กรณีศึกษาจากฎีกาที่ 74/2555

624 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Sep 25, 2013, 2:34:04 PM9/25/13
to law...@googlegroups.com

          การทำความเข้าใจและเรียนรู้ ป.อ. ว่าด้วยตัวการและ ป.วิ.อ. ว่าด้วยคำรับสารภาพตามมาตรา 176 และการอุทธรณ์ ตามมาตรา 245 วรรคสอง โดยศึกษาจากคำพิพากษาศาลฎีกา (ขอให้ผู้ศึกษาเตรียมตัวบท ป.อ. และ ป.วิ.อ. ไว้และขอให้เปิดดูตัวบททุกครั้งเมื่อมีการอ้างถึงมาตราใดเพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการเรียนและทำความเข้าใจอย่างเป็นระบบ )

          กรณีศึกษาจากฎีกาที่ 74/2555
          ข้อเท็จจริง
          1. อัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 288, 289, 340, 340 ตรี, 83, 33 ริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนนาฬิกาข้อมือหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,000 บาทแก่ผู้เสียหาย 
              1.1 คำขอท้ายฟ้องของอัยการที่ให้คืนทรัพย์หรือใช้ราคานั้นเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ซึ่งมาตรานี้มีจุดอ่อนในประเด็นว่า อัยการโจทก์ไม่สามารถเรียกดอกเบี้ยให้ผู้เสียหายได้ ทางแก้ไข หากผู้เสียหายประสงค์จะได้รับดอกเบี้ย ก็สามารถดำเนินการขอส่วนดอกเบี้ยตามมาตรา 44/1 (เฉพาะดอกเบี้ย) ผู้เสียหายจะเรียกทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์อีกไม่ได้ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคท้าย

          2. จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อัยการโจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่
              2.1 การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในความผิดตามที่ฟ้องคือ ป.อ. มาตรา 288, 289, 340, 340 ตรี เมื่อโทษที่จำเลยที่ 1 จะได้รับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์คือ ประหารชีวิต การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 มีผลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคแรก ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำผิดจริง ดังนั้น แม้จำเลยรับสารภาพโจทก์ก็ต้องนำพยานเข้าสืบ แต่การสืบพยานของโจทก์นั้นสืบให้ศาลพอใจว่าจำเลยกระทำผิดจริงเท่านั้น ต่างกับคดีที่จำเลยปฏิเสธโจทก์ต้องนำสืบโดยปราศจากความสงสัย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 
             2.2 ในการนำสืบพยานของโจทก์ในคดีที่จำเลยรับสารภาพนั้น หากโจทก์นำพยานเข้าสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้วถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด ศาลก็อาจพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 นอกจากนี้คำรับสารภาพของจำเลยมีผลตาม ป.อ. มาตรา 78 ถือว่าคำรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษได้
             2.3 ในการปฏิเสธของจำเลยที่ 2 การที่ศาลสั่งโจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ เป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคสอง ผลในส่วนคดีที่แยกฟ้องใหม่ อัยการโจทก์ต้องฟ้องในข้อหาเดิมจะฟ้องข้อหาอื่นไม่ได้ (ฎีกา 831/2502) 

          3. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289(6)(7), 340 ทวิ, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่ทั้งสองบทมีโทษเท่ากันจึงให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 289(6)(7) ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2) คงจำคุมตลอดชีวิต ริบของกลางและให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันคืนทรัพย์แก่ผู้เสียหาย
            3.1 ปรากฏว่าอัยการโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น มีผลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง คือศาลชั้นต้นที่พิจารณาคดีนี้ต้องส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์
            3.2 ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ของศาลจะรายงานเสนอผู้พิพากษาหลังจากได้อ่านคำพิพากษาแล้วครบ 1 เดือน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 เพื่อให้ผู้พิพากษาทราบว่าไม่มีผู้ใดอุทธรณ์และเมื่อได้รับรายงานแล้วผู้พิพากษาจะสั่งในรายงานเจ้าหน้าที่ในทำนองว่า ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสองหรือ ในบางกรณีผู้พิพากษาซึ่งตัดสินคดีอาจสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาในวันอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังในทำนองว่า ครบกำหนดอุทธรณ์หากไม่มีผู้ในอุทธรณ์โดยที่คดีนี้ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสองก็ได้

         4. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289(6)(7), 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 289(6)(7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำเลยที่ 1 อายุกว่า 17 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52(2) จำคุก 50 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 25 ปี ... คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
           4.1 จะเห็นได้ว่า ศาลอุทธรณ์ได้ลดโทษให้จำเลยที่ 1 สองครั้ง คือ ครั้งแรก ใช้ ป.อ. มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52(2) ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์สามารถกระทำได้และลดตาม ป.อ. มาตรา 78 1เหตุเพราะรับสารภาพ จะเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นไม่ได้นำ ป.อ. มาตรา 76 ในเรื่องอายุมาเป็นเหตุลดโทษแต่อย่างใดซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องเพราะเป็นดุลพินิจของศาล
          4.2 ผลการตัดสินของศาลอุทธรณ์เช่นนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง มีผลทำให้คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากเหตุผลว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น อัยการโจทก์จึงฎีกาต่อมาได้ การฎีกาของอัยการโจทก์นั้น จะติดขัดเฉพาะจะต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 249

        5. ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า 
           5.1 แม้จำเลยที่ 2 จะร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 1 และนายสมชายมาก่อนเกิดเหตุเพื่อที่จะมากระทำความผิดก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 และนายสมชายกระทำความผิดเอาทรัพย์ของผู้ตายไป จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์แยกทางออกไปก่อนไม่ได้รออยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุที่จะมีเวลาเพียงพอที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 และนายสมชายในขณะกระทำความผิดได้ จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และนายสมชายได้ จำเลยที่ 2 คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และนายสมชายเท่านั้น หาใช่ร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดชิงทรัพย์ด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปอันจะเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ด้วยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังในส่วนนี้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น 
           (1) ประเด็นในจุดนี้ ได้ความว่า ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 นายสมชาย และจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันชิงทรัพย์ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานปล้นทรัพย์ แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นตัวการในความผิดฐานชิงทรัพย์ ดังนั้น จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกับนายสมชายในข้อหาร่วมกันชิงทรัพย์ แต่อัยการโจทก์เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานปล้นทรัพย์จึงได้ฎีกามาเป็นคดีนี้ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไปตามข้อ 5.1 ข้างต้นแล้ว
           5.2 ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในประเด็นต่อมาว่า การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 สถานหนักและไม่ควรลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจลดมาตราส่วนโทษและกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยที่ 1 มานั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว
(1) การฎีกาของอัยการโจทก์ประเด็นนี้เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ก็ไม่ต้องห้ามเช่นเดียวกัน
           5.3 ศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
           หมายเหตุ
           การเป็นตัวการตาม ป.อ. มาตรา 83 บัญญัติว่า ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ... 
           หลักเกณฑ์การเป็นตัวการตาม ป.อ. นั้น ประกอบไปด้วย
           1. ต้องเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนา
           2. เป็นการกระทำระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
           3. โดยมีการกระทำร่วมกันในขณะกระทำความผิด
           4. โดยมีเจตนาร่วมกันในขณะกระทำความผิด
           สำหรับการศึกษาวันนี้ จะพิจารณาศึกษาการเป็นตัวการตาม (3) คือ ศึกษากรณี โดยมีการกระทำร่วมกันในขณะกระทำความผิดในทางปฏิบัติศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักถึงการกระทำร่วมกันไว้หลายกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ก็เป็นตัวการแล้ว

           1. กระทำร่วมกันเพราะ มีการร่วมกระทำส่วนหนึ่งของการกระทำทั้งหมดที่รวมกันเป็นความผิดขึ้นให้พิจารณาศึกษาฎีกาดังต่อไปนี้

           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 463/2529 
           ป.อ. มาตรา 83, 339
จำเลยกับ ว. ไปยังที่เกิดเหตุด้วยกันและคุยกันอยู่เป็นเวลาถึง 10 นาที จึงแยกกันไปรออยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ พอ ว. กระชากเอาสร้อยคอของผู้เสียหายวิ่งหนี ป. ไปได้เพียง 7.8 เมตร จำเลยก็เข้าขัดขวางโดยกำหมัดยกแขนจะทำร้าย ป. ทันทีการกระทำของจำเลยดังกล่าวแสดงว่าจำเลยกับ ว.ตกลงกันมาก่อนแล้วว่าเมื่อเกิดเหตุจำเลยมีหน้าที่กระทำอย่างไร เป็นการแบ่งแยกหน้าที่กันกระทำและเป็นการร่วมกับ ว. ทำการชิงทรัพย์ผู้เสียหาย
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 227/2529 
           ป.อ. มาตรา 83, 276 
           แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเพราะจำเลยที่2ได้ใช้มีดขู่จะทำร้ายและได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแต่เพียงผู้เดียวส่วนจำเลยที่1ได้ใช้ปืนขู่บังคับผู้เสียหายด้วยดังนี้จำเลยทั้งสองก็ยังคงมีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา276วรรคสอง.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1202/2529 
           ป.อ. มาตรา 276 
           การร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงนั้นต้องมีการร่วมกันผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราตั้งแต่สองคนขึ้นไปจำเลยที่1ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเพียงคนเดียวจำเลยที่2ยังไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราด้วยเพียงแต่กอดจูบและกดผู้เสียหายให้จำเลยที่1ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเท่านั้นลักษณะการกระทำดังกล่าวเป็นเพียงตัวการร่วมกระทำผิดข่มขืนกระทำชำเราด้วยกันกรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นการโทรมหญิง.
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1558/2543 
           ป.อ. มาตรา 83, 276 วรรคสอง 
           แม้จำเลยจะมิได้เป็นผู้ลงมือข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่พฤติการณ์ที่จำเลยช่วยกันฉุดผู้เสียหายและช่วยกดคอและตบตีผู้เสียหายเพื่อให้พวกของจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในลักษณะโทรมหญิงนั้นถือได้ว่าจำเลยได้เป็นตัวการร่วมกระทำผิดด้วยกันกับพวกของจำเลยแล้ว จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83

           2. กระทำร่วมกัน โดยการแบ่งหน้าที่กันทำให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1315/2513 
           ป.อ. มาตรา 83, 336 
           จำเลยที่ 1 กระชากสร้อยคอผู้เสียหายได้แล้ววิ่งหนีไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 จอดติดเครื่องคอยอยู่ห่างที่เกิดเหตุ 10 วาเศษแล้วจำเลยที่ 2 ขับรถนั้นพาจำเลยที่ 1 หนีไปในทันใด พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำผิดฐานวิ่งราวทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันทำ
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 321/2521 
           ป.อ. มาตรา 83 
           จำเลยที่ 1, ที่ 3 เข้าปล้นทรัพย์ในร้านขายของจำเลยที่ 2 เดินวนเวียนอยู่บริเวณหน้าร้าน ทำหน้าที่คอยดูต้นทางเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำให้การปล้นสำเร็จ จำเลยที่ 2 เป็นตัวการปล้นทรัพย์
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3249/2528 
           พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 มาตรา 25 ตรี
           ป.อ. มาตรา 83, 335
           การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านสถานที่จำหน่าย น้ำมันเชื้อเพลิงยอมให้รถยนต์บรรทุกขนส่งน้ำมัน เข้าไปสูบถ่ายปลอมปนน้ำมันโดยใช้สถานที่และเครื่องมือเครื่องใช้ของตน พฤติการณ์ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมเป็นตัวการลักน้ำมัน และปลอมปนน้ำมันด้วย

           3. กระทำร่วมกัน โดยการอยู่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุในลักษณะพร้อมที่จะช่วยเหลือได้ทันทีให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 456/2530 
           ป.วิ.อ. มาตรา 186, 227
           ป.อ. มาตรา 83, 340
           การที่จำเลยที่ 1 ขึ้นไปบนบ้านของผู้เสียหายพร้อมกับคนร้ายโดยยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ที่ชาน บ้านในลักษณะคุมเชิงส่วนคนร้ายเข้าไปคว้าปืนลูกซองยาวของผู้เสียหายที่แขวนไว้ข้างฝาและเกิดแย่งปืนกันกับภริยาของผู้เสียหายคนร้ายจึงได้ใช้เท้าแตะและชักมีดออกมาขู่ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และคนร้ายวิ่งหลบหนีไปพร้อมกัน พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับคนร้ายทำการปล้นทรัพย์ คำให้การชั้นสอบสวนของประจักษ์พยานแตก ต่างจากคำเบิกความชั้นศาลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับคนร้ายปล้นทรัพย์หรือไม่ เมื่อปรากฏว่าคำให้การชั้นสอบสวนเจือสมกับพยานโจทก์ปากอื่นที่ว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 อยู่นอกบ้านและวิ่งตามหลังภริยาของผู้เสียหายออกมาหลังจากคนร้ายวิ่งหลบหนีไปแล้ว ดังนั้น จะฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมปล้นทรัพย์ด้วยไม่ได้ แม้โจทก์จะมีคำขอให้ศาลสั่งริบมีดของกลาง แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่ได้ของกลางจากจำเลย จึงไม่มีของกลางที่จะริบต้องยกคำขอ.
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4197/2540 
           ป.อ. มาตรา 78, 83, 336 
           ในขณะที่ ช. ขับรถตามผู้เสียหายจนทันและแซงขึ้นประกบคู่ด้านซ้ายมือรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายนั้น จำเลยก็ได้ขับรถจักรยานยนต์ของตนตามไปติด ๆ และแซงขึ้นประกบคู่รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทางด้านขวา จากนั้น ช. ก็ตะปบผู้เสียหายที่บริเวณคอซึ่งสวมสร้อยคอทองคำพร้อมพระ จึงเห็นได้ชัดว่า จำเลยได้ร่วมมือกับ ช. ในการประกบคู่รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมิให้หักหลบหนี เป็นการประสานงานตามแผน ข้อแก้ตัวของจำเลยที่ว่าไม่ทราบว่า ช. จะลงมือกระทำความผิดนั้นจึงฟังไม่ขึ้นแต่การที่จำเลยช่วยยกรถจักรยานยนต์ที่ทับขาผู้เสียหายออกนับได้ว่าเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายอันเกิดจากการกระทำของจำเลย เป็นเหตุบรรเทาโทษเห็นสมควรลดโทษให้
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1186/2542 
           ป.วิ.อ. มาตรา 227
           ป.อ. มาตรา 83, 288
           ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันพยานโจทก์และโจทก์ร่วม ทั้งสามมีโอกาสได้เห็นหน้าจำเลยในลักษณะเต็มใบหน้าในท่าตรง ในระยะใกล้เป็นเวลานานพอสมควร เมื่อเจ้าพนักงาน ตำรวจจับกุมจำเลยได้ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสาม ก็สามารถชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้องโดยระบุว่าจำเลยไม่ใช่ คนร้ายที่ใช้มีดแทงผู้ตาย แต่เป็นคนนั่งซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์ไปกับคนร้ายที่ใช้มีดแทงผู้ตาย พยานโจทก์ และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน ประกอบ กับพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามไม่มีสาเหตุโกรธเคือง กับจำเลยจึงไม่มีเหตุที่พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามจะ แกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษคำเบิกความ ของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามจึงมีน้ำหนักฟังได้ จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปกับคนร้ายอีก 2 คนและหลังจากคนร้ายที่นั่งซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์เป็นคนที่สองใช้มีดแทงผู้ตายแล้ว จำเลยนั่งซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์หลบหนีไปกับคนร้าย 2 คนนั้นด้วย แสดงให้เห็นว่าจำเลยร่วมรู้เห็นกับคนร้ายในการไปฆ่าผู้ตาย เพราะตามปกติ วิสัยคนร้ายที่จะไปกระทำความผิดจะไม่นำบุคคล ที่ไม่ได้เป็นพวกเดียวกันไปด้วยเพื่อให้รู้เห็นการกระทำ ความผิดของตน และการที่คนร้ายใช้มีดแทงผู้ตายก็อยู่ ในความรู้เห็นของจำเลย แต่จำเลยก็ยังนั่งซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์คนร้ายหลบหนีไปด้วยกัน ถือได้ว่าจำเลยได้ร่วม คบคิดกับคนร้ายอีก 2 คน ไปฆ่าผู้ตายมาตั้งแต่ต้น จำเลยจึงมี ความผิดฐานร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

            4. การกระทำร่วมกัน โดยการอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุและก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้

             คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1306/2513 
             ป.อ. มาตรา 80, 83, 288 
             จำเลยเมาสุรา ถือมีดดายหญ้ามาท้าทายจะทำร้ายผู้เสียหายซึ่งยืนอยู่ห่าง 1 วา คนละฟากรั้วสวน ต่อมา ย. ถือปืนสั้นมายืนอยู่ข้างจำเลย และบอกให้ผู้เสียหายกลับไปนอน พอผู้เสียหายหันตัวจะกลับบ้าน จำเลยพูดว่ายิงมันเลย แล้ว ย. ก็ใช้ปืนยิงผู้เสียหาย 4 นัด ผู้เสียหายถูกกระสุนปืนล้มลง แล้วจำเลยยังพูดต่อไปอีกว่า ตายแล้วยัง มาสู้กันอีก พฤติการณ์ของจำเลยเช่นนี้ถือได้ว่า จำเลยได้ร่วมในการยิงผู้เสียหายกับ ย. ด้วย
              คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 975/2508 
              ป.อ. มาตรา 83, 276, 284, 288, 289 
              จำเลยกับพวกร่วมกันฉุดคร่าผู้เสียหายเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่จะทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเรา ขณะที่การกระทำผิดฐานฉุดคร่ายังไม่สำเร็จ บิดาของผู้เสียหายวิ่งติดตามไปเพื่อขัดขวาง จำเลยสั่งให้พวกของจำเลยให้ช้อาวุธปืนยิงบิดาผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ดังนี้ จำเลยผิดฐานร่วมเป็นตัวการฆ่าเพื่อให้เป็นความสะดวกในการที่จำเลยกับพวกจะทำการฉุดคร่าผู้เสียหายและเพื่อจำเลยจะได้ตัวผู้เสียหายไว้เพื่อทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นผลประโยชน์อันเกิดแต่การกระทำผิดตามมาตรา 289(6) และ(7).
              คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2528 
              ป.อ. มาตรา 59, 80, 83, 288 
              จำเลยทั้งสี่พากันเข้าไปพบผู้เสียหายซึ่งนั่งอยู่ใต้ถุนเรือนโดยมี พวกอีก 5 คน รออยู่นอกบ้านและติดเครื่องรถจักรยานยนต์พร้อมที่จะออกแล่นได้ทันที เมื่อจำเลยที่ 1 ถามผู้เสียหายว่าเป็นคนบ้านโคกสำโรง ใช่หรือไม่ พอผู้เสียหายตอบว่าใช่ จำเลยที่ 2 ก็บอกให้จำเลยที่ 1 ยิง จำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหาย 6 นัดแต่กระสุนไม่ถูก ผู้เสียหายลุกขึ้น วิ่งขึ้นบ้านและเอาปืนมายิงถูกจำเลยที่ 3 ที่ 4 ได้รับบาดเจ็บ ตลอดเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้ อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 จนถึงขณะที่พวกของจำเลยบอกให้ถอยเนื่องจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถูกกระสุนปืนที่ผู้เสียหายยิงต่อสู้มา จำเลยทั้งสี่จึงได้พากันล่าถอยออกไปจากบ้านผู้เสียหาย และขึ้นรถจักรยานยนต์ที่พวกของจำเลยติดเครื่องจอดรออยู่ดังกล่าวแล้วพากันหลบหนีไปจากพฤติการณ์ ของจำเลยเช่นนี้ ย่อมเล็งเห็นได้แล้วว่าจำเลยทั้งสี่ต่างมีเจตนาร่วมกัน ที่ต้องการฆ่าผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้เป็น ตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามฆ่าผู้เสียหายแล้ว
              หมายเหตุ
              มีกรณีที่ต้องศึกษาว่าการแบ่งหน้าที่กันทำในบางฐานความผิดของประมวลกฎหมายอาญา ไม่ต้องอยู่ในที่เกิดเหตุ ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาดังต่อไปนี้
              คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 176/2537 
              ป.อ. มาตรา 83, 264, 268 
              ที่โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ แต่จำเลยที่ 1 กลับกรอกข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการกระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ และจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ 1 ได้กรอกข้อความโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1ในการปลอมหนังสือมอบอำนาจด้วย แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ไปด้วยในวันที่นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปจดทะเบียนโอนที่ดิน แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้นทั้งเป็นสามีภรรยากันมีส่วนได้เสียในที่ดินที่รับโอน จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมในการใช้เอกสารปลอมด้วย
              คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 810/2544 
              ป.วิ.อ. มาตรา 226, 232
              ป.อ. มาตรา 83, 341
              จ่าสิบเอก ส.กับพวก ได้หลอกลวงกองทัพบกผู้เสียหายที่ 1และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจัดทำใบสำคัญความเห็นแพทย์ ใบรับรองรายการยาและอวัยวะเทียมที่ไม่มีจำหน่ายในสถานพยาบาล ใบสั่งยา และใบเสร็จรับเงินแสดงการจัดซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์ โดยอ้างว่าตนเองหรือภริยาหรือบิดามารดาป่วยหรือพิการ และได้ซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์อันเป็นความเท็จความจริงมิได้มีการซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด แล้วบุคคลทั้งสี่ได้นำเอกสารไปยื่นขอเบิกเงินจากเจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายทั้งสอง ทำให้เจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อ จ่ายเงินให้แก่บุคคลทั้งสี่อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงการที่จำเลยกับพวกได้ร่วมกันให้คำแนะนำช่วยเหลือ และจัดทำหลักฐานเพื่อเบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์อันเป็นเท็จให้แก่จ่าสิบเอก ส.กับพวกโดยจำเลยกับพวกได้ประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินส่วนแบ่งจากค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์อันเป็นเท็จ ซึ่งจ่าสิบเอก ส.กับพวกได้รับจากผู้เสียหายทั้งสองจึงเป็นกรณีร่วมกระทำผิดฐานฉ้อโกง
              คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 706/2539 
              ป.อ. มาตรา 83, 341 
              จำเลยที่2กับพวกคงมีแต่สำเนานส.3กที่ถ่ายมาจากที่ทางราชการเก็บรักษาไว้เท่านั้นโดยยังมิได้มีการรวบรวมซื้อที่ดินจากชาวบ้านเพื่อนำมาขายให้โจทก์ร่วมดังนั้นแม้ตามสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจะระบุข้อความในอนาคตว่าจำเลยกับพวกจะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ซื้อขายภายใน1ถึง3เดือนนับแต่โจทก์ร่วมชำระมัดจำครบแต่ตามข้อความในเอกสารดังกล่าวมีความว่าขณะทำสัญญาจำเลยกับพวกมีสิทธิในที่ดินที่จะนำมาขายให้โจทก์ร่วมเป็นการแสดงข้อความในปัจจุบันอยู่ด้วยเมื่อข้อความดังกล่าวเป็นเท็จโดยความจริงจำเลยกับพวกมิได้ตั้งใจจะขายสิทธิในที่ดินให้โจทก์ร่วมโจทก์ร่วมหลงเชื่อจำเลยกับพวกในการแสดงข้อความเท็จและจ่ายเงินมัดจำให้ไปการกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา341 จำเลยที่1รู้จักกับโจทก์ร่วมมาก่อนเป็นผู้ติดต่อพาโจทก์ร่วมไปดูที่ดินจนโจทก์ร่วมตกลงทำสัญญาวางมัดจำและทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทประกอบกับขณะจะทำสัญญาซื้อขายจำเลยที่1ไม่ยอมให้โจทก์ร่วมดูสัญญาซื้อขายที่ฝ่ายจำเลยทั้งสองอวดอ้างว่าได้ทำไว้กับชาวบ้านแล้วแสดงว่าจำเลยทั้งสองกับพวกมีเจตนาทุจริตหลอกลวงขายที่ดินให้โจทก์ร่วมโดยแบ่งหน้าที่กันทำจึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง
               คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1508/2538 
               ป.อ. มาตรา 1 (9), 59 วรรคสอง, 265, 268, 341
               ตั๋วเครื่องบินที่มีมูลค่าหรือราคาใช้ตามที่ปรากฏในตั๋วเป็นตั๋วที่ผู้มีชื่อในตั๋วมีสิทธิที่จะใช้โดยสารเครื่องบินของสายการบินที่ปรากฏในตั๋ว ตั๋วเครื่องบินจึงเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อซึ่งสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) เป็นเอกสารสิทธิ 
จำเลยปลอมตั๋วเครื่องบินจำนวน 30 ฉบับ ตั๋วเครื่องบินปลอมทั้ง 30 ฉบับนี้ ผู้มีชื่อในตั๋วได้นำไปใช้แล้ว แสดงว่าจำเลยได้มอบตั๋วเครื่องบินทั้งหมดให้แก่ผู้มีชื่อในตั๋ว หรือมอบให้แก่ผู้อื่นซึ่งจะนำไปมอบให้แก่ผู้มีชื่อในตั๋ว การมอบตั๋วเครื่องบินปลอมให้แก่บุคคลดังกล่าว จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้มีชื่อในตั๋วต้องนำตั๋วไปใช้ในการเดินทาง และปรากฏว่าตั๋วเครื่องบินปลอมทั้งหมดได้ถูกนำไปใช้ในการเดินทางแล้ว ดังนั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นตัวการใช้ตั๋วเครื่องบินปลอม 
การที่จำเลยปลอมตั๋วเครื่องบิน จำเลยมีเจตนาที่จะให้ผู้มีชื่อในตั๋วได้เดินทางโดยสายการบินที่ปรากฏในตั๋วหรือสายการบินอื่น โดยจำเลยหรือผู้ที่มีชื่อในตั๋วไม่ต้องจ่ายเงินแก่สายการบินนั้น เป็นเจตนาทุจริตหลอกลวงว่าตั๋วนั้นชำระราคาแล้ว อันเป็นความเท็จ ซึ่งความจริงมิได้ชำระ ทำให้สายการบินเสียหายจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงด้วย


                                                                                                            Credit  : ทบทวนหลักกฎหมายกับอาจารย์ประยุทธ

      ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

      ขอแนะนำ !!

รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภา 1/66 (New) และ 2/65

++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) 1/66 New !!

   พร้อมไฟล์เอกสาร 

  - เอกสารสรุปคำบรรยายเนติ 1/66 New !!

  -  เอกสารประกอบคำบรรยาย1/66 New !!

  -  บทบรรณาธิการ 1/64-1/66 New !!

  -  ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งแลอาญา (สมัยที่ 56-65) 

  -  ทบทวนสรุปประเด็นน่าสนใจ 1/66  New !!

  -  รวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66 New !!

  -  เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ู้ช่ยฯ/อัยการ)  

  -  ไฟล์เสียงตัวบทกฎหมายมาตราสำคั

++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) (2/65)

  พร้อมไฟล์เอกสาร 

 -  เอกสารสรุปคำบรรยายเนติ 2/65 

 -  เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 

 -  บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 

 -  ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาควาอาญา (สมัยที่ 56-65) 

  - เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้งที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ู้ช่ยฯ/อัยการ)  

  - ไฟล์เสียงตัวบทกฎหมายมาตราสำคัญ

  ค่ารวบรวม ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 

  หมายเหตุ  สั่งซื้อทั้ง  ค่ารวมรวมราคาพิเศษ 650.- บา  (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาลแบบฟอร์

อกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีะภาษี) 

 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ต่อ มือถือ 085-801-0725,E-mail : siripit...@gmail.com


                      ไม่เก่ง..แต่พยายาม  เจ๋ง ! กว่า  เก่ง....แต่ขี้เกียจ

                                               ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็ันทุกคะคับ... 

-- 
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages