สรุปคำบรรยาย วิแพ่งภาค 4 ( บังคับคดี ) ครั้งที่1

1,929 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Dec 3, 2010, 4:19:46 AM12/3/10
to LAWSIAM

ใครเล่นบอร์ด thaijustice รบกวนโพสลงให้ด้วยนะครับ พอดีเปลี่ยนคอมใหม่เลยโพสไม่ได้วันไม่พอครับ ขอบคุณครับ

 หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ดร.อ.ทวี ประจวบลาภ ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 1 วันพุธ 1 ธันวาคม 2553

            อาจารย์ช่วยติวให้เนฯก็จนปี50 ก็ช่วยสอนภาคค่ำและก็ออกข้อสอบมาปีแรกก็ได้รับเลือกเลยปีสองก็ออกไมได้เพราะลูกสอบ ปีที่แล้วก็ไม่ได้รับเลือก ปีนี้ปีที่สี่ได้ออกสอบ ก็ช่วยออกข้อสอบผู้ช่วยฯในเรื่องบังคับคดี ล่าสุดออกสอบก็ทำกันไม่ได้ได้น้อยมาก แต่ก็ยังดีที่ทาง กต.ให้มีการสอบอีกครั้งหนึ่ง ครั้งหน้าอาจารย์ก็ออกไมได้เพราะลูกก็สอบผู้ช่วย ถ้าอาจารย์จะออกก็ออกตามที่สอนเนฯนี่แหละ บางคนคิดว่าบางมาตราไม่สำคัญคงไม่ออก แต่ถ้าเป็นผู้พิพากษาจะไปเลือกมาตราวินิจฉัยไม่ได้ ปัญหามันมีเข้ามา

            วันนี้จะว่าด้วยเรื่องการบังคับคดีตั้งแต่มาตรา 271 นั้น มีสองส่วน ส่วนว่าด้วยการคุ้มครองชั่วคราว 253 – 270 ข้อสอบออกข้อที่หก ส่วนมาตรา 271 เป็นต้นไป จะอยู่ข้อที่เจ็ด ก็เพิ่งมากำหนดได้เมื่อสี่ห้าปีนี่เอง เมื่อก่อนไม่ได้มีการกำหนด ไว้ ก็ส่วนใหญ่ ก็ออกบังคับคดีสองข้อเลย อาจารย์ที่ออกคุ้มครองชั่วคราวก็เรียกร้องว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้นจึงไม่เป็นการลักลั่น

            มาตรา ๒๗๑  ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา)มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา หรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

            บังคับคดีเริ่มแต่ 271 มาตรานี้เป็นมาตราที่สำคัญ ปีแรกอาจารย์สอนก็เอามาตรานี้ ปีรุ่งขึ้นที่อาจารย์ออกไมได้ อาจารย์ท่านที่ได้รับเลือกก็เอาไปออก ปีที่แล้ว อาจารย์บอกว่าสี่มาตราท้าย ไม่ออกนานแล้ว ก็ออกจริงๆ

             ในเรื่องการบังคับคดี 271 มาได้อย่างไร เนื่องจาก บุคคลเขามีนิติสัมพันธ์ตามมูลหนี้ นิติกรรมก็คือนิติกรรมสัญญา ละเมิดจัดการงานนอกสั่งลาภมิควรได้ เป็นเจ้าหนี้ในมูลละเมิดอะไรก็แล้วแต่ ต่อมาเจ้าหนี้ในมูลนั้นๆใช้สิทธิในการฟ้องร้องเพราะ ถูกโต้แย้งสิทธิ ต่อมาศาลตัดสินคดีเอามูลหนี้นั้นเป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษา  มูลหนี้อื่นหมดไป จะเหลือเพียงมูลหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น หลังตัดสินแล้วจบแล้วไม่พูดเรื่องที่มาแห่งหนี้แล้ว กลายเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ตามคำพิพากษา

            การที่มาตรา 271 นั้น ถ้าคู่ความเป็นบุคคล คู่ความหรือบุคคลเป็นฝ่ายชนะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ชอบที่จะออกตามคำบังคับหรือคำพิพากษานั้น ให้ฝ่ายที่ชนะคดีขอบังคับคดีให้เห็นชัดเจน คือ ถ้าเป็นคดีอาญาเจ้าหน้าที่ราชทัณท์ก็เอาตัวไป ถ้าเป็นโทษกักขัง องค์กรบังคับคดีส่วนใหญ่ก็คือกรมราชทัณฑ์ในขณะที่คดีแพ่งการจะบังคับคดีอย่างไรก็ตามคำพิพากษา

            การบังคับคดีแพ่งก็ไม่จำเป็นต้องมีทุกคดี ถ้ายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ อย่างนี้ก็ไม่มีการบังคับคดี และถ้ามันมีบางคดีจะต้องมีการบังคับคดีก็ต้องมีบุคคลที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเราจะรู้จากการดูคำพิพากษาที่กำหนดให้อื่นฝ่ายกระทำตามคำพิพากษาอันใดหรือไม่ ก็ถือว่าคดีนั้นต้องมีการบังคับคดีแล้ว พอมีการบังคับคดีเจ้าหนี้ต่างๆก็ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดไว้

            มีคำพิพากษาฏีกา 883/2508

       คดีเดิม โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยบุกรุก ขอให้ขับไล่และชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทำยอม ให้ที่พิพาทเป็นของโจทก์คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งแยกที่พิพาทนั้นให้โจทก์จึงเป็นคนละประเด็นกันไม่เป็นฟ้องซ้ำ

จำเลยกล่าวอ้างลอยๆ ว่าประนีประนอมยอมความแล้วจะฟ้องโดยตั้งข้อหาเป็นอย่างอื่นอีกไม่ได้ ชอบที่จะบังคับไปตามสัญญายอม โดยมิได้ยกกฎหมายสนับสนุนก็คงหมายถึงว่าเป็นฟ้องซ้ำนั่นเอง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้อนี้อีก

ในคดีที่จำเลยยอมให้ที่พิพาทเป็นของโจทก์ ที่พิพาทก็ตกเป็นของโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นโดยไม่จำต้องบังคับอะไรอีกฉะนั้น การที่โจทก์มิได้ขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี จึงหาทำให้สิทธิของโจทก์ที่ได้ที่พิพาทดังกล่าวแล้วต้องเสียไปแต่อย่างใดไม่

โจทก์ร้องขอให้ศาลบังคับจำเลยให้แบ่งแยกที่ดินตามยอมให้โจทก์ โดยที่คำขอท้ายฟ้องมิได้ขอให้แบ่งแยกไว้ด้วยเช่นนี้เป็นเรื่องเกินคำขอ

            คดีนี้ศาลฏีกาตัดสินตั้งแต่ปี 08 คดีเดิมโจทก์ฟ้องว่าบุกรุก จำเลยทำยอมให้ที่พิพาทเป็นของโจทก์ ปรากฎว่าคดีนี้โจทก์ก็มาฟ้องจำเลยใหม่ขอให้แบ่งที่พิพาทให้โจทก์ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

            ที่พิพาทก็ตกเป็นของโจทก์ตามสัญญายอม โดยไม่จำต้องบังคับอะไรอีก การที่โจทก์มิได้ขอให้บังคับคดีภายในสิบปี จึงหาทำให้สิทธิของโจทก์เสียหายแต่อย่างใดไม่

            คดีใหม่ที่โจทก์ฟ้องขอให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทศาลฏีกาก็บอกว่าปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าเมื่อทำยอมแล้วยอมรับกันที่พิพาทก็ตกเป็นของโจทก์ตามสัญญายอม ไม่ต้องมาบังคับอะไรอีก

            ก็คือมาทำสัญญายอมไม่ได้เขียนว่าให้ไปจดทะเบียนโอน ไม่ได้ทำสัญญายอมละเอียดกว่านั้น

            อีกฏีกาหนึ่งที่มีความใกล้เคียงกัน คือ 2393/2536

       ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อวันที่16 ธันวาคม 2531 ความว่า โจทก์ยอมให้ที่ดินที่เป็นเกาะมีบ้านจำเลยปลูกอยู่เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ในโฉนดเลขที่ 1924 เป็นของจำเลย และจะไปขอแบ่งแยกให้ ทั้งสองฝ่ายจะไปยื่นขอแบ่งแยกภายในเดือนมกราคม 2514 แต่จำเลยยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีเมื่อวันที่17 ตุลาคม 2533 เป็นเวลาเกินกว่าสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา จึงหมดสิทธิบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271แม้กรณีเป็นดังที่จำเลยอ้างว่าเป็นเรื่องการแบ่งทรัพย์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งโจทก์เป็นฝ่ายเพิกเฉยไม่ไปขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้วกลับมาฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีใหม่ และจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์แล้วก็ตาม ก็หามีบทกฎหมายใดบัญญัติให้มีการขอบังคับคดีเกินกว่าสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาได้ไม่

            เป็นฏีกาที่ใกล้เคียงกัน เพราะข้อสอบตอนออกนั้น ก็จะเอาข้อสอบฏีกาที่ใกล้เคียงข้อเท็จจริงแตกต่างกันก็เอามาให้ศาลพิจารณา 2393/2536 อันนี้ก็ทำยอมกัน ความว่าโจทก์ยอมให้ที่ดินเป็นเกาะ เป็นของจำเลย และจะไปขอแบ่งแยกให้ ทั้งสองฝ่ายจะไปยื่นขอแบ่งแยกในมกราคมปี 2514 และจะไปจดทะเบียนแบ่งแยกให้แต่จำเลยยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีเกินกว่าสิบปีนับแต่มีคำพิพากษา จึงหมดสิทธิบังคับดคี เป็นเรื่องการแบ่งทรัพย์ตามสัญญายอมความ การฟ้องขับไล่เป็นคดีใหม่ แล้วก็ตามก็หามีบทกฎหมายใด ให้ขอบังคับดคีได้ไม่ ปรากฎว่าฝ่ายโจทก์ยอมรับว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยพอเกินยี่สิบปี ฝ่ายจำเลยที่ได้ประโยชน์จากสัญญายอม ศาลชั้นต้นก็บอกว่าหมดสิทธิให้บังคับคดีให้ยกคำร้องเพราะฉะนั้นคำพิพากษาก็อยู่ที่ว่าพิพากษาแล้วจะบังคับได้หรือไม่ ก็เห็นได้ว่า 408 เพียงว่ายอมรับว่าเป็นสิทธิก็ผูกพันคู่ความอยู่แล้วและ 271 พูดถึงเรื่องคนมีสิทธิบังคับคดีคือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ถ้าไม่ใช่บุคคลตาม 270 ก็อาจเป็นโจทก์ก็ได้จำเลยก็ได้ เป็นได้แต่พิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์แพ้คดีให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย จำเลยมีสิทธิได้ค่าฤชาธรรมเนียมคืนมา จำเลยก็ถือว่าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือกรณีมีผู้ร้องสอด ก็ต้องผูกพันตามคำพิพากษานั้นเหมือนกันหรือกรณีร้องขัดทรัพย์ผู้ร้องขัดทรัพย์ถ้าชนะคดี แล้วมีการถอนคำพิพากษาให้ปล่อยยึดก็กำหนดให้จำเลย อีกด้วยกรณีอย่างนี้กือว่าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้            1381/2492

         โจทก์ฟ้องขอให้บังคับ ร.และด. จำเลยขายที่นาพิพาทให้โจทก์ ศาลพิพากษาว่า ร.จำเลยเป็นเจ้าของนา ส่วนด. จำเลยเป็นแต่เพียงตัวแทนไม่ต้องรับผิด จึงให้ ร. จำเลยขายนาให้แก่โจทก์ๆ ได้ครอบครองที่นานั้นอยู่แล้ว โจทก์มีหน้าที่ชำระราคาให้แก่ ร. ตามคำพิพากษา แต่โจทก์กลับไปชำระราคาให้แก่ ด. จำเลยอีกคนหนึ่ง ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องไปแล้ว ดังนี้ โจทก์ไม่พ้นความรับผิด. ร. จำเลยมีสิทธิขอให้ศาลยึดที่นาของโจทก์ขายชำระหนี้ได้

            เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ยังคับจำเลยทั้งสองขายที่นา ซึ่งมารดาจำเลยทำสัญญาขายแก่โจทก์ ศาลล่างทั้งสองก็ฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางกลับ ก่อนตายได้ทำพนัยกรรมมอบให้จำเลย จึงพิพากษาให้จำเลยขายที่พิพาทให้โจทก์ ส่วนตัวแทนไม่ต้องรับผิดให้ยกฟ้อง ปรากฎว่าโจทก์ไม่นำเงินมาชำระศาลยึดนาของโจทก์ก็ร้องคัดค้าว่าไม่มีสิทธิเพราะชำระเงินไปแล้ว

            ศาลฏีกาพิพากษาว่าที่ให้ขายให้โจทก์ โจทก์ก็ครองที่ดินแล้ว ต้องชำระเงินตามคำพิพากษา โจทก์กับไปชำระให้กับคนที่ไม่ใช่เจ้าหนี้ จะว่าเป็นตัวแทนก็ไม่ได้เพราะ นางกลับตายไปแล้ว ไม่ได้เป็นคู่ความไม่มีฐานะในคดี เป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อจำเลยมีหน้าที่โอนที่ดินให้แก่โจทก์และโจทก์ก็ได้ครอบครองที่ดินแล้ว พอครอบครองแล้วพอถึงตอนชำระหนี้ตอบแทน ก็ไปชำระให้ผิดคน เป็นการชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่เจ้าหนี้ โจทก์ก็กลับต้องถูกยึดทรัพย์ มาชำระราคาได้

            748/2509

         คดีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิไถ่ถอนการขายฝากได้นั้นศาลบังคับให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 15 วัน ย่อมเป็นการบังคับทั้งโจทก์และจำเลย แต่เมื่อพ้นระยะเวลา 15 วันตามคำบังคับจะถือว่าเป็นอันหมดสิทธิไถ่ถอนยังไม่ได้เพราะคำพิพากษามิได้กล่าวไว้เช่นนั้นเมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอให้ดำเนินการบังคับคดีให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271

เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาแล้วย่อมเกิดเป็นหนี้ตามคำพิพากษาขึ้นโจทก์จำเลยจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษานั้น โดยโจทก์จำเลยต่างก็กลายสภาพเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา อันจะบังคับกันได้ภายในกำหนด 10 ปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 หาใช่เป็นการขยายระยะเวลาไถ่ถอนไม่

            คดีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์ขับไล่ ศาลบังคับให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาภายในสิบห้าวัน ศาลพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิไถ่การขายฝาก เมื่อพ้นสิบห้าวันตามคำบังคับ ก็ไม่ดำเนินการ มีปัญหา ศาลฏีกาก็ว่าจะหมดสิทธิไถ่ไม่ได้ เมื่อไม่ได้ปฏิบัติตามคำบังคับ คือทางฝ่ายจำเลยก็อ้างว่าต้องดำเนินการไถ่ภายในสิบห้าวัน ความจริงไม่ใช่ แต่พอไม่ชำระไม่รับไถ่ ฝ่ายที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ขอให้บังคับคดีได้ ศาลฏีกาก็บอกว่าสิบห้าวันนี้ไม่ได้เป็นการตัดสิทธิ โจทก์จำเลยต้องปฏิบัติตามคำพิพากษานั้น อันจะบังคับกันได้ภายในสิบปี หาได้เป็นการขยายระยะเวลาการไถ่ถอนไม่

            กรณีอย่างนี้พอศาลตัดสินแล้ว ฝ่ายผู้ขายฝากก็ฟังว่าเป็นการขยายระยะเวลา เพราะเป็นการฟ้องร้องบังคับคดีคนละเรื่องกัน ก็มีปัญหาอีกประเด็นว่าคำพิพากษาในคดีแพ่งผูกผันบุคคลภายนอก คือเวลามีคำพิพากษาก็เฉพาะที่เกี่ยวกับคู่ความ บางครั้งบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องกับคำพิพากษาก็มีเช่น เป็นสัญญาเพื่อบุคคลภายนอก

269/2508

ผู้ที่มีอำนาจร้องขอให้บังคับคดีได้ คือ คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจเป็นโจทก์หรือจำเลยหรืออาจเป็นบุคคลภายนอกซึ่งร้องสอดเข้ามาในคดีก็ได้ฉะนั้น ผู้ที่เป็นแต่เพียงผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้นจึงหาใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะมีสิทธิบังคับคดีไม่

909/2511

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งมรดกกันและตกลงให้แบ่งมรดกส่วนหนึ่งแก่บุคคลภายนอกโจทก์ไม่ต้องการทรัพย์อีก และไม่ขอเกี่ยวข้อง ซึ่งศาลพิพากษาให้เป็นไปตามยอมนั้นเมื่อโจทก์ได้รับแบ่งมรดกของโจทก์ถูกต้องตามคำพิพากษาแล้ว การบังคับคดีเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ก็เป็นอันเสร็จสิ้นโจทก์ย่อมไม่มีส่วนได้เสียที่จะขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป

3053/2527

       การที่โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันยอมยกทรัพย์สินให้แก่บุคคลภายนอกคดี ข้อตกลงดังกล่าวหาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่ประการใดไม่

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อตามสัญญาประนีประนอมยอมความปรากฏข้อความชัดว่า จำเลยยอมแบ่งที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 40888ให้กับ ส.ธ.พ. และโจทก์โดยระบุเนื้อที่ดินที่จะแบ่งให้แต่ละคนไว้ ส่วนที่เหลือเป็นของจำเลย และจำเลยยอมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 42487 ให้กับ ส. ทั้งหมด หากจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ให้บังคับคดีได้ทันที จำเลยยินยอมจะยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อแบ่งแยกที่ดินในส่วนที่จะแบ่งให้กับโจทก์และบุคคลดังกล่าว เมื่อได้รับหนังสือบอกกล่าวจากทนายความโจทก์เท่านั้น คดีได้ความว่า ส.ธ. และ พ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้น โจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาประนีประนอมยอมความหาอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่ ดังนี้โจทก์มีส่วนได้เสียตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตรงได้ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งได้พิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว หาได้บังคับเอาแก่บุคคลภายนอกแต่อย่างใดไม่ การบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลอยู่ในวิสัยที่จำเลยปฏิบัติได้ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม

            แต่สามฏีกาพวกนี้ออกข้อสอบไปแล้วนะครับ เพียงแต่บอกเป็นหลักเบื้องต้นว่า ในคดีเหล่านั้นโจทก์ฟ้องจำเลยก็มาทำสัญญายอมกัน ทางจำเลยจะยอมทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้บุคคลภายนอก แล้วไม่ทำตามสัญญา ปัญหาว่าฝ่ายโจทก์ที่เป็นฝ่ายฟ้องคดีจะขอบังคับคดีให้จำเลยโอนที่ดินให้คนภายนอกได้หรือไม่ ตอบว่าไม่ได้ โจทก์ไม่ใช่เจ้าหนี้ ไม่ได้ประโยชน์จากคำพิพากษาเลย บุคคลภายนอกก็ขอไม่ได้เพราะไม่ใช่บุคคภายในคดี

            แต่เป็น 3053/2527 ก็คือทำยอมแล้ว คนที่ได้ประโยชน์คือทั้งโจทก์และบุคคลภายนอก ได้ประโยชน์แต่ได้คนละส่วน เพราะฉะนั้นโจทก์ก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามคำพิพากษา นี่คือเงื่อนแง่ที่แตกต่างกัน อีกฎีกาหนึ่งคือ สัญญายอมความเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก ตอนสอบก็ตกกันระเนระนาด เพราะสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก เลยเป็นประเด็นแปลกๆ ต้องเป็นข้อสังเกตทีเดียว

            อีกฎีกา 2053/2517  - ค้นไม่พบ ผู้ร้องเป็นผู้รับซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดพอขายแล้วซื้อได้ ปรากฎว่าบุคคลภายนอกไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีอำนาจในการขนย้ายเครื่องจักรออก คือผู้ซื้อทรัพย์จะใช้สิทธิบังคับคดี รือ้ถอนออกไมได้

            แต่ปัจจุบันมีกฎหมาย มาตรา 309 ตรีแก้ไขใหม่ เป็นมาตราใหม่ๆ ตัวอย่างที่ยังไม่ค่อยออกเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาให้ผู้ซื้อหรืออาจเป็นโจทก์ก็ได้ ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ยอมออก ผู้ซื้อชอบจะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่อสังฯตั้งอยู่ในเขตศาลให้ออกคำบังคับ ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลกำหนดแต่ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งคำบังคับ โดยผู้ซื้อ เป็นผู้จัดส่ง

            กฎหมายแก้ไขเพื่อเอื้อให้กับผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด เพราะสมัยก่อนนั้นลำบากซื้อมาก็ต้องไปฟ้องต่อ คือกฏหมายฟังว่าขอออกคำบังคับได้เลย ให้ฝ่ายลูกหนี้หรือคนที่อยู่ในฐานะบริวารออกไปได้

            กำหนด 271 สิบปี แน่นอน กฎหมายก็ไม่ได้บอกว่าสิบปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ก็ไม่ได้บอกว่าถึงที่สุดหรือไม่ เพราะมีปัญหาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หนึ่งล้าน ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้แปดแสน พอฏีกา ให้จ่าย หกแสนก็ให้ชดใช้แตกต่างกัน

            กรณีอย่างนี้มีแนวฏีกาว่าสิบปีนั้น ให้นับแต่คดีนั้นถึงที่สุดเป็นหลัก แต่ก็คดีถึงที่สุดก็เป็นไปตามมาตรา 147 วิแพ่ง กำหนดไว้ว่าคดีถึงที่สุดอย่างไร ก็คือ ถ้าคดีนั้นต้องห้ามอุทธรณ์ก็ถึงที่สุด ถ้าคดีนั้นต้องห้ามฏีกาก็ถึงที่สุดเมื่อเลยระยะเวลาอุทธรณ์ทำนองนั้นตามมาตรา 147

            1699/2549

         กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หมายถึง วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2533 ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2534 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2537 จำเลยมีสิทธิยื่นฎีกาได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยมิได้ยื่นฎีกา คดีจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 4 สิงหาคม 2537 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง กำหนดระยะเวลาบังคับคดีต้องนับตั้งแต่วันดังกล่าว ผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยในชั้นขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ยื่นคำแถลงขอคืนหลักประกันเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 ยังไม่พ้น 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ศาลจึงไม่อาจคืนหลักประกันให้ได้

            กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามมาตรา 271 หมายถึงมีคำพิพากษา อันถึงที่สุด

            เป็นประโยคตอนท้ายที่ยังไม่พ้นระยะเวลาบังคับคดีผู้ค้ำประกันเรียกคืนได้อย่างไร ปรากฎว่าเมื่อขอทุเลาคำบังคับฝ่ายจำเลยก็ให้บุคคลภายนอก เมื่อคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด ผู้ค้ำฯขอยื่นคืนหลักประกันเมื่อไม่พ้นสิบปี ศาลจึงไม่อาจคืนหลักประกันให้ได้

            นี่คือกรณีสิบปีที่ว่า การบังคับคดีมีฏีกาที่วางหลักเกี่ยวกับการบังคับคดีไว้ 1382/2531 เป็นฏีกาหลัก ออกสอบไปแล้ว แต่ว่า หลักพวกนี้เราก็ต้องจำไว้ เพราะเวลาไปทำงานหรือตอนสอบคัดเลือกต่างๆก็เอาหลักพวกนี้มาออกสอบได้ เพราะกระบวนการคัดคนก็ต้องว่าตามแนวปฏิบัติ

            6382/2531

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินวิธีการบังคับตามขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในกำหนดสิบปี คือ ต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีก่อน ขั้นต่อไปต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้วจากนั้นต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ถ้ามีลูกหนี้หลายคนให้ระบุว่าต้องการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้คนใด บทบัญญัตินี้ไม่ได้หมายความว่าโจทก์เพียงแต่ขอหมายบังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วโจทก์จะดำเนินวิธีการบังคับคดีอย่างไรต่อไปเมื่อพ้นกำหนดเวลาสิบปีไปแล้วก็ได้ ซึ่งเป็นผลให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกบังคับคดีโดยไม่มีกำหนดเวลา เมื่อโจทก์ร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดเวลาดังกล่าวและนำยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โดยมิได้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เป็นครั้งแรกเมื่อพ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2

             โจทก์ต้องดำเนินกระบวนการภายในสิบปี ประการแรกคือให้ศาลออกหมายบังคับคดีตาม 275 276 สองต้องแจ้งให้จพบว่าศาลออกหมายแล้ว สามต้องขอให้จพบยึดทรัพย์ เมื่อได้ปฏิบัติครบสิบปี ก็ต้องถือว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ร้องขอายในสิบปีแล้ว ไม่ใช่แค่ขอหมาย คือจะทำแค่ข้อแรกแล้วจบ ต้องทำให้ครบทุกข้อ

            คือมันสรุปได้ว่า กระบวนการ ขอหมาย จพบมีอำนาจต้องมีการแจ้งให้ จพบทราบว่าศาลได้ตั้งจพบแล้วหลังจากนั้น และต้องแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ต้องระบุด้วยว่าต้องการให้จพบ บังคับแค่แก่ทรัพย์อะไรบ้าง หลังจากระบุแล้วก็ยื่นให้ขอบังคับ ก็ถือเป็นการครบถ้วนสามขั้นตอนแล้ว แม้ว่าหลังจากดำเนินการสามอย่างนั้นแล้ว ตอนที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา นำไปยึดเลยสิบปี ก็ถือว่าบังคับคดีสิบปีแล้ว เพราะงานของจพบ.นั้นมีเยอะ ก็อาจจะทำไม่ทันก็ไม่ใช่ความผิดเจ้าหนี้

            แต่ถ้าการแถลงข้อสามนั้น เพราะในตอนแถลงนั้น แถลงตอนที่เกินสิบปี ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ศาลฏีกาทำนองอย่างนี้ และก็มันมีฏีกา 1862/2523

         ที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้วสั่งบังคับภายใน 30 วัน มีความหมายว่าให้คู่ความปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาภายในกำหนดนั้น ถ้าไม่ปฏิบัติจะถูกบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 หากว่าเจ้าหนี้ ตามคำพิพากษาขอให้บังคับคดีเมื่อโจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกันทั้งสองฝ่ายย่อมมีสิทธิขอบังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาไม่ใช่ว่าเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามคำบังคับแล้วจะบังคับคดีไม่ได้

เรื่องการบังคับคดีเมื่อศาลมีคำสั่งไปครั้งหนึ่งแล้ว แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งนั้นโจทก์ก็ยื่นคำร้องขอใหม่ได้โดย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144(5) บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้

            หมายความว่าให้คู่ความปฏิบัติ หากว่าขอบังคับคดีในกรณีที่เป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ทั้งสองฝ่าย ย่อมมีสิทธิบังคับดคีภายในสิบปี ตั้งแต่มีคำพิพากษา พอไม่ปฏิบัติ ก็บังคับได้ภายในสิบปี ต่อมายื่นอีกครั้งศาลสั่งโดยอ้างว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เรื่องการบังคับคดี แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งนั้น ที่บัญญัติยกเว้นไว้ 632/2533 ศาลฏีกาพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองรับใบหุ้น เมื่อจำเลยที่หนึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมแล้ว โจทก์ต้องนำใบหุ้นวางศาล ที่จำเลยที่หนึ่งวางไว้ได้ เป็นสัญญาต่างตอบแทน ให้ใบหุ้นมาวาง ก็คือใช้หลักประมวลแพ่ง ในการวินิจฉัยนั่นเอง

            888/2540

         จำเลยนำสมุดเงินฝากของธนาคารมาเป็นหลักฐานประกันในการขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างฎีกาศาลชั้นต้นมีหนังสือห้ามจำเลยถอนเงินจากสมุดเงินฝากดังกล่าวสมุดเงินฝากของธนาคารซึ่งจำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นเป็นเพียงหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างฎีกาเท่านั้นว่าจำเลยมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์สมุดเงินฝากดังกล่าวจึงมิใช่เป็นตัวเงินซึ่งจำเลยนำมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแม้จำเลยแถลงต่อศาลขอชำระหนี้โดยยอมให้โจทก์รับเงินฝากดังกล่าวไปจากศาลชั้นต้นได้ก็ตามโจทก์ไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามสมุดเงินฝากนั้นให้โจทก์ได้วิธีการที่ศาลจะให้ธนาคารส่งเงินตามสมุดเงินฝากมาเพื่อจ่ายให้โจทก์จำต้องดำเนินการตามหมายบังคับคดีถือไม่ได้ว่าจำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเมื่อจำเลยแถลงต่อศาลขอให้โจทก์รับเงินจากสมุดเงินฝากดังกล่าวไปจากศาลชั้นต้นย่อมเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์แล้วหนี้ตามคำพิพากษาย่อมระงับโจทก์จึงไม่อาจบังคับคดีแก่จำเลยได้อีกนั้นประเด็นข้อนี้จำเลยมิได้อุทธรณ์ไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา249วรรคแรก

            ฏีกานี้ก็วางหลักดี แต่ไม่แน่ใจว่าออกข้อสอบหรือยัง ปรกติสอบเนฯ หรือสอบผู้ช่วยมีหลักว่า ฏีกาที่เคยออกสอบแล้วจะไม่ออกซ้ำ แต่ต่อมาก็ไม่รู้จะหาฏีกาอะไรมาออก ตอนหลังผ่อนคลายคือ ถ้าเคยออกเมื่อห้าหกปีที่แล้ว ก็อนุโลม

            ฏีกานี้เป็นฏีกาวางหลักที่ดี ว่าสมุดเงินฝากเอามาวางที่ศาลชั้นต้นเป็นการทุเลาการบังคับ การขอทุเลาก็คือการที่ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษา อนุญาตอย่าเพิ่งให้บังคับคดีของศาลสูงถ้าให้บังคับคดีไปแล้ว ขายทรัพย์สินไปหมดแล้ว ก็ถือเป็นการขายโดยชอบด้วยกฎหมายของศาล ทั้งนี้ก็ขอทุเลาการบังคับไว้ก่อน ศาลฏีกา ก็ให้ทุเลา จำเลยก็นำสมุดเงินฝากมาวางเป็นประกัน เพราะปรกติเมื่อสั่งทุกเลาการบังคับ ศาลสูงก็สั่งว่า หากจำเลยนำต้นเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น พร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่วันนั้น หลังจากที่ศาลชั้นต้นตัดสินไปสองปี รวมแล้วเป็นเงินเท่าไหร่ ก็นำเงินจำนวนนั้นมาวางที่ศาลชั้นต้นก็อนุญาตให้ทุเลา จำเลยก็นำสมุดเงินฝากที่ธนาคารรับรองว่า จำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษามาวางเป็นประกัน แม้จำเลยจะแถลงต่อศาลขอชำระหนี้ ( ความจริงคือขอทุเลานั้นเอง ) โจทก์ก็ไม่อาจทำให้ศาลมีคำสั่งให้ธนาคารจ่ายให้โจทก์ได้ กรณียังไม่ถือว่าจำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์แล้ว

            ยังไม่ใช่การบังคับหนี้ ก็ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการ กรณีถือไม่ได้ว่าเจ้าหนี้คำพิพากษา ก็มีปัญหาเรื่องการร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เพราะว่าเฉลี่ยทรัพย์ตาม 290 ฏีกานี้ก็เป็นหลักที่สำคัญ ถ้าเป็นสมุดเงินฝากอย่างที่ว่า การวางเงินก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นหลักสำคัญ โจทก์อาจร้องขอต่อศาล โจทก์จึงมีคำสั่งให้เบิกเงินตามรับไว้ ส่งให้เจ้าหนี้คำพิพากษาก็ได้ แต่กรณีฏีกานี้บอกว่าไม่ได้

            ฏีกา 3529/2541

       ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมและมีคำสั่งท้ายคำพิพากษาว่าบังคับตามยอม ทั้งมีคำสั่งไว้ที่หน้าสำนวนว่า บังคับ ตามยอม หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกยึดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยโจทก์กับจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้มีคำบังคับกำหนดวิธีที่จะปฏิบัติตามคำบังคับนั้นไว้และจำเลยทราบคำบังคับนั้นแล้ว เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์จะ ต้องร้องขอให้บังคับคดีอีกชั้นหนึ่ง โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ประสงค์จะบังคับคดีโดยนำเงิน18,200,000 บาท มาวางศาลเพื่อชำระแก่จำเลยตามคำพิพากษาตามยอมและคำบังคับ อันเป็นการชำระหนี้ต่างตอบแทนในการขอให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมแต่คำบังคับของศาลไม่มีกรณีต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือต้องยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดี การยื่นคำร้องดังกล่าวของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เมื่อเป็นการร้องขอให้บังคับคดีของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีเพื่อให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมและคำบังคับก็ย่อมชอบ ด้วยกฎหมายด้วย แม้การบังคับคดีจะยังไม่แล้วเสร็จภายใน สิบปีก็ตาม

             ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมท้ายคำพิพากษา ว่าบังคับตามยอมถ้าไม่ปฏิบัติจะถูกยึดทรัพย์โดยโจทก์ได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ และจำเลยทราบคำบังคับนั้นแล้ว วันทำยอม ศาลพิพากษาตามยอม พอศาลทำสัญญาตามยอมให้เสร็จก็ให้บังคับตามยอมไม่เช่นนั้น จะถูกยึดทรัพย์กรณีนี้เป็นอย่างนั้นเมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ประสงค์จะบังคับคดีโดยนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระตามยอมอันเป็นการชำระหนี้ต่างตอบแทน แต่คำบังคับไม่มีการดำเนินการ หรือต้องยื่นให้ออกหมายการยื่นคำร้องดังกล่าวถือเป็นการร้องขอให้บังคับคดีตาม 271 การที่ศาลชั้นต้นดำเนินการ เพื่อให้ปฏิบัติตามยอม คำบังคับก็ชอบด้วยกฎหมายด้วย ก็เป็นการอธิบายว่า เป็นการขอออกบังคับคดีเพราะในสัญญายอมก็บอกว่าให้นำเงินมาวาง ก็ให้จำเลยชำระหนี้ตอบแทนไป พอโจทก์วางเงินก็ถือว่าเป็นการขอบังคับคดีแล้ว ก็ไม่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการแต่อย่างใด

            กำหนดสิบปี มันเป็นระยะเวลามันมีปัญหาเถียงว่ามันขยายสิบปีได้หรือไม่ ปรกติแล้วศาลชั้นต้นแปลว่าสิบปีเป็นระยะเวลาไม่ใช่อายุความ ขยายได้ 2278/2526

         การที่โจทก์ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ถือได้ว่าเป็นการทำการอื่นใดอันนับว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดีเพื่อให้ใช้หนี้ตามที่เรียกร้องดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 อายุความจึงสะดุดหยุดลง จำเลยทั้งสามร้องคัดค้านการขายทอดตลาดและใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อมา เมื่อคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาฎีกาอายุความจึงเริ่มนับใหม่แต่เวลานั้นสืบไป ดังนั้นนับแต่วันศาลฎีกาพิพากษาถึงวันที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีล้มละลาย สิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้นโดยคำพิพากษาชั้นที่สุดของศาลดังกล่าวจึงยังไม่ขาดอายุความ

            ตามมาตรา 23 เพราไม่ใช่อายุความฟ้องคดี ทางปฏิบัติก็ไม่ค่อยมีฏีกาที่ให้ขยาย

            ก็มีฏีกาเทียบเคียงปี 52 ที่ทำนองว่าจะขยายระยะเวลาในการบังคับคดีหรือไม่ เข้าใจว่าอาจารย์หมายเหตุฏีกาไว้ด้วย 1871/2550

         โจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองมีสิทธิร้องขอต่อศาลชั้นต้นซึ่งออกหมายบังคับคดีให้เอาเงินที่ได้มาชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องคำนึงว่ามีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นยึดทรัพย์จำนองไว้แล้วหรือไม่ และไม่เป็นเหตุให้โจทก์หมดสิทธิในฐานะผู้รับจำนอง เพราะการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับคดีเหนือทรัพย์นั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 และการไม่บังคับคดีภายในกำหนด 10 ปี ตามมาตรา 271 ก็ไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป ลูกหนี้ยังคงต้องรับผิดตามทรัพย์ที่จำนอง จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะขยายระยะเวลาบังคับคดีให้ตามคำร้องของโจทก์

            คือคดีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน หนึ่งล้านห้าแสนกว่าบาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดิน

            คือศาลพิพากษาไมได้บอกว่าให้ยึดที่ดิน พอดูลึกในคำพิพากษาแล้วเป็นที่ดินจำนองหากไม่ชำระให้ยึดที่ดิน ออกขาย หากได้เงินไม่พอก็ให้ยึดทรัพย์อื่นอีก เจ้าหนี้คำพิพากษาก็จะไปยึดทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์จำนองไมได้เลย โจทก์ก็ไปยึดไม่ได้ ปรากฎว่า ยึดไว้ก่อน คดีของโจทก์ต่อมา 21 มิถุนายน 2524 ได้มีการถอนการยึดทรัพย์ ซึ่งโจทก์ในคดีไม่ทราบ พอไปยึดเขายึดไว้แล้วก็จะไปยึดซ้ำไม่ได้ พอมีการถอนแล้ว แต่โจทก์คดีนี้ก็ร้องให้มีการถอนการยึดทรัพย์ ซึ่งก็ไม่เคยทราบมาก่อน ทราบหลังจากระยะเวลาสิ้นสุดแล้ว และโจทก์มีปริมาณลูกค้าจำนวนมาก ( คดีนี้โจทก์คือธนาคาร ) เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมขอให้ศาลได้โปรดขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไป ทั้งสำนวนคดีก็ปลดเผาตามระเบียบแล้วศาลอุทธรณ์ก็ยืน ศาลฏีกา ก็มา เฉพาะจำเลยทีสาม ศาลฏีกาตรวจสำนวนแล้วมีเหตุสมควรขยายตามฏีกาของโจทก์

            โจทก์ย่อมมีสิทธิร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้ชำระหนี้เงินอื่นๆ คือ 289 นั่นแหละ ก็คือไม่ได้ตอบตรงๆว่าขยายได้หรือไม่ แต่เลี่ยงไปตอบว่าเป็นเจ้าหนี้จำนองจะขอบังคับคดีได้เกินสิบปีอยู่แล้วกรณีนี้เลยไม่มีปัญหาว่าบังคับคดีเกินสิบปีหรือไม่ เพียงแต่มีปัญหาในเรื่องการคำนวนดอกเบี้ยก็มีกฎหมายพูดถึง

            นี่ก็คือกรณีปัญหาสิบปีกีมีปัญหาที่บุคคลภายนอก ได้ต้องเป็นเจ้าหนี้หรือคนที่มีสิทธิตามกฎหมาย ถ้ามีการสวมสิทธิคนสวมสิทธิบังคับคดีได้หรือไม่ 761/2544

         จำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องชำระหนี้เงินกู้แก่จำเลย 450,000 บาท แต่สิทธิในการบังคับคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 กำหนดให้เป็นสิทธิของคู่ความฝ่ายที่ชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้น ที่จะร้องขอให้บังคับคดีได้ โจทก์มิใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี จึงไม่มีสิทธิตามมาตรา 271 และโจทก์ไม่อาจเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีของจำเลย ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายให้ไว้แก่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้มละลาย(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 ใช้บังคับและคดียังคงค้างพิจารณาอยู่ในศาลจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ที่เป็นกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2542 ใช้บังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542มาตรา 34 จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์จำนวนหนี้ขั้นต่ำที่อาจฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฉบับดังกล่าวมาเปรียบเทียบและถือเป็นเหตุอันไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายในคดีนี้ได้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 14

            อีกฏีกาก็คือ 3044/2545

         โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นตามคำพิพากษาให้แก่ผู้ร้อง โดยโจทก์และผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ย่อมสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ดังนั้น สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาในคดีนี้จึงตกเป็นของผู้ร้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะรับเงินตามคำพิพากษาจากจำเลยทั้งสาม การที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับตามคำแถลงของโจทก์อันเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาทั้ง ๆ ที่โจทก์สิ้นสิทธิดังกล่าวไปแล้ว เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กรณีนี้ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิ จึงชอบที่จะร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

             ฏีกากลับไปมาตลอด 7567/2547

       ผู้มีสิทธิบังคับคดีและผู้มีหน้าที่ต้องถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 271 บัญญัติให้เป็นสิทธิและหน้าที่ของคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลย มิใช่คู่ความในคดีหรือเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะเป็นฝ่ายชนะคดี จึงไม่อาจที่จะเข้ามาสวมสิทธิโจทก์เพื่อดำเนินการอย่างใดเกี่ยวกับการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีนี้ได้ ไม่ว่าผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดหรือไม่ ผู้ร้องย่อมไม่อาจเข้าสวมสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่จำเลยในคดีนี้ได้

           ศาลฏีกาบอกว่า ผู้มีสิทธิถูกบังคับคดีตามคำพิพากษา ตาม 271 เป็นสิทธิเฉพาะตัวนั้น จึงไม่อาจสวมสิทธิเพื่อดำเนินการอย่างใดเกี่ยวกับการบังคับคดี แม้ว่าผู้ร้องจะรับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน

            คือไม่ยอมให้มีการรับซื้อหนี้ หรือค้าความ ข้อตกลงนี้มันน่าจะออกไปทำนองโมฆะ แต่พอ 45 บอกทำได้ในการโอนสิทธิเรียกร้องในเรื่องหนี้ แต่ฏีกาปี 47 ก็กลับมาใช้หลักเดิมอีก ว่าไม่อาจสวมสิทธิได้ ก็หลักฏีกาก็ยังไม่นิ่ง ปัญหาพวกนี้ พวกแบงค์พอเป็นเจ้าหนี้แล้วก็ขี้เกียจบังคับคดี ก็ให้บริษัทในเครือของตนมารับโอนไปบังคับคดีแทน เช่นว่าผู้สืบสิทธิเจ้าหนี้ตายแต่ถ้าอยู่ๆรับโอนไปแล้วไม่เกี่ยวข้องเลย ก็เป็นการรับซื้อความ เช่นเป็นหนี้กันหนึ่งล้าน ก็ไปซื้อมาสักสองแสน ฏีกาปี 47 ก็วางแนวว่าไม่ได้ ก็คงต้องยึดหลักนี้ไปก่อน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพอ 271 เราก็เห็นว่าโดยหลักแปลว่าจะขยายระยะเวลาได้ แต่จริงๆ ที่เป็นคำพิพากษาโดยตรงศาลก็ไม่ค่อยพูด แต่คนที่เดือดร้อนก็คือลูกหนี้ตามคำพิพากษา

            ก็มีฏีกา ฏีกา 368/2532

         สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ในเรื่องฟ้องขับไล่จำเลยออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เป็นสิทธิในทรัพย์สินมิใช่สิทธิเฉพาะตัวจึงตกทอดไปยังทายาทเมื่อผู้ทรงสิทธิถึงแก่ความตาย ผู้ร้องเป็นบุตรคนหนึ่งของโจทก์ ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกรวมทั้งสิทธิที่เกี่ยวแก่ทรัพย์สินด้วย จึงมีสิทธิขอเข้ารับมรดกความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์และดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ แม้ว่าจำเลยจะเป็นบุตรของโจทก์อีกคนหนึ่งและมีสิทธิรับมรดกด้วย ก็มิได้เป็นการตัดสิทธิของผู้ร้องในการขอเข้ารับมรดกความแทนโจทก์

             สิทธิในการขับไล่เป็นสิทธิเฉพาะ เมื่อผู้ทรงสิทธิตายผู้ร้องผู้เป็นโจทก์มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก ย่อมมีสิทธิได้รับมรดกความด้วย ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้ร้องเพื่อเข้ารับมรดกความแทนโจทก์ ในกรณีลูกหนี้ตามคำพิพากษาตายก่อนครบกำหนดสิบปี ก็ทายาทก็รับผิดไม่เกินมูลหนี้อยู่แล้ว ในกรณีคำพิพากษาบางทีมีปัญหาว่า พูดถึงว่าให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษา มีคล้ายๆเป็นวัตถุแห่งหนี้ ก็มีว่า ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ให้ทำอะไร เพราะฉะนั้นหนี้ตามคำพิพากษา กำหนดให้ทำอย่างไร บางทีมีหลายรายการแต่ละรายการมีระยะเวลา งวดละปี ตอนฟ้องเสร็จถามสัญญายอมความจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์สิบงวด มันเกินหกเดือน เสร็จแล้วก็สั่งพิพากษาตามยอม พิพากษาวันไหนกำหนดสิบปี มันไม่ใช่นับแต่มีคำพิพากษาตามยอม แต่จะนับแต่เกินสิทธิตามคำพิพากษาเมื่อใด

            2700/2524

       หนี้ตามคำพิพากษาที่ศาลชั้นต้นมีคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติและโจทก์ร้องขอให้บังคับคดีนั้น จำเลยทำยอมโดยผ่อนชำระตามจำนวนเงินที่ระบุและภายในระยะเวลาที่กำหนดเป็นคราวๆฉะนั้นหนี้จำนวนใดหากนับแต่วันที่อาจร้องขอให้บังคับคดีได้ไม่เกินสิบปี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีได้

             คำพิพากษาตามยอมลงวันที่ ฉะนั้นนี้จำนวนใดที่หากร้องขอได้ไม่เกินสิบปี ในการบังคับคดีทางแพ่งอาศัย 271

            แต่คดีอาญา นั้นก็มีปัญหาคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ที่ได้แก้ไขใหม่ตาม 44/1 หรือคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ปรกติทั่วๆไป ตามความผิดเก้ามาตราหรือความผิดอื่นๆกรณีอย่างนี้ถ้าเป็นหนี้ทางแพ่ง ก็พิพากษาจำคุกจำเลย ให้คืนเงิน กรณีนี้ปัญหาว่าในการบังคับในส่วนแพ่งในคดีอาญานั้น ในวิอาญาก็บอกว่าจะบังคับได้เมื่อคดีถึงที่สุด สิบปี ก็ต้องนับตามมาตรา 249

            3798/2533  - ค้นไม่พบ

            ผิดสัญญาประกัน ศาลก็สั่งปรับผู้ประกัน ( นายประกัน ) วิอาญาไม่ได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษ ก็นำวิแพ่ง 271 มาใช้ การบังคับคดี ถ้ามีปัญหาว่าบังคับคดีแล้ว ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ชำระให้เจ้าหนี้ มีปัญหาว่า ลูกหนี้คำพิพากษาชำระแล้วถือเป็นการรับสภาพหนี้หรือไม่ การชำระหนี้ตามหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ถ้าเป็นนิติกรรมสัญญา คู่กรณีตัดทิ้งไปได้เลย ก็เป็นกรณีที่เกี่ยวโยงกัน ฏีกาที่ใกล้เคียงกันมากส่วนใหญ่จะออกสอบแล้ว ก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ก็เป็นจุดหนึ่งที่ ออกสอบ ถ้าออกสอบ สักสองสามประเด็นประเด็นไหนยากๆ ก็มักหาประเด็นง่ายๆที่สอดแทรกมาให้ ประเด็นพวกนี้ก็เป็นประเด็นรายทางที่ต้องดู แต่เวลาสอบผู้ช่วยฯ เช่นครั้งหลังสุดพูดถึงกันมากก็ไม่แน่ใจว่าการสอบผู้ช่วยฯครั้งต่อไป เปลี่ยนแค่ไหน ข้อละยี่สิบสี่นาที บางทีไปดูข้อสอบผู้ช่วยครึ่งชั่วโมงทำยังไม่เสร็จเลย ก็ผิดหลักสักนิดนะ คนสอบข้อสอบยากเขาก็สนใจ เพียงแต่ขอให้มีเวลาเพียงพอให้คิด ไม่ใช่ข้อสอบยากและยาวด้วย ข้อสอบยากยังมีสิทธิผ่านนะครับ ตอนอาจารย์สอบผู้พิพากษาได้เมื่อปี 2524 พอเข้าไปอ่านสิบข้อ ครึ่งชั่วโมงจบ พอหลังจากอ่านครบสิบข้อเขียนอย่างเดียวไม่หยุดเลย พอเขียนครบแล้ว หมดเวลาพอดี นี่ขนาดข้อสอบไม่ยาวนะ มันก็เกิดมีการวิพากษ์วิจารย์ ในส่วนข้อสอบเนฯก็ไม่โหดเช่นนั้น

            ในการบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา สิบปีกระบวนการไม่ใช่ยึดแล้วจบ ต้องมีการประกาศ มีการขาย มีการทำบัญชีอีก เกินสิบปีไม่เป็นไร ทำนองเป็นลูกติดพัน ไม่ขัดข้องกฎหมาย ก็ให้ทำได้ กฎหมายเรื่องการบังคับคดี บางฏีกาพูดถึง 302 ออกสอบบ่อยอยู่เหมือนกัน แต่ไปออกในข้อหนึ่งข้อสอง ศาลจะฟ้องที่ศาลไหนสำคัญ 302 บอกศาลที่มีอำนาจบังคับคดี ก็ศาลชั้นต้นที่ตัดสินคดีนั่นแหละ เว้นแต่ศาลสูง ย้อนสำนวนให้ศาลอื่นเป็นศาลตัดสินคดีแทน แต่โดยหลักก็อยู่ 302 วรรคแรก

            2842/2549

       คำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีอย่างหนึ่ง ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) บัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302 และตามบทบัญญัติมาตรา 302 วรรคหนึ่ง ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดี คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 290 วรรคหนึ่ง สำหรับคดีนี้จึงได้แก่ศาลชั้นต้น ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลชั้นต้น มิใช่ยื่นต่อศาลที่บังคับคดีแทน ทั้งมาตรา 290 วรรคสี่ บัญญัติหลักเกณฑ์เพียงว่า การขอเฉลี่ยทรัพย์นั้นอย่างช้าที่สุดต้องยื่นคำร้องก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่มีการขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องก่อนวันที่มีการขายทอดตลาดได้

            คำร้องเฉลี่ยทรัพย์ เป็นคำร้องเกี่ยวข้องตาม มาตรา 7

            302 ก็บอกว่าศาลชั้นต้นก็ตั้งศาลอื่นแทนก็ได้ ฏีกานี้ก็บอกว่าไม่ได้ต้องไปยื่นที่ศาลต้นเรื่อง ผู้ร้องยื่นก่อนวันที่มีการยื่นคำร้อง ขายทอดตลาด ปัญหาว่าผู้ร้องยื่นก่อนขายได้หรือไม่ เพราะตัวบทบอกยื่นหลังขายสิบสี่วัน ถ้าเราจำกฎหมายแล้วใช้ไม่เป็น อาจไปแปลความว่ายื่นก่อนไม่ได้ ฏีกานี้ก็เป็นการแปลความกฎหมายที่ดี 1958/2549

         คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยทั้งสาม คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวาร ออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ เป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีอาญา เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วศาลชั้นต้นชอบที่จะบังคับคดีให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไม่ชักช้าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้ออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำพิพากษา พนักงานอัยการโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดีชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยทั้งสามให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ การบังคับคดีของพนักงานอัยการโจทก์นอกจากที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 249 (เดิม) แล้ว กรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติเกี่ยวกับการบังคับคดีไว้โดยเฉพาะ พนักงานอัยการโจทก์ก็อาจดำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ได้ด้วย ทั้งนี้มิต้องคำนึงว่าพนักงานอัยการโจทก์จะเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 หรือไม่ มิฉะนั้นแล้วคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็จะไร้ผลบังคับ

            5671/2524ค้นไม่พบ บังคับคดีแล้วมีผลไปกระทบคนภายนอก คำพิพากษาตามสัญญายอมความ สัญญานี้ระบุว่าสัญญาตามยอมไม่มีผล ถึงบุคคลภายนอก ข้อตกลงตามสัญญาจึงไม่ผูกพัน บุคคลภายนอก การบังคับให้จำเลยชำระหนี้ในส่วนนี้จึงเป็นพ้นวิสัย จึงบังคับให้โอนที่ดินดังกล่าวไม่ได้ ก็บังคับไม่ได้ แต่จริงๆแล้ว ที่มีคำพิพากษาตามยอมศาลควรสกัดตั้งแต่นั้นแล้ว ก็ไม่ใช่คู่ความในคดี

            มีอีกฏีกาหนึ่ง ฏีกา 958/2492

       จำเลยทำสัญญายอมความกับโจทก์ว่า จำเลยจะเช่าตึกซึ่งผู้เช่าที่ดินจากโจทก์ได้ก่อสร้างขึ้น ไม่ใช่เช่าจากโจทก์ ฝ่ายโจทก์ยอมให้จำเลยเช่าดังว่านั้นได้ ผู้เช่าที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ปลูกตึก และซึ่งจำเลยจะขอเช่านี้ไม่ได้เป็นคู่สัญญาในสัญญายอม และไม่ได้เป็นคู่ความในคดี จึงไม่มีทางบังคับผู้เช่าที่ดินของโจทก์ให้ยอมให้จำเลยเช่า จำเลยจะขอให้ศาลบังคับให้โจทก์ไปบังคับผู้ก่อสร้างตึกให้ยอมให้จำเลยเช่าไม่ได้

           คือฏีกานั้นก็คล้ายๆกับฏีกาปี 34 คือเวลาการบังคับคดีบังคับบุคคลภายนอกไม่ได้นั่นเอง  พิพากษาอย่างนี้ไม่ได้ซึ่งไม่ใช่คู่ความในคดีจะไปต่อสู้ไม่ได้ ถ้าพิพากษามาคดีถึงที่สุดศาลก็ไม่พิพากษาให้ เพราะการบังคับต้องเป็นการที่บังคับได้ และก็ ตามมาตรา 302 ศาลที่จะบังคับคดี จะพูดถึงในวรรคที่สาม มันเป็นวรรคที่มีการแก้ไขใหม่ ก็คือกรณีที่ศาลได้ออกหมายบังคับคดีให้อีกศาลหนึ่งบังคับคดีแทน ไปยังศาลที่ออกหมายก็คือศาลต้นเรื่องก็บังคับดคีนอกเขตศาลตัวเองไม่ได้ เวลาบังคับคดีต้อง

            ถ้าเราดูในวิแพ่งมาตรา 15 วรรคสุดท้าย จะเห็นว่าบังคับได้ แต่ในกรณีบังคับคดีนอกเขตศาลให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำแถลง หรือ จพบแจ้งให้ศาลทราบ ก็คือก่อนที่มีการแก้ไขในวรรคนี้ก็มี 302 วรรคสาม ให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน ศาลแพ่งเป็นศาลพิจารณาคดี มีหนังสือส่งไปยังศาลจังหวัดเชียงใหม่ แต่สิบห้าวรรคท้ายแก้ไขใหม่ แทนที่จะไปยื่นศาลต้นเรื่องก่อนไม่ได้ โดยอ้างเหตุว่าตนเองเป็นเจ้าหนี้ตามพิพากษาศาลไหน และก็ให้ศาลนั้นตั้งอยู่ ก็ส่งไปศาลชั้นต้นที่พิพากษาคดี ไม่ต้องเสียเวลากว่าเดิมมาก แล้วก็ในการบังคับคดี มันก็มีปัญหาว่าหมายบังคับคดีไม่ถูกต้อง บางทีพิมพ์ผิดพิมพ์ถูกกรณีอย่างนี้ก็สามารถแก้ไขหมายบังคับคดี ก็ไม่ใช่แก้ไขคำพิพากษา ของศาลสูงกว่า ศาลนั้นจะแก้ไขคำพิพากษาได้ ต้องอาศัยเรื่องข้อผิดหลงเล็กๆน้อยๆเท่านั้น และบ้างทีคำพิพากษาออกมาแล้วจะเกิดปัญหาว่าจะบังคับคดีอย่างไร แปลความอย่างไร  ก็อุทธรณ์โต้แย้งได้ เพราะเป็นคนละเรื่อง เช่นว่า พอศาลตัดสินแล้วมีเจ้าหนี้ลูกหนี้ บังคับคดีไป ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ

            508/2507

       โจทก์ฟ้องจำเลย ศาลได้พิพากษาเสร็จเด็ดขาดถึงที่สุดแล้วเป็นผลว่าให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนขายที่พิพาทให้โจทก์ 2 งาน โดยวัดจากหลักหมายเลขที่ 12021 ไปหาหลักเลขที่ 08080 โดยให้เป็นรูปที่ดินตามเส้นแดงในแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง ถ้าหากจำเลยไม่ปฏิบัติการโอนให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยนี้ด้วย ถ้าจำเลยไม่สามารถขายที่ดินรายนี้ให้โจทก์ได้ตามที่กล่าวแล้ว ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินมัดจำ 5,000 บาทแก่โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 10,000 บาทดังนี้ ในการบังคับคดีย่อมเป็นหน้าที่ศาลชั้นต้นที่จะต้องดูว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะปฏิบัติการโอนขายที่พิพาทให้โจทก์2 งานดังกล่าวแล้วได้โดยชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่ และจะถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยได้หรือไม่เมื่อไม่มีทางปฏิบัติตามที่กล่าวนั้นได้แล้วจึงจะบังคับให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 5,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 10,000 บาท

กรณีดังกล่าวข้างต้น ในชั้นแรกข้อเท็จจริงปรากฏแก่ศาลว่า จำเลยไม่อาจปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำบังคับโดยวิธีแรกนั้นได้ โจทก์ขอให้บังคับการโอนเป็นอย่างอื่นศาลชั้นต้นจึงสั่งบังคับให้เป็นไปโดยวิธีที่สอง คือให้จำเลยคืนเงินมัดจำพร้อมทั้งดอกเบี้ยและชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ แม้จะมีการอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งนั้นขึ้นมาและศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาพิพากษายืนตามนั้นก็ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็เป็นคำวินิจฉัยในเรื่องคำสั่งบังคับคดีของศาลชั้นต้นนั้นเองเป็นการวินิจฉัยในกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล จึงต้องด้วยข้อยกเว้นให้รื้อร้องกันอีกได้ตามมาตรา 148(1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อจำเลยยังมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับดังกล่าวนั้น คือ ยังมิได้คืนเงินมัดจำและชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ถ้ามีข้อเท็จจริงใหม่ปรากฏต่อศาลว่าศาลอาจดำเนินการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาโดยวิธีแรกอันเป็นคำบังคับตามคำขอที่เป็นประธานในคดีนี้ได้อยู่โจทก์ก็มีสิทธิที่จะขอคำบังคับศาลให้ดำเนินการไปตามความจริงตามคำพิพากษาได้อีก

            ต่อมาเมื่อโจทก์ร้องขอจึงเปลี่ยนการบังคับคดีได้ เพราะคำพิพากษาอาจกำหนดไว้หลายขั้นตอนเช่น ให้คืนรถ หากคืนไม่ได้ให้คืนเงิน ต้องตามลำดับ เพราะไม่ใช่เรื่องการชำระหนี้ตามคำพิพากษามีหลายอย่าง

            มีฏีกาที่ออกมาลักษณะนี้ไม่ใช่น้อย พอต่อมาคืนไม่ดืให้ชำระเงินแทนปรากฎว่าลูกหนี้คำพิพากษา เอาเงินนั้นมาวางศาล คือเลือกชำระอันที่สองก่อนเลย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ไปขอรับเงินเลย ปัญหาว่าเป็นการบังคับคดีที่ชอบหรือไม่ ศาลแปลความว่า เมื่อลูกหนี้ชำระไม่ถูกต้องแต่ เจ้าหนี้ยอมรับ ก็จะไปบังคับรถไม่ได้ นะ สุดท้ายศาลก็พิพากษาให้โอนทะเบียนให้ก็จบกันไป นี่คือตัวอย่างที่กำหนดลำดับการบังคับคดีไว้ 5671/2531 บังคับคดีไปพาดพิงบุคคลภายนอกไม่ได้ การบังคับคดีต้องยึดคำพิพากษาเป็นหลักจะบังคับนอกเหนือไม่ได้ โจทก์เป็นเจ้าของไม่ได้ เพราะไม่ได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจะไปบังคับให้โอนไม่ได้

            คำพิพากษาก็ไปนอกเหนือไม่ได้ 930/2510 ค้นไม่พบ  มารวมกันให้พิพากษาให้ทำนา ศาลพิพากษายกฟ้อง ก็คือจำเลยให้ศาลออกคำบังคับเนื่องจากระหว่างพิจารณา จำเลยก็เลยขอให้ศาลบังคับให้โจทก์มันก็เลยมีคำถามเป็นข้อสอบเหมือนกันพวกนี้เวลาบังคับคดีก็ต้องดูด้วยเหมือนกัน และการยกข้อตกลงนอกเหนือจากที่พิพากษามา ปฏิเสธไม่ทำตามคำบังคับไม่ได้ เว้นแต่บางฏีกาตกลงกันหลังทำคำพิพากษาแล้ว ถ้าเป็นไปตามจำเลยอ้าง ก็ไม่มีหน้าที่บังคับตามคำพิพากษาต่อไป หรือไม่ประเด็นเหล่านี้

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages