม่ครบถ้วน จะมีปัญหาคือ ฟ้องโจทก์บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิด คือไม่มีวันเวลาที่เกิดเหตุ ไม่มีแม้จำเลยจะรับสารภาพศาลก็ลงโทษไม่ได้ ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นในศาลชั้นต้น บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหนึ่งศาลชั้นต้นก็ลงโทษไม่ได้ 527/2551 เป็นเรื่องที่โจทก์บรรยายฟ้องขาดองค์ฯ ศาลฏ๊กาวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วย 158 อนุมาตรา 5

            ก็คือศาลจะลงโทษจำเลยได้ก็คือครบองค์ฯ  ถ้าเป็นเปรียบเทียบกับคดีแพ่ง แม้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวด้วยความสงบ จริงๆแล้วไม่เป็นความผิดเลยเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องตรวจสอบความถูกต้อง แม้จำเลยไม่ให้การถึงเลยก็ตาม  ศาลสามารถหยิบยกวินิจฉัย จริงๆแล้ว มันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบ และ วิอาญาไม่ได้เขียนไว้ แต่ไปเขียนไว้ในชั้นอุทธรณ์ เราพลิกดูมาตรา 195 วรรคสอง ได้บัญญัติเอาไว้ว่าข้อกฎหมายใดก็ตามที่เกี่ยวด้วยความสงบแม้ผู้อุทธรณ์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นก็ตาม ตามมาตรา 225 แต่ในศาลชั้นต้นเรากลับมีปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบไว้ ถ้าโจทก์บรรยายไม่ครบก็ต้องถือว่าจำเลยเสียเปรียบ ศาลสามารถหยิบยกวินิจฉัยได้เองเลย

            6971/2550 ตัวอย่างนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้องเลย ก็ตัดสินว่าในคดีเรื่องนี้ขาดองค์ประกอบความผิด ศาลตัดสินว่าเป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ แม้จำเลยทั้งสองรับสารภาพ ในคดีอาญาอะไรก็ตามที่กระทบต่อความสงบ ปัญหาในคดีอาญาจะต่างในคดีแพ่ง แต่ไม่ได้เขียนไว้โดยตรงว่าเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบ

            ถ้าหากคดีขาดอายุความศาลวินิจฉัยได้เองเลย แม้จำเลยรับสารภาพก็ลงโทษไม่ได้ จำเลยไม่ได้หยิบยกอยู่ในอุทธรณ์หรือฏีกาเลย นี่เป็นหลักพื้นฐาน ปัญหาการร่างฟ้องถ้าหากไม่ครบองค์ประกอบถือว่าเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยไม่ได้ต่อสู้

            นี่คือหลักพื้นฐานก่อน ต่อไปเราไปดูตัวอย่างฏีกาที่ บรรยายฟ้องขาดองค์ประกอบความผิด ตัวอย่างแรกความผิดฐานชิงทรัพย์โจทก์บรรยายว่าถ้าไม่ยอมจะฆ่าให้ตาย แต่ไม่ได้บรรยายว่าทรัพย์เป็นของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของด้วยแต่ไม่ได้บอกว่าทรัพย์อะไรทรัพย์นั้นเป็นของใครไม่ได้บรรยายไว้เลย ถือว่าเป็นทรัพย์ที่ขาดองค์ประกอบภายนอกเป็นเรื่องที่ศาลฏีกาตัดสินว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบ

            2898/2549 ในความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ กฎหมายบัญญัติองค์ประกอบความผิดว่าเป็นความผิดที่มีการข่มขืนใจโดยขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับ

            จนผู้เสียหายยอมมอบเงิน ก็บรรยายเพียงเท่านี้ โดยไม่บรรยายว่าภาพเปลือยเป็นความรับหรือไม่ เพราะผู้เสียหายถ่ายภาพเปลือยโดยปรกติอยู่แล้วก็ไม่เป็นการรีดเอาทรัพย์ โจทก์แต่โจทก์ไม่บรรยายฟ้องเลยว่าภาพเปลือยนั้นเป็นความลับหรือไม่การบรรยายฟ้องจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดแม้พยานหลักฐานลงโทษจำเลยได้ก็ตามก็ตัดอำนาจฟ้องโจทก์แต่ต้นเลย ศาลพิพากษายกฟ้องโดยเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งการกระทำความผิดเลย พิพากษายกฟ้องในเนื้อหาแล้ว จะนำมาฟ้องอีกไม่ได้ ดังนั้นเรื่องฟ้องซ้ำก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราต้องดูว่าโจทก์ เราจะดูตัวอย่างต่อไปว่าถ้าหากองค์ประกอบภายนอก เกี่ยวกับพฤติการณ์ประกอบการกระทำ ในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือเจตนาตามมาตรา 59 แต่พิจารณาจากวิญญูชนทั่วๆไปแม้จำเลยเข้าใจว่าไม่น่าเกิดความเสียหายการกระทำน่าจะเป็นประโยชน์ได้ พฤติการณ์ประกอบการกระทำเช่นในความผิดฐานแจ้งความเท็จคำว่าโดยประการที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตรงนี้ก็ต้องบรรยายด้วย เป็นเรื่องที่ขาดองค์ประกอบภายนอก ตัวอย่าง ที่ยกให้เราพิจารณาคือมาตรา 220 ในความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์โดยหลักต้องเป็นของผู้อื่น ถ้าหากเป็นของผู้อื่นไม่ผิดตาม 217 แต่ผิดตาม 220 ได้แม้เป็นวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น ก็ผิดตาม 220 ได้ถ้าหากเป็นอันตรายต่อสังคมอื่นหรือผู้อื่น แม้เป็นของตนเองจนน่าจะเป็นอันตรายต่อคนอื่น ก็เป็นตาม 220 คดีเรื่องนี้ 5364/2536 โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษตาม 220 ว่าจำเลยวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตาม 220 ในคดีโจทก์ขอให้ลงโทษตาม 217 หรือ 218 ด้วย แต่ข้อเท็จจริงคือ เป็นภริยาน้อยของจำเลย การที่จำเลยนำไปวางเพลิงก็เป็นความผิดที่ตนเองเป็นเจ้าของร่วมด้วย

            เมื่อโจทก์ไมได้บรรยายฟ้องในองค์ประกอบภายนอก ศาลฏีกาตัดสินว่าเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ก็เหลือแต่เพียงฐานเดียวตาม 220 น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ของผู้อื่น เมื่อโจทก์บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดศาลก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ เพราะเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิด ในเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่จำเลยอ้างว่าได้เป็นความผิด

            ไม่รวมถึงทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย นี่คืหลักทั่วๆไป เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบภายนอกแล้วต้องบรรยายถึงเจตนาพิเศษด้วย ตามองค์ประกอบความผิดในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำทั้งหลาย 3073/2523 ในคดีเรื่องโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐาน เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ แต่ในความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ มีองค์ประกอบภายในว่าต้องมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใดก็คือเจตนาพิเศษ ถ้าหากเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ การกระทำของจำเลยก็ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตัวอย่างในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ และไม่ได้บรรยายฟ้องต่อไปว่าเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ศาลฏีกาตัดสินว่าเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม 158 อนุมาตรา 5 เป็นฟ้องที่ศาลพิพากษาแล้วว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง 185 จำเลยไม่ได้กระทำความผิด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็หมายความว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดเท่ากับว่าศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหาตามฟ้องแล้ว เท่ากับเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาของความผิดโจทก์จำนำคดีมาฟ้องอีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้ำตาม 39 อนุมาตรา 4 แต่เราต้องขยายความต่อไปว่าในดดีอาญา เสร็จเด็ดขาดมีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่ลึกและยาก ที่เกี่ยวด้วยความสงบในคดีแพ่งปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ในคดีแพ่งปัญหาใด เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบแต่เป็นนอกฟ้องนอกประเด็นจะนำปัญหานั้นมาตัดสินไม่ได้ตรงนี้เป็นเรื่องที่ลึก

            ไม่ได้อยู่ในกรอบของประเด็นเลย เลยจะมองว่าเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบไม่ได้ ยกตัวอย่างคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินมือเปล่าที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ สค.1 หรือ ภบท 5 จำเลยต่อสู่ว่าที่ดินไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นจำเลย และให้การตัดฟ้องว่า ถึงอย่างไรก็ตามโจทก์ฟ้องเกินหนึ่งปี เรื่องนี้ถ้าสืบพยานว่าจำเลยยื่นการครอบครองแล้วมายกฟ้องไม่ได้ เพราะแม้ปัญหาเรื่องการยื่นการครอบครองเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบแต่ต้องเกิดโดยประเด็นของคดีโดยชอบ ตรงนี้เริ่มยากแต่ที่พูดตรงนี้เพื่อโยงยึดผ่านในกฎหมายอาญา คดีอาญาแม้จำเลยไม่ให้การต่อสู้ในประเด็นใดไว้เลยถ้าศาลเห็นว่าผู้เสียหายร้องไม่ชอบแต่ต่างวิแพ่ง 142 อนุห้า ศาลจะเอาปัญหาข้อกฎหมายนอกฟ้องนอกประเด็นไมได้ จำเลยไม่ให้การต่อสู้ไว้เลยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแม้ไม่มีประเด็นเพราะคดีอาญา ศาลจะต้องกระทำการแทนจำเลย

            หรือกระทั่งกระบวนการสอบสวนในคดีอาญา ถ้าคดีเรื่องนั้นเลยกลายเป็นสิ่งใดที่โจทก์กระทำผิดพลาดแล้วไปกระทบจำเลยศาลวินิจฉัยได้เอง เมื่อเราดูตัวอย่างในเรื่องนี้แล้วเราจะไปดูตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดบทหนักบทฉกรรจ์โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำที่กฎหมายบัญญัติเป็นองค์ประกอบความผิดด้วย มีเพียงคำขอท้ายฟ้องอย่างเดียวโจทก์ก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ เกินกว่าที่กล่าวในฟ้อง เพราะความผิดพื้นฐานหลักเขาบรรยายครบแล้ว เช่นความผิดฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ศาลลงโทษตาม 288 ได้ อย่างนี้เราก็ลงโทษกระทำผิดฐานกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนไม่ได้ เพราะเกินกว่าที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ในการที่เราจะตอบเราต้องตอบพาดพิงทั้งสองมาตรา และศาลจะลงโทษไม่ได้ เพราะไม่ได้กล่าวในฟ้องใน 152 ใน 192 วรรคสี่ด้วย ตัวอย่างเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ โจทก์บรรยายฟ้อง ว่าจำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายได้รับบาดแผลจึงไม่ถึงแก่ความตายตามเจตนารมย์ของจำเลย ขอให้ลงโทษ 289 ประกอบ 90 กลายเป็นขอท้ายฟ้องตาม 289 เลย ก็มีปัญหาว่าศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตาม 289 อนุสี่ได้หรือไม่

            การกระทำของจำเลย เป็นการพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลก็พิพากษาตาม 289 พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ปัญหาว่าศาลจะพิพากษาผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้หรือไม่ ศาลฏีกาก็ตัดสินว่าแม้โจทก์จะอ้าง 8268/2550 แม้โจทก์จะอ้าง 289 ในการขอท้ายไว้ ก็เป็นเหตุฉกรรจ์ตาม 289 ไม่ได้เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือไปจากที่โจทก์ฟ้อง และ ไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 เท่านั้น

            เราก็ต้องไปศึกษาดู

            การบรรยายฟ้องต้องครบองค์ประกอบภายนอกความผิด การบรรยายฟ้องไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำตามตัวบททั้งหมด เพื่อให้คำฟ้องทั้งหมด เข้าใจการกระทำของจำเลย มีการกระทำครบองค์ประกอบความผิดอย่างไรเพรามาตรา 158 เขียนตัวบทว่าพอสมควรให้เข้าใจเนือ้หาให้ดี ในตัวอย่างฏีกาที่ 6711/2539 ในคดีเรื่องนี้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงต้องมีคำว่าโดยทุจริต ในเรื่องนี้ก็ไม่ได้บอกว่า ทุจริต แต่บอกว่า จำเลยบังอาจหลอกลวงผู้เสียหาย ว่าได้รับมอบอำนาจให้ขายที่ดินแทน ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า เจตนาทุจริต ก็คือ ที่บรรยายว่าบังอาจ ร่วมกันกล่าวข้อความอันเป็นเท็จ ก็เป็นเรื่องที่ศาลฏีกาผ่อนคลายลงไป ไม่ได้หมายความว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ อันไม่ควรได้  แต่ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็คือผ่อนปลน

            ก็ถือเป็นการกระทำโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย ก็อาจตีความถึงคำว่าทุจริตก็ได้คือโจทก์ต้องบรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือองค์ประกอบขององค์ประกอบของกฎหมาย จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ถูกต้องก็ต่อเมื่อจำเลยได้ทราบว่าตนได้ถูกฟ้องเมื่อใด โจทก์มีหน้าที่ที่ตนเคยฟ้องในรายละเอียดนั้นด้วยแต่ไม่ต้องบรรยายละเอียดมากว่าการกระทำผิดนั้นเกิดเมื่อใด แล้วไม่ต้องละเอียดมาก เบื้องต้นเรามาดูก่อนก่อนเข้าไปในเนื้องหา ในกรณีที่โจทก์บรรยายฟ้องขาดในชั้นตรวจคำฟ้องว่าฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขได้อย่างไร จะเหมือนกับในเรื่องฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ศาลจะไปสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องไม่ได้ เพราะทำให้จำเลยเสียเปรียบเนื่องจากในชั้นที่รับฟ้องไปแล้วต้องห้าม ตาม 164 ในเรื่องรายละเอียดของเวลาสถานที่แม้โจทก์จะฟ้องว่าความผิดที่ฟ้องนั้น เกิดในสถานที่หนึ่ง แล้วได้ความว่าเวลาในการกระทำความผิดนั้นเป็นอีกสถานหนึ่ง 192 วรรคสาม ข้อแตกต่างเกี่ยวกับเวลาสถานที่เป็นลายละเอียดเล็กน้อยไม่ใช่เรื่องข้อสาระสำคัญถ้าหากโจทก์บรรยายฟ้องไม่มีเวลา สถานที่ศาลอาจจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องเกี่ยวกับเวลาสถานที่ให้ครบถ้วนทำได้ หรือแม้แต่ศาลได้รับฟ้องไว้แล้วไม่ได้ตรวจดูโจทก์ก็แก้ฟ้องได้ ในเรื่องแก้ฟ้องในวิอาญา164 ก่อนที่เราจะดูมาตรานี้ถ้าเป็นการแก้ฐานความผิด รายละเอียดมิได้กล่าวในฟ้องไม่ว่าจะทำเช่นนี้ในระยะด ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบเว้นแต่จำเลยจะหลงต่อสู้คดี ลายละเอียด ตามความใน 164 การที่โจทก์ขอแก้ไข เพราะไม่ได้ระบุเลย เป็นการแก้เกี่ยวกับรายละเอียดตามคำฟ้องไม่ว่าจะกระทำในระยะใด ไม่ถือว่าจำเลยเสียเปรียบแต่ในชั้นตรวจคำฟ้องจำเลยยังไม่ได้ให้การต่อสู้คดีเลยดังนั้นจำเลยก็ไม่หลงต่อสู้ศาลชั้นต้นสามารถให้โจทก์เพิ่มเติมเกี่ยวกับเวลาที่เกิดเหตุในคำฟ้องได้ ทำได้ ไม่ได้ ห้ามศาลแล้ว ก็ทำได้ แต่จะต้องทำในช่วงไหน กฎหมายมาตรา 161 ไม่ได้ตีกรอบไว้ เขียนแต่เพียงว่าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายศาลไม่ได้เขียนให้โจทก์แก้ฟ้องได้ ก่อนสืบพยานโจทก์ ก่อนศาลชั้นต้นตัดสินไว้ อย่างไรก็ดี ศาลเองก็ต้องดูด้วยว่าจะสั่งในช่วงใดจึงจะเหมาะสม อย่างไรก็ดีก็ต้องสั่งก่อนศาลชั้นต้นตัดสิน เพราการแก้ฟ้องเขียนกำกับศาล ต้องทำก่อนศาลชั้นต้นตัดสิน หลักการก็เช่นเดียวกัน ปรากฎว่ามีการอุทธรณ์ฏีกาแล้วเห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดเวลา สถานที่ก็ต้องทำก่อนศาลชั้นต้นตัดสิน วางหลักว่า 161 ต้องทำก่อนศาลชั้นต้นตัดสิน แต่อาจต้องกำชับเวลา เพราะเกรงว่าจำเลยหลงต่อสู้ เบื้องต้นให้เข้าใจก่อนว่ากรอบ 161 ต้องทำก่อนศาลชั้นต้นตัดสินคดี โจทก์ไม่ยอมแก้ ทำตามคำสั่งศาลเลย ศาลก็จะประทับฟ้องไม่ได้ ต้องไปยกฟ้องเลย เมื่อยกฟ้องแล้วจึงมีผลสืบเนื่องต่อไปว่า ในการยกฟ้องเพราะเหตุดังกล่าวนี้โจทก์จะนำคดีหรือการกระทำในเรื่องดังกล่าวมาฟ้องซ้ำไม่ได้ ต้องห้ามหรือไม่ จะถือว่าศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหา ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดหรือไม่ ถึงเนื้อหาหรือยัง ในเรื่องนี้ศาลฏีกาตัดสินมาโดยตลอดว่าศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งการกระทำความผิดแล้วว่าไม่มีเวลา ที่จำเลยกระทำความผิดไม่มีสถานที่ที่จำเลยกระทำความผิดเท่ากับจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง เป็นการยกฟ้อง ตาม 135 วรรคหนึ่ง โจทก์จะนำการกระทำเรื่องนั้นมาฟ้องโจทก์อีกไม่ได้ ในคดีเรื่องนี้เดิม โจทก์ฟ้อง จำเลย ขอให้ลงโทษ ในความผิดฐานเดียวกันกับคดีหลังมาครั้งหนึ่งแล้ว ศาลอาญาระหว่างประเทศยกฟ้องตามป.วิ.อ. 158 อนุมาตรา 5 โจทก์ไม่อุทธรณ์แล้วนำการกระทำเรื่องเดียวกันฟ้องจำเลยอีกในคดีหลัก ที่ยกฟ้อง ถือว่าได้วินิจฉัยเนื้อหาข้อเท็จจริงเป็นประเด็นแห่งคดีแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องโจทก์ในคดีหลังเป็นอันระงับไป ดังนั้นถ้าหากโจทก์บรรยายฟ้องผ่านเวลาสถานที่เราต้องรีบแก้ไขให้ถูกต้อง ถ้าโจทก์ไม่แก้ฟ้อง ตัดสินมาแล้วก็ลงโทษจำเลยได้เลย เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบ ถึงที่สุดนำคดีมาฟ้องอีกไมได้แพ้ทางเทคนิคในการบรรยายาฟ้องว่าถูกต้องหรือไม่ เราจะไปดูสองจุดในหัวข้อที่สอง ต้องบรรยายเกี่ยวกับเวลา เขาบอกว่าเวลาที่เกิดการกระทำนั้นๆแล้วทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เวลาหมายถึงกลายวันกลายคืน ศาลต้องพิพากษายกฟ้องเลย เวลาการระบุเวลาที่เกิดเหตุ ไม่ว่ากลางวันกลางคืนอาจต้องระบุในคำฟ้อง การกระทำความผิดในเวลากลางคืนบางเหตุเป็นเหตุฉกรรจ์ด้วย สำหรับในเวลากลางวันนั้น เราไม่ค่อยเกิดปัญหาเกี่ยวด้วยการบรรยายฟ้อง เพราะเราไม่ค่อยมีรอยต่อ แต่ละวันเราจะนับเวลา กลางคืนสองช่วง ช่วงแรกคือเวลาระหว่าง 0.00 น.จนถึงพระอาทิตย์ขึ้น และเวลาต่อไปคือนับแต่พระอาทิตย์ตกจน ถึง 24 นาฬิกา

            ก็จะเป็นเวลากลางคืนก่อนเที่ยง กับ เวลากลางคืนหลังเที่ยง คำว่าเที่ยงคือเที่ยงวันของวันนั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องบรรยายในแต่ละวันนั้น กฎหมายบอกว่าพอให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็พอแล้ว ไม่ต้องระบุละเอียดเป็นรายวินาทีก็ได้ เช่นระบุว่าเหตุเกิดเวลาสิบสองนาฬิกาก็ทำได้ เพียงแต่ระบุเวลากลางวันหรือกลางคืนก็เพียงพอแล้ว แล้วกี่นาที กี่วินาที ก็เป็นตัวอย่าง ในกรณีที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุเกิดเวลาใด โจทก์จะไม่ระบุเวลาเลย ไม่ได้ไม่ชอบด้วย 58 อนุมาตรา 5 ระบุไปให้ชัดว่าไม่ทราบเพราะอย่างไรถ้าโจทก์ทราบว่าเวลาเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน แต่ไม่ทราบว่าเป็นวันที่เท่าใดแน่ก็อาจจะบรรยายฟ้องในวันที่เกิดเหตุก็ได้

            วันเวลาใดไม่ปรากฎชัดเวลากลางคืน จะต้องระบุอันนี้เป็นเรื่องปลีกย่อย สถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดนั้นกฎหมายไมได้ระบุข้อเท็จจริงเขียนลอยๆ เฉพาะสถานที่ ทางปฏิบัติ โจทก์ กำหนดสถานที่ปกครองเท่านั้น แขวงหรือเขต แขวงเป็นหน่วยงานที่เล็กที่สุด เขตอื่นนอกเขตกรุงเทพต้องระบุตำบลอำเภอหรือจังหวัด ที่เล็กที่สุดที่จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแต่โจทก์ไม่ต้องระบุหน่วยการปกครองที่เล็กลงไปอีก ไม่ต้องระบุลายละเอียดขนาดนั้นแขวงเขตก็พอที่จะเข้าใจแล้ว นี่เป็นตัวอย่าง มาดูกลุ่มที่สาม บุคคลหรือสิ่งของที่ทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี คือโจทก์บรรยายฟ้องผ่านครบองค์ประกอบความผิด ระบุครบแล้วแล้วต่อไปเราเปลี่ยนแปลงลายละเอียดให้ครบสมบูรณ์ขึ้นเพื่อให้จำเลยเข้าใจสภาพของข้อหาได้ดีขึ้น ทรัพย์ที่ลักเป็นอะไรลายละเอียดตรงนี้เป็นลายละเอียดที่เข้าใจข้อหาได้ดีต้องระบุว่าทรัพย์ของผู้อื่นเป็นอะไรเป็นสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยก็ระบุไปตรงนี้เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลและสิ่งของถ้าไม่ครบเลย เราต้องตัดแต่ในขั้นตอนที่สาม เพียงแต่เติมลายละเอียดให้ชัดเจนว่า ฆ่าผู้อื่นคือใคร ฆ่าโดยวิธีอะไร หรือฆ่าโดยใช้มีดแทงหเหตุการณ์นั้นเราไม่รู้เลยว่าฆ่าโดยวิธีอะไร แต่อาวุธที่ใช้อาจไม่รู้ก็ได้ เช่นคดีของคุณหมดผัสพร เราอาจบรรยายฟ้องว่าฆ่าโดยใช้ของแข็งก็ได้ไม่จำเป็นต้องระบุว่าเป็นอาวุธมีด ก็ได้ ก็เพียงพอแล้ว มาดูเรื่องบุคคล ที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญามีหลายบุคคลด้วยกัน เรื่องแรกคือตัวผู้เสียหายเราต้องระบุว่าลักทรัพย์นี้ลักทรัพย์ของใคร ใครเป็นผู้เสียหาย หากเรารู้ต้องระบุตัวมา เคยมีตัวอย่างเกิดขึ้นในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องในการชิงทรัพย์ พนักงานสอบปากคำแล้วไม่ปรากฎตัวผู้เสียหาย แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์ของหญิงอายุสี่สิบปี ไม่ทราบชื่อ การระบุตรงนี้เพียงพอให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็เพียงพอแล้ว แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าเป็นการชิงทรัพย์ของผู้อื่น 

            หรือตัวบุคคลที่สามในความผิดฐานหมิ่นประมาทคือการใส่ความผู้อื่น การกล่าวหมิ่นประมาทบุคคลที่สาม แนวศาลฏีกากลับวินิจฉัยว่าตัวบุคคลที่สาม ใครเสียหาย โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย

            เพราะในการสืบสวนสอบสวนความผิดก็อาจจะไม่ทราบ ก็ต้องลักทรัพย์ของผู้อื่น ก็อาจจะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาไม่ดี สำคัญว่าลักทรัพย์เช่นลักโทรศัพท์มือถือรับได้หรือไม่

            ตัวบุคคลบางครั้งก็สำคัญ สมมุติว่าในการที่โจทก์ฟ้องจำเลยดูหมิ่นเจ้าพนักงานชื่อนายแดง แต่ทางพิจาณา

            เมื่อเราเข้าใจตรงนี้แล้วดูต่อไปว่าในกรณีที่ยกฟ้องเพราะรายละเอียดไม่ทำให้เข้าใจข้อหาได้ดีศาลจะสั่งให้แก้ฟ้องได้หรือไม่ ในมาตรา 192 เองก็บอกว่าบางเรื่องก็ไม่ใช่สาระสำคัญบางเรื่องก็เป็นสาระสำคัญ ศาลอาจจะให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ ในเรื่องนี้เราค่อนข้างตีความเบาลงมาในกรณีที่หนึ่งที่สอง กรณีที่สามเราถือว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ใช่ฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำเพราะไม่ถือว่าศาลได้วินิจฉัยเนื้อหาความผิดเช่น 1970/2521 ก็จบแค่อนุมาตรา 5 คราวหน้าเราจะไปถึงอนุมาตรา 6 มาตรา 157

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages