การทำความเข้าใจและเรียนรู้
ป.อ. ว่าด้วยตัวการและ ป.วิ.อ. ว่าด้วยคำรับสารภาพตามมาตรา 176 และการอุทธรณ์ ตามมาตรา 245 วรรคสอง โดยศึกษาจากคำพิพากษาศาลฎีกา (ขอให้ผู้ศึกษาเตรียมตัวบท ป.อ. และ
ป.วิ.อ. ไว้และขอให้เปิดดูตัวบททุกครั้งเมื่อมีการอ้างถึงมาตราใดเพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการเรียนและทำความเข้าใจอย่างเป็นระบบ
)
กรณีศึกษาจากฎีกาที่ 74/2555
ข้อเท็จจริง
1. อัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม
ป.อ. มาตรา 288, 289, 340, 340 ตรี, 83, 33 ริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนนาฬิกาข้อมือหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,000
บาทแก่ผู้เสียหาย
1.1 คำขอท้ายฟ้องของอัยการที่ให้คืนทรัพย์หรือใช้ราคานั้นเป็นไปตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 43 ซึ่งมาตรานี้มีจุดอ่อนในประเด็นว่า อัยการโจทก์ไม่สามารถเรียกดอกเบี้ยให้ผู้เสียหายได้
ทางแก้ไข หากผู้เสียหายประสงค์จะได้รับดอกเบี้ย
ก็สามารถดำเนินการขอส่วนดอกเบี้ยตามมาตรา 44/1 (เฉพาะดอกเบี้ย)
ผู้เสียหายจะเรียกทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์อีกไม่ได้ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1
วรรคท้าย
2. จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ
จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อัยการโจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่
2.1 การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในความผิดตามที่ฟ้องคือ ป.อ. มาตรา 288, 289, 340, 340 ตรี เมื่อโทษที่จำเลยที่ 1 จะได้รับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์คือ
ประหารชีวิต การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 มีผลตาม ป.วิ.อ.
มาตรา 176 วรรคแรก
ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำผิดจริง ดังนั้น
แม้จำเลยรับสารภาพโจทก์ก็ต้องนำพยานเข้าสืบ
แต่การสืบพยานของโจทก์นั้นสืบให้ศาลพอใจว่าจำเลยกระทำผิดจริงเท่านั้น
ต่างกับคดีที่จำเลยปฏิเสธโจทก์ต้องนำสืบโดยปราศจากความสงสัย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227
2.2 ในการนำสืบพยานของโจทก์ในคดีที่จำเลยรับสารภาพนั้น
หากโจทก์นำพยานเข้าสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้วถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด
ศาลก็อาจพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 นอกจากนี้คำรับสารภาพของจำเลยมีผลตาม
ป.อ. มาตรา 78 ถือว่าคำรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษได้
2.3 ในการปฏิเสธของจำเลยที่ 2 การที่ศาลสั่งโจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่
เป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคสอง
ผลในส่วนคดีที่แยกฟ้องใหม่ อัยการโจทก์ต้องฟ้องในข้อหาเดิมจะฟ้องข้อหาอื่นไม่ได้
(ฎีกา 831/2502)
3. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1
มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289(6)(7), 340 ทวิ,
83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
ให้ใช้กฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ.
มาตรา 90 แต่ทั้งสองบทมีโทษเท่ากันจึงให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา
289(6)(7) ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ
ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2)
คงจำคุมตลอดชีวิต ริบของกลางและให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันคืนทรัพย์แก่ผู้เสียหาย
3.1 ปรากฏว่าอัยการโจทก์และจำเลยที่ 1
ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น มีผลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245
วรรคสอง คือศาลชั้นต้นที่พิจารณาคดีนี้ต้องส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์
3.2 ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ของศาลจะรายงานเสนอผู้พิพากษาหลังจากได้อ่านคำพิพากษาแล้วครบ
1 เดือน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 เพื่อให้ผู้พิพากษาทราบว่าไม่มีผู้ใดอุทธรณ์และเมื่อได้รับรายงานแล้วผู้พิพากษาจะสั่งในรายงานเจ้าหน้าที่ในทำนองว่า
“ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง” หรือ
ในบางกรณีผู้พิพากษาซึ่งตัดสินคดีอาจสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาในวันอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังในทำนองว่า
“ ครบกำหนดอุทธรณ์หากไม่มีผู้ในอุทธรณ์โดยที่คดีนี้ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง” ก็ได้
4. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ.
มาตรา 289(6)(7), 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 289(6)(7)
ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำเลยที่ 1 อายุกว่า 17 ปี
แต่ยังไม่เกิน 20 ปี
เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 76
ประกอบมาตรา 52(2) จำคุก 50 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 25 ปี ...
คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
4.1 จะเห็นได้ว่า
ศาลอุทธรณ์ได้ลดโทษให้จำเลยที่ 1 สองครั้ง คือ ครั้งแรก ใช้
ป.อ. มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52(2) ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์สามารถกระทำได้และลดตาม
ป.อ. มาตรา 78 1เหตุเพราะรับสารภาพ
จะเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นไม่ได้นำ ป.อ. มาตรา 76 ในเรื่องอายุมาเป็นเหตุลดโทษแต่อย่างใดซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องเพราะเป็นดุลพินิจของศาล
4.2 ผลการตัดสินของศาลอุทธรณ์เช่นนี้
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง
มีผลทำให้คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด
เนื่องจากเหตุผลว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น
อัยการโจทก์จึงฎีกาต่อมาได้ การฎีกาของอัยการโจทก์นั้น
จะติดขัดเฉพาะจะต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 249
5. ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า
5.1 แม้จำเลยที่ 2 จะร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 1 และนายสมชายมาก่อนเกิดเหตุเพื่อที่จะมากระทำความผิดก็ตาม
แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 และนายสมชายกระทำความผิดเอาทรัพย์ของผู้ตายไป
จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์แยกทางออกไปก่อนไม่ได้รออยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุที่จะมีเวลาเพียงพอที่จะช่วยเหลือจำเลยที่
1 และนายสมชายในขณะกระทำความผิดได้
จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1
และนายสมชายได้ จำเลยที่ 2 คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่
1 และนายสมชายเท่านั้น
หาใช่ร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดชิงทรัพย์ด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปอันจะเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ด้วยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังในส่วนนี้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายจึงชอบแล้ว
ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
(1) ประเด็นในจุดนี้ ได้ความว่า
ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 นายสมชาย และจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันชิงทรัพย์ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป
จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานปล้นทรัพย์ แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยที่
2 มิได้เป็นตัวการในความผิดฐานชิงทรัพย์ ดังนั้น
จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกับนายสมชายในข้อหาร่วมกันชิงทรัพย์
แต่อัยการโจทก์เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานปล้นทรัพย์จึงได้ฎีกามาเป็นคดีนี้ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไปตามข้อ
5.1 ข้างต้นแล้ว
5.2 ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในประเด็นต่อมาว่า
การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 สถานหนักและไม่ควรลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยที่
1 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจลดมาตราส่วนโทษและกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยที่
1 มานั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว
(1) การฎีกาของอัยการโจทก์ประเด็นนี้เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ก็ไม่ต้องห้ามเช่นเดียวกัน
5.3 ศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
หมายเหตุ
การเป็นตัวการตาม ป.อ. มาตรา 83
บัญญัติว่า “ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่
2 คนขึ้นไป
ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ...”
หลักเกณฑ์การเป็นตัวการตาม ป.อ. นั้น
ประกอบไปด้วย
1. ต้องเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนา
2. เป็นการกระทำระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2
คนขึ้นไป
3. โดยมีการกระทำร่วมกันในขณะกระทำความผิด
4. โดยมีเจตนาร่วมกันในขณะกระทำความผิด
สำหรับการศึกษาวันนี้
จะพิจารณาศึกษาการเป็นตัวการตาม (3) คือ ศึกษากรณี “โดยมีการกระทำร่วมกันในขณะกระทำความผิด” ในทางปฏิบัติศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักถึงการกระทำร่วมกันไว้หลายกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ก็เป็นตัวการแล้ว
1. กระทำร่วมกันเพราะ “มีการร่วมกระทำส่วนหนึ่งของการกระทำทั้งหมดที่รวมกันเป็นความผิดขึ้น”
ให้พิจารณาศึกษาฎีกาดังต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 463/2529
ป.อ. มาตรา 83, 339
จำเลยกับ ว.
ไปยังที่เกิดเหตุด้วยกันและคุยกันอยู่เป็นเวลาถึง 10 นาที
จึงแยกกันไปรออยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ พอ ว. กระชากเอาสร้อยคอของผู้เสียหายวิ่งหนี
ป. ไปได้เพียง 7.8 เมตร
จำเลยก็เข้าขัดขวางโดยกำหมัดยกแขนจะทำร้าย ป.
ทันทีการกระทำของจำเลยดังกล่าวแสดงว่าจำเลยกับ
ว.ตกลงกันมาก่อนแล้วว่าเมื่อเกิดเหตุจำเลยมีหน้าที่กระทำอย่างไร
เป็นการแบ่งแยกหน้าที่กันกระทำและเป็นการร่วมกับ ว. ทำการชิงทรัพย์ผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 227/2529
ป.อ. มาตรา 83, 276
แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเพราะจำเลยที่2ได้ใช้มีดขู่จะทำร้ายและได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแต่เพียงผู้เดียวส่วนจำเลยที่1ได้ใช้ปืนขู่บังคับผู้เสียหายด้วยดังนี้จำเลยทั้งสองก็ยังคงมีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา276วรรคสอง.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1202/2529
ป.อ. มาตรา 276
การร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงนั้นต้องมีการร่วมกันผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราตั้งแต่สองคนขึ้นไปจำเลยที่1ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเพียงคนเดียวจำเลยที่2ยังไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราด้วยเพียงแต่กอดจูบและกดผู้เสียหายให้จำเลยที่1ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเท่านั้นลักษณะการกระทำดังกล่าวเป็นเพียงตัวการร่วมกระทำผิดข่มขืนกระทำชำเราด้วยกันกรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นการโทรมหญิง.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1558/2543
ป.อ. มาตรา 83, 276 วรรคสอง
แม้จำเลยจะมิได้เป็นผู้ลงมือข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย
แต่พฤติการณ์ที่จำเลยช่วยกันฉุดผู้เสียหายและช่วยกดคอและตบตีผู้เสียหายเพื่อให้พวกของจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในลักษณะโทรมหญิงนั้นถือได้ว่าจำเลยได้เป็นตัวการร่วมกระทำผิดด้วยกันกับพวกของจำเลยแล้ว
จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง
ประกอบด้วยมาตรา 83
2. กระทำร่วมกัน “โดยการแบ่งหน้าที่กันทำ” ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1315/2513
ป.อ. มาตรา 83, 336
จำเลยที่ 1 กระชากสร้อยคอผู้เสียหายได้แล้ววิ่งหนีไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่
2 จอดติดเครื่องคอยอยู่ห่างที่เกิดเหตุ 10 วาเศษแล้วจำเลยที่ 2 ขับรถนั้นพาจำเลยที่ 1 หนีไปในทันใด พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่
1 ในการกระทำผิดฐานวิ่งราวทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันทำ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 321/2521
ป.อ. มาตรา 83
จำเลยที่ 1, ที่ 3
เข้าปล้นทรัพย์ในร้านขายของจำเลยที่ 2 เดินวนเวียนอยู่บริเวณหน้าร้าน
ทำหน้าที่คอยดูต้นทางเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำให้การปล้นสำเร็จ จำเลยที่ 2 เป็นตัวการปล้นทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3249/2528
พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521
มาตรา 25 ตรี
ป.อ. มาตรา 83, 335
การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านสถานที่จำหน่าย น้ำมันเชื้อเพลิงยอมให้รถยนต์บรรทุกขนส่งน้ำมัน
เข้าไปสูบถ่ายปลอมปนน้ำมันโดยใช้สถานที่และเครื่องมือเครื่องใช้ของตน
พฤติการณ์ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมเป็นตัวการลักน้ำมัน
และปลอมปนน้ำมันด้วย
3. กระทำร่วมกัน “โดยการอยู่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุในลักษณะพร้อมที่จะช่วยเหลือได้ทันที”
ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 456/2530
ป.วิ.อ. มาตรา 186, 227
ป.อ. มาตรา 83, 340
การที่จำเลยที่ 1 ขึ้นไปบนบ้านของผู้เสียหายพร้อมกับคนร้ายโดยยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ที่ชาน
บ้านในลักษณะคุมเชิงส่วนคนร้ายเข้าไปคว้าปืนลูกซองยาวของผู้เสียหายที่แขวนไว้ข้างฝาและเกิดแย่งปืนกันกับภริยาของผู้เสียหายคนร้ายจึงได้ใช้เท้าแตะและชักมีดออกมาขู่
หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และคนร้ายวิ่งหลบหนีไปพร้อมกัน
พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับคนร้ายทำการปล้นทรัพย์
คำให้การชั้นสอบสวนของประจักษ์พยานแตก
ต่างจากคำเบิกความชั้นศาลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2
ร่วมกับคนร้ายปล้นทรัพย์หรือไม่
เมื่อปรากฏว่าคำให้การชั้นสอบสวนเจือสมกับพยานโจทก์ปากอื่นที่ว่า ขณะเกิดเหตุ
จำเลยที่ 2 อยู่นอกบ้านและวิ่งตามหลังภริยาของผู้เสียหายออกมาหลังจากคนร้ายวิ่งหลบหนีไปแล้ว
ดังนั้น จะฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมปล้นทรัพย์ด้วยไม่ได้
แม้โจทก์จะมีคำขอให้ศาลสั่งริบมีดของกลาง
แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่ได้ของกลางจากจำเลย จึงไม่มีของกลางที่จะริบต้องยกคำขอ.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4197/2540
ป.อ. มาตรา 78, 83, 336
ในขณะที่ ช.
ขับรถตามผู้เสียหายจนทันและแซงขึ้นประกบคู่ด้านซ้ายมือรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายนั้น
จำเลยก็ได้ขับรถจักรยานยนต์ของตนตามไปติด ๆ
และแซงขึ้นประกบคู่รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทางด้านขวา จากนั้น ช.
ก็ตะปบผู้เสียหายที่บริเวณคอซึ่งสวมสร้อยคอทองคำพร้อมพระ จึงเห็นได้ชัดว่า
จำเลยได้ร่วมมือกับ ช. ในการประกบคู่รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมิให้หักหลบหนี
เป็นการประสานงานตามแผน ข้อแก้ตัวของจำเลยที่ว่าไม่ทราบว่า ช.
จะลงมือกระทำความผิดนั้นจึงฟังไม่ขึ้นแต่การที่จำเลยช่วยยกรถจักรยานยนต์ที่ทับขาผู้เสียหายออกนับได้ว่าเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายอันเกิดจากการกระทำของจำเลย
เป็นเหตุบรรเทาโทษเห็นสมควรลดโทษให้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1186/2542
ป.วิ.อ. มาตรา 227
ป.อ. มาตรา 83, 288
ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันพยานโจทก์และโจทก์ร่วม
ทั้งสามมีโอกาสได้เห็นหน้าจำเลยในลักษณะเต็มใบหน้าในท่าตรง ในระยะใกล้เป็นเวลานานพอสมควร
เมื่อเจ้าพนักงาน ตำรวจจับกุมจำเลยได้ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสาม
ก็สามารถชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้องโดยระบุว่าจำเลยไม่ใช่ คนร้ายที่ใช้มีดแทงผู้ตาย
แต่เป็นคนนั่งซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์ไปกับคนร้ายที่ใช้มีดแทงผู้ตาย พยานโจทก์
และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน ประกอบ
กับพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามไม่มีสาเหตุโกรธเคือง
กับจำเลยจึงไม่มีเหตุที่พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามจะ
แกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษคำเบิกความ
ของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามจึงมีน้ำหนักฟังได้ จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปกับคนร้ายอีก
2 คนและหลังจากคนร้ายที่นั่งซ้อนท้าย
รถจักรยานยนต์เป็นคนที่สองใช้มีดแทงผู้ตายแล้ว จำเลยนั่งซ้อนท้าย
รถจักรยานยนต์หลบหนีไปกับคนร้าย 2 คนนั้นด้วย
แสดงให้เห็นว่าจำเลยร่วมรู้เห็นกับคนร้ายในการไปฆ่าผู้ตาย เพราะตามปกติ
วิสัยคนร้ายที่จะไปกระทำความผิดจะไม่นำบุคคล
ที่ไม่ได้เป็นพวกเดียวกันไปด้วยเพื่อให้รู้เห็นการกระทำ ความผิดของตน
และการที่คนร้ายใช้มีดแทงผู้ตายก็อยู่ ในความรู้เห็นของจำเลย
แต่จำเลยก็ยังนั่งซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์คนร้ายหลบหนีไปด้วยกัน
ถือได้ว่าจำเลยได้ร่วม คบคิดกับคนร้ายอีก 2 คน
ไปฆ่าผู้ตายมาตั้งแต่ต้น จำเลยจึงมี ความผิดฐานร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
4. การกระทำร่วมกัน “โดยการอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุและก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด” ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1306/2513
ป.อ. มาตรา 80, 83, 288
จำเลยเมาสุรา
ถือมีดดายหญ้ามาท้าทายจะทำร้ายผู้เสียหายซึ่งยืนอยู่ห่าง 1 วา
คนละฟากรั้วสวน ต่อมา ย. ถือปืนสั้นมายืนอยู่ข้างจำเลย
และบอกให้ผู้เสียหายกลับไปนอน พอผู้เสียหายหันตัวจะกลับบ้าน จำเลยพูดว่ายิงมันเลย
แล้ว ย. ก็ใช้ปืนยิงผู้เสียหาย 4 นัด
ผู้เสียหายถูกกระสุนปืนล้มลง แล้วจำเลยยังพูดต่อไปอีกว่า ตายแล้วยัง มาสู้กันอีก
พฤติการณ์ของจำเลยเช่นนี้ถือได้ว่า จำเลยได้ร่วมในการยิงผู้เสียหายกับ ย. ด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 975/2508
ป.อ. มาตรา 83, 276, 284, 288,
289
จำเลยกับพวกร่วมกันฉุดคร่าผู้เสียหายเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่จะทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเรา
ขณะที่การกระทำผิดฐานฉุดคร่ายังไม่สำเร็จ
บิดาของผู้เสียหายวิ่งติดตามไปเพื่อขัดขวาง
จำเลยสั่งให้พวกของจำเลยให้ช้อาวุธปืนยิงบิดาผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ดังนี้
จำเลยผิดฐานร่วมเป็นตัวการฆ่าเพื่อให้เป็นความสะดวกในการที่จำเลยกับพวกจะทำการฉุดคร่าผู้เสียหายและเพื่อจำเลยจะได้ตัวผู้เสียหายไว้เพื่อทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นผลประโยชน์อันเกิดแต่การกระทำผิดตามมาตรา
289(6) และ(7).
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2528
ป.อ. มาตรา 59, 80, 83, 288
จำเลยทั้งสี่พากันเข้าไปพบผู้เสียหายซึ่งนั่งอยู่ใต้ถุนเรือนโดยมี
พวกอีก 5 คน
รออยู่นอกบ้านและติดเครื่องรถจักรยานยนต์พร้อมที่จะออกแล่นได้ทันที เมื่อจำเลยที่ 1
ถามผู้เสียหายว่าเป็นคนบ้านโคกสำโรง ใช่หรือไม่
พอผู้เสียหายตอบว่าใช่ จำเลยที่ 2 ก็บอกให้จำเลยที่ 1
ยิง จำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหาย 6 นัดแต่กระสุนไม่ถูก ผู้เสียหายลุกขึ้น
วิ่งขึ้นบ้านและเอาปืนมายิงถูกจำเลยที่ 3 ที่ 4 ได้รับบาดเจ็บ ตลอดเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 2 ที่ 3
และที่ 4 ได้ อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 จนถึงขณะที่พวกของจำเลยบอกให้ถอยเนื่องจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถูกกระสุนปืนที่ผู้เสียหายยิงต่อสู้มา
จำเลยทั้งสี่จึงได้พากันล่าถอยออกไปจากบ้านผู้เสียหาย
และขึ้นรถจักรยานยนต์ที่พวกของจำเลยติดเครื่องจอดรออยู่ดังกล่าวแล้วพากันหลบหนีไปจากพฤติการณ์
ของจำเลยเช่นนี้ ย่อมเล็งเห็นได้แล้วว่าจำเลยทั้งสี่ต่างมีเจตนาร่วมกัน
ที่ต้องการฆ่าผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้เป็น ตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามฆ่าผู้เสียหายแล้ว
หมายเหตุ
มีกรณีที่ต้องศึกษาว่าการแบ่งหน้าที่กันทำในบางฐานความผิดของประมวลกฎหมายอาญา
ไม่ต้องอยู่ในที่เกิดเหตุ ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาดังต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 176/2537
ป.อ. มาตรา 83, 264, 268
ที่โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ แต่จำเลยที่ 1 กลับกรอกข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่
1 อันเป็นการกระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์
และจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์
จึงเป็นการปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่
1 ได้กรอกข้อความโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ถือได้ว่าจำเลยที่
2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1ในการปลอมหนังสือมอบอำนาจด้วย
แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ไปด้วยในวันที่นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปจดทะเบียนโอนที่ดิน
แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้นทั้งเป็นสามีภรรยากันมีส่วนได้เสียในที่ดินที่รับโอน จึงถือได้ว่าจำเลยที่
2 เป็นตัวการร่วมในการใช้เอกสารปลอมด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 810/2544
ป.วิ.อ. มาตรา 226, 232
ป.อ. มาตรา 83, 341
จ่าสิบเอก ส.กับพวก
ได้หลอกลวงกองทัพบกผู้เสียหายที่ 1และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกผู้เสียหายที่
2 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง
โดยจัดทำใบสำคัญความเห็นแพทย์
ใบรับรองรายการยาและอวัยวะเทียมที่ไม่มีจำหน่ายในสถานพยาบาล ใบสั่งยา
และใบเสร็จรับเงินแสดงการจัดซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์
โดยอ้างว่าตนเองหรือภริยาหรือบิดามารดาป่วยหรือพิการ และได้ซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์อันเป็นความเท็จความจริงมิได้มีการซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด
แล้วบุคคลทั้งสี่ได้นำเอกสารไปยื่นขอเบิกเงินจากเจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายทั้งสอง
ทำให้เจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อ
จ่ายเงินให้แก่บุคคลทั้งสี่อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงการที่จำเลยกับพวกได้ร่วมกันให้คำแนะนำช่วยเหลือ
และจัดทำหลักฐานเพื่อเบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์อันเป็นเท็จให้แก่จ่าสิบเอก
ส.กับพวกโดยจำเลยกับพวกได้ประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินส่วนแบ่งจากค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์อันเป็นเท็จ
ซึ่งจ่าสิบเอก
ส.กับพวกได้รับจากผู้เสียหายทั้งสองจึงเป็นกรณีร่วมกระทำผิดฐานฉ้อโกง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 706/2539
ป.อ. มาตรา 83, 341
จำเลยที่2กับพวกคงมีแต่สำเนานส.3กที่ถ่ายมาจากที่ทางราชการเก็บรักษาไว้เท่านั้นโดยยังมิได้มีการรวบรวมซื้อที่ดินจากชาวบ้านเพื่อนำมาขายให้โจทก์ร่วมดังนั้นแม้ตามสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจะระบุข้อความในอนาคตว่าจำเลยกับพวกจะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ซื้อขายภายใน1ถึง3เดือนนับแต่โจทก์ร่วมชำระมัดจำครบแต่ตามข้อความในเอกสารดังกล่าวมีความว่าขณะทำสัญญาจำเลยกับพวกมีสิทธิในที่ดินที่จะนำมาขายให้โจทก์ร่วมเป็นการแสดงข้อความในปัจจุบันอยู่ด้วยเมื่อข้อความดังกล่าวเป็นเท็จโดยความจริงจำเลยกับพวกมิได้ตั้งใจจะขายสิทธิในที่ดินให้โจทก์ร่วมโจทก์ร่วมหลงเชื่อจำเลยกับพวกในการแสดงข้อความเท็จและจ่ายเงินมัดจำให้ไปการกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา341
จำเลยที่1รู้จักกับโจทก์ร่วมมาก่อนเป็นผู้ติดต่อพาโจทก์ร่วมไปดูที่ดินจนโจทก์ร่วมตกลงทำสัญญาวางมัดจำและทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทประกอบกับขณะจะทำสัญญาซื้อขายจำเลยที่1ไม่ยอมให้โจทก์ร่วมดูสัญญาซื้อขายที่ฝ่ายจำเลยทั้งสองอวดอ้างว่าได้ทำไว้กับชาวบ้านแล้วแสดงว่าจำเลยทั้งสองกับพวกมีเจตนาทุจริตหลอกลวงขายที่ดินให้โจทก์ร่วมโดยแบ่งหน้าที่กันทำจึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1508/2538
ป.อ. มาตรา 1 (9), 59 วรรคสอง, 265, 268, 341
ตั๋วเครื่องบินที่มีมูลค่าหรือราคาใช้ตามที่ปรากฏในตั๋วเป็นตั๋วที่ผู้มีชื่อในตั๋วมีสิทธิที่จะใช้โดยสารเครื่องบินของสายการบินที่ปรากฏในตั๋ว
ตั๋วเครื่องบินจึงเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อซึ่งสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1
(9) เป็นเอกสารสิทธิ
จำเลยปลอมตั๋วเครื่องบินจำนวน 30
ฉบับ ตั๋วเครื่องบินปลอมทั้ง 30 ฉบับนี้
ผู้มีชื่อในตั๋วได้นำไปใช้แล้ว
แสดงว่าจำเลยได้มอบตั๋วเครื่องบินทั้งหมดให้แก่ผู้มีชื่อในตั๋ว
หรือมอบให้แก่ผู้อื่นซึ่งจะนำไปมอบให้แก่ผู้มีชื่อในตั๋ว
การมอบตั๋วเครื่องบินปลอมให้แก่บุคคลดังกล่าว
จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้มีชื่อในตั๋วต้องนำตั๋วไปใช้ในการเดินทาง
และปรากฏว่าตั๋วเครื่องบินปลอมทั้งหมดได้ถูกนำไปใช้ในการเดินทางแล้ว ดังนั้น
จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นตัวการใช้ตั๋วเครื่องบินปลอม
การที่จำเลยปลอมตั๋วเครื่องบิน
จำเลยมีเจตนาที่จะให้ผู้มีชื่อในตั๋วได้เดินทางโดยสายการบินที่ปรากฏในตั๋วหรือสายการบินอื่น
โดยจำเลยหรือผู้ที่มีชื่อในตั๋วไม่ต้องจ่ายเงินแก่สายการบินนั้น
เป็นเจตนาทุจริตหลอกลวงว่าตั๋วนั้นชำระราคาแล้ว อันเป็นความเท็จ
ซึ่งความจริงมิได้ชำระ ทำให้สายการบินเสียหายจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงด้วย
Credit : ทบทวนหลักกฎหมายกับอาจารย์ประยุทธ
ขอแนะนำ !!
รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภาค 1/66 (New) และ 2/65
++ กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) 1/66 New !!
พร้อมไฟล์เอกสาร
- เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 New !!
- เอกสารประกอบคำบรรยาย1/66 New !!
- บทบรรณาธิการ 1/64-1/66 New !!
- ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-65)
- ทบทวนสรุปประเด็นน่าสนใจ 1/66 New !!
- รวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66 New !!
- เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่างๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ)
- ไฟล์เสียงตัวบทกฎหมายมาตราสำคัญ
++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) (2/65)
พร้อมไฟล์เอกสาร
- เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65
- เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65
- บทบรรณาธิการ 2/63-2/65
- ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-65)
- เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่างๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ)
- ไฟล์เสียงตัวบทกฎหมายมาตราสำคัญ
ค่ารวบรวม ภาคละ 350.-บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์)
หมายเหตุ : สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมราคาพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์ม
เอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ มือถือ 085-801-0725,E-mail : siripit...@gmail.com
ไม่เก่ง..แต่พยายาม เจ๋ง ! กว่า เก่ง....แต่ขี้เกียจ
ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ...