หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
เรามาดูในเนื้อหา คราวที่แล้วได้พูดถึงเรื่องตั๋วเงินที่ผู้สั่งจ่ายหรือออกตั๋วเขียนข้อกำหนดว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ จำไว้นะครับว่าตั๋วเงินจะโอนเปลี่ยนมืออย่างวิธีการโอนตั๋วเงิน ไม่ได้ ก็เฉพาะกรณี ผู้ออกตั๋วเขียน ว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ อย่างนี้โอนไม่ได้แล้ว ถ้าอยากโอนต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องหรือหนี้ ทั่วไปๆ ( ตามมาตรา 306 )
คราวที่แล้วเราทิ้งท้ายว่าการเขียน ไว้ด้านหลัง โดยผู้สลักหลังว่าห้ามเปลี่ยนมือหากฝ่าฝืน แล้วจะมีผลอย่างไร เมื่อตั๋วนั้นเรีนกเก็บเงินตามตั๋วไม่ได้ ในปัญหานี้ จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีฏีกา นะครับ เลยทำให้มีความเห็นของนักกฎหมายแยกเป็นสองฝ่าย
สมมุติตัวอย่างเพื่อความชัดเจน นาย ก ออกเช็ค แล้วเขียนว่าห้ามเปลี่ยนมือ ให้นาย ข นาย ข ไปสลักหลังและส่งมอบให้ นาย ค นาย ค เรียกเก็บเงินไม่ได้
ฝ่ายที่หนึ่งเห็นว่าผู้รับโอน คือ นาย ค ไม่มีสิทธิเรียกเอาแก่คู่สัญญาได้เลย
แต่อีกฝ่ายคือเห็นว่า มาตรา 917 วรรคสองเป็นเรื่องของการ คุ้มครองผู้สั่งจ่าย ดังนั้น ไม่คุ้มครองผู้โอน ตามปัญหานี้คือ ข เห็นว่าในประเด็นนี้เคยมีคำพิพากษาศาลฏีกา ให้ผู้สลักหลังที่ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามโอนต้องรับผิด
ฎ.2055/2536
เช็คพิพาทจำเลยที่ 1 สั่งธนาคารคือจำเลยที่ 4 ให้จ่ายเงินแก่จำเลยที่ 2 หรือผู้ถือ โดยจำเลยที่ 1 ได้ขีดคร่อมและพิมพ์ข้อความว่าA/CPAYEEONLY อันได้ความเป็นทำนองเดียวกับเปลี่ยนมือไม่ได้ลงไว้ที่ด้านหน้าเช็ค แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่า หรือผู้ถือ ออกจำเลยที่ 2 ซึ่งมีชื่อเป็นผู้รับเงินหรือผู้ทรงก็จะต้องผูกพันตามข้อกำหนดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 917วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 989 จำเลยที่ 2 จะโอนเช็คพิพาทให้โจทก์ด้วยการสลักหลังและส่งมอบในฐานะเป็นผู้รับเงินหรือโอนโดยการส่งมอบในฐานะผู้ถือไม่ได้เพราะมาตรา 917 วรรคสอง บัญญัติให้โอนกันได้แต่โดยรูปการและด้วยผลอย่างการโอนสามัญเพียงวิธีเดียวเพื่อการโอนไม่สมบูรณ์โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่าย โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้
ฎ.2742/2525
จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คให้แก่จำเลยที่ 2 โดยระบุชื่อจำเลยที่ 2 และขีดฆ่าคำว่า 'หรือผู้ถือ' ออกแล้วขีดคร่อมและเขียนข้อความว่า 'PAYEEONLY' ซึ่งมีความหมายทำนองเดียวกับ 'เปลี่ยนมือไม่ได้' หรือ'ห้ามเปลี่ยนมือ' เช็คดังกล่าวจึงเป็นเช็คที่จะต้องนำเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 เท่านั้น จะเปลี่ยนมือไม่ได้ ดังนั้น โจทก์จึงมิใช่ผู้รับเงินจะอ้างว่าเป็นผู้ทรงโดยการรับเช็คดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 หาได้ไม่
ลองดูนะครับ ฏีกาปี 25 ข้อเท็จจริงคือเช็ค มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค จ่ายจำเลยที่สอง ขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือ มีการขีดคร่อม เขียนว่า payee only จำเลยที่สอง ก็ไป สลักหลังโอน ให้ โจทก์ พอโจทก์เอาเงินไปขึ้นธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ก็มาฟ้อง ผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลัง
ประเด็น ผู้สั่งจ่ายนี้หลุดพ้นแน่นอน แต่ประเด็นผู้สลักหลังต้องรับผิดหรือไม่ ในคดีจบแค่ชั้นอุทธรณ์ เท่านั้นไม่มีการฏีกาต่อ
ประเด็นต่อไปคือถ้าเป็นตั๋วเงินชนิด ผู้ถือ นั้นจะเขียน คำว่าห้ามเปลี่ยนมือได้หรือไม่
ตั๋วเงิน ชนิดผู้ถือ ก็จะมีสองประเภท
ประเภทหนึ่ง จ่าย ( ว่างไว้) หรือ ( สด ) หรือ ผู้ถือ ถ้าไปเขียนไว้ก็ขัดต่อสภาพตั๋วเงิน คือไม่เป็นตั๋วเงินนั้นๆเลย มันขาดชื่อหรือยี่ห้อผู้รับเงิน ทันที
แต่ที่ต้องจำเป็นพิเศษ คือตั๋วเงินที่ระบุ ชื่อผู้รับเงิน และ ไม่ขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือ แล้วมีการเขียนข้อความห้ามเปลี่ยนมือ เรื่องนี้มีฏีกาตัดสินแล้ว แม้จะไม่ชัดเจนมากแต่ก็พอเกี่ยวข้องบ้างและจะเป็นแนวที่ปฏิบัติตาม
จำไว้นะครัยเช็คที่สั่งจ่ายเงิน อย่างนี้ ถ้าลำพังเพียงเท่านั้เป็นเช็คผู้ถือแต่ถ้ามีข้อความว่าเปลี่ยนมือไม่ได้แล้วจะกลายเป็นเช็คระบุขื่อ ห้ามโอนไม่ถือเป็นตั๋วเงินชนิดผู้ถือต่อไป
และทางปฏิบิติธนาคารก็ ไม่รับเช็คดังกล่าว
ฎ.2055/2536
เช็คพิพาทจำเลยที่ 1 สั่งธนาคารคือจำเลยที่ 4 ให้จ่ายเงินแก่จำเลยที่ 2 หรือผู้ถือ โดยจำเลยที่ 1 ได้ขีดคร่อมและพิมพ์ข้อความว่าA/CPAYEEONLY อันได้ความเป็นทำนองเดียวกับเปลี่ยนมือไม่ได้ลงไว้ที่ด้านหน้าเช็ค แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่า หรือผู้ถือ ออกจำเลยที่ 2 ซึ่งมีชื่อเป็นผู้รับเงินหรือผู้ทรงก็จะต้องผูกพันตามข้อกำหนดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 917วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 989 จำเลยที่ 2 จะโอนเช็คพิพาทให้โจทก์ด้วยการสลักหลังและส่งมอบในฐานะเป็นผู้รับเงินหรือโอนโดยการส่งมอบในฐานะผู้ถือไม่ได้เพราะมาตรา 917 วรรคสอง บัญญัติให้โอนกันได้แต่โดยรูปการและด้วยผลอย่างการโอนสามัญเพียงวิธีเดียวเพื่อการโอนไม่สมบูรณ์โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่าย โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้
ประเด็นต่อไปนะครับ คือ ตั๋วเงินที่ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋วเขียนคำว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ที่ด้านหน้าตั๋วตอนนี้ก็ง่ายแล้วว่าโอนอย่างตั๋วเงินไม่ได้ต้องโอนอย่างหนี้สามัญ ในมาตรา 917 วรรคสองตอนท้ายบอกว่า โอนให้แก่กันได้แต่โดยรูปการและผลอย่างการโอนสามัญ หมายความว่า ถ้าจะโอนต้องปฏิบัติว่าด้วยการโอนหนี้แก่เจ้าหนี้ คนหนึ่ง โดยเฉพาะเจาะจง หรือที่เราเรียกว่าการโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา 306 หมายถึงการที่เจ้าหนี้โอนสิทธิของตนที่จะเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำนะหนี้ ให้แก่บุคคลอื่น หมายความว่าการโอนสิทธิเรียกร้องนั้น หนี้ ลูกหนี้ก็คนเดิมมีหน้าที่ เช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนคนที่ตนต้องชำระ
สรุปง่ายๆก่อน การโอนหนี้ระหว่างลูกหนี้ผู้รับโอนกับเจ้าหนี้ผู้รับโอนคนใหม่ ทำเป็นหนังสือทำแค่นี้ก็สมบูรณ์แล้ว เพียงแต่ว่าถ้าไม่ได้บอกกล่าวการโอนไปให้ลูกหนี้ทราบ หรือ ลูกหนี้ไม่ได้ยินยอมอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว
แล้วตั๋วที่มีข้อกำหนดเปลี่ยนมือไม่ได้เวลาโอนทำอย่างไร ดูตัวอย่างจากฏีกา
นายหนึ่งออกตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดเปลี่ยนมือไม่ได้ ก็คือนายหนึ่งเขียนคำว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ในตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่นายสอง ผู้ทรงมีคนเดียวคือนายสอง ถ้านายสองจะโอนให้แก่นายสามทำอย่างไร นายสองกับนายสามก็ต้องทำข้อตกลงการโอนนี้เป็นหนังสือ ข้าพเจ้านายสองขอโอนสิทธิเรียกร้องของข้าพเจ้าตามตั๋วสัญญาใข้เงินให้แก่นาย สาม แค่นี้ก็สมบูรณ์แล้ว
แต่เนื้องจากนายหนึ่งลูกหนี้เค้ายังไม่รู้นิครับเพราะฉะนั้น นายสอง หรือ นาย สาม คนใดคนหนึ่งก็ได้บอกกล่าวการโอนไปให้นาย หนี่งทราบ หรือ จะให้ดีที่สุดคือ ให้นายหนึ่งมายินยอมรับรู้เป็นหนังสือด้วย
ฎ.3292/2536
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ บ. ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดเปลี่ยนมือไม่ได้ให้แก่บริษัท ส. จำเลยลงชื่อเป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ต่อมาบริษัท ส. ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ออกตั๋วแล้วเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคแรก มาตรา 917 วรรคสองประกอบมาตรา 985 วรรคแรก โจทก์จึงเป็นผู้รับโอนโดยชอบด้วยกฎหมายจำเลยซึ่งเป็นผู้รับอาวัลตั๋วจึงต้องรับผิดต่อโจทก์
ฎ.2419/2533
ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ผู้สั่งจ่ายเขียนลงด้าน หน้าว่า"เปลี่ยนมือไม่ได้" จะโอนให้กันได้แต่โดย รูปการและด้วย ผลอย่างการโอนสามัญ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 985,917,306 การโอนระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนจึงต้อง ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอน มิฉะนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เมื่อปรากฏเพียงว่าผู้โอนโอนตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้ด้วย วิธีสลักหลังและส่งมอบเท่านั้น การโอนตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวจึงไม่สมบูรณ์ตาม กฎหมาย เจ้าหนี้จึงยังไม่เป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงิน แม้หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้แล้วผู้โอนจะได้ ทำคำบอกกล่าวให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบถึง การสลักหลัง และส่งมอบตั๋วสัญญาใช้เงินให้เจ้าหนี้ก็ตาม ก็หาทำให้เจ้าหนี้กลับเป็นผู้ทรงโดย ชอบไม่ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ได้ และไม่อาจนำหนี้ตามตั๋ว สัญญาใช้เงินนี้ไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่เจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้
ต่อไปตั๋วเงินที่เปลี่ยนมือไม่ได้มีได้สามกรณี กรณีแรกจบไปแล้วนะครับ คือเรื่องเปลี่ยนมือไม่ได้โดยผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋วฯ
ประการที่สองคือมาตรา 923 มาตรา 923 ผู้สลักหลังคนใดระบุข้อความห้ามสลักหลังสืบไปลงไว้แล้ว ผู้สลักหลังคนนั้นย่อมไม่ต้องรับผิดต่อบุคคลอันเขาสลักหลังตั๋วแลกเงินนั้นให้ไปในภายหลัง
กรณีที่ผู้สลักหลังเขียนข้อความห้ามสลักหลัง ผลคือไม่มีผล โอนได้ปกติเลย อย่างวิธีการโอนตั๋วเงิน ผลที่เกิดขึ้นมีอย่างเดียวคือคนที่ระบุข้อความห้ามสลักหลังนั้น เขาได้ทำการจำกัดความรับผิดว่าคนที่ รับโอนจากเขาไปเท่านั้นที่เขาจะรับผิด ใครรับโอนต่อไปเขาไม่รับผิดชอบ
ประเด็นมาตรา 923 นี้ยังไม่มีฏีกาเช่นกัน
ต่อไปกรณี 995 ( 3 )+ 999
มาตรา 995 (1) เช็คไม่มีขีดคร่อม ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ทรงคนใดคนหนึ่งจะขีดคร่อมเสียก็ได้ และจะทำเป็นขีดคร่อม ทั่วไปหรือขีดคร่อมเฉพาะก็ได้
(2) เช็คขีดคร่อมทั่วไป ผู้ทรงจะทำให้เป็นขีดคร่อมเฉพาะเสียก็ได้
(3) เช็คขีดคร่อมทั่วไปก็ดี ขีดคร่อมเฉพาะก็ดี ผู้ทรงจะเติมคำลงว่า "ห้ามเปลี่ยนมือ" ก็ได้
(4) เช็คขีดคร่อมเฉพาะให้แก่ธนาคารใด ธนาคารนั้นจะซ้ำขีดคร่อมเฉพาะให้ไปแก่ธนาคารอื่นเพื่อเรียกเก็บเงินก็ได้
(5) เช็คไม่มีขีดคร่อมก็ดี เช็คขีดคร่อมทั่วไปก็ดี ส่งไปยังธนาคารใดเพื่อให้เรียกเก็บเงินธนาคารนั้นจะลงขีดคร่อมเฉพาะให้แก่ตนเองก็ได้
เป็นเรื่องเช็คโดยเฉพาะ ไม่เหมือนสองกรณีแรกที่พูดไปแล้วที่ใช้ในตั๋วเงินทั้งสามประเภท
กรณีที่สามคือเช็คขีดคร่อม ที่เขียนว่าห้ามเปลี่ยนมือโดยผู้ทรง อย่าลืมนะครับว่าการขีดคร่อมนั้นมีเฉพาะในเรื่องเช็คเท่านั้น อันนี้คือกฏหมายให้สิทธิผู้ทรงเติมได้เอง กฏหมายให้สิทธิ จึงมีผล สังเกตให้ดี ว่านี่ไม่เข้า 917 ไม่ได้เขียนโดยผู้ให้กำเนิดตั๋วนะครับ ไม่ได้เกิดจาก 923 ไม่ใช่ผู้สลักหลังเขียนนะครับ
จะเขียนทำไม สมมุตินะครับว่านาย ก ทำเช็คหาย นาย ข เก็บเช็คได้ เป็นเช็คผู้ถือไปโอนให้นาย ค นาย ค รับโดยสุจริต นาย ก จะทวงเช็คคืนไม่ได้ ตามมาตรา 905 วรรค 3
ตัวอย่างเดียวกันเปลี่ยนใหม่ นาย ก ได้รับเช็คมาแล้วกลัวหาย เขียนเลยว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ แล้วหายไป อย่างนี้ ข ไปโอนให้ ค อย่างนี้ถึง คจะรับโอนโดยสุจริต ค ไม่มีสิทธินะครับ เป็นไปตามมาตรา 999
มาตรา 999 บุคคลใดได้เช็คขีดคร่อมของเขามาซึ่งมีคำว่า "ห้ามเปลี่ยนมือ" ท่านว่าบุคคลนั้นไม่มีสิทธิในเช็คนั้นยิ่งไปกว่าและไม่สามารถให้สิทธิในเช็คนั้นต่อไปได้ดีกว่าสิทธิของบุคคลอันตนได้เช็คของเขามา
คือ ข ได้รับสิทธิมาเท่าไหร่ นาย ค ผู้รับโอนก็มีสิทธิเท่านั้น
สรุปก็คือเป็นการเขียนห้ามเปลี่ยนมือซึ่งผลคือเช็คนั้นยังโอนต่อไปได้เพียงผู้โอนเช็คบกพร่องเพียงใดผู้รับโอนก็สิ้นสิทธิไปด้วย สรุปความผู้สั่งจ่ายเช็คเขียนว่าเปลี่ยนมือไม่ได้เป็นเรื่อง 917 วรรค 2 ผู้สลักหลัวเขียน 923 แต่ถ้าเป็นผู้ทรงเช็คเขียน ก็ 995 ( 3 ) + 999
จบเรื่องเช็คห้ามเปลี่ยนมือ ครบทุกประเด็น
ช่วงท้ายก็ ขึ้นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องผู้อาวัล สำหรับบทบัญญัติ ที่สำคัญและมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ซึ่งเราควรศึกษาไว้ให้ดี
ลำดับแรก อาวัลอยู่ที่ 938 – 940 นอกจากนั้นก็กระจัดกระจาย 921 967 1010
มาตรา 938 ตั๋วแลกเงินจะมีผู้ค้ำประกันรับประกันการใช้เงินทั้งจำนวนหรือแต่บางส่วนก็ได้ ซึ่งท่านเรียกว่า "อาวัล"
อันอาวัลนั้นบุคคลภายนอกคนใดคนหนึ่งจะเป็นผู้รับ หรือแม้คู่สัญญาแห่งตั๋วเงินนั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้รับก็ได้
มาตรา 939 อันการรับอาวัลย่อมทำให้กันด้วยเขียนลงในตั๋วเงินนั้นเอง หรือที่ใบประจำต่อ
ในการนี้พึงใช้ถ้อยคำสำนวนว่า "ใช้ได้เป็นอาวัล" หรือสำนวนอื่นใดทำนองเดียวกันนั้น และลงลายมือชื่อผู้รับอาวัลอนึ่งเพียงแต่ลงลายมือชื่อของผู้รับอาวัลในด้านหน้าแห่งตั๋วเงินท่านก็จัดว่าเป็นคำรับอาวัลแล้ว เว้นแต่ในกรณีที่เป็นลายมือชื่อของผู้จ่ายหรือผู้สั่งจ่าย
ในคำรับอาวัลต้องระบุว่ารับประกันผู้ใด หากมิได้ระบุ ท่านให้ถือว่ารับประกันผู้สั่งจ่าย
มาตรา 940 ผู้รับอาวัลย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนประกัน
แม้ถึงว่าความรับผิดใช้เงินอันผู้รับอาวัลได้ประกันอยู่นั้นจะตกเป็นใช้ไม่ได้ด้วยเหตุใด ๆ นอกจากเพราะทำผิดแบบระเบียบ ท่านว่าข้อที่สัญญารับอาวัลนั้นก็ยังคงสมบูรณ์
เมื่อผู้รับอาวัลได้ใช้เงินไปตามตั๋วแลกเงินแล้ว ย่อมได้สิทธิในอันจะไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลซึ่งตนได้ประกันไว้ กับทั้งบุคคลทั้งหลายผู้รับผิดแทนตัวผู้นั้น
มาตรา 921 การสลักหลังตั๋วแลกเงินซึ่งสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือนั้นย่อมเป็นเพียงประกัน (อาวัล)สำหรับผู้สั่งจ่าย
มาตรา 967 ในเรื่องตั๋วแลกเงินนั้น บรรดาบุคคลผู้สั่งจ่ายก็ดีรับรองก็ดี สลักหลังก็ดี หรือรับประกันด้วยอาวัลก็ดี ย่อมต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้ทรง
ผู้ทรงย่อมมีสิทธิว่ากล่าวเอาความแก่บรรดาบุคคลเหล่านี้เรียงตัว หรือรวมกันก็ได้ โดยมิพักต้องดำเนินตามลำดับที่คนเหล่านั้นมาต้องผูกพัน
สิทธิเช่นเดียวกันนี้ ย่อมมีแก่บุคคลทุกคนซึ่งได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินและเข้าถือเอาตั๋วเงินนั้น ในการที่จะใช้บังคับเอาแก่ผู้ที่มีความผูกพันอยู่แล้วก่อนตน
การว่ากล่าวเอาความแก่คู่สัญญาคนหนึ่ง ซึ่งต้องรับผิดย่อมไม่ตัดหนทางที่จะว่ากล่าวเอาความแก่คู่สัญญาคนอื่น ๆ แม้ทั้งจะเป็นฝ่ายอยู่ในลำดับภายหลังบุคคลที่ได้ว่ากล่าวเอาความมาก่อน
มาตรา 1010 เมื่อผู้ทรงตั๋วเงินซึ่งหายหรือถูกลักทราบเหตุแล้วในทันใดนั้นต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้ออกตั๋วเงิน ผู้จ่าย ผู้สมอ้างยามประสงค์ผู้รับรองเพื่อแก้หน้าและผู้รับอาวัลตามแต่มี เพื่อให้บอกปัดไม่ใช้เงินตามตั๋วเงินนั้น
การอาวัลก็ใช้กับตั๋วเงินทั้งสามประเภท ก็คือ การรับอาวัลก็คือการค้ำประกันความรับผิดของลูกหนี้ ในตั๋วเงินนั่นเอง เกิดขึ้นจากกรณี เครดิตรความน่าเชื่อถือของลูกหนี้ไม่มี ก็เลยต้องมีบุคคลมารับประกัน นี่แหละคือการอาวัล ซึ่งอย่าไปสับสนกับผู้รับประกัน หรือผู้ค้ำประกัน
ผู้รับอาวัลแตกต่างกัยผู้ค้ำฯ ตามมาตรา 680 อย่างน้อยก็คือ ผู้ค้ำฯเหมือนลูกหนี้ชั้นที่สอง กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ค้ำฯ เป็นเพียงสิทธิเกี่ยง อันนี้ผู้รับอาวัลไม่มีสิทธิ เปิดดู 940 วรรค 1 คือผู้รับอาวัลคือลูกหนี้ชั้นที่หนึ่งเลย
ข้อแตกต่างประการที่สองคือ ปกติแล้ว ตามมาตรา 681 การค้ำฯประกันมีได้แต่หนี้อันสมบูรณ์แต่การรับอาวัล 940 ในวรรคที่สอง แม้ถึงว่าการรับผิดใช้เงินอันผู้อาวัลอยู่นั้นตกเป็นใช้ไม่ได้ ข้อที่สัญญารับอาวัลนั้นก็ยังคงสมบูรณ์
ในประการต่อไป ในเมื่อผู้รับอาวัลไม่ใช่ผู้ค้ำฯแล้ว เรืองการผ่อนเวลาทำให้ผู้ค้ำฯหลุดพ้นไม่นำมาใช่
ประการต่อไป การรับอาวัลนั้นบุคคลภายนอกเป็นผู้รับก็ได้ 938 วรรคที่สองนี่เองเป็นอีกกรณีหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าต่างกัน คือค้ำฯต้องเป็นบุคคลภายนอกเท่านั้น
ก็คือคู่สัญญาตั๋วเงิน ก็ยังรับผิดในฐานะผู้รับอาวัลได้อีกฐานหนึ่ง
การรับอาวัลคือใครก็ตามไปลงลายมือชื่อที่ด้านหน้าตั๋วเงิน ก็เป็นผู้อาวัลแล้ว ยกเว้นแต่เพียงผู้สั่งจ่าย หรือ ผู้ จ่ายเงิน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้อาวัลไม่ได้ เพียงแต่หากประสงค์จะทำการอาวัลต้องกระทำแบบเต็ม คือ ตามมาตรา 939 วรรค 2
การรับรองตั๋วมาตรา 931 จะได้ไม่สับสนการรับรองตาม มาตรา 939 วรรค 1
เดี๊ยววันที่ 7 สิงหาคม มีพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ยังมีการบรรยายตามปกตินะครับ
ชั่วโมงที่ 11 . w11 (06-08-09)
คราวที่แล้วได้พูดเรื่องการอาวัลค้างไว้ สรุปสั้นๆก็คือค้ำประกันลูกหนี้ในตั๋วเงินนั่นเอง คล้ายกับผู้ค้ำตามมาตรา 680 คล้ายแต่ไม่เหมือนนะครับ
วิธีการรับอาวัล ในกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน ถ้าบุคคลประสงค์เข้ามาจะต้องกระทำอย่างไร ก็ มีอยู่หลายวิธี
วิธีแรกการรับอาวัลตามรูปแบบ มาตรา 939
ใบประจำต่อทางปฏิบัติไม่มีทำกัน เราพูดมาโดยตลอดว่าการเข้ามาผูกนิติสัมพันธ์กันในตั๋วเงินต้องทำลงในตั๋วเงินนั่นแหละ กิจกรรมทุกเรื่องก็ต้องทำลงในตั๋วเงินนั่นเอง ถ้าไปทำเอกสารอื่นต่างหาก ก็ไม่เรียกว่าการรับอาวัลนี่คือหลักเกณฑ์ข้อแรก
หลักเกณฑ์ที่สองคือ มีสำนวน ว่าใช้ได้เป็นอาวัล หรือ สำนวลอื่นใดทำนองเดียวกันนั้น อย่างไรก็ดีถ้าไม่ใช้คำนี้ก็อาจจะเลี่ยงไปใช้คำอื่นที่อ่านแล้วมีทำนองเดียวกัน
เช่นฟอร์ การันตี หรือ กู๊ด แอส อาวัล
อาจเขียนลงในด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ ต่างกับเรื่องการสลักหลังลอยนะ ที่ต้องด้านหลังเท่านั้น หรือ เรื่องการขีดคร่อมเช็คต้องกระทำด้านหน้า
หลักเกณฑ์ ประการที่สาม ก็คือ ลงลายมือชื่อผู้รับอาวัล เราคุยกันตั้งแต่ มาตรา 900 แล้ว เป็นหลัก ส่วนจะรับผิดประกอบมาตราใด หรือในฐานะใด ก็เป็นเรื่องมาประกอบอีกทีหนึ่ง
กรณีที่สอง ก็คือกรณีที่กฎหมายถือว่าเป็นการรับอาวัล ก็คือการรับอาวัลโดยผลของกฎหมายนั่นเอง มีอยู่สองกรณี
กรณีแรก มาตรา 939 วรรค 3
ใครที่ไปลงลายมือชื่อ เฉยๆ เลยในด้านหน้าของตั๋วเงิน ไม่ว่าตั๋วชนิดใดก็ตาม เป็นการรับอาวัลโดยผลกฎหมายตามมาตรา 939 วรรคที่ 3 มียกเว้นไว้สองคน คือ ผู้สั่งจ่าย เพราะว่าผู้สั่งจ่ายเป็นผู้ให้กำเนิดตั๋วเงิน ต้องมีรายมือชื่อด้านหน้าตั๋วเงิน ไม่เช่นนั้นไม่สมบูรณ์
ผู้จ่ายเงินก็เช่นเดียวกัน ถ้าผู้จ่ายเงินไปลงลายมือชื่อด้านหน้าตั๋วเฉยๆ มาตรา 931 เป็นการรับรองการจ่ายเงิน ก็ไปรับผิดในฐานะผู้รับรอง
แต่ไม่ได้หมายความว่าสองคนนี้จะเป็นผู้อาวัลไมได้ จริงๆแล้วเป็นได้ แต่ต้องทำโดยการรับอาวัลตามรูปแบบเท่านั้น จบวิธีที่สอง
วิธีสุดท้ายคือมาตรา 921
ข้อสังเกตประการแรก ตั๋วชนิดผู้ถือ ไปลงลายมือชื่อด้านหน้า หรือ ด้านหลังก็แล้วแต่ ก็มีฐานะเป็นผู้อาวัล ทั้งนั้น แต่อยู่ที่ว่าจะเข้ามาตราใด 921 หรือ 939 วรรค 3
ขอย้อนไปพูดประเด็นเรื่องหนึ่ง คือ นาย ก ออกเช็ค ระบุชื่อผู้รับเงิน ขีดฆ่าคำว่า หรือ ผู้ถือออก ข ไปลงลายมือชื่อ ด้านหลัง แล้วมอบให้ ค ถ้าธนาคารไม่ใช้เงิน แน่นอน มีสิทธิฟ้อง ก ได้แน่นอน ฐานะใด ผู้สั่งจ่าย แต่พอฟ้อง ข จะฟ้องในฐานะใด เคยพูดมาแล้ว ว่าศาลฏีกา ก็ เอาเข้าที่ประชุมใหญ่ เพราะตอนแรกก็หาฐานะของ ข ไม่ได้ เพราะ นาย ข ไปลงชื่อด้านหลัง ไม่ใช้ผู้รับอาวัลตาม 939 แน่ๆ นาย ข ลงลายมือชื่อ ด้านหลัง ที่ไม่ใช่เช็คผู้ถือ ก็ไม่เข้า 921 เพราะก็ไม่ใช้เช็คผู้ถือ เป็น การสลักหลังลอยหรือไม่ ก็ไม่ใช้เพราะว่าการสลักหลังลอยได้ต้องเคยเป็นผู้ทรงเช็คมาก่อน
3788/2524
การที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ด้านหลังของเช็ค โดยไม่ปรากฏถ้อยคำสำนวนว่าใช้ได้เป็นอาวัลหรือสำนวนอื่นใดทำนองเดียวกันไม่เป็นการลงลายมือชื่อเป็นผู้รับอาวัลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 939 วรรค 1 และ 2 ประกอบด้วยมาตรา 989
จำเลยลงลายมือชื่อด้านหลังของเช็คแม้เช็คดังกล่าวระบุชื่อโจทก์ เป็นผู้รับเงินขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือ และที่มุมซ้ายบนด้านหน้ามีข้อความ ว่าเข้าบัญชีผู้รับเงินเท่านั้น ห้ามเปลี่ยนมือก็ตามแต่ด้วยความสมัครใจ ของจำเลยยอมผูกพันตนต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงในอันที่จะรับผิดเป็นอย่างเดียวกับผู้สั่งจ่าย ด้วยการลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงิน ยอมรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินดังบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 ดังนั้น เมื่อธนาคาร ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว จำเลยย่อมต้องรับผิดชำระเงิน ตามเช็คให้แก่โจทก์ (ข้อวินิจฉัยในวรรคสองวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่12/2524)
4877/2523 – ค้นไม่พบ
ก็ถือว่าสมัครใจรับผิด เช่นเดียวกับผู้สั่งจ่ายตามมาตรา 900 เพรียวๆเลย
จำหลักไว้ว่าถ้าสลักเช็คผู้ถือ เป็นการอาวัลโดยผลกฎหมาย ไม่ต้องมีข้อความว่าใช้ได้ หรือทำนองเดียวกันเลย และไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ทรงมาก่อน เช่นการสลักหลังลอย หรือ สลักหลังเฉพาะ เลย ต่างนะครับต่าง กับ ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน
420/2525
จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ด้านหลังเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือย่อมเป็นการสลักหลังเป็นประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 921, 989 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อผู้ทรงอย่างเดียวกับผู้สั่งจ่าย
โจทก์ฟ้องคดีในฐานะเป็นหัวหน้าวงแชร์ใช้เงินตามเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ แทนลูกวงแชร์และได้รับเช็คคืนมาไว้ในครอบครอง โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงจำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คแก่โจทก์
จำนวนเงินที่รับอาวัล เนื่องจากมาตรา 938 ในวรรค หนึ่ง จะอาวัลทั้งจำนวน หรือ บางส่วนก็ได้
ผลของการรับอาวัล เมื่อมีคนเข้ามารับประกันที่เราเรียกว่าการรับอาวัลนั้น ผู้รับอาวัลมีผลอย่างไร ก็มาตรา 940 วรรคหนึ่ง และดูมาตรา 967 ก็คือรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมคือโดยสิ้นเชิง
สมมุติเช็คฉบับหนึ่งมีผู้ลงลายมือชื่อ เก้าคนถ้าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็ค ผู้ทรง สามารถเรียกให้คนใดคนหนึ่งได้เต็มจำนวนเลย
ตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งไม่ได้ระบุเรื่องดอกเบี้ยไว้ เมื่อถึงกำหนดชำระ ปรากฏว่าผู้ออกตั๋วไม่ใช้เงินตามตั๋ว ผู้ทรงก็มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ ตาม 968 ( 2 )
ดอกเบี้ยร้อยละห้าต่อปี 312/2531
ดูมาตรา 960 กรณีที่ผู้จ่ายเงินตามตั๋วไม่รับรองตั๋วหรือไม่จ่ายเงินตามตั๋วก่อนผู้ทรงฟ้องลูกหนี้ตามตั๋วให้รับผิด
สิทธิไล่เบี้ยของผู้รับอาวัล 940 วรรคท้าย
ถามว่าจะไล่เบี้ยเอาจากผู้สั่งจ่ายทั้งคู่ได้หรือไม่ ถ้าเราไปดูเรื่องค้ำฯ มาตรา 682 วรรคที่สอง
ตำราก็ให้ความเห็นว่าอย่างนี้มันไม่น่าจะไล่เบี้ยกันได้
4839/2538
โจทก์จำเลยต่างเป็นผู้รับประกันด้วยอาวัลผู้สั่งจ่ายเช็คต้องร่วมรับผิดต่อ ว. ผู้ทรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 989 ประกอบมาตรา 967 วรรคแรก โจทก์และจำเลยจึงเป็นลูกหนี้ร่วมกันเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีความผูกพันร่วมกับจำเลยในอันจะต้องใช้หนี้ มีส่วนได้เสียด้วยในการใช้หนี้ได้เข้าใช้หนี้นั้นแก่ ว.แล้วโจทก์ย่อมได้รับช่วงสิทธิว.มาเรียกร้องจากจำเลยได้ครึ่งหนึ่งของเงินที่ได้ชำระไปตามมาตรา 229
2569/2551
บริษัท ร. นำเช็คพิพาทไปขายลดแก่โจทก์โดยลงลายมือชื่อสลักหลัง โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและบริษัท ร. ผู้สลักหลังจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 914 และมาตรา 967 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 989 อันถือได้ว่าเป็นความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่อีกประการหนึ่ง โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้บริษัท ร. ชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้บริษัท ร. รับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องต่อจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายให้รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทย่อมหมดสิ้นไปด้วย ทั้งนี้เพราะสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทของโจทก์ได้ระงับสิ้นไปแล้ว
แต่เรื่องหลังเป็นเรื่องผู้จ่ายและผู้สลักหลังเช็ค มีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม