สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง2( วิสามัญ) ภาค 2/61 เอาไว้อ่านเล่นๆก่อนเรียนชั่วโมงที่ 3 ต่อไปครับ

3,558 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Dec 8, 2008, 1:30:16 AM12/8/08
to LAWSIAM, lawsiam com

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สุวัฒน์  วรรธนะหทัย ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

 

ครั้งที่ 1

            การสอบภาคนี้ วิธีพิจารณา สามัญ 1 ข้อ วิสามัญ 1 ข้อ จากการแก้กฎหมายทำให้ขาดนัดง่ายขึ้น แต่เท่าที่ตรวจข้อสอบ ก็มีเพียง 5 หรือ 6 คะแนนเท่านั้น

            ข้อสอบในข้อ วิสามัญ ( ข้อ  4 นี้ ) จะออกเรื่อง วิสามัญ เพราะเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาในชั้นพิจารณามาก อาจมีคำถามว่าเมื่อไม่ออกเรื่องมโนสาเร่แล้วจะเรียนทำไม ก็เพื่อ ให้นำไปปฏิบัติได้อย่างจริงจัง และอาจนำไปโยงเรื่องขาดนัดได้ และคดีมโนสาเร่ เป็นเรื่องคดีที่มีทุนทรัพย์น้อย เป็นเรื่องเกี่ยวพันกับคนระดับล่างซึ่งมีอยู่เยอะในสังคมปัจจุบัน

            การใช้ใน เนฯ  ก็เพื่อให้เรารอบรู้ และการใช้กฎหมายใช้ให้เป็น ใช้อย่างมีคุณธรรม ใช้อย่างตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ปัญหาสังคมที่มีปัจจุบัน ส่วนใหญ่เกิดจากการตีความเพื่อประโยชน์ของตนมากกว่าส่วนรวม นักกฎหมายแม้มีความรู้ความเชี่ยวชาญแต่หากใช้ความรู้ไม่เพื่อส่วนรวมก็ไม่มีประโยชน์

189 แบ่งคดีมโนสาเร่ออกเป็น 2 ประเภท

มาตรา 189 คดีมโนสาเร่ คือ

(๑) คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกินสามแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

(๒) คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสามหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

            1. คือคดีมีทุนทรัพย์ หลักใหญ่ก็ดูจากคำขอท้ายฟ้อง เช่น ฟ้องบังคับเงินกู้ เงินก็ทุนทรัพย์ หรือ ห้องเรียกราคาสินค้า หรือ เรียกทรัพย์ที่ยืม หรือ เรียกค่าสินไหมทดแทน 

            แต่ประเด็นเรื่องเรียกค่าสินไหมทดแทน ตัวอย่างเช่นเรียกค่าสินไหมทดแทนการส่งกลิ่นเหม็นจากการทำขนมจีน+ ขอให้งดเว้นการกระทำ ก็กลายเป็นมีสองคำขอปนกันอยู่ เบื้องต้นตอบไปก่อนว่า กลายเป็นไม่ใช่คดีมโนสาเร่

            บางทีก็ดูยาก หลักๆ คือดูจากท้ายฟ้อง

            หลักง่ายๆการเรียกร้องแล้วทำให้โจทก์ได้ทรัพย์มา เป็นคดีมีทุนทรัพย์ เช่น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1176/2505

การที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่าตนมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายนั้น ย่อมหมายความว่าสิทธิของโจทก์ก็คือสิทธิที่จะรับมรดกของผู้ตายให้ตกทอดมายังตนตั้งแต่เจ้ามรดกตาย ดังนั้น แม้โจทก์จะขอเพียงให้ทำลายพินัยกรรม หาได้ขอให้ศาลพิพากษาให้เอาทรัพย์ที่จำเลยโต้แย้งคืนมาเป็นของโจทก์ไม่ก็ตาม แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องแล้วว่า ก่อนตายเจ้ามรดกมีทรัพย์สินเป็นมรดกหลายอย่าง ทุกข์ของโจทก์ที่ตั้งข้อพิพาทก็คือ กล่าวอ้างว่าที่ดิน 2 แปลงตามโฉนดเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โดยตกทอดมาจากผู้ตาย แต่จำเลยเอาไปเสีย โดยอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกให้ อย่างนี้แสดงว่าโจทก์ได้กล่าวอ้างให้ปรากฏแล้วว่าได้มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโจทก์เสนอคดีต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55

ทุกข์ของโจทก์ที่กล่าวมาก็คือ การที่ไม่ได้ที่ดิน 2 แปลงนั้นจึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 ประกอบตาราง 1(1) ต้องคิดค่าขึ้นศาลตามราคาทรัพย์สินที่พิพาท การที่โจทก์ไม่ได้ขอเรียกกรรมสิทธิ์ที่ดิน 2 แปลงนั้นเป็นความผิดของโจทก์เอง จะเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์หาได้ไม่ (อ้างคำสั่งที่ 1559/2492)ส่วนจะพิพากษาให้เกินคำขอได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 25/2505)

-          สรุป ว่าฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมให้เป็นโมฆะเมื่อ ได้เพิกถอนพินัยกรรมแล้วทำให้ กรรมสิทธิ์ที่ดินมีสิทธิตกได้แก่โจทก์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ( หรือเรียกชื่อทางการว่า คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันคำนวณเป็นราคาเงินได้ )

หรืออีกตัวอย่างเช่น คดีฟ้องเพิกถอนนิติกรรมระหว่างลูกหนี้กับบุคคลภายนอก แต่  เมื่อโจทก์ชนะ แล้วทำให้ ทรัพย์สินตกมาเป็นของลูกหนี้ ไม่ได้ตกมาถึงเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์  จึงไม่ถือเป้นคดีมีทุนทรัพย์  คดีจึงไม่เข้าทั้ง 189  ว.1 และ ว.2

ดู  (๒) คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสามหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา  ถ้าจำเลยต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ว่าเป็นของจำเลย  ก็จะกลายเป้นคดีมีทุนทรัพย์ ( ขึ้นต้นเป็นไม่มีทุนทรัพย์ แต่ลงท้าย เป็นคดีมีทุนทรัพย์ )

แต่ต้องระวังเรื่องการต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ต้องต่อสู้ว่าเป็นของจำเลย ถ้าต่อสู้ว่าเป็นของบุคคลอื่นเช่น บิดามารดาจำเลย ไม่ถือว่าเป็นการต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิไม่ทำให้กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 121/2542 อันนี้ต่อสู้ว่าไม่ใช่ยกให้ ที่พิพาทไม่ได้เป็นสาธารณสมบัติ ที่ยังเป็นของจำเลย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์

นายอำเภอเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจาก ที่พิพาทซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยยกให้เป็นสาธารณสมบัติของ แผ่นดิน จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ยกที่พิพาทให้ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเด็นที่โต้เถียงกันจึงมีว่า ที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลย หากที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ย่อมมีอำนาจ หน้าที่ครอบครองปกปักรักษาตามกฎหมาย ถ้าจำเลยชนะคดีย่อมมี ผลให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท ประโยชน์ที่โจทก์หรือ จำเลยจะได้รับย่อมเป็นการปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็น ราคาเงินได้เป็นการพิพาทด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของแห่ง ที่พิพาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่พิพาทมีราคา 6,800 บาทราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

ดู  " (๒) คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสามหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา"

เรียกง่ายๆว่าคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่ต้องทำความเข้าใจว่า คดีไม่มีทุนทรัพย์มิได้มีแต่คดีฟ้องขับไล่ แต่ยังมีคดีอีกหลายประเภท เช่นฟ้องขอให้จดทะเบียนภาระจำยอม ในที่ดิน เป็นต้น แต่ต้องเข้าใจว่า เมื่อพูดถึงคดีมโนสาเร่แล้ว จะมีประเภทเดียวคือการ ฟ้องขับไล่ สังเกต ตรงอันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสามหมื่นบาท นั้น ต้องไม่เกิน แม้แต่บาทเดียว   และ คำว่า  อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ มันต่างกันอย่างไร

อันมีค่าเช่า ก็คือได้มีสัญญาเช่ากัน ศาลจะมองเพียงค่าเช่าขั้นสุดท้ายก่อนที่จะบอกเลิกสัญญา

อาจให้เช่าได้ อาจเป็นการฟ้องผู้อาศัย  ก็มีคำพิพากษาอธิบายเยอะเช่น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3411/2545

คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ทั้งสามในอัตราค่าเช่าเดือนละ 2,100 บาท แม้โจทก์ทั้งสามจะเรียกค่าเสียหายหลังจากครบกำหนดสัญญาเช่าเดือนละ 11,700 บาท มาด้วย ก็ไม่ใช่ว่าอาคารพิพาทอาจให้เช่าได้เกิน 4,000 บาท กรณีที่จะต้องใช้เกณฑ์ "อาจให้เช่า"นั้น จะต้องเป็นกรณีฟ้องผู้อาศัยหรือผู้กระทำละเมิดอันกำหนดค่าเช่าไม่ได้ คดีนี้เป็นการฟ้องขับไล่ผู้เช่าซึ่งกำหนดค่าเช่าไว้ชัดแจ้ง เมื่อค่าเช่าไม่เกิน 4,000 บาท จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

สมัยก่อนใช้หลัก 4000 บาท สมัยนี้ สามหมื่นบาท

- การเช่าตึกที่ค่าเช่าถูก แต่มีการเรียกเงินกินเปล่ากันไว้ก่อนก็ให้นำเงินกินเปล่ามาถั้วเฉลี่ยเป็นค่าเช่าด้วย

ขาด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 161/2549 ค้นเจอแล้วแต่เนื้อหาไม่ใช่อย่างนี้อาจารย์ได้บรรยายไว้

ปัญหา ว่า มีคดีไม่มีทุนทรัพยืและไม่มีทุนทรัพย์ปนกันมา เช่น ฟ้องขับไล่ สัญญาเช่าไม่เกิน เดือน 3 หมื่น แต่ฟ้องเรียก ค่าเสียหาย  มา 4 แสนบาท ก็กลายเป็นคดีที่ไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์

          แต่ต้องระวังคดีที่มีคำขอรองคำขอหลักต้องพิจารณาเพียงคำขอหลักว่าเข้าคดีมโนสาเร่หรือไม่เท่านั้น ดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3411/2545 คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ทั้งสามในอัตราค่าเช่าเดือนละ 2,100 บาท แม้โจทก์ทั้งสามจะเรียกค่าเสียหายหลังจากครบกำหนดสัญญาเช่าเดือนละ 11,700 บาท มาด้วย ก็ไม่ใช่ว่าอาคารพิพาทอาจให้เช่าได้เกิน 4,000 บาท กรณีที่จะต้องใช้เกณฑ์ "อาจให้เช่า"นั้น จะต้องเป็นกรณีฟ้องผู้อาศัยหรือผู้กระทำละเมิดอันกำหนดค่าเช่าไม่ได้ คดีนี้เป็นการฟ้องขับไล่ผู้เช่าซึ่งกำหนดค่าเช่าไว้ชัดแจ้ง เมื่อค่าเช่าไม่เกิน 4,000 บาท จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

คำขอให้ แสดงสิทธิ และให้ห้ามเข้าทำประโยชน์ การที่จะห้ามเข้าทำประโยชน์ก็ต้องได้ความตามคำขอหลักที่ให้แสดงว่าที่ดินพิพาทเป้นของโจทก์ เสียก่อน จึงเป็นคำขอหลัก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2506

ศาลอาจพิจารณาแต่คำฟ้องอย่างเดียว เมื่อเห็นว่าเป็นคดีมโนสาเร่ก็ออกหมายเรียกจำเลยอย่างคดีมโนสาเร่ได้ทีเดียวยังไม่ต้องพิจารณาคำให้การแก้คดีด้วย

ฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากที่ดินอันมีค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 500 บาทการที่โจทก์ขอให้บังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย ก็เป็นแต่ผลบังคับส่วนหนึ่งของการขับไล่แม้กระทบถึงอสังหาริมทรัพย์ คือ สิ่งปลูกสร้างของจำเลยด้วยก็ไม่ทำให้เป็นคดีแพ่งสามัญ

เมื่อการขาดนัดยื่นคำให้การเป็นความผิดของจำเลยเองแล้วจำเลยจะมาโต้เถียงอีกไม่ได้ว่าศาลสั่งว่าจำเลยขาดนัดเสียก่อนทำให้ไม่มีคำให้การแก้คดีของจำเลยที่จะให้ศาลวินิจฉัยว่าเป็นคดีแพ่งสามัญ

ในคดีมโนสาเร่ เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแม้ศาลจะไม่ได้นัดสืบพยานไว้ศาลก็ยังมีอำนาจดำเนินการพิจารณาคดีในวันนัดตามหมายเรียกนั้นต่อไปได้ตามมาตรา 193 วรรคสี่และในกรณีที่จำเลยไม่มาศาลก็ยังมีผลเท่ากับจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาด้วยแล้วฉะนั้น การที่ศาลแจ้งไปในหมายเรียกด้วยว่าวันนัดตามหมายนั้นเป็นวันสืบพยานด้วย จึงไม่ขัดต่อกฎหมาย

-          ฟ้องขับไล่ ก็เป็นคำขอหลัก ฟ้องให้รื้อบ้านเป็นคำขอรอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4039/2542

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส.3 ประมาณ 17 ไร่ จำเลยมีคำสั่งให้แก้ไขเนื้อที่ดินของโจทก์ด้านทิศเหนือเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 20 ตารางวา โดยอ้างว่าน.ส.3 ของโจทก์เฉพาะที่ดินส่วนนั้นออกทับหนองน้ำสาธารณประโยชน์ และมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ 20 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส.3ที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง เท่ากับกล่าวอ้างว่าคำสั่งเพิกถอนของจำเลยมีผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินส่วนที่ถูกเพิกถอน ซึ่งถ้าหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีย่อมมีผลให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทกลับคืนมา คดีของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้แก้ไข น.ส.3 ของโจทก์และขอให้ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไปก็ตาม แต่การที่ศาลจะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยต้องได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ มิใช่หนองน้ำสาธารณประโยชน์ดังนั้น คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงเป็นคำขออันเป็นประธาน เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 82,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ และโจทก์มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยภายใน 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบคำสั่งทำให้คดีขาดอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 นั้น ล้วนเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ครั้งที่ 2

         

ต่อจากคราวที่แล้ว มาตรา 190 วางหลักเกณ เรื่องการคำนวณทุนทรัพย์

 

มาตรา 190  จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาอันพิพาทกันในคดีนั้น ให้คำนวณดังนี้

(๑) จำนวนทุนทรัพย์หรือราคานั้นให้คำนวณตามคำเรียกร้องของโจทก์ ส่วนดอกผลอันมิถึงกำหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคำฟ้องหรือค่าธรรมเนียมศาลซึ่งอาจเป็นอุปกรณ์รวมอยู่ในคำเรียกร้อง ห้ามไม่ให้คำนวณรวมเข้าด้วย

 

ก็หมายความว่าให้พิจารณาจากคำฟ้องและคำข้อท้ายฟ้อง  ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนเงินก็คือ จำนวนทุนทรัพย์ เช่น ค่าทรัพย์สินที่เสียหาย ค่าซ่อม ค่าเสื่อมราคา  สามแสน แต่คนคุ้นเคย ขอเรียก สองแสน จำนวนทุนทรัพย์คดีนี้ก็คือ สองแสน ตามที่โจทก์เรียก

ในส่วนดอกผล หรือดอกเบี้ยนั่นเอง( ดอกผลนิตินัย ) ดอกเบี้ยคำนวณเป็นทุนทรัพย์ได้อย่างไรก็ดูคำขอโจทก์ ถ้าดอกเบี้ยก่อนฟ้องก็ให้คำนวณรวมมาเป็นจำนวนทุนทรัพย์ด้วย เช่น ในกรณีที่ทำละเมิด ดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด ก็ให้คำนวณมาจนถึงวันฟ้อง ฉะนั้นเวลาทนายความฟ้อง ก็จะแยกดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง กับดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ต้นเงินดอกเบี้ยหลังฟ้องต้องคิดจากต้นเงินเดิมนะ หลักก็มีอยู่แค่นี้เอง

ส่วนค่าฤชาธรรมเนียม ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าทนายความ ค่าขึ้นศาล ก็ไม่ให้นำมาคำนวณ ก็อยากให้สังเกต จำนวนทุนทรัพย์ในการห้ามอุทธรณ์ หรือ ฎีกานั้น ไม่ได้ คำนวนดอกเบี้ย จนมาถึงวันฟ้องอุทธรณ์ ฎีกา แต่ก็ถือจำนวนดอกเบี้ยตัวเดิม ที่นับจนถึงวันฟ้องในศาลชั้นต้น เว้นแต่จะพิพากษาได้ไม่ครบ

            และการคิดคำนวณทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็คิดแยก ระหว่างผู้อุทธรณ์ของโจทก์ หรือ จำเลย นั้นคิดแยกกันขึ้นอยู่กับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

           

๒) ในกรณีมีข้อสงสัยหรือมีข้อโต้แย้ง จำนวนทุนทรัพย์หรือราคานั้น ให้ศาลกะประมาณตามที่เป็นอยู่ในเวลายื่นฟ้องคดี

 

            มีความหมายว่า บางครั้งทุนทรัพย์ที่โจทก์ตั้งมาอาจเป็นทรัพย์สินที่ต้องมีการตีราคาไม่ใช่ตัวเงินแน่นอน เช่น ราคาที่ดิน หรือ ราคารถยนต์ เป็นต้น  ทางปฏิบัติก็จะเรียกโจทก์จำเลยนัดพร้อม มาตกลงกัน ถ้าตกลงกันได้ก็เอาราคาที่คู่ความตกลงกัน ( เดี๋ยวนี้ คิด ร้อยละ2 ใน 50 ล้าน แรก ใน ส่วน 50ล้านให้เสีย ร้อยล่ะ .01  )   ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ใช้ราคาประเมินของราคาราชการ

            ปัญหาเรื่องการมีทุนทรัพย์หรือไม่ก็กระทบเรื่องการอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริง มีกรณีที่ ตอนฟ้องฟ้องขับไล่ไม่ได้บรรยายราคาที่ดินมา หากจำเลยต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ ฉะนั้นศาลก็ต้องตีราคาที่ดินที่พิพาท เพราะกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาลใหม่ ไม่ใช่ สองร้อยบาทอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์แล้ว

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6258/2541

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่าจำเลยสร้างบ้านในที่ดินของจำเลย ต้องถือว่าเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันคำนวณเป็นราคาเงินได้ในที่ดินพิพาทตามฟ้อง การพิจารณาว่าคดีนี้จะต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องถือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งซึ่งจะต้องให้คู่ความตีราคาทรัพย์ที่พิพาทว่ามีราคาเท่าใดแต่ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ปรากฏว่าศาลทั้งสองสั่งให้คู่ความตีราคาทุนทรัพย์ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด แต่กลับวินิจฉัยคำอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสองโดยเห็นว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตีราคาทุนทรัพย์ในที่ดินพิพาทและเรียกเก็บค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วน แล้วส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

 

(๓) คดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่มีข้อหาหลายข้อ อันมีจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาไม่เกินสามแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ให้รวมจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน แต่ถ้าข้อหาเหล่านั้นจะต้องเรียกร้องเอาแก่จำเลยหลายคน ถึงแม้ว่าถ้ารวมความรับผิดของจำเลยหลายคนนั้นเข้าด้วยกันแล้วจะไม่เป็นคดีมโนสาเร่ก็ตาม ให้ถือเอาจำนวนที่เรียกร้องเอาจากจำเลยคนหนึ่ง ๆ นั้น เป็นประมาณแก่การที่จะถือว่าคดีนั้นเป็นคดีมโนสาเร่หรือไม่

กรณีแรก โจทก์เดียว จำเลยเดียว เรียกหลายข้อหา ก็ให้นำมารวม เช่น โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินไปสามครั้งครั้งล่ะ สามแสน

            หรือ ฟ้องว่า จำเลย ตีสุนักต่างประเทศ ราคา สามแสน บาทและยังเผา ผ้าม่าน อีก หนึ่งพันบาท ก็ให้คิดคำนวณรวมกัน

            อันนี้ใช้เฉพาะการคิดคดีมโนสาเร่ เท่านั้นไม่ใช้หลักนี้ในการ คิดคำนวณค่าขึ้นศาล และ การพิจารณาสิทธิ อุทธรณ์ ฎีกา ในข้อเท็จจริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2468/2527( การคำนวณสิทธิอุทธรณ์ )

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์รวม 13 วงแล้วผิดสัญญาไม่ชำระค่าแชร์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 136,200 บาท แต่จำนวนเงินที่ผิดสัญญาแต่ละวงนั้นไม่เกินสองหมื่นบาท ดังนี้ ทุนทรัพย์ในคดีนี้จึงแยกออกตามสัญญาเล่นแชร์แต่ละวงซึ่งไม่เกินสองหมื่นบาท จึงเป็นคดีที่ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 เมื่อเป็นคดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลย ก็เป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ จำเลยจะยกปัญหาข้อเท็จจริงนั้นขึ้นฎีกาอีกไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 การที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้หลายข้อนั้นศาลจะวินิจฉัยประเด็นข้อไหนก่อนหรือหลังก็ย่อมทำได้ตามที่เห็นสมควร หาจำต้องวินิจฉัยเรียงตามลำดับประเด็นที่ตั้งไว้ไม่ และจะนำเอาประเด็นหลาย ข้อมารวมวินิจฉัยไปพร้อมกันก็ย่อมทำได้ โดยไม่จำต้องระบุไว้ด้วยว่าได้รวมวินิจฉัยประเด็นข้อใดเข้าด้วยกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1216/2535( การคำนวณค่าขึ้นศาล)

การพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด จำต้องพิจารณาคำฟ้องเป็นเกณฑ์โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาข้อหาหนึ่ง และฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดอีกข้อหาหนึ่งคำฟ้องของโจทก์จึง เป็นการเสนอข้อหา 2 ข้อหา และแยกจากกันได้ โจทก์จึงต้องเสีย ค่าขึ้นศาลทั้ง 2 ข้อหา โจทก์ทำสัญญารับจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โดยโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อและติดตั้งลิฟต์ กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ ส่งมอบลิฟต์ และติดตั้งลิฟต์ ให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว โจทก์ได้รับ เงินจากมหาวิทยาลัยในงานส่วนติดตั้งลิฟต์ แล้ว แต่ไม่ยอมจ่ายเงิน ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ร้องเรียนต่อ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยได้เรียกโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปไกล่เกลี่ยในที่สุดโจทก์ตกลงจ่ายค่าลิฟต์ ให้จำเลยที่ 1 แต่ก็ ไม่จ่ายอีก เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ร้องเรียนโจทก์ต่อมหาวิทยาลัย ดังกล่าว เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 จะกระทำได้โดยชอบ หาเป็น การละเมิดโจทก์ไม่ พยานจำเลยที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานไปนั้น จะเบิกความถึงข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นคุณแก่จำเลยอยู่แล้ว การที่ ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลยไม่ทำให้คำวินิจฉัยของศาลเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่นฎีกาของจำเลยที่ว่าศาลชั้นต้นงดสืบพยานไม่ชอบ จึงไม่ เป็นสาระอันควรวินิจฉัยศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.

- สำหรับคดีโจทก์หลายคนฟ้องรวมกันมาถ้าสิทธิสามารถคิดคำนวนแยกกันได้ก็ต้องคิดแยกกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5194/2537

การตั้งผู้จัดการมรดกไว้ในพินัยกรรมก็เพื่อความสะดวกในการแบ่งทรัพย์ให้แก่ทายาทเท่านั้น หาได้มีกฎหมายห้ามทายาทตามพินัยกรรมฟ้องเรียกเอามรดกเป็นส่วนของตนไม่ โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทคนละ 78.33 ตารางวา ในคำฟ้องเดียวกันเป็นเรื่องแต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55ต้องถือทุนทรัพย์แต่ละคนแยกกัน โจทก์ทั้งห้าตั้งทุนทรัพย์รวมกันมาเป็นเงิน 833,466 บาท เท่ากับโจทก์ตั้งทุนทรัพย์คนละ 166,693.20บาท ซึ่งไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

 

การฟ้องและการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีมโนสาเร่ มาตรา 190 ทวิ ในคดีมโนสาเร่ ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบทบัญญัติในหมวดนี้  หากไม่มีบัญญัติไว้ก็ให้นำวิธีพิจารณาสามัญมาใช้ได้ มาตรา 195  นอกจากที่บัญญัติมาแล้ว ให้นำบททั่วไปแห่งประมวลกฎหมายนี้และบทบัญญัติในคดีสามัญมาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีมโนสาเร่ด้วย  

ปัจจุบันก็มีการแก้ไขเรื่องการขาดนัดสามัญให้ใช้กับคดีมโนสาเร่ ได้

คดีมโนสาเร่ฟ้องศาลใด แยกพิจารณา เป็น อำนาจศาล และ เขตศาล ก็ใช้บทบัญญัติทั่วไป ในเรื่อง

อำนาจศาล ตาม  มาตรา 170  ห้ามมิให้ฟ้อง พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเป็นครั้งแรกในศาลหรือโดยศาลอื่นนอกจากศาลชั้นต้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งเป็นอย่างอื่น

ศาลชั้นต้นในกรุงเทพ ก็มีอยู่ ห้าศาลในคดีแพ่ง ตาม จังหวัดต่างๆ ก็มี ศาลจังหวัด หรือ ศาลแขวง ( อันนี้เป็นประเด็นที่น่าจะออกในเรื่องพระธรรมนูญศาลมากกว่า )

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages