ศึกษาวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 5698/2554
ข้อเท็จจริง
(กรุณาเปิดตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกครั้งที่มีการอ้างถึงเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการทำความเข้าใจ)
1. ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยขับรถตู้หมายเลขทะเบียน 12-9691 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนสุรศักดิ์
มุ่งหน้าถนนสาทร นาย ก. ผู้ตายขับรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน ภน 6195 กรุงเทพมหานคร จากถนนสีเวียงเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุรศักดิ์
รถยนต์ที่จำเลยขับเฉี่ยวชนด้านท้ายที่ผู้ตายขับ แล้วจำเลยขับรถแซงขึ้นด้านขวา
ปาดหน้าให้ผู้ตายหยุดรถ จากนั้นจำเลย ผู้ตาย โจทก์ร่วมและนาย อ.
ซึ่งนั่งรถมากับผู้ตายต่างลงจากรถมีการโต้เถียงกันและไม่สามารถตกลงกันได้
จำเลยใช้มีดดาบวิ่งไล่ขู่เข็ญแล้วชกต่อยทำร้ายผู้ตาย
ผู้ตายและโจทก์ร่วมหนีจำเลยไปที่ทางเท้าด้านซ้าย
จำเลยตามมาโต้เถียงกับโจทก์ร่วมและผู้ตาย สักพักผู้ตายล้มลงหมดสติและถึงแก่ความตายเนื่องจากหัวใจขาดเลือด
2. อัยการโจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตาม
ป.อ. มาตรา 290, 358, พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ
3. ระหว่างพิจารณาโจทก์ร่วมภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
ศาลชั้นต้นอนุญาต เฉพาะความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย
และความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ส่วนความผิดต่อ พ.ร.บ. จราจรทางบก
โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต
3.1 โจทก์ร่วมในคดีนี้
นอกจากมีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 แล้ว
ยังสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 44/1
3.2 ในการยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 30 ในทางปฏิบัติ
เมื่อผู้เสียหายร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม
ผู้พิพากษาในคดีอาญาจะสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาโดยจะสอบถามอัยการโจทก์และจำเลยก่อนว่าจะค้านหรือไม่
หากไม่มีผู้ใดคัดค้านก็จะอนุญาต และเพื่อทบทวนหลักการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม
ให้พิจารณาศึกษาจากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 629/2501
ป.วิ.พ. มาตรา 60 (1)
ป.วิ.อ. มาตรา 158
ทนายความที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาย่อมมีอำนาจลงลายมือชื่อในคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการแทนตัวความได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1141/2531
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78, 157, 160
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
เจ้าของรถที่เสียหายเพราะถูกรถที่จำเลยขับชนมิใช่ผู้ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยตามพระราชบัญญัติ
จราจรทางบกที่โจทก์ฟ้องอันเป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐ
จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
คำพิพากษาฎีกาที่ 2926/2544
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 4, 6, 17
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 30
ป.อ. มาตรา 352
เงินค่าแชร์แต่ละงวดที่ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดและโจทก์ร่วมส่งให้จำเลย
เมื่อผู้ใดประมูลแชร์ได้ ก็จะตกได้แก่ผู้นั้น
กรรมสิทธิ์ในเงินที่ส่งไปแล้วมิได้เป็นของผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดและโจทก์ร่วมต่อไปอีกและหากผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดและโจทก์ร่วมไม่สามารถประมูลแชร์ได้เพราะแชร์ล้มเลิก
ไม่ว่าด้วยเหตุใด จำเลยในฐานะที่เป็นเจ้ามือแชร์ก็ต้องรับผิดแทน
ซึ่งเป็นความผิดในทางแพ่งจำเลยไม่มีความผิดฐานยักยอก
ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534
มาตรา 6บัญญัติไว้แต่เพียงว่า
ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวงเท่านั้นมิได้บัญญัติว่าจะต้องจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มากกว่าสามวงดังกล่าวขึ้นมาพร้อม
ๆ กันในวันเดียวกัน จึงจะเป็นความผิด
เมื่อจำเลยจัดให้มีการเล่นแชร์โดยมีจำเลยเป็นนายวงแชร์ในช่วงเวลาเดียวกันมากกว่าสามวงจึงเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา
6
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์พ.ศ.
2534 มาตรา 4,6,17 และประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 352แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์
เป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ราษฎรไม่เป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมคงเป็นผู้เสียหายและเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 352 เท่านั้น
ไม่เป็นผู้เสียหายและไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์
คำพิพากษาฎีกาที่ 1167-1168/2530
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 5, 218.
คดีสองสำนวนซึ่งรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน
สำนวนแรกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 218 จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลชั้นต้นรับไว้โดยมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยสำนวนที่สองศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องซึ่งตรงกันข้ามกับที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้
จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
บิดาเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนบุตรซึ่งถึงแก่ความตายว่าจำเลยขับรถยนต์โดยประมาท
ทำให้บุตรโจทก์และบุคคลอื่นถึงแก่ความตายเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า
เหตุเกิดรถชนกันเพราะผู้ตายซึ่งเป็นบุตรโจทก์มีส่วนกระทำการโดยประมาทผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย
โจทก์ซึ่งเป็นบิดาผู้บุพการีย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา5 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง.
คำพิพากษาฎีกาที่ 3935/2529
ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2)
ป.วิ.อ. มาตรา 15, 30, 31, 208 ทวิ, 225
การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญานั้นมีบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา30และ31เฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการหรือพนักงานอัยการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายในคดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้นนอกเหนือจากสองกรณีนี้แล้วการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่อาจจะมีได้ดังนั้นเมื่อผู้เสียหายคนหนึ่งเป็นโจทก์ฟ้องคดีแล้วผู้เสียหายอื่นจะร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมจึงไม่อาจกระทำได้และจะอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา57(2)ซึ่งบัญญัติให้สิทธิบุคคลภายนอกในกรณีร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์หรือจำเลยร่วมประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา15มาอนุโลมบังคับใช้ในกรณีนี้ก็ไม่ได้เช่นเดียวกันเพราะอำนาจฟ้องดังกล่าวถือว่ากฎหมายได้กำหนดไว้เป็นกรณีพิเศษโดยเฉพาะในมาตรา30และ31แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วดังนั้นผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้
การให้วินิจฉัยปัญหาโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกานั้นเป็นอำนาจและหน้าที่ของประธานศาลฎีกาโดยเฉพาะคู่ความจะร้องขอขึ้นมาหาได้ไม่.
4. เมื่อสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จแล้วศาลชั้นต้นพิพากษาว่า
จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก พ.ร.บ. จราจรทางบก
พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม
ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย
จำคุก 10 ปี ฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวปรับ 1,000
บาท ...... ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
4.1 ผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นนี้
ข้อหาฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา 290 วรรคแรก ศาลจำคุก 10 ปี
จำเลยสามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ นอกจากนี้ ข้อหาตาม ป.อ. มาตรา 290 ถ้าอัยการโจทก์เห็นว่า
ศาลลงโทษจำเลยน้อยไปอัยการโจทก์ก็สามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้เช่นกัน
ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ
4.2 สำหรับข้อหาขับรถยนต์โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวศาลปรับ
1,000 บาทนั้น
ข้อหานี้จำเลยไม่สามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้เนื่องจากต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.
มาตรา 193 ทวิ (4)
5. จำเลยยื่นอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนส่งผลให้อัยการโจทก์ไม่สามารถฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับข้อหาตาม
ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรกเพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218
วรรคสอง แต่สำหรับจำเลยยังสามารถฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง เพราะหากพิจารณามาตรา 218 วรรคสองแล้วจะเห็นว่ามาตรานี้
ห้ามโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ห้ามจำเลย
6. จำเลยยื่นฎีกา
คดีมีปัญหาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาว่า
การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายหรือไม่
6.1 ศาลฎีกาได้พิจารณาคำเบิกความของพันตำรวจเอก
ล. แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรศพผู้ตายว่า ผู้ตายหัวใจโต เส้นเลือดหัวใจเส้นหน้าหนาตัวขึ้น
หลอดเลือดภายในเลือดผ่านได้ประมาณร้อยละ 20 สันนิษฐานว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากหัวใจขาดเลือดกระทันหันซึ่งเกิดจากการตกใจหรือมีความเครียดอย่างรุนแรง
แม้จะได้ความจากการตอบคำถามค้านว่าภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบของผู้ตายเป็นภาวะที่เป็นมาก่อนแล้วและภาวะหัวใจขาดเลือดเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นเหตุให้รับฟังว่าผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิใช่เกิดจากการทำร้ายของจำเลย
เพราะการที่จำเลยถือมีดดาบวิ่งไล่ขู่เข็ญผู้ตายทำให้ผู้ตายเกิดอาการตกใจกลัววิ่งหนีการไล่ทำร้าย
และการที่จำเลยกลับมาด่าว่า
ข่มขู่และชกต่อยทำร้ายผู้ตายย่อมเป็นการกระทำอันกระทบกระเทือนต่อร่างกายและจิตใจของผู้ตายอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตล้มเหลวขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจอย่างเฉียบพลันจนถึงแก่ความตายและยังได้ความจากแพทย์ผู้รับผู้ตายไว้เบิกความว่า
ผู้ตายถึงแก่ความตายมาก่อนถึงโรงพยาบาลแล้วเช่นนี้
ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยซึ่งเป็นความผิดฐานมิได้เจตนาฆ่าแต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย
ตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก
หมายเหตุ
ในการพิพากษาคดีนี้ของศาลชั้นต้นก็ดี
ศาลอุทธรณ์ก็ดี หรือศาลฎีกาก็ดี ในประเด็นว่า
การกระทำของจำเลยตามพฤติการณ์ในคดีนี้ เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 มองในแง่ทางวิชาการแล้วจะเห็นได้ว่า
การตัดสินของศาลฎีกาใช้เหตุผลตามทฤษฎีเงื่อนไข ซึ่งทฤษฎีนี้มีสาระสำคัญว่า “ถ้าไม่มีการกระทำของจำเลยความตายก็จะไม่เกิด
ถือว่าผลของการตายเกิดจากการกระทำของจำเลย” ในศาลไทยใช้ทฤษฎีนี้มาเป็นเหตุผลในการพิพากษาในรูปของ
“ผลโดยตรง” ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้เปรียบเทียบ
คำพิพากษาฎีกาที่ 3935/2529
ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2)
ป.วิ.อ. มาตรา 15, 30, 31, 208 ทวิ, 225
การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญานั้นมีบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา30และ31เฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการหรือพนักงานอัยการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายในคดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้นนอกเหนือจากสองกรณีนี้แล้วการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่อาจจะมีได้ดังนั้นเมื่อผู้เสียหายคนหนึ่งเป็นโจทก์ฟ้องคดีแล้วผู้เสียหายอื่นจะร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมจึงไม่อาจกระทำได้และจะอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา57(2)ซึ่งบัญญัติให้สิทธิบุคคลภายนอกในกรณีร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์หรือจำเลยร่วมประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา15มาอนุโลมบังคับใช้ในกรณีนี้ก็ไม่ได้เช่นเดียวกันเพราะอำนาจฟ้องดังกล่าวถือว่ากฎหมายได้กำหนดไว้เป็นกรณีพิเศษโดยเฉพาะในมาตรา30และ31แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วดังนั้นผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้
การให้วินิจฉัยปัญหาโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกานั้นเป็นอำนาจและหน้าที่ของประธานศาลฎีกาโดยเฉพาะคู่ความจะร้องขอขึ้นมาหาได้ไม่.
คำพิพากษาฎีกาที่ 4563/2543
ป.อ. มาตรา 59, 288
จำเลยถอดกางเกงเดินเข้าไปเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายในขณะที่ผู้ตายไม่ได้สวมกางเกงและยืนพิงลูกกรงระเบียงอาคารซึ่งสูงเพียงระดับสะโพก
โดยผู้ตายมิได้ยินยอม
จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าหากผู้ตายหลบหลีกขัดขืนมิให้ข่มขืนกระทำชำเราแล้วอาจจะตกลงไปจากระเบียงอาคารถึงแก่ความตายได้
เมื่อผู้ตายดิ้นรนขัดขืนเพื่อมิให้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราจนผู้ตายพลัดตกลงไปจากระเบียงอาคารจนได้รับบาดเจ็บและตายในเวลาต่อมา
จึงเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำของจำเลยอันเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย
คำพิพากษาฎีกาที่ 895/2509
ป.อ. มาตรา 80, 295
จำเลยเอาก้อนอิฐขว้างปาผู้เสียหาย
ผู้เสียหายหลบก้อนอิฐไม่ถูกตัวผู้เสียหายแต่ตัวผู้เสียหายเซไป
มือจึงฟาดถูกข้างเรือทำให้ปลายมือบวมยาว 4 เซนติเมตร กว้าง2
เซนติเมตร และเจ็บที่บริเวณศีรษะ แต่ไม่มีบาดแผล
ถือได้ว่าอันตรายแก่กายนี้เนื่องจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงมีผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 295
คำพิพากษาฎีกาที่ 1617/2539
ป.อ. มาตรา 59 วรรคสอง
ขณะที่ผู้ตายเดินไปที่หัวเรือเพื่อจะขึ้นท่าถูกจำเลยซึ่งยืนอยู่ที่ท่าชกถูกที่ใบหน้า1ทีจากนั้นทั้งผู้ตายและจำเลยตกลงไปในน้ำทั้งคู่และต่างได้ชกกันในน้ำต่อไปประมาณ4ถึง5นาทีจึงได้เลิกกันผู้ตายถูกกระแสน้ำพัดไปติดหลักไม้ไผ่ใกล้ที่เกิดเหตุมีคนช่วยนำผู้ตายขึ้นจากน้ำและหมดสติไปและถึงแก่ความตายเพราะขาดอากาศหายใจในเวลาต่อมาเห็นว่าถ้าหากจำเลยไม่ชกผู้ตายและเมื่อผู้ตายและจำเลยตกลงไปในน้ำแล้วไม่มีการทำร้ายกันต่อไปอีกผู้ตายคงไม่ถึงแก่ความตายเพราะขาดอากาศหายใจการตายของผู้ตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยจำเลยย่อมผิดฐานฆ่าคนโดยไม่เจตนาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา290วรรคแรก
คำพิพากษาฎีกาที่ 7663/2540
ป.อ. มาตรา 63, 289 (4)
ผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายร่างกายโดยใช้มีดพร้าฟันบริเวณลำคอ
2 ครั้งจนระบบหายใจเป็นอัมพาตและถึงแก่ความตายหลังเกิดเหตุประมาณ 56 วัน ปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ว่า
การตายของผู้ตายเกิดจากภาวะหายใจล้มเหลวจากปอดอักเสบติดเชื้อ
ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนจากระบบหายใจเป็นอัมพาต อันเนื่องจากไขสันหลังช่วงคอถูกทำลาย
ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการถูกจำเลยฟันทำร้ายทั้งสิ้น
และผู้ตายถึงแก่ความตายขณะที่ยังต้องรักษาอาการที่เกิดจากการถูกจำเลยทำร้าย
และไม่ปรากฏว่ามีเหตุพิเศษอื่นใดเกิดขึ้นกับผู้ตายอีก
การตายของผู้ตายจึงเป็นผลธรรมดาที่เกิดจากการถูกจำเลยฟันทำร้าย
โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานปากใดเบิกความยืนยันว่า
จำเลยฟันทำร้ายผู้ตายเมื่อใดในลักษณะใดอันจะชี้ให้เห็นว่าจำเลยฟันทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
การที่จำเลยฟันทำร้ายในขณะที่ผู้ตายนอนหลับจะถือว่าเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อนน่าจะยังไม่ถูกต้อง
เพราะจำเลยอาจเกิดอารมณ์ชั่ววูบขณะเห็นผู้ตายนอนหลับจึงใช้มีดพร้าฟันไปทันทีก็ได้เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องสันนิษฐานในทางที่เป็นคุณให้แก่จำเลยว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 288 เท่านั้น
คำพิพากษาฎีกาที่ 7574/2537
ป.อ. มาตรา 288
จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า
ผู้ตายถูกกระสุนที่อกแถบซ้ายด้านข้างระดับราวนม กระสุนปืนทะลุกะบังลมม้าม กระเพาะอาหาร
ไขสันหลัง กระสุนฝังอยู่ที่ไขสันหลังแพทย์ผ่าตัดเอาออกไม่ได้
ทำให้ขาทั้งสองข้างเป็นอัมพาตเคลื่อนไหวร่างกายท่อนล่างไม่ได้
ผู้ตายรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 84 วัน
บาดแผลในช่องท้องหายจึงออกจากโรงพยาบาลไปรักษาตัวที่บ้านเพราะมีบาดแผลที่บริเวณหลังและสะโพก
เนื่องจากผู้ตายนอนนิ่งอยู่กับที่เป็นเวลานานจึงทำให้เกิดบาดแผล
ผู้ตายถึงแก่ความตายหลังจากออกจากโรงพยาบาลประมาณ 2 เดือน
ด้วยสาเหตุระบบหายใจและการไหลเวียน โลหิตล้มเหลว ดังนี้
แม้แพทย์ผู้รักษาผู้ตายจะมิได้ยืนยันว่าเหตุที่ระบบหายใจและการไหลเวียน
โลหิตของผู้ตายล้มเหลวจะเกิดจากการที่ผู้ตายเป็นอัมพาต
แต่การที่ขาทั้งสองข้างของผู้ตายเป็นอัมพาตเคลื่อนไหวร่างกายท่อนล่างไม่ได้
ผู้ตายต้องนอนนิ่งอยู่กับที่เป็นเวลานานจนทำให้เกิดบาดแผลที่บริเวณหลังและสะโพก
ย่อมแสดงให้เห็นว่าสุขภาพของผู้ตายภายหลังจากรักษาบาดแผลในช่องท้องหายแล้วอยู่ในสภาพแย่
มาก และอาการพิการร้ายแรงเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของร่างกายส่วนอื่น
ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบหายใจและการไหลเวียน โลหิตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
อีกทั้งผู้ตายก็ถึงแก่ความตายหลังจากถูกยิงประมาณ 4 เดือนเศษอันเป็นช่วงระยะเวลาที่ผู้ตายต้องรักษาตัวสืบเนื่องตลอดมานับแต่ถูกยิง
ถือได้ว่าความตายของผู้ตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย
คำพิพากษาฎีกาที่ 534/2511
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2477 มาตรา 9
ป.อ. มาตรา 90, 91, 291, 300
จำเลยที่ 2 ขับรถแซงรถจำเลยที่
3 ขึ้นมา ขณะรถจำเลยที่ 3 และที่ 1
ใกล้จะแล่นสวนกันและหลบไม่พ้นรถของจำเลยที่ 1 ซึ่งถูกเฉี่ยวเสียหลักขวางถนนและถูกรถจำเลยที่
3 ซึ่งไม่สามารถหยุดได้ทันพุ่งเข้าชนเป็นเหตุให้คนบนรถจำเลยที่
1 ตกลงมาถึงตายและบาดเจ็บสาหัส เช่นนี้
ถือว่าการตายและบาดเจ็บสาหัสเป็นผลโดยตรงจากความประมาทของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1011/2503
พฤติการณ์อันเข้าลักษณะเป็นประมาท
หากเข้าลักษณะเป็นการฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ด้วย ถือว่าเป็นกรรมอันเดียวกันทั้งหมด
เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทไม่เรียกว่าเป็นความผิดหลายกรรม
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477
มาตรา 9 บัญญัติให้รถเดินทางด้านซ้ายของทางหาได้บัญญัติถึงกับให้เดินชิดขอบซ้ายของทางอันจะถือเป็นการฝ่าฝืนไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 1326/2510
ป.อ. มาตรา 291
ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด
รถก็จะไม่ชนกัน ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ถ้ารอให้รถของจำเลยที่ 1ซึ่งขับมาทางตรงผ่านไปก่อน รถก็จะไม่ชนกัน
การที่เกิดชนกันขึ้นจึงเป็นผลโดยตรงจากความประมาทของจำเลยทั้งสองที่ไม่ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของกฎหมาย
จึงเป็นความผิดด้วยกันทั้งคู่
คำพิพากษาฎีกาที่ 1973/2497
ป.อ. มาตรา 291
มีเหล็กกั้นถนนขวางออกมาเกะกะอยู่
รถที่จำเลยขับมาโดยเร็วเกินควรจึงชนเหล็กนั้นเป็นเหตุให้คนตาย
ถ้าปรากฏว่าหากจำเลยขับไม่เร็วกว่าที่ควร จำเลยก็จะขับรถหลบพ้นไปได้ ดังนี้
ได้ชื่อว่าความตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย เป็นความผิดตาม มาตรา 291
Credit : ทบทวนหลักกฎหมายกับอาจารย์ประยุทธ
ขอแนะนำ !!
รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภาค 1/66 (New) และ 2/65
++ กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) 1/66 New !!
พร้อมไฟล์เอกสาร
- เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 New !!
- เอกสารประกอบคำบรรยาย1/66 New !!
- บทบรรณาธิการ 1/64-1/66 New !!
- ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-65)
- ทบทวนสรุปประเด็นน่าสนใจ 1/66 New !!
- รวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66 New !!
- เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่างๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ)
- ไฟล์เสียงตัวบทกฎหมายมาตราสำคัญ
++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) (2/65)
พร้อมไฟล์เอกสาร
- เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65
- เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65
- บทบรรณาธิการ 2/63-2/65
- ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-65)
- เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่างๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ)
- ไฟล์เสียงตัวบทกฎหมายมาตราสำคัญ
ค่ารวบรวม ภาคละ 350.-บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์)
หมายเหตุ : สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมราคาพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์ม
เอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ มือถือ 085-801-0725,E-mail : siripit...@gmail.com
ไม่เก่ง..แต่พยายาม เจ๋ง ! กว่า เก่ง....แต่ขี้เกียจ
ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ...