สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน ห้างฯบริษัท ครั้งที่ 10 - 11 สอนเมื่อ 11/08/09 ,12/08/09

695 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Aug 24, 2009, 9:22:43 PM8/24/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์ ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

(ครั้งที่ 10 อัง 11/08/09 )

คราวที่แล้วไม่ได้มาก็ให้ท่านอาจารย์อื่นมาบรรยายแทน ก็จบเรื่องการชำระบัญชีห้างฯ การชำระบัญชีตามหลักแล้วต้องทำ แต่ก็มีข้อยกเว้นคือ ห้างฯสามัญ ที่ไม่เกี่ยวกับส่วนได้เสียบุคคลภายนอก คือไม่มีหนี้ ไม่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกนั่นเองพูดง่ายๆ

หุ้นส่วนนั้นไปฟ้อง บุคคลภายนอกถ้ามีสัญญาก็ไม่มีปัญหา แต่คู่สัญญา ไปฟ้องบุคคลภายนอกก็ไม่มีปัญหา

ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนฟ้องคดีแทนห้างฯ

ฎ.775/2516  ก็จดเลขแล้วไปอ่านเอาเองนะครับ ประการที่สอง ในการฟ้องคดีก็คือคดีละเมิด

การที่มีบุคคลภายนอกมาทำละเมิด หุ้นส่วนหรือเจ้าของรวมคนหนึ่งคนใด ก็มาฟ้องได้ อันนี้เป็นเรื่องคดีละเมิดไม่ใช่เรื่องสัญญา ประการที่สามคดีเกี่ยวกับสัญญา ประการแรกเลย หุ้นส่วนคู่สัญญาฟ้องได้เสมอ

ฎ. 1698/2492 และเป็นไปตามหลักเรื่องสัญญาทั่วไป รวมทั้งมีสิทธิเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย ได้

การฟ้องคดีระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเอง อันนี้เป็นหลัก หลักก็คือตราบใดที่ห้างฯยังไม่เลิกหุ้นส่วนจะฟ้องไม่ได้ อันนี้เป็นไปตามหลักธรรมดาของห้างฯ

การฟ้องระหว่างกันเอง เรื่องนี้ฏีกาตัดสินเอาไว้ บางครั้งก็คิดว่ากลับกันเองจิงๆแล้วไม่ใช่

            ฎ.2216/2514 ในเรื่องนี้เข้าหุ้นกันกับจำเลย

            ถ้าห้างฯไม่จดทะเบียน ห้างฯเลิกกันเพราะหุ้นส่วนตายทายาทคนตายนี่ไม่คืนเงิน จำนวนที่ต้องคืนให้แก่ห้างฯ หุ้นส่วนคนหนึ่งจึงฟ้องทายาทคนตาย

            ฎ.1767/2529

            3431/2546

            นอกจากงานด้านบัญชีที่ต้องทำแล้ว ถ้าไม่จดทะเบียน ยังมีทางอื่นอีกคือประนีประนอมกันอย่างไรก็ได้ แต่ต้องตกลงกันก่อน เช่น ก ข ค ตั้งห้าง ก เอารถมาลง ข เอาเงิน ค สิทธิการเช่ามาลงเป็นทรัพย์สิน

            ต่อมานาย ก ต้องไปต่างประเทศ ข ค ก็ต้องมาตกลงกันว่าเอาไง ไม่ต้องชำระบัญชีก็ได้ สมมุติว่ามีใครมาขอความเห็น ก็ต้องดูว่ามีหนี้สินหรือไม่ มีบุคคลภายนอกมาเกี่ยวหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ ง่ายมาก

            อย่าไปทำอะไรที่เป็นการเอาเปรียบเขาโดยไม่สุจริต ขอให้ดูฏีกาอีกเรื่อง

            374/2500 เรื่องนี้เป็นเรื่องการชำระบัญชีการแต่งตั้งนั้นหากแต่งตั้งโดยหุ้นส่วนบางคนไม่ชอบ หุ้นส่วนอื่นขอให้ชำระบัญชีใหม่ได้ ในเรื่องนี้มันก็ผิดแต่ต้นแล้ว ก็คือต้องตั้งให้ชอบตั้งแต่ต้นเสียก่อน ขอให้ดู ฏีกาที่

            3530/2537

            6366/2538

            1159/2510

            คือศาลฏีกาวินิจฉัยอย่างนี้ครับ เมื่อห้างฯเลิกแล้วคำขอของโจทก์ที่ขอให้โจทก์ยังคืนไม่ได้เพราะยังไม่มีการวางบัญชี ศาลฏีกาจึงตั้งจ่าศาลเป็นผู้ชำระบัญชีให้ ศาลใจดี แต่การตั้งต้องถามก่อนนะครับว่าเต็มใจ จะกระทำให้ได้หรือไม่

            ฎ.98/2495 ในเรื่องนี้โจทก์จำเลยได้เลิกกิจการห้างฯแล้ว โจทก์มาฟ้องว่าจำเลยเอาเงินของห้างฯไปใช้ส่วนตัว ศาลฏีกาก็พิพากษาให้คืนเงินให้โจทก์กึ่งหนึ่ง เรื่องนี้ไม่มีปัญหา

            ฎ.1248/2502 ในฏีกาเรื่องนี้เข้าหุ้นกันเลี้ยงหมู คล้ายกับการที่พิพากษาในระบบรัฐธรรมนูญ ระบบของเราวิธีพิจารณาเคร่งครัดมาก เกินคำขอไม่ได้ 

            ฎ.1956/2517 เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องว่าเข้าหุ้นกับจำเลยสร้างแพโป๊ะ พลัดกันเก็บผลประโยขน์คนละเดือนต่อมารายได้ลดลง โจทก์ประสงค์เลิกห้างจำเลยไม่ยอมเลิก ขอให้พิพากษาแบ่งเงินทุนระหว่างโจทก์จำเลย  ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าแม้ไม่ได้ขอท้ายฟ้องให้เลิกห้างแต่ก็ขอบังคับให้แบ่งทุน เห็นความประสงค์ได้ว่าต้องการให้ศาลสั่งให้เลิกห้าง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ ว่าเหลือวิสัย มีเหตุให้เลิกกันแม้จะต้องมีการชำระบัญชีก่อน ย่อมมีข้อพิเคราะห์ว่า ศาลจะขอให้คืนทุนโดยชำระบัญชีได้หรือไม่ เห็นว่าการคำฟ้องให้การและทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าห้างฯมีลูกหนี้เจ้าหนี้หรือหุ้นส่วนได้ออกเงินทดรองเพื่อจัดการงานห้างฯ โจทก์จำเลยพลัดกันเก็บมาสิบปีเศษแล้วสินทรัพย์มีเพียงแพเท่านั้นจะรื้อฟื้นก็ไม่ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มเห็นควรพิพากษาไปเลยในทีเดียว ตามนัย ฎ. 1195/2497

            1711/2532 ข้อกฏหมายสั้นๆมีเพียงว่าแม้ต้องชำระบัญชีก่อนเมื่อห้างฯเลิกเมื่อทราบเพื่อทีทราบกำไรขาดทุนแต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ว่าทรัพย์สินของห้างฯไม่มีเจ้าหนี้ลูกหนี้ซึ่งไม่อาจติดตามเรียกร้องชำระหนี้ได้ส่วนที่ขาดทุนคือเงินทดรองซื้อสินค้า ดังนั้น การที่จะให้ไปชำระบัญชีของห้างย่อมไม่เป็นประโยชน์

             ศาลก็พิพากษาให้รับผิดในส่วนที่ขาดทุนได้เลยแม้จะไม่มีส่วนที่ชำระบัญชีก็ตาม

-          คือชำระบัญชีก็ไมได้ข้อเท็จจริงที่เพิ่มขึ้นศาลก็พิพากษาให้แบ่งเงินกันได้เลย ประเด็นนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสน  และเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

ต่อมาประเด็นที่เกี่ยวข้อง เรื่องการรวมต้วกันเพื่อหาผลกำไรต้องคำนึงส่วนได้เสียประกอบเมื่อเลิกแล้วต้องมีการชำระบัญชีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับบุคคลที่สุจริตนั่นเอง

ขอให้ดูคำพิพากษาฏีกาเรื่องหนึ่ง 1197/2497 เป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยเข้าหุ้นกันเช่าที่ดินปลูกห้องแถว แบ่งผลประโยชน์คนละครึ่ง จำเลยรับเงินกินเปล่าจากผู้เช่าแล้วไม่แบ่งให้โจทก์ จึงฟ้องขอแบ่งเงินแป๊ะเจี้ย จำเลยฏีกาว่าหุ้นส่วนยังไม่เลิกโจทก์จะฟ้องไม่ได้ ศาลฏีกาวินิจฉัยอย่างนี้ครับ ว่า ที่ว่าหุ้นส่วนยังไม่เลิกกันจะฟ้องเรียกค่าเสียหายไม่ได้นั้น การฟ้องที่ผิดสัญญากับการฟ้องขอเลิกห้างฯ เป็นคนละเรื่องกัน และไม่มีกฎหมายใดกำหนดห้ามฟ้องเรื่องผิดสัญญาหุ้นส่วนไม่ได้ ( ในเรื่องนี้แปลกตรงที่ว่า ในคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่มีการบอกเลิกห้าง ฯ ข้อเท็จจริงก็ยังทำห้องแถวกันต่ออยู่ )

      อันนี้แตกออกเป็นประเด็นหนึ่งแล้ว ถ้าตราบใดที่ผู้เป็นหุ้นส่วนยังประกอบสัญญาอยู่ อีกฝ่ายหนึ่งก็ฟ้องในเรื่องผิดสัญญาได้ ฏีกาเรื่องนี้ผิดกับเรื่องอื่นๆที่ได้วินิจฉํยมาแล้ว เจตนาที่แปลความคือ ไม่ได้มีการเลิกห้างฯ  เจตนาต้องการแบ่งกำไร ก็ทำได้ ฏีกาปี 36

ฎ. 5125/2546  เดินตามแนวฏีกาปี 36 ว่าข้อเท็จจริงได้ความชัดว่ามีการโกงกันระหว่างหุ้นส่วนและมีการเลิกห้างฯกันแล้ว เช่นนี้ไม่ต้องมีการชำระบัญชีก่อน ลองไปอ่านดูนะครับ คือไม่มีบุคคลภายนอกมาเกี่ยวข้องตกลงเรียบร้อยแล้วระหว่างหุ้นส่วน ไม่ต้องไปใหชำระบัญชีต่อกันก่อน อีกเรื่องหนึ่งได้พูดไปแล้วในกรณีที่ฟ้องขอเลิกห้างและขอแบ่งทรัพย์โดยยังไม่มีการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี ถ้าศาลเห็นศาลก็อาจจะตั้งได้  นานๆทีนะครับ เพราะเจ้าหน้าที่ของศาลก็คงไม่อยากเอามือไปซุกหีบ สำนักงานทนายความก็มีเยอะ ศาลก็เลยไม่ค่อยตั้งให้เดี๊ยวนี้นะครับ อีกประการหนึ่งถ้าเกิดตั้งให้แล้วงานเยอะไม่สะดวกทำต่อไปก็มีปัญหาอีก ศาลจึงไม่นิยมตั้งเจ้าหน้าที่ของศาลให้อันนี้ก็เป็นเรื่องหุ้นส่วนฟ้องกันเองตามข้อ 6

ต่อไปจะพูดถึงหัวข้อใหญ่ที่จำเป็นอีกหัวข้อหนึ่งคือการจดทะเบียนห้างฯสามัญ หรือ ห้างฯสามัญจดทะเบียน ที่เราพูดมาทั้งหมดตอนต้นคือห้างฯสามัญ ธรรมดา ไม่จดทะเบียน

ก่อนอื่นห้างฯ จดทะเบียนก็มีฐานะเดียวกับ ห้างฯจำกัด กับ บริษัทจำกัด คือต้องจดทะเบียน คือเป็นนิติบุคคลนั่นเอง นอกจากนั้นยังต้องนำบทบัญญัติในตอนต้นเกี่ยวกับห้างฯสามัญไม่จดทะเบียนมาใช้ด้วย นั่นคือ 1014 กับ 1024 มาใช้ด้วย

การขอจดทะเบียนนั้นคงจะไปเร็วหน่อย เพราะเป็นรายละเอียดที่ไม่เป็นส่วนสำคัญในการสอบเท่าไหร่ เป็นในเรื่องทางปฏิบัติเท่านั้น ก็ไปยื่นขอที่พาณิขย์ คำขอ เอกสาร ก็ต้องถูกต้องตามกฎหมาย รายการจดทะเบียนก็ไปดูมาตรา 1064 ซึ่งก็คงไม่ต้องอธิบายมากนะครับ

ถ้าเกิดมีการจดทะเบียนห้างฯสามัญแล้วจะต่อท้ายเสมอ ในส่วนของคำว่า นิติบุคคลต้องให้คนรู้ นอกจากชื่อแล้วยังต้องมีการระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เอกสารในการจดทะเบียน เป็นเอกสารมหาชน ประชาชน ตรวจสอบได้ กฎหมายก็ปิดปากไม่ให้ผู้ใดอ้างว่าไม่รู้

37/2506 ฏีกาฉบับนี้เนี่ยเป็นบริษัท กรรมการลงชื่อโดยไม่ประทับตราในสัญญาเช่า หนังสือสัญญาเช่าดังกล่าวไม่ผูกพัน จะมาอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ หลักในเรื่องนี้มีข้อยกเว้นจะกล่าวต่อไป สำหรับข้อที่ว่ารายการจดทะเบียนนี้กฎหมายปิดป่าก

569/2483 วินิจฉัยว่าใช้ในกรณีความรับผิดในนิติกรรมสัญญาเท่านั้นจะมาใช้ในกรณีละเมิดไม่ได้

คือสรุปว่าการไม่ได้อ่านราชกิจจาจะถือว่าประมาทเลินเล่อไม่ได้

ฎ. 846/2519 เป็นการย้ำหลักว่า ข้อความนั้นใช้กับกรณีนิติกรรมสัญญาเท่านั้นไม่ใช้กับกรณีละเมิดด้วย

ในมาตรา 1023 นี้เองถึงแม้มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการก็ดี ยังไม่มีการจดทะเบียนในราชกิจจา บุคคลภายนอกก็อ้างได้ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรนะครับ คนที่ได้รับประโยชน์ ต้องเป็นผู้ได้กระทำการโดยสุจริตนะครับ

1951/2497

1658/2513 ( ญ )

1309/2515

782/2516 ผู้จัดการบริษัท ทำสัญยาโดยระบุชื่อบริษัทเป็นคู่สัญญา

2516/2527

(ครั้งที่ 11 พุธ 12/08/09 )

ถ้าหากมีเวลาก็จะพูดเรื่องบริษัทมหาชนให้ฟังหน่อย  ครั้งก่อนพูดในเรื่องห้างฯไม่จดทะเบียน แล้วก็มีฏีกาหลายเรื่องว่าผู้แทนนิติบุคคลทำหรือไม่ทำตามสัญยามีผลอย่างไรบ้าง

ผลโดยทั่วไปคือ ทำให้ห้างฯและผู้เป็นหุ้นส่วนถูกปิดปาก ตัวหุ้นส่วน ปฏิเสธเอกสารที่ตัวเองจดไม่ได้และขณะเดียวกันก็ปิดปากบุคคลภายนอกด้วย ว่าสิ่งที่จดทะเบียนนั้น จะมาอ้างต่างก็ไมได้

ห้างฯจดทะเบียนอยู่ภายใต้ ตามบทบัญญัติ จดทะเบียน  ห้างฯ นั้นจะเป็นนิติบุคคล คือเป้นบุคคลต่างหาก มีชื่อมีภูมิลำเนาต่างหากจากการเป็นหุ้นส่วน ภูมิลำเนาจดทะเบียนที่ไหนก็ถือว่าเป็นที่นั่น

ฎ.5674/2530

ฎ.624/2515 เมื่อจดทะเบียนแล้วก็เป็น นิติบุคคลต่างหาก

ฎ.1588/2523 อันนี้เป็นเรื่องการฟ้องผิดตัว คือฟ้องจำเลยซึ่งคือหุ้นส่วนผู้จัดการเพียงคนเดียวเท่านั้นนะครับ

ฎ.787/2506 เรื่องตัวอย่างห้างฯที่จดทะเบียนแล้วต้องรับผิดในส่วนการกระทำของหุ้นส่วนผู้จัดการถ้าเป็นการกระทำผิดอาญาในขอบวัตถุประสงค์ของห้างฯ

เนื่องจากเจ้าหนี้บังคับเอากับหุ้นส่วนไม่ได้ต้องบังคับห้างฯ ก่อน

ฎ.802/2515 ก็ทำนองเดียวกันเมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้จะฟ้องแย้งไม่ได้ ต้องถือว่าเป็นคนละคนกัน สมมุติว่าโดนเจ้าหนี้ฟ้องแต่เจ้าหนี้เป็นหนี้เราอยู่ ก็สามารถหักกลบลบหนี้หรือ ฟ้องแย้งเจ้าหนี้ได้ แต่ถ้าเป็นเรากับห้าง ถือเป็นคนละคนก็จะมาหักกลบลบหนี้จำพวกนี้ไม่ได้

ขอให้ดูมาตรา 1072 เขียนไว้ชัดเจน

ฎ.3619/2535 วินิจฉัยย้ำหลักที่ว่า นี้ และที่แปลกคือได้อ้างมาตรา 1080 ด้วยที่กฎหมายให้นำเรื่องห้างฯ สามัญ มาใช้ในเรื่อง ห้างฯจดทะเบียนด้วย

ฎ.3841/2525 เรื่องนี้ชนะคดีแล้วมายึดทรัพย์ไปชำระหนี้ แล้วมาร้องให้ปล่อยทรัพย์อ้างว่าเป็นของห้าง ฯ วัตถุประสงค์ถ้าไม่จดทะเบียนต้องดูเรื่องธรรมดาการค้าของห้าง ฯ แต่พอเป็นห้างฯจดทะเบียนแล้วง่ายมากก็แค่ไปขอดู ที่ทะเบียนพาณิชย์ว่าห้างฯมีวัตถุประสงค์เพียงใด

นอกจากนั้นยังมีมาตรา 66 ของประมวลแพ่งด้วย เข้าใจว่ามีการแก้ไขปี 35 ถ้าเกิดมีการกระทำนอกเหนือแล้วนิติบุคคลนั้นก็ไม่ต้องรับผิด

ฎ.1463 /2518 เรื่องนี้โจทก์เป็นห้างฯจำกัดได้เข้าเล่นแชร์กับจำเลย การเล่นแชร์เป็นสัญญาชนิดหนึ่ง มุ่งหมุนเวียน มาผ่อนใช้ ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์อยู่ คือศาลไม่ยอมให้มาเบี้ยว โดยอ้างว่าตัวเองไม่มีวัตถุประสงค์เช่นนี้ไม่ได้ อย่างเช่นในเรื่องปั้มน้ำมันที่เคยบอกกล่าวไว้

ฎ.41/2509  

ฎ.2004/2517  รับฝากรถไว้แล้วทำของเขาหายจะมาอ้างว่าไม่มีวัตถุประสงค์ไม่ได้

ต่อไปดูผลทั่วไปที่นำมาใช้โดยเฉพาะ ประการแรกคือการถือเอาปรโยชน์จากบุคคลภายนอก ดูมาตรา 1065

                มาตรา 1065  ผู้เป็นหุ้นส่วนอาจถือเอาประโยชน์แก่บุคคลภายนอกในบรรดาสิทธิอันห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนนั้นได้มา แม้ในกิจการซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตน

                จะเห็นได้ว่าต่างอย่างสิ้นเชิงในเรื่องห้างฯสามัญไม่จดทะเบียนเลย มาตรา 1049

            เพราะชื่อตนของตนปรากฏในเอกสารมหาชนแล้ว อย่างไรก็ดีในมาตรานี้การที่หุ้นส่วนจะเรียกร้องเอาประโยชน์จากกิจการไม่ปรากฏชื่อตนก็ต้องเรียกร้อง ในส่วนห้างฯ

 ต่อไปมาตรา 1066 โดยหลักแล้วก็คล้ายกับมาตรา 1038 มีต่างออกไปคือห้ามไม่ให้เข้าไปเป็นหุ้นส่วน ห้างฯอื่น เว้นแต่ได้ยินยอมจากหุ้นส่วนอื่นทุกคน

 ในเรื่องนี้ มาตรา 1066 เหมือนกับ มาตรา 1038 ที่พูดมาแล้วทุกอย่าง กิจการของตัวเอง

ผลโดยเฉพาะอีกข้อคือผลโดยเฉพาะต่อเป็นหุ้นส่วนต่อหนี้สินของห้างฯ รับผิดอย่างไร ทบทวนนิดหนึ่งคือถ้าเป็นห้างฯไม่จดทะเบียน หุ้นส่วนทุกคนก็ต้องรับผิดอย่างไม่จำกัดจำนวน ห้างฯจดทะเบียนไม่ใช่อย่างนั้น เรื่องแรกคือหุ้นส่วนที่ออกไปแล้วสองปี นับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วน อันนี้ตรงตามตัวบทนะครับ

ฎ.463/2537  วันที่ออกจากหุ้นส่วนต้องถือวันจดทะเบียน ไม่ได้ถือวันที่ออกตามความเป็นจริง

ฎ.4411/2521 ถ้ากำหนดการ สองปีตรงกับวันหยุดก็สามารถเรื่อยออกมาได้ ข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งคือบทบัญญัตินี้เป็นบทในการรับผิด ไม่ใช่การขยายอายุความนะครับ

ฎ.2615/2523

วินิจฉัยต่อไปด้วยว่าบทบัญญัติดังกล่าวไม่เกี่ยวกับความสงบ คู่กรณีสามารถตกลงเป็นอย่างอื่นได้

ระยะเวลาที่เป็นอายุความมันจะยืดจะหดไม่ได้ อีกอันหนึ่ง คือตามมาตรา 1070 แต่เมื่อห้างฯจดทะเบียนแล้ว

ฎ.      770/2503 ฏีกาเรื่องนี้สรุปได้ว่าจำเลยใช้นามว่า บริษัท ฮ ซื้อน้ำตาลไปแล้วไม่ชำระราคาขอให้ศาลสั่งให้ชำระ จำเลยอ้างว่าเป็นเพียงผู้จัดการห้างฯ  

ฎีกานี้ฟ้องโดยยังไม่ได้บอกเลยว่าผิดนัดราคาแล้ว เพราฉะนั้นความรับผิดของหุ้นส่วนมันจึงยังไม่เกิดขึ้น เพราะห้างฯก็ยังไม่ผิดนัด เรื่องนี้กลับคำพิพากษาศาลต้นสองศาล นอกจากนั้นก็แปลความตามฟ้องยังไม่ได้ว่าผิดนัด ไปดูฏีกาอีกเรื่องหนึ่ง ตรงกันข้ามกับเรื่องนี้

ฎ. 689/2497

            ถ้าอ่านละเอียดแล้วจะเห็นว่ารูปคดีแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน และก็ถือเคร่งครัดตามวิธีพิจารณาความ ซึ่งระบบเราก็เป็นตามระบบ ประมวลกฎหมาย

            มีฏีกาอีกสองเรื่องที่สมควรจะพูดคือคำพิพากษาฏีกาที่ 995/2510 และ 624/2515 ฏีกาสองเรื่องนี้ก็ทำให้สับสนได้เหมือนกัน เรื่องแรกโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าจำเลยให้การว่า ไม่ได้เป็นผู้ให้เช่า จำเลยที่สองผู้เดียวเป็นคู่สัญญาโจทก์ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นห้างฯจำกัด จำเลยที่สองเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเรื่องนี้ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่สองทำสัญญาเช่ากับโจทก์ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการไม่ใช่ในฐานะส่วนตัว

            เหตุผลก็คือ ฟ้องโจทก์ทั้งสองเรื่องนี้ไม่ได้ให้รับผิดตามมาตรา 1070 โดยเฉพาะคดีแรกที่ต้องการให้รับผิดเป็นการส่วนตัว ซึ่งก็วินิจฉัยว่าไม่ได้ต้องการให้รับผิดเป็นส่วนตัว แต่ต้องการให้รับผิดในทางละเมิด

            ส่วนในเรื่องที่สอง บรรยายฟ้องไม่ได้อ้างมาตรา 1070 แต่อ้างว่าเป็นนายจ้าง เพราะฉะนั้นศาลฏีกาจึงยกฟ้อง สรุปได้ว่าความรับผิดของหุ้นส่วนนั้นเวลาถูกฟ้องต้องบรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่าห้างผิดนัดแล้วหรือไม่ ถ้าหากเขาไม่ได้บรรยายฟ้องแล้วก็อนุมาณไมได้ ถ้าผิดนัดก็ไม่ได้ต่อสู้คดี เราต้องอ้างว่าไม่ผิดนัด จุดนี้ต้องขึ้นอยู่กับกฎหมายวิธีสบัญญัติ เป็นเรื่องต่อสู้ อย่างโน้นอย่างนี้ จึงตัดสินตามกฎหมายสะระบัญญัติได้ ต้องรู้ การที่จะรุ้ในเรื่องนี้ นอกจากความรู้ ประสบการณ์เป็นเรื่องสำคัญ โง่ ต้องมาก่อนฉลาด ผิดเป็นครู ประสบการณ์จะสอนให้เราคล่องแคล่ว อย่าโทษคนอื่นนี่คือนักกฎหมายที่ดี เราต้องดูตัวเราเอง การวินิจฉํยผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา ตกคะแนนเดียวอย่าไปเสียใจ ต้องดูสิครับว่าขาดคะแนนเดียวเพราะอะไร ตกก็คือตก มีหลายคนนะครับ อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องซีเรียส พยายามใหม่ ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ได้ทั้งนั้นนะครับ

            มาตรา 1070 พูดแล้วนะครับ  ประการสุดท้าย กรณีที่หุ้นส่วนเกี่ยงให้บังคับกับทรัพย์สินของห้างฯก่อน ถ้าเจ้าหนี้ไม่ได้ฟ้องห้างฯ ก็ควรจะร้องขอให้ศาลเรียกเข้ามาเป็นคู่ความร่วมได้

            สิทธิอีกอันหนึ่ง คือสิทธิในการเป็นหุ้นส่วนในทรัพย์สินของห้าง ในทรัพย์สินในหนี้สินก็แยกจากผู้เป็นหุ้นส่วน แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ใช่เป็นเจ้าของร่วม แต่จะเป็นแค่ไหนเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับสัญญา ก็ขึ้นอยู่แต่กับแต่ละเรื่องไป กิจการ

            ฎ.3841/2525 ฏีกานี้บอกว่าเมื่อห้างฯ ยังไม่เลิกเจ้าหนี้ส่วนตัวคงมีสิทธิบังคับตามมาตรา 1072 เท่านั้น

            อันนี้ก็ตรงตามตัวบท อีกประการคือ ความรับผิดของห้างฯ ผู้เป็นหุ้นส่วนในการกระทำของบุคคลภายนอก ถ้าเกิดห้างฯจดทะเบียนก็ดูจากวัตถุประสงค์ ถ้าไม่จดทะเบียนก็ดูแต่เป็นทางธรรมดาการค้าของห้างฯหรือยัง

                        ผู้แทนของห้างฯไม่ใช่หนทางเดียวที่รับผิด คนขับรถไม่ใช่ผู้แทนนิติบุคคล คนขับรถเป็นตัวแทนในการซื้อของ ไม่เกี่ยวกับผู้แทนนิติบุคคล ห้างฯจดทะเบียน ต้องเลิกเมื่อล้มละลาย นอกจากหุ้นส่วนที่จดทะเบียนต้องเลิกตามมาตรา 1055 แล้ว ห้างฯต้องเลิกเมื่อห้างฯล้มละลายอีกด้วย การชำระบัญชี อันนี้ก็พูดไปแต่ต้นแล้วว่าจะต้องชำระบัญชีเสมอ การที่หุ้นส่วนตกลงกันให้ใช้วิธีอื่นทำได้เฉพาะห้างฯไม่จดทะเบียนเท่านั้น

            ฎ. 351/2507 ( ญ )

            เหตุผลฏีกาฉบับนี้ ก็เห็นด้วย คือการชำระบัญชีห้างฯจดทะเบียน มีบัญญัติในหมวด 5 ลักษณะ 22

            เมื่อเสร็จการชำระบัญชีต้องมีการจดทะเบียน เสร็จการชำระบัญชี ด้วย แล้วต้องกระทำโดยผู้ชำระบัญชี ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า มาตรา 1061 ใช้ได้เฉพาะ ผู้ถือหุ้นเท่านั้น

            บทสุดท้าย คือ ผลดีผลเสียของการจดทะเบียนห้างฯ ผลดีก็คือ ทำให้ผู้เป็นหุ้นส่วนถือเอาประโยชน์จากบุคคลภายนอกในกิจการที่ไม่ปรากฏชื่อตนก็ได้ ผลเสียก็คือต้องมีการเปิดเผยชื่อ ที่อยู่ อาชีพ กับทุกคน เรื่องของบุคคลภายนอกเป็นผลดีคืออาจตรวจดูทะเบียนได้ ก่อนทำนิติกรรม กับห้างฯหรือบริษัทนั้น ผลเสียก็มีว่าจะอ้างว่าไม่ได้จดทะเบียนก็ไม่ได้ เจ้าหนี้ส่วนตัวของหุ้นส่วนไม่อาจยึดทรัพย์ของหุ้นส่วนของห้างฯได้ วันนี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้ครั้งหน้าขึ้นเรื่องควบห้างฯ จดทะเบียน แล้วก็จะพูดถึง บริษัทจำกัดต่อไป     

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages