ครั้งที่ 2 . ()
ปีนี้ชั่วโมงหุ้นส่วนบริษัทไม่ค่อยตรงกับวันหยุด ก็คงไม่ต้องเร่งมาก เมื่อครั้งที่แล้วก็ได้เกริ่นไปถึงสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน มาตรา 1012 อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น
ซึ่งเป็นแม่บท
วิชาหุ้นส่วนบริษัท ก็มีหลายกฎหมาย
วันนี้เราจะลงลึกในส่วนห้างฯสามัญ ที่เป็นแม่บท ต้องทำความเข้าใจให้ดีเพราะเป็นหลักสำคัญ ห้างฯสามัญนั้นการจัดตั้งต้องไปตามหลักเอกเทศสัญญา ตั้งง่ายไม่มีแบบ ไม่ต้องการหลักฐาน แม้แต่ไม่มีสัญญาที่เป็นรายลักษณ์อักษร ยังเป็นห้างฯสามัญทันที
มาตราอีกอันหนึ่ง ที่เกริ่นในตอนต้น คือมาตรา มาตรา 1080 บทบัญญัติว่าด้วยห้างหุ้นส่วนสามัญข้อใด ๆ หากมิได้ยกเว้นหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปโดยบทบัญญัติแห่งหมวด 3 นี้ ท่านให้นำมาใช้บังคับแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วย
ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดนั้นมีอยู่หลายคนด้วยกัน ท่านให้ใช้บทบัญญัติสำหรับห้างหุ้นส่วนสามัญเป็นวิธีบังคับในความเกี่ยวพันระหว่างคนเหล่านั้นเอง และความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนเหล่านั้นกับห้างหุ้นส่วน
บัญญัติไว้
เรามาดูห้างฯสามัญว่ามันหมายถึงอะไร มีอยู่สามมาตราหลักๆ ขาดมาตราใดไปไม่ใช่ห้างฯสามัญ
ประการแรก 1012 + 1025 + 1026
มาตรา 1012 อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น
มาตรา 1025 อันว่าห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น คือห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด
มาตรา 1026 ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาลงหุ้นด้วยในห้างหุ้นส่วน
สิ่งที่นำมาลงด้วยนั้น จะเป็นเงินหรือทรัพย์สินสิ่งอื่นหรือลงแรงงานก็ได้
ขอให้เปิดดูเลยนะครับ
เป็นบทวิเคราะห์ศัพท์เลยนะครับ ต้องรวมกันสามมาตรา บอกว่าผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาลงหุ้นด้วย โดยสิ่งนั้นจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือแรงงานก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะนำมาลงหุ้นมีได้เกือบทุกอย่า งแค่คำว่าทรัพย์สินคำเดียวก็แทบจะคลุมหมดแล้ว
ก็ได้ว่าห้างฯสามัญ คือสัญญาที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงนำหุ้นมาลงทุนทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไร อันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้นและบุคคล ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดทุกคน รับผิดร่วมกัน เพื่อหนี้ทั้งปวง ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด
คำจำกัดความที่บอกแยกได้สี่หัวข้อ
1.สัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงนำหุ้นมาลงทุนร่วมกัน
2.เพื่อกระทำกิจการร่วมกัน อันที่สองเป็นการกระทำต้องร่วมกันด้วย
3.ด้วยประสงค์จะแบ่งกำไร อันจะได้จากกิจการที่ทำนั้น ถ้าตกลงร่วมกันกระทำกิจการอันหนึ่งร่วมกันแล้วจากกิจการอื่น อันนี้ไม่ใช่วัตถุประสงค์
4.กิจการที่กล่าวไว้สามข้อนั้น หุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของห้างฯโดยไม่มีจำกัด
ทั้งสี่ข้อนี้จะอธิบายละเอียดเป็นข้อๆไปเพื่อวัตถุประสงค์อันเดียวคือ จะได้วินิจฉัยได้ว่าเป็นห้างฯสามัญหรือไม่ เพราะถ้าวินิจฉัยผิดก็เข้าป่าไปเลยนะครับ คนที่รับกรรมคือ ประชาชนนะครับ เป็นทนายไปแนะนำผิดคนที่เสียหายที่สุดก็คือลูกความ เราเองก็อาจจะเดือดร้อนบ้างแต่ก็เล็กน้อย เมื่อเทียบกับความเสียหายของประชาชน นี่เป็นความรับผิดชอบที่สูงพอสมควร
ประการแรก ข้อ ก . คือบุคคลที่ตกลงกันไม่จำกัดว่าต้องมีกี่คน สองคนก็ได้ ร้อยคนก็ได้ ไม่จำกัดขั้นสูงแต่จำกัดขั้นต่ำ การมีกี่คนก็ขึ้นอยู่กับประเภท หรือขนาดของธุรกิจที่ลงทุน อย่างห้างฯพารากอน ก็ต้องมีคนลงทุนไม่ต่ำกว่าสี่ห้าคน ถ้าเป็นห้างฯสามัญนะครับ
แต่อย่างไรก็ตามจำนวนคนนั้น เคยพูดมาแล้วว่า ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นสาระสำคัญ เพราะต้องเป็นตัวแทนซึ่งกันและกัน อย่างที่เคยพูดว่าอยู่มุมเดียวกัน ร่วมหัวจมท้ายกันการที่ลงทุนร่วมกันนี้คนนึงอาจจะลงน้อย อาจลงมาก อาจลงด้วยแรงงาน หรือ ด้วยทรัพย์สิน หรือไม่ได้เป็นเจ้าของ มีแต่เพียงสิทธิใช้ก็เอาทรัพย์สินนั้นมาให้ใช้
แต่มีข้อสังเกต คือแม้เป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น อาจไม่ได้เป็นหุ้นส่วนเสมอไปไม่ เช่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย แล้วเจ้าของรวมอีกคนเป็นผู้นำไปลงเป็นหุ้นส่วน เราก็ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนด้วย เวลาได้กำไรอะไรมาเราก็ไม่ได้ เวลาขาดทุนมาเราก็ไม่ต้องร่วมขาดทุนด้วย
1495/2498
โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในการละเมิดซึ่งลูกจ้างในห้างหุ้นส่วนที่จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นได้ก่อขึ้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าภรรยาจำเลยต่างหากเป็นผู้ถือหุ้น แม้จะได้ความว่าเงินที่เอามาลงหุ้นจะเป็นเงินที่ทำมาหาได้ระหว่างสามีภรรยาก็ดี เพียงเท่านี้จะถือว่าจำเลยเป็นหุ้นส่วนนั้นด้วยหาได้ไม่
ยกตัวอย่างเช่นบิดาลงหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านอยากให้บุตรชายเป็นหุ้นส่วนด้วยก็เลยนำเงินตนเองลงหุ้นเป็นชื่อลูกชาย แล้วก็มาบอกลูก ให้มาดูแล ลูกชายก็ไม่ได้ว่าอะไร พ่อลงให้แล้ว อย่างนี้ก็เป็นหุ้นส่วนนะครับ เพราะว่ามีการลงเงินแล้ว และก็ทราบแล้วด้วย ที่ยกตัวอย่างนี้ไม่ได้ต้องการให้สับสน แต่ต้องการให้ดูว่าต้องมองตรงไหนกันแน่ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา แม้ลูกไม่ได้ทำอะไร ลูกก็เป็นหุ้นส่วน กฎหมายนี่มันบางครั้งอะไรเล็กๆน้อยๆเป็นสิ่งที่สำคัญ
ข้อต่อไป ข้อ ค. หุ้นอาจเป็นทรัพย์สินอื่น หรือ แรงงานก็ได้ เพราะถ้าเป็นเงินมันไม่เป็นปัญหา เพราะกรรมสิทธิ์มันโอนทันที แต่ถ้าเป็นทรัพย์สินอื่นหล่ะ รถยนต์ก็กลายเป็นของทุกคนผู้เป็นหุ้นส่วน หรือเอาสิทธิการใช้รถยนต์สิทธินั้นก็เป็นของผู้เป็นหุ้นส่วน
หรือเอาแรงงาน ทุกคนก็อาจไปคิดถึงแรงกาย แต่อยากให้มองไปถึงว่า แรงสมอง โดยตีค่าสมองนั้นเป็น เงิน เพราะฉะนั้นการบริหารไม่ใช่เฉพาะแรงกายแต่ร่วมถึงสมอง สติปัญญาด้วย
จะเห็นได้ว่าเมื่อฟังคำบรรยายไปแล้วความรู้ในห้างฯในมหาลัยเป็นแก่นแล้ว แต่ทางนี้จะเป็นในด้านของปัญหาแล้ว เป็นการเรียนที่ค่อนข้างยากคือให้คิด ถ้าให้ผลดีที่สุดต้องไปอ่านหนังสือห้างฯล่วงหน้าก็จะทำให้การเรียนมีประสิตถิพลดีขึ้น
ทางที่ดีสอบเนฯให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปเรียนเมืองนอก
ข้อ ง. บุคคลที่ลงหุ้นจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ดังนั้นจะเป็นห้างฯสามัญได้หรือไม่ครับ ก็ไม่ได้ เพราะว่าไม่เป็นนิติบุคคล แต่มีอีกอันคือในบริษัทจำกัดมหาชน ไม่อาจมาเข้าหุ้นได้
มาถึงองค์ประกอบที่สอง สัญญาเพื่อทำกิจการร่วมกัน มาตรา 1012 ใช้คำว่ากิจการ เป็นคำที่กว้างมาก ไมได้ใช้คำว่ากิจการค้านะครับ ใช้คำว่ากิจการเฉยๆ เพราะฉะนั้นกิจการอะไรก็ตามที่เขามาร่วมกันแล้ว ก็เข้าเว้นแต่
1.เป็นกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
2.ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ต้องเป็นกิจการที่หากำไรได้ เพราะจากองค์ประกอบข้อต่อไป ต้องเป็นองค์มุ่งแสวงหากำไร จึงจะมาร่วมกันได้ วัตถุประสงค์ของกิจการนั้นสำคัญกว่าประเภทของกิจการ
เช่นเป็นผู้พิพากษาจะไปเปิดอาบอบนวด อย่างนี้ กตไม่ยอมแน่ แต่ถ้าไม่ใช่ผู้พิพากษาก็เปิดไปสิ
วัตถุประสงค์นั้นต้องมีแต่แรกที่ตั้งห้างฯ
การที่ร่วมเอาทุนมาร่วมกันซื้อที่ดินเพื่อนำมาขายเอากำไร อันนี้เป็นหุ้นส่วน
ฎ.314/2510
การที่จำเลยกับพวกได้ร่วมกันซื้อที่ดินมาจัดสรรแบ่งขายเป็นแปลง ๆ ด้วยความประสงค์ที่จะหากำไรมาแบ่งปันกันเป็นการกระทำที่เป็นหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012
การที่หุ้นส่วนของจำเลยยอมให้โจทก์ขายช่วงที่ดินและยอมรับเงินนั้นไว้เมื่อได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาของการค้าของห้างหุ้นส่วนจำเลยย่อมจะต้องมีความผูกพันและรับผิดชอบร่วมด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1050
แต่ในขณะเดียวกันการซื้อที่ดินมาแบ่งกันหรือถือรวมกันโดยไม่ได้ประสงค์แบ่งกำไร 969/2480 – ค้นไม่พบ
อย่างผมกับเพื่อนอยากมีบ้านริมทะเลสักแห่งก็ไปหาที่หัวหินพัทยา ก็ไม่มีเงินเยอะขนาดเหมาทั้งเกาะ ก็ไปเจอที่อยู่ที่ หัวหินจะต้องซื้อทั้งเกาะ ก็ไปซื้อร่วมกัน แล้วก็ลงชื่อในโฉนดร่วมกันยังไม่ได้แบ่ง อย่างนี้ไม่ใช่ห้างฯสามัญนะครับ
546/2495 การทำสวนยาง
การรวมทุนกันประกอบกิจการมีและทำสวนยาง อีกนัยหนึ่งก็คือการร่วมกันมีที่ดินสวนยางหรือทำเป็นสวนยาง เพื่อแสวงหาดอกผลธรรมดาจากสวนยางนั้น แม้จะเรียกว่าห้างหุ้นส่วนสามัญ(โดยมิได้จดทะเบียน)ก็ตามความสัมพันธ์เช่นนี้ จะต้องบังคับตามกฎหมายอันว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวมในอสังหาริมทรัพย์นั้น จะบังคับตามกฎหมายเรื่องหุ้นส่วนแต่อย่างเดียวไม่ได้เพราะทรัพย์สินอันเป็นประธานที่ผู้เป็นหุ้นส่วนมีอยู่ร่วมกันคือที่ดินสวนยางและส่วนของหุ้นส่วนในเรื่องนี้ก็คือส่วนหนึ่งในสิทธิแห่งการเป็นเจ้าของรวมในสวนยาง อันเป็นอสังหาริมทรัพย์จะมีตราจองหรือไม่ ก็ย่อมเป็นสิทธิในอสังหาริมทรัพย์เช่นเดียวกัน แม้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งจะมีสิทธิทำนิติกรรมจำหน่ายส่วนของตนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1361 ก็ตาม แต่ก็ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงจะสมบูรณ์
ถ้าผู้ได้รับซื้อสิทธิของผู้เป็นหุ้นส่วนไว้โดยเพียงแต่ทำสัญญากันเป็นหนังสือเท่านั้น แล้วภายหลังผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นได้ขายสิทธินั้นไปแก่ผู้รับซื้อคนใหม่โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนกันโดยสุจริตแล้ว ดังนี้ ผู้รับซื้อคนแรกก็ย่อมจะฟ้องบังคับให้ผู้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งขายสิทธินั้นแก่ตน โอนสิทธิที่ขายให้แก่ตนไม่ได้
เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้เข้าสู้คดีในฐานะเป็นตัวแทนจำเลยแล้วภายหลังตนเองได้ร้องสอดเข้ามาในคดีในฐานะตัวเอง ดังนี้ ถ้าเป็นการร้องสอดเข้ามาเพื่อให้มีผลยกฟ้องแล้ว ศาลก็พอบังคับได้ แต่ถ้าเป็นการร้องสอดเข้ามาเพื่อที่จะให้ศาลบังคับตัวเองในฐานะเป็นตัวแทนจำเลยนั้น ศาลจะบังคับให้ หาได้ไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ประโยชน์ของตัวแทนขัดกับประโยชน์ของตัวการอันเป็นกรณีที่ตัวแทนไม่อาจทำแทนได้
1123/2487
เงินบำนาญของสามีนับว่าเป็นสินสมรส ภิกษุฟ้องคดีร่วมกับผู้เป็นภรรยา แล้วขอถอนจากเป็นโจทก์มอบให้ผู้เป็นภรรยาดำเนินคดีตามลำพัง ต่อมายื่นคำแถลงว่าไม่เกี่ยวข้องแก่ทรัพย์และว่าคำร้องใดขัดกับคำแถลงนี้ให้ยกเลิก ดังนี้ ถือว่าอนุญาตให้ภรรยาจัดการฟ้องคดีได้
4511/2522 – ค้นไม่พบ
775/2516
การมีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนรถยนต์เป็นแต่ข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าเป็นเจ้าของเท่านั้น หาใช่แสดงว่าผู้มีชื่อเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เสมอไปไม่ เพราะทะเบียนรถยนต์มิใช่หลักฐานแห่งกรรมสิทธิ์
โจทก์ร่วมได้นำรถยนต์ของตนเข้าวิ่งร่วมรับจ้างบรรทุกกับโจทก์ และมอบให้โจทก์ลงชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนรถยนต์ แต่โจทก์ร่วมยังเป็นผู้ออกค่าจ้างคนขับค่าน้ำมัน ค่าซ่อมเครื่องยนต์และยาง ซึ่งพฤติการณ์แสดงว่ารถยนต์ดังกล่าวยังเป็นของโจทก์ร่วมอยู่ การโอนทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของเป็นเพียงพิธีการจะให้รถยนต์ได้เข้ามาร่วมกิจการกับโจทก์เพื่อหาประโยชน์เท่านั้น การร่วมกิจการเพื่อหาประโยชน์ร่วมกันในกรณีเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วม เมื่อมีผู้ทำละเมิดเป็นเหตุให้รถยนต์ดังกล่าวเสียหาย โจทก์และโจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเป็นการเรียกร้องเพื่อประโยชน์แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยทุกคน
629/2486
ตกลงเข้าหุ้นลงเงินเล่นแชร์เปียหวย แม้จำนวนเงินจะเกินกว่า 50 บาท ก็ไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ เพราะกรณีไม่ใช่เป็นการกู้ยืมกัน
506/2518
โจทก์ฝ่ายหนึ่ง จำเลยที่ 1 กับ ส. อีกฝ่ายหนึ่งเข้าหุ้นกันลงทุนซื้อหุ้นบริษัท น. เพื่อแบ่งกำไรหรือเงินปันผลจากการถือหุ้น การที่จำเลยที่ 1 กับ ส. มีชื่อถือหุ้นนั้น ถือได้ว่าเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำนวนหุ้นของบริษัท น. จึงเป็นทรัพย์สินของหุ้นส่วนที่จะต้องนำมาแบ่งตามสัญญาเมื่อเลิกกันไม่ใช่จะแบ่งเฉพาะเงินลงทุนค่าหุ้น ตราบใดที่ยังไม่มีการชำระบัญชี หรือตกลงแบ่งกันโดยวิธีอื่นโจทก์ในฐานะหุ้นส่วนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งเงินปันผลในปี 2510 และ ปี ต่อๆ ไป จนกว่าจะชำระบัญชีหรือตกลงแบ่งกันเสร็จ
โจทก์ฟ้องเรียกทุนของหุ้นส่วน ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน และขอแบ่งเงินปันผลในปี 2511 ซึ่งศาลล่างก็รับพิจารณาสืบพยานทั้งสองฝ่ายจนสิ้นกระแสความแล้วจึงไม่มีความจำเป็นที่จะรื้อฟื้นให้ชำระบัญชีในเรื่องดังกล่าวอีก ศาลย่อมวินิจฉัยถึงจำนวนทุนและพิพากษาให้แบ่งเงินปันผลในปี 2511 ไปทีเดียวได้และการบังคับให้แบ่งกำไรในปี 2511 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการและทายาทผู้รับมรดกของ ส. ต้องรับผิดร่วมกัน
จำเลยมิได้ฟ้องแย้งเรียกเงินภาษีที่อ้างว่าเสียเพิ่มเติมคืนจึงไม่เป็นประเด็นในคดี
เมื่อ พ. ผู้เป็นหุ้นส่วนตาย ห้างย่อมเลิกกันโดยศาลไม่ต้องสั่งอีก และกรณีนี้ศาลไม่ควรพิพากษาให้จำเลยแบ่งเงินปันผลและคืนเงินค่าหุ้นให้โจทก์โดยไม่ตั้งผู้ชำระบัญชี
ถ้าไม่มีการตกลงแบ่งกำไรกันก็ไม่ใช่หุ้นส่วน 1375/2513
เอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 เป็นเรื่องโจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายปอฟอกกัน แม้เอกสารหมาย จ.1 มีข้อความตอนหนึ่งว่า 'ปอจำนวนนี้ ข้าฯ จะส่งมาภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2509 เมื่อส่งครบจำนวนแล้วคิดตามราคาท้องตลาดเสร็จแล้วหักทุนออก เหลือเท่าไรจึงแบ่งฝ่ายละครึ่งของผลกำไร' ก็ตาม ก็เป็นข้อตกลงอีกอันหนึ่งว่า ภายหลังที่ขายปอให้กันแล้ว โจทก์ (ผู้ซื้อ) จะต้องแบ่งกำไรให้จำเลย(ผู้ขาย) ด้วยเท่านั้นหาทำให้สัญญาซื้อขายกลายเป็นสัญญาเข้าหุ้นส่วนไปไม่ เพราะจำเลยยอมรับแต่ผลกำไรฝ่ายเดียว เมื่อขาดทุนไม่ต้องออกด้วย
1165/2521
สัญญาร่วมทุนการปลูกอ้อยซึ่งโจทก์เป็นผู้ออกเงินทุนค่าใช้จ่ายในการปลูกอ้อย จำเลยเป็นเจ้าของที่ดิน และตกลงให้อ้อยที่ปลูกเป็นของโจทก์จำเลยร่วมกัน 3 ปี แต่จำเลยยอมให้โจทก์เป็นผู้ตัดอ้อยขายโรงงานแต่ผู้เดียว เงินขายอ้อยหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการตัดอ้อยแล้ว ให้ใช้คืนทุนที่โจทก์ออกไปก่อนจนกว่าจะครบ ถ้ามีเงินเหลือจากนั้นจึงจะนำไปแบ่งกันระหว่างโจทก์และจำเลยคนละครึ่งนั้น ไม่ใช่สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน
เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายเต็มจำนวนที่โจทก์เสียหายแล้ว โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยเสียเบี้ยปรับให้โจทก์อีกไม่ได้ เพราะเป็นการเรียกร้องที่นอกเหนือไปจากความเสียหายที่โจทก์ได้รับ ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380
การร่วมกันนี้ยังเป็นการร่วมกันในทรัพย์สินของห้างด้วย ห้างฯสามัญนี้ไม่มีการวางเป็น นิติบุคคล ในตัวของวันเอง
ต่อไปเป็นข้อที่สาม อีกอันที่สำคัญ คือสัญญาประสงค์แบ่งปันกำไรอันจะได้จากกิจการที่ทำ อันนี้เคยพูดมาแล้ว เช่นการมารวมกันเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์มาช่วยเหลือโดยไม่คิดมูลค่า เช่นมูลนิธิ อย่างนี้ไม่ใช่ห้างฯสามัญ
4602/2533
สัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ได้ความว่าจำเลยที่ 3 เข้ามารับภาวะในการจัดหาเงินทุนหมุนเวียนวัสดุ และน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีประโยชน์ตอบแทน เพียงแต่เพื่อให้การก่อสร้างทางสำเร็จลุล่วงไปตามโครงการ จำเลยที่ 1 จะได้มีเงินชำระหนี้จำเลยที่ 3 เท่านั้น เงินและสิทธิประโยชน์ที่เหลือจากการชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ต้องคืนแก่จำเลยที่ 1 ทั้งหมดจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มิได้มีความประสงค์จะแบ่งปันกำไรกัน ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1จำเลยที่ 3 คงเป็นเพียงเจ้าหนี้เท่านั้น จึงไม่ต้องชดใช้ค่าน้ำมันตามฟ้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2
ข้อตกลงเรื่องแบ่งกำไรต้องเป็นสาระสำคัญของการตั้งห้างฯ ที่ว่าแบ่งกำไร ต้องเป็นความประสงค์ที่จะแบ่งกำไร ไม่ใช่ประสงค์แบ่งทรัพย์สิน
กำไร คือ สิ่งที่ได้รับมาทั้งหมดแล้วหักด้วยต้นทุน ที่เหลือคือกำไร ต้องตกลงแบ่งที่เหลือนั่นแหละครับไม่ใช่แบ่งทรัพย์สิน
969/2484
ทำสัญญาร่วมทุนกันไปซื้อที่ดินเพื่อมาแบ่งกัน เมื่อคนหนึ่งไปจัดการซื้อและรับโอนโฉนดมาแล้วไม่ยอมโอนแบ่งให้อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องขอแบ่งได้ สัญญาเข้าทุนกันไปซื้อทรัพย์มาแบ่งกันโดยไม่ประสงค์แบ่งกำไรนั้น ไม่ใช่สัญญาเข้าหุ้นส่วน การทำสัญญากันนั้นแม้ไม่เข้าลักษณะเอกเทศสัญญาก็ฟ้องร้องบังคับกันได้ตามหลักทั่วไปในบรรพ 1-2 ในคดีแพ่งโจทก์ไม่จำเป็นต้องอ้างบทกฎหมายเสมอไป
กรณีที่ถือว่าฟ้องของโจทก์กล่าวความครบถ้วนตามที่ประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 บังคับไว้
อีกประการหนึ่งการที่สามีภริยาอยู่ร่วมกันทำมาหาได้ร่วมกันทั้งสองฝ่ายก็มีสิทธิเป็นเจ้าของทรัพย์สิน 1739/2500
ชายหญิงเป็นสามีภรรยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและได้ทำนาร่วมกันมา จำเลยทำละเมิดต่อที่นาแปลงนั้น ชายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ในนามของตนเอง และหญิงก็ร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้เพราะมีส่วนได้เสีย
444/2507
โจทก์จำเลยอยู่กินกันฉันสามีภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสได้ 2 ปี จึงซื้อที่ดิน 1 แปลง ลงชื่อจำเลยในโฉนดแต่ผู้เดียวเมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยส่วนตัวแต่เป็นทรัพย์ที่โจทก์จำเลยทำมาหาได้ในระหว่างที่อยู่กินด้วยกันก็ต้องถือว่าเป็นของโจทก์จำเลยร่วมกัน
832/2492
โจทก์ตั้งรูปคดีฟ้องร้องขอแบ่งทรัพย์โดยอ้างว่าลงทุนเป็นหุ้นส่วนเมื่อฟังไม่ได้ว่าลงทุนเป็นหุ้นส่วน คดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยถึงการแบ่งทรัพย์ต่อไป
คดีเกิดขึ้นเนื่องจากการแตกร้าวระหว่างพี่น้อง ซึ่งต่างไม่ยอมปรองดองกันศาลจึงสั่งให้รวมค่าฤชาธรรมเนียมทั้ง 2 ฝ่ายทั้ง 3 ศาลแล้วแบ่งกันเสียฝ่ายละครึ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายแพ้คดีในที่สุด
ในเรื่องนี้พี่น้องช่วยกันทำมาค้าขายอยู่ในร้านเดียวกันแม้เป็นเจ้าของกิจการร่วมกันเพียงเท่านั้นก็หาเป็นหุ้นส่วนกันไม่ ที่เห็นชัดเจน
การแบ่งกำไรนั้น มิใช่แบ่งรายได้ ไอ้รายได้นี่ยังไม่เป็นกำไรนะครับ
ยกตัวอย่างเช่น ก เป็นนักเขียนหนังสือแล้วตกลงกับ ข ให้พิมพ์และจัดจำหน่ายหนังสือให้หน่อย โดยให้ลิขสิทธิ์ตกเป็นของ ข โดยต่างคนต่างรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนั้นๆ
เพียงแต่ว่าขายหนังสือได้เท่าไหร่ต้องแบ่งให้ ก ครึ่งหนึ่ง อันนี้ก็ เป็นการขายลิขสิทธิ์ อย่างนี้ไม่ใช่หุ้นส่วน
ตัวอย่างที่สองเป็นการจ้างพิมพ์หนังสือ
ตัวอย่างที่สาม ก ข เหมือนกันนี่แหละ ให้ข ไปจัดพิมพ์เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วหักค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ว่ามาเลย ข ก็เป็นผู้จัดจำหน่ายหนังสือ เหลือเท่าไหร่แบ่งคนละครึ่ง
ทั้งสามนี่คือชัดเจนหากแบ่งผิดก็ถือว่าผิดเลย
ดูฏีกา 428/2522
เดิมโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ครึ่งแปลง และจำเลยได้รับเงินไปเรียบร้อยในวันทำสัญญาครั้นเมื่อจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเดิมโดยเพิ่มเติมข้อความว่า โดยจำเลยตกลงให้โจทก์นำเงินไปชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่บริษัท ย.ค้างชำระบริษัท ว..และโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่บริษัทว.เรียบร้อยแล้ว. จึงถือว่าจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์เรียบร้อยแล้วในวันทำสัญญา. ข้อความที่โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมนี้.เป็นแต่เพียงอธิบายข้อความที่กล่าวว่าจำเลยได้รับเงินจากโจทก์แล้วในวันทำสัญญานั้นโจทก์จำเลยตกลงกันให้ถือเอาการที่โจทก์นำเงินไปชำระหนี้ซึ่งบริษัท ย.ของจำเลยติดค้างอยู่กับบริษัทว. ของโจทก์เป็นการชำระราคาที่ดินที่จำเลยทำสัญญาจะขายให้แก่โจทก์นั่นเอง แม้จะเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้นจากคำฟ้องเดิมและกล่าวพาดพิงไปถึงบริษัทของจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากตัวจำเลย โจทก์มีสิทธิทำได้
โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกเงินค่ารถยนต์ที่ค้างชำระข้อที่ว่าบริษัทของจำเลยค้างชำระราคารถยนต์อยู่เท่าใด จึงเป็นรายละเอียดซึ่งไม่จำเป็นต้องกล่าวมาในฟ้อง
สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินซึ่งกำหนดไว้ว่าจำเลยจะไปจดทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมภายใน 1 ปี เพียงแต่มีข้อตกลงกันเป็นพิเศษยอมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำที่ดินที่จะซื้อขายกันนี้ไปขายให้แก่บุคคลภายนอกได้โดยจะต้องนำเงินที่ขายได้มาแบ่งกันคนละครึ่งเท่านั้นการมีข้อตกลงเป็นพิเศษเพียงเท่านี้หาทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกลายเป็นสัญญาหุ้นส่วนไปไม่ และกฎหมายมิได้กำหนดอายุความสำหรับการเรียกร้องให้แบ่งเงินตามข้อตกลงดังกล่าวจึงมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164
1767/2529
โจทก์จำเลยทำสัญญากันว่า จำเลยได้มอบที่ดินให้แก่โจทก์รับไปจัดการแบ่งเป็นแปลงแล้วนำออกจำหน่าย เมื่อจำหน่าย หมดแล้วให้หักค่าที่ดินและค่าใช้จ่ายของโจทก์ที่ได้จัดการ ดังกล่าว เหลือเท่าใดให้แบ่งเป็น 3 ส่วน มอบให้โจทก์ 2 ส่วน ให้จำเลย 1 ส่วน ดังนี้ เป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าบุกเบิกจัดสรรที่ดินจากจำเลย จึงเป็นการเรียกร้องเงินค่าที่ได้ลงหุ้นไป เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาแล้วจึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 1061 คือต้องจัดการชำระบัญชี เสียก่อน โจทก์จะมาฟ้องขอคืนเงินที่ได้ลงหุ้นไปโดยยังไม่มี การชำระบัญชีหาได้ไม่ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง
เหลือกำไรเท่าไหร่คนแบ่งขายได้สองส่วนเจ้าของที่ดินได้ส่วนหนึ่ง เรื่องที่สองนี่มีข้อเท็จจริงเพิ่มว่ามีการร่วมกันเพิ่มอีก ลองไปศึกษาให้ละเอียดเพิ่มอีกว่าการแบ่งรายได้ไม่ใช่หุ้นส่วน
ต่อมาข้อที่สามต้องเป็นกำไรจากกิจการที่ทำด้วย กิจการอื่นไม่ได้ การที่บุคคลคนหนึ่งได้รับส่วนแบ่งจากกิจกรรมเพื่อเป็นการตอบแทน การที่ตนร่วมในอีกกิจการหนึ่งผู้นั้นไม่ใช่หุ้นส่วนทั้งสองกิจการ ยกตัวอย่างเช่น มีความรู้ด้านการจัดการดี ก มีทุนก็เปิดร้านซูเปอร์มารเก็ต ให้ ข มาเป็นผู้จัดการ และตกลงว่านอกจากเงินเดือนแล้วยังให้กำไร อีกด้วย
ต่อไปจะมีความแตกต่างของ หุ้นส่วนกับเจ้าของรวมอีก ก็จะเป็นการย้ำในสิ่งเหล่านี้ ก็ต้องแม่นในสิ่งเหล่านี้เสียก่อน อันนี้เป็นข้อสาม เรื่องประสงค์แบ่งปันกำไร ข้อสุดท้าย ก็หมายถึงเจตนาที่เข้ากัน
ก่อนที่จะมาถึงผลตามสัญญาข้อสี่นี้ ขอให้ดูมาตรา 1050
จะอธิบายอีกอย่างหนึ่งในเรื่องการรับผิดไม่จำกัดจำนวน
507/2532
ประมวลรัษฎากรมาตรา 56 วรรคสองบัญญัติไว้เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบในการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลห้างหุ้นส่วนสามัญ จ. มีหุ้นส่วน 2 คน คือ ห. กับจำเลยที่ 1เมื่อ ห. ตาย จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของห้างหุ้นส่วนสำหรับปีภาษีนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นรายการเพื่อเสียภาษีและเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินไปยังจำเลยที่ 1 แล้วแม้จะมิได้แจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อทายาทของ ห. ก็ไม่ทำให้การประเมินเสียไป ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล เลิกกันโดยไม่มีการชำระบัญชี ผู้เป็นหุ้นส่วนและบุคคลผู้มีอำนาจจัดการมีหน้าที่ร่วมกันยื่นแบบแสดงรายการการค้า ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 77 และ 84 ฉ.วรรค เมื่อ ห. ผู้เป็นหุ้นส่วนตายเป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วนเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1055(5) และไม่มีการชำระบัญชี จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนที่เหลือต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนห้างหุ้นส่วนในการเสียภาษี การที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินภาษีการค้าของห้างหุ้นส่วนต่อจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 88 ผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญทุกคนต้องร่วมกันรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรของห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1025 เมื่อ ห.ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งตาย ทายาทผู้รับมรดกของ ห. ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวด้วย การคำนวณเงินเพิ่มภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 ทวิต้องเริ่มนับเมื่อพ้น 15 วัน ถัดจากเดือนภาษี ทั้งเงินเพิ่มดังกล่าวจะต้องไม่เกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับการที่ศาลพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 89 ทวิดังกล่าวเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้.