สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง 4( วิธีการชั่วคราว ) ภาค 2/61 ชั่วโมงที่ 4-5 เอาไว้อ่านเล่นๆก่อนเรียนชั่วโมงที่ 6-7 ต่อไปครับ

2,760 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jan 8, 2009, 11:11:55 PM1/8/09
to LAWSIAM, lawsiam com, TRAITHEP tupkit
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สมพงษ์ เหมวิมล ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 3( ชั่วโมงที่ 5 - 6 )(7/ 01 / 52  )

เหลืออีกเพียง สามเดือน จะสอบต้องเตรียมตัวให้พร้อม สิ่งที่สำคัญในการสอบนอกจากความรู้ คือ สุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์

นักศึกษาในช่วงก่อนสอบ ต้องนอนให้เพียงพอ

คราวที่แล้ว กล่าว 253 253ทวิ เริ่มตอนต้น 254 ซึ่งได้กล่าวไปแล้วว่าต้องดูคู่ 255 โดย 254 คือผลที่ขอได้ 255 คือวิธีที่จะกระทำให้ได้ตามคำขอมาตรา 254

โดยต้องคำนึงถึงคำขอท้ายฟ้องด้วย

คราวที่แล้วจบตรงที่หากคำขอเหมือนทำให้ชนะคดีไปเลยไม่สามารถ ข้อคุ้มครองชั่วคราวตาม 254 ไม่ได้ และได้ยกคำพิพากษาเปรียบเทียบ 2 เรื่อง คือ หากเป็นเรื่องรื้อถอนเสาไฟจากที่ดินของโจทก์โดยสิ้นเชิงคือมีผลเป็นชนะคดีไปเลย ไม่สามารถขอได้

หรือหากเป็นการให้เปิดทางจำเป็นและร้องขอให้เปิดทางจำเป็นชั่วคราว จะต่างกรณีเสาไฟตรงเสาไฟหากจำเลยกลับมาเป็นฝ่ายชนะคดีจะกลับมาได้ยากเพราะโจทก์อาจปลูกสร้างโรงเรือนทับที่ดินนั้นเสีย ซึ่งต่างกับทางจำเป็นตรงที่ว่า หากจำเลยกลับมาเป็นฝ่ายชนะคดีก็สามารถที่จะปิดทางนั้นได้ทันที

 

มาตรา 254 ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้

(๑) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา รวมทั้งจำนวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลย

(๒) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยหรือมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้ายหรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

(๓) ให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือการเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้องไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

(๔) ให้จับกุมและกักขังจำเลยไว้ชั่วคราว

ในระหว่างระยะเวลานับแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือชี้ขาดอุทธรณ์ไปจนถึงเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนความที่อุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำขอตามมาตรานี้ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะสั่งอนุญาตหรือยกคำขอเช่นว่านี้

 มาตรา 255 ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอที่ยื่นไว้ตามมาตรา ๒๕๔ ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๑) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า

(ก) จำเลยตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไปให้พ้นจากอำนาจศาล หรือจะโอน ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำบังคับใด ๆ ซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลยหรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ หรือ

(ข) มีเหตุจำเป็นอื่นใดตามที่ศาลจะพิเคราะห์เห็นเป็นการยุติธรรมและสมควร

(๒) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๒) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า

(ก) จำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง

(ข) โจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย

(ค) ทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยนั้นมีพฤติการณ์ว่าจะมีการกระทำให้เปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายหรือโอนไปยังผู้อื่น หรือ

(ง) มีเหตุตาม (๑) (ก) หรือ (ข)

(๓) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๓) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า

(ก) เป็นที่เกรงว่าจำเลยจะดำเนินการให้มีการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือ

(ข) มีเหตุตาม (๑) (ข)

(๔) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๔) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า เพื่อที่จะประวิงหรือขัดขวางต่อการพิจารณาคดีหรือการบังคับตามคำบังคับใด ๆซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลย หรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ

(ก) จำเลยซ่อนตัวเพื่อจะไม่รับหมายเรียกหรือคำสั่งของศาล

(ข) จำเลยได้ยักย้ายไปให้พ้นอำนาจศาลหรือซุกซ่อนเอกสารใด ๆ ซึ่งพอจะเห็นได้ว่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาหรือทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นที่เกรงว่าจำเลยจะจำหน่ายหรือทำลายเอกสารหรือทรัพย์สินเช่นว่านั้น หรือ

(ค) ปรากฏตามกิริยาหรือตามวิธีที่จำเลยประกอบการงานหรือการค้าของตนว่าจำเลยจะหลีกหนีหรือพอเห็นได้ว่าจะหลีกหนีไปให้พ้นอำนาจศาล


                
เรื่อง คำขอต้องเกี่ยวข้องกับคำขอบังคับท้ายคำฟ้องด้วย เรื่องที่ อนุญาต ได้ยก ฎีกา ซึ่งหากมองผิวเผินอาจมองว่าไม่เกี่ยวกับคำขอท้ายฟ้องได้


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1461/2530
                    โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์เข้าไปจัดการทรัพย์พิพาท ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยทำไว้กับโจทก์และเรียกค่าเสียหาย เป็นคำฟ้องเกี่ยวกับตัวทรัพย์ หากจำเลยโอนทรัพย์พิพาทให้ผู้อื่นก่อนศาลพิพากษา โจทก์ย่อมไม่สามารถเข้าจัดการให้เป็นไปตามความประสงค์ที่ระบุไว้ในสัญญา และอาจไม่ได้รับชำระค่าเสียหาย โจทก์จึงขออายัดทรัพย์พิพาทไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้องร้อง
อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่มีในตำราทุกเล่ม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4929/2540
                     โจทก์จำเลยเข้าหุ้นกันประกอบกิจการภัตตาคาร มีข้อตกลงให้โจทก์เก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายจากการประกอบกิจการ ซึ่งโจทก์จำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงตลอดมา 6 เดือน การที่จำเลยห้ามโจทก์และพนักงานของโจทก์จัดเก็บรายได้ตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย เป็นเรื่องที่ถือได้ว่าจำเลยตั้งใจกระทำซ้ำและกระทำต่อไปซึ่งเป็นการผิดสัญญา เป็นกรณีมีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนคำพิพากษามาใช้บังคับ ทั้งเป็นกรณีที่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลจึงมีอำนาจสั่งและพิพากษาห้ามมิให้จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยทำการจัดเก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายเพียงฝ่ายเดียวในกิจการภัตตาคาร โดยให้โจทก์หรือตัวแทนของโจทก์และจำเลยหรือตัวแทนของจำเลยร่วมกันจัดเก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายในกิจการภัตตาคาร และให้ร่วมกันทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อควบคุมรายได้และรายจ่ายในกิจการภัตตาคารในระหว่างพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษาได้
                    คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบทรัพย์สินของโจทก์ที่ได้ลงทุนไปและการจัดเก็บรายได้จากการประกอบกิจการภัตตาคารเสวยแอร์พอร์ตให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงิน 9,757,492.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยกับให้จำเลยชำระค่าเสียหายวันละ 120,000 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณา จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องของโจทก์เป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 และ 264 ขอให้ยกคำร้อง
                        ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยทำการจัดเก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียวในกิจการภัตตาคารเสวยแอร์พอร์ต ณ อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ โดยให้โจทก์หรือตัวแทนของโจทก์และจำเลยหรือตัวแทนของจำเลยร่วมกันทำหน้าที่จัดเก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายในกิจการภัตตาคารดังกล่าวและให้ร่วมกันทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อควบคุมรายได้และรายจ่ายในกิจการภัตตาคารดังกล่าวระหว่างการพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษา
จำเลยอุทธรณ์
                          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
                           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยอ้างว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องเรื่องผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะห้ามจำเลยเก็บรายได้แล้วให้โจทก์เป็นฝ่ายเก็บ เพราะไม่ใช่เป็นการคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาคำสั่งศาลให้คุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยากต่อการปฏิบัติ โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อเรียกค่าเสียหาย หากโจทก์ชนะคดีก็สามารถบังคับคดีได้ ฟ้องโจทก์ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ในชั้นไต่สวนโดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่า โจทก์จำเลยเข้าหุ้นกันประกอบกิจการภัตตาคาร โดยมีข้อตกลงให้โจทก์มีหน้าที่เก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายจากการประกอบกิจการ ซึ่งโจทก์จำเลยก็ปฏิบัติตามข้อตกลงตลอดมาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2537 จนถึงวันที่ 3 กันยายน2537 การที่จำเลยห้ามโจทก์และพนักงานของโจทก์จัดเก็บรายได้ตามข้อตกลงเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้ เป็นเรื่องที่ถือได้ว่า จำเลยตั้งใจกระทำซ้ำและกระทำต่อไปซึ่งเป็นการผิดสัญญา เป็นกรณีมีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนคำพิพากษามาใช้บังคับ ทั้งเป็นกรณีที่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาเพื่อบังคับตามคำพิพากษาคำร้องขอของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาห้ามมิให้จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยทำการจัดเก็บรายได้และรายจ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียวในกิจการภัตตาคารเสวยแอร์พอร์ต ณ อาคารผู้โดยสารภายในประเทศโดยให้โจทก์หรือตัวแทนของโจทก์และจำเลยหรือตัวแทนของจำเลยร่วมกันทำหน้าที่จัดเก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายในกิจการภัตตาคารดังกล่าว และให้ร่วมกันทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อควบคุมรายได้และรายจ่ายในกิจการภัตตาคารดังกล่าวในระหว่างพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษานั้น ชอบด้วยเหตุผลและกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
( ปราโมทย์ ชพานนท์ - เหล็ก ไทรวิจิตร - สกนธ์ กฤติยาวงศ์ )
หมายเหตุ
เมื่อศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ถ้าต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมสามารถบังคับคดีต่อเนื่องกันไปจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้ ซึ่งทำให้การบังคับคดีดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต้องเป็นคำขอที่ไม่เกินกว่าคำขอท้ายฟ้อง หรือไม่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2533) หรือต้องเป็นคำขอที่เกี่ยวกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้อง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2525,1461/2530) เพราะหากไม่ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว แม้ต่อมาศาลจะมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา แต่ในที่สุดแล้วศาลก็ต้องพิพากษาให้เฉพาะตามคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งโจทก์ก็เพียงแต่บังคับคดีได้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ไม่อาจบังคับคดีต่อเนื่องกับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้
คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ จำเลยฎีกาขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลล่างทั้งสองโดยอ้างเหตุว่า คำฟ้องโจทก์เป็นคำฟ้องเรื่องผิดสัญญาเรียกค่าเสียหาย ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะห้ามจำเลยเก็บรายได้แล้วให้โจทก์เป็นฝ่ายเก็บ เพราะไม่ใช่เป็นการคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณา คำสั่งศาลให้คุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยากต่อการปฏิบัติ โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อเรียกค่าเสียหาย หากโจทก์ชนะคดีก็สามารถบังคับคดีได้ ฟ้องโจทก์ไม่มีเหตุพอเพียงที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับ ผู้เขียนเข้าใจว่า จำเลยพยายามฎีกาเพื่อชี้ให้ศาลฎีกาเห็นว่าคำฟ้องโจทก์เป็นเรื่องผิดสัญญาเข้าหุ้นและเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาเท่านั้น ซึ่งหากโจทก์ชนะคดีโจทก์ก็สามารถบังคับคดีได้ ฉะนั้นการห้ามจำเลยเก็บรายได้แล้วให้โจทก์เป็นฝ่ายเก็บจึงไม่ใช่เป็นการคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คำขอคุ้มครองชั่วคราวไม่เกี่ยวกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้องหรือคำขอเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ซึ่งตามคำฟ้องโจทก์นอกจากโจทก์จะฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหายแล้ว โจทก์ยังอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเข้าหุ้นโดยจำเลยห้ามโจทก์จัดเก็บรายได้ตามข้อตกลงและตามคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยส่งมอบกิจการภัตตาคารให้แก่โจทก์และให้โจทก์เก็บรายได้จากกิจการดังกล่าว ฉะนั้นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงไม่ใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นและยังเป็นคำขอที่เกี่ยวกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้องด้วย
ภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
หลักเกณฑ์สำคัญตาม 254 นั้น โจทก์จะขอในชั้นใดก็ได้แต่ต้องขอก่อนชั้นนั้นมีคำพิพากษา สังเกตจากตัวบท 254 วรรค ท้าย
คำสั่งคำร้องที่ 1657/2535
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอน สิ่งปลูกสร้าง ที่ปิดกั้นถนนและร่วมกันรื้อถอนแท่นซีเมนต์บนถนนที่ตัดผ่านที่ดิน ของโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกาและขอให้ ศาลฎีกามีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ อันเป็นการกีดขวาง หรือปิดกั้นทางพิพาทในระหว่างฎีกา ศาลฎีกาสั่งห้ามจำเลยกระทำ ตามที่โจทก์ขอ
               มีบางเรื่องที่ดูเหมือน ศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว คือกรณีที่จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอผลคำพิพากษาคดีอื่น  หลักเรื่องขอก่อนมีคำพิพากษาคดี อาจไม่ถามตรงๆ อาจจะมีการหลอกด้วยการเอาเรื่องจำหน่ายคดีชั่วคราวมาหลอก หากไม่ทราบคำพิพากษาและหลงลืมตัวบท ว่าต้องคดีเสร็จเด็ดขาดไปจากศาลชั้นๆ ก็อาจจะตอบผิดได้

ในเรื่องจำหน่ายคดีชั่วคราวเป็นวิธีปฎิบัติของศ่าล ต่าง จาก 132
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2524
                   คำว่า 'การพิจารณา' ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 1(8) หมายความว่า กระบวนการพิจารณาทั้งหมดในศาลใดศาลหนึ่งก่อนศาลนั้นชี้ขาดตัดสินหรือจำหน่ายคดีโดยคำพิพากษาหรือคำสั่ง และการจำหน่ายคดีนั้นหมายถึง การที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 ซึ่งมีผลให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปจากศาลที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนั้น
                          การที่คู่ความร้องขอให้ศาลชั้นต้นรอฟังผลของคำพิพากษาในคดีอื่นเพื่ออาศัยเป็นหลักในการชี้ขาดตัดสินคดีนี้เป็นการร้องขอให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 39 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้ชั่วคราวจึงมีผลเท่ากับมีคำสั่งให้เลื่อนการนั่งพิจารณาไปนั่นเอง หาใช่เป็นการสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 ไม่ คดีจึงยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้เริ่มการนั่งพิจารณาต่อไปในวันใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้ดังนั้นโจทก์ย่อมมีสิทธิร้องขอในเวลาใด ๆ ก่อนคำพิพากษาเพื่อให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองอย่างใด ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 และมีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ได้ด้วย

การยื่นก่อนคำพิพากษาแล้วจะเพียงพอแค่นี้หรือไม่ ศ่าลต้องตัดสินให้ทุกคดีเลยหรือไม่ คำตอบคือไม่

กล่าวคือต้องดูถึงความเสียหายที่จะเกิดกับจำเลยจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนั้นด้วย จึงเป็นหลักว่าต้องเป็นการยื่นภายในเวลาที่สมควรด้วย

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 24/2540
                 โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ขับไล่โจทก์ออกไป คดีจึงมีประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ ขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาโจทก์เป็นผู้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามใช้ให้ หจก.ค.เข้าไปปักป้ายโฆษณาไถปรับพื้นดินทำการก่อสร้างสวน และวิทยาลัยในที่ดินพิพาท ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามมิให้กระทำการใด ๆในที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2)แต่ปรากฏว่าโจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาล หลังจากที่จำเลยทั้งสามได้เข้าดำเนินการก่อสร้างในที่ดินพิพาทแล้ว เป็นเวลานานถึง 5 เดือนเศษ การยื่นคำขอของโจทก์จึงล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากจะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาใช้ก็ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสามเช่นเดียวกัน ตามพฤติการณ์เช่นนี้จึงยังไม่สมควรที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) มาใช้แก่จำเลยทั้งสาม ในการยื่นฎีกาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา จึงต้องคืนเงินส่วนที่เกินให้โจทก์
                           คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 105 ไร่ โจทก์ได้เข้าครอบครองอย่างเจ้าของสืบต่อมาจนปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 51 ปี ระหว่างที่โจทก์ครอบครองอยู่นั้นโจทก์ยกที่ดินส่วนหนึ่งทางด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ 37 ไร่ ให้แก่หน่วยราชการเร่งรัดพัฒนาชนบทกับสถานีวิทยุกระจายเสียงการสื่อสารและแบ่งขายให้ผู้มีชื่อเนื้อที่ 18 ไร่คงเหลือเนื้อที่ดินในปัจจุบัน 60 ไร่เศษ ต่อมาโจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายอำเภอเมืองสุรินทร์ มีอำนาจหน้าที่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองสุรินทร์ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทให้โจทก์แต่จำเลยที่ 3 เพิกเฉย หลังจากนั้นโจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ 1ซึ่งมีหน้าที่ปฎิบัติราชการให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมายและจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ มีอำนาจหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดิน ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3ก็ไม่ออกให้ อ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่เขตทำเลเลี้ยงสัตว์ แล้ววันที่25 พฤษภาคม 2530 จำเลยทั้งสามก็ร่วมกันออกหนังสือสั่งให้สามีและบุตรของโจทก์ซึ่งอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทรื้อถอนโรงเรือนที่โจทก์ปลูกสร้างไว้ออกไปจากที่ดินพิพาทภายในวันที่ 25 มิถุนายน2530 อ้างว่าจะนำที่ดินพิพาทไปทำเป็นสวนสมเด็จฯ เพื่อฉลองวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมพรรษาครบ 5 รอบในวันที่ 5 ธันวาคม 2530 อันเป็นการโต้แย้งสิทธิและละเมิดต่อโจทก์ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวาร ห้ามไม่ให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์
                  จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าหนองพลวง หนองโกตอง หนองโดนสุดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันและได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันนายแพงและนางอูไม่เคยเข้าจับจองครอบครอง ส่วนโจทก์เข้าครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้จะครอบครองนานเท่าไรก็ไม่ทำให้ได้สิทธิ นอกจากนี้ศาลจังหวัดสุรินทร์ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่พิพาทคดีนี้เป็นทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยทั้งสามมีหน้าที่ดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีอำนาจสั่งให้โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาทได้ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาขับไล่โจทก์และบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท
                โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยประกาศหรือขึ้นทะเบียนที่พิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ คำพิพากษาของศาลจังหวัดสุรินทร์ที่วินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ที่พิพาทเป็นของโจทก์ มิใช่ทำเลเลี้ยงสัตว์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง
                          ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยทั้งสามใช้ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด คูย่งฮวดสุรินทร์ ผู้รับเหมาก่อสร้างไปปักป้ายโฆษณา ไถปรับพื้นดินและทำการก่อสร้างสวนสมเด็จฯและวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ในที่ดินพิพาทเป็นบริเวณ 19 ไร่19 ตารางวา ทำให้ที่ดินและต้นข้าวที่โจทก์ปลูกไว้เสียหายขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวไว้ในระหว่างการพิจารณาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
                               จำเลยทั้งสามคัดค้านว่า จำเลยทั้งสามมิได้กระทำการดังโจทก์อ้าง กรมอาชีวะศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินพิพาทตั้งวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์เป็นผู้ดำเนินการขอให้ยกคำร้อง
                             ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยต่างฟ้องและฟ้องแย้งแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท และต่างขอให้ห้ามอีกฝ่ายหนึ่งเกี่ยวข้องกับที่พิพาท ดังนี้ยังไม่สมควรที่ศาลจะสั่งห้ามมิให้จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาท กรณีตามคำร้องของโจทก์ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามคำขอมาใช้ มีคำสั่งให้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์
                                ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยทั้งสามจะได้สั่งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดคูย่งฮวดสุรินทร์ เข้าไปปักป้ายโฆษณาไถปรับพื้นดินและก่อสร้างอาคารในที่ดินพิพาท ตามที่โจทก์อ้างจริงการกระทำดังกล่าวก็เป็นการกระทำที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ มิใช่เป็นการกระทำซ้ำหรือการกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญาหรือการกระทำที่จำเลยทั้งสามถูกโจทก์ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 วรรคสาม(ก)จึงมิอาจมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสามได้ พิพากษายืน
                              โจทก์ฎีกา
                            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่าโจทก์ชอบที่จะขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยทั้งสามมิให้เข้าไปกระทำการก่อสร้างสวนสมเด็จฯ และวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ในที่ดินพิพาทเป็นบริเวณ 19 ไร่ 19 ตารางวา ตามที่โจทก์ร้องขอให้นำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (เดิม) บัญญัติว่า"ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลพร้อมกับคำฟ้อง หรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคำขอฝ่ายเดียวร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไปเพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองอย่างใด ๆ ดังต่อไปนี้ (2) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้องหรือขอให้มีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่า การบุบสลาย ซึ่งทรัพย์สินใด ๆที่พิพาทจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือมีคำสั่งศาลเป็นอย่างอื่น"คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทกับให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์ แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะอ้างว่าจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทซึ่งอ้างว่าเป็นของโจทก์ ด้วยการไม่ยอมออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินพิพาทให้โจทก์ รวมทั้งมีคำสั่งให้สามีและบุตรของโจทก์รื้อถอนโรงเรือนที่โจทก์ปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท คดีจึงมีประเด็นพิพาทกันว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาโดยยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าว และตามคำฟ้องของโจทก์กับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทดังนั้น หากจำเลยทั้งสามได้ใช้ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดคูย่งฮวดสุรินทร์ ผู้รับเหมาก่อสร้างเข้าไปปักป้ายโฆษณาไถปรับพื้นดินและทำการก่อสร้างสวนสมเด็จฯ และวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 19 ไร่ 19 ตารางวา ซึ่งแม้จะเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นใหม่ก็ตาม ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้หากศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามมิให้กระทำการใด ๆ ในที่ดินพิพาทตามคำร้องของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2)ดังกล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตาม ปรากฎตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามได้เข้าไปทำการบนที่ดินพิพาทของโจทก์กำหนดลงมือทำตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2537 โดยมอบให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดคูย่งฮวดสุรินทร์ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างและลงมือปรับพื้นที่ทำการก่อสร้าง แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาลเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2537 หลังจากที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้เข้าดำเนินการก่อสร้างสวนสมเด็จฯและวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ไปแล้วเป็นเวลา 5 เดือนเศษ ดังนั้นการยื่นคำขอของโจทก์จึงล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากจะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์มาใช้แก่จำเลยทั้งสามในคดีนี้ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสามเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพฤติการณ์ในกรณีเช่นนี้ยังไม่สมควรที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254(2) มาใช้แก่จำเลยทั้งสามตามคำขอของโจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง เนื่องจากโจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาเป็นเงิน1,000 บาท ซึ่งที่ถูกต้องโจทก์ควรเสียหายเพียง 200 บาท จึงเป็นกรณีที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา 800 บาท จึงให้คืนเงินค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาดังกล่าวให้โจทก์"
พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลเป็นเงิน 800 บาท ที่โจทก์เสียเกินมาให้โจทก์
( อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ - สุทธิ นิชโรจน์ - สมพล สัตยาอภิธาน )
หมายเหตุ
ในการยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ผู้ยื่นจะต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ในการขอคุ้มครองชั่วคราว อย่างเช่น ประเภทของคดีที่จะขอได้ต้องไม่ใช่คดีมโนสาเร่ หรือคดีที่โดยสภาพแห่งคำฟ้องไม่อาจขอได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 236/2486,173/2523) ผู้มีสิทธิยื่นคำขอตามมาตรานี้ต้องเป็นโจทก์เท่านั้น (คำสั่งคำร้องที่583/2513(ประชุมใหญ่) ศาลที่จะยื่นคำขอได้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 กำหนดให้ขอได้ทั้งในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา เพียงแต่ต้องขอก่อนศาลนั้น ๆ มีคำพิพากษา (คำสั่งคำร้องที่ 1657/2535) นอกจากนี้ผู้ยื่นคำขอจะต้องพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณาสั่งคำขอของศาลประกอบเป็นประการสำคัญด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 ซึ่งมาตราดังกล่าวนี้เป็นเรื่องศาลต้องไต่สวนว่าจะอนุญาตให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือไม่ เนื่องจากการสั่งคุ้มครองชั่วคราวตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 นี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อคู่ความฝ่ายที่จะต้องถูกนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวใช้บังคับเป็นอย่างมาก กฎหมายในมาตรา 255 จึงบังคับให้ศาลต้องทำการไต่สวนก่อนมีคำสั่งอนุญาตเสมอ(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2490,508/2492 และ 2385/2526)นอกจากนี้ในการไต่สวนของศาลเพื่อนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 มาใช้บังคับจะต้องให้ได้ความด้วยว่า คำฟ้องของโจทก์นั้นมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตราดังกล่าว
สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้จะเห็นได้ว่า แม้การกระทำของจำเลยจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และโจทก์ได้ยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 254 แล้วก็ตาม ศาลฎีกาก็ยังเห็นไม่สมควรนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสาม ทั้งนี้ เนื่องจากโจทก์ยื่นคำขอล่วงเวลาอันสมควร ซึ่งจากคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จะเห็นได้ว่า ศาลฎีกาได้วางหลักไว้ประการหนึ่งว่า ในการยื่นคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 นั้น นอกจากจะต้องยื่นก่อนศาลนั้น ๆ มีคำพิพากษาแล้วโจทก์จะต้องยื่นภายในระยะเวลาอันสมควรด้วย ปัญหาว่าอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นการยื่นภายในเวลาอันสมควรหรือไม่ ผู้หมายเหตุเห็นว่าคำว่าภายในเวลาอันสมควรนั้น น่าจะหมายถึงระยะเวลา หรือโอกาสแรกที่สามารถจะยื่นคำขอได้ภายหลังจากที่ทราบถึงเหตุที่จะร้องขอตามมาตรา 254 แต่คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำขอภายหลังจากที่จำเลยทั้งสามลงมือทำการก่อสร้างไปแล้วเป็นเวลา 5 เดือนเศษทั้ง ๆ ที่โจทก์สามารถยื่นได้ก่อนหน้านี้เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโจทก์จึงน่าจะทราบถึงเหตุดังกล่าวได้ตั้งแต่ต้น การที่โจทก์เพิ่งมายื่นคำขอภายหลังจากที่จำเลยลงมือก่อสร้างไปแล้วกว่า 5 เดือนจึงเป็นการล่วงเลยเวลาอันสมควรดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัย
ดังนั้น ในการยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ทุกครั้ง ผู้ยื่นควรคำนึงถึงระยะเวลาในการยื่นเป็นประการสำคัญด้วย มิใช่จะขอในเวลาใด ๆ ก็ได้ก่อนศาลมีคำพิพากษา เพราะมิฉะนั้นศาลอาจไม่อนุญาตดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกานี้ อันจะเป็นผลให้คู่ความฝ่ายนั้นได้รับความเสียหาย เนื่องจากหากมีคำพิพากษาให้ตนชนะคดีก็อาจมีปัญหายุ่งยากในการบังคับคดีได้
ไพศาล วานสูงเนิน
คำถามทดสอบความเข้าใจ

นายรวยฟ้องสินชำระหนี้เงินกู้+ดอกเบี้ย ศาลต้นยกฟ้อง นายรวยอุทธรณ์+ขอคุ้มครองโดยการให้อายัดที่ดินที่กำลังจะขายไป

ก.      นายรวย จะยื่นคำขอได้หรือไม่

ข.      ศาลใดมีอำนาจพิจารณา

ธงคำตอบ การขอจะยื่นศาลใดก็ได้ โดยต้องยื่นก่อนศ่าลนั้นๆมีคำพิพากษา  ต้องเอา 254 วรรค 1 เรื่อง ก่อนมีคำพิพากษา

และ วรรคท้าย มาตอบ

ขอ ข้อ หากศาลต้นยังไม่ส่งสำนวนความ ก็มีอำนาจพิจารณาแต่ถ้าส่งไปแล้วก็ยื่นต่อศ่าลชั้นต้นโดบศาลอุทธรณ์เป็นผู้มีอำนาตสั่ง มาตรา 254 วรรค 2

ดู 254 กำหนดเรื่องการอุทธรณ์ให้ดูว่าสำนวนอยู่ที่ใด ศาลนั้นก็เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาสั่ง

หากไม่เห็นฎีกานี้ก็อาจเข้าใจว่า ศาลอุทธรณ์สั่งได้ แต่หากลองคิดถึง มาตรา 18 ป.วิ.พ ศาลอุทธรณ์ตอนนี้มีหน้าที่ทบทวนว่าควรรับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่สาลต้นตัดสิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 225/2526
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ แม้โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ถ้าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับฟ้องของโจทก์ คดีก็ต้องกลับไปสู่ศาลชั้นต้นที่จะต้องพิจารณาพิพากษาต่อไป ศาลอุทธรณ์ยังไม่อาจสั่งหรือพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองก่อนพิพากษาต่อศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้โจทก์ได้
หลักเกณฑ์อีกเรื่องคิอ 255 บังคับให้ศาลต้องตัดสินก่อนสั่งเสมอ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2385/2526
การที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอที่ยื่นไว้ตามมาตรา 254 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น ศาลชั้นต้นจะต้องฟังพยานที่ผู้ขอนำมาสืบหรือที่ศาลเรียกมาสืบให้ได้ความตามที่มาตรา 255 บัญญัติไว้เสียก่อน จะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอโดยเพียงแต่สอบถามโจทก์จำเลยแล้วบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาทั้งที่ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอตามมาตรา 255 ไม่ได้
และต้องได้ความว่าคดีมีมูลและสั่งได้ คือได้ตามมารา 255 นั่นเอง  หากเปรียบเทียบกับ 253 เรื่องของจำเลยนั้นเพียงได้ความ เข้าหลักเกณฑ์ไม่ต้องดูว่าจะชะหรือแพ้คดีเลย ก็เข้าหลักแล้วแต่ในมาตรา 255 นั้นต้องพิจารณาถึงสำนวนด้วยว่า โจทก์มีสิทธิชนะคดี คดีมีมูล และ คำขอมีเหตุผล

มาตรา 257 ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งอนุญาตตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ได้ภายในขอบเขตหรือโดยมีเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ แล้วแต่จะเห็นสมควร

โดยทั้วไปศาลมักวางเงื่อนไขในการวางเงินมาเป็นตัวกำหนด โดยการวางเงิน นั้นการคำนวนเงิน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 704/2545
โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 และ จ. ตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 ได้ตกลงซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 272 โฉนดเนื้อที่ 49 ไร่ ให้แก่โจทก์ในราคา 90 ล้านบาท โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางส่วนและเข้าครอบครองเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 สมรู้ร่วมคิดกับจำเลยที่ 21 แสดงเจตนาลวงบุคคลภายนอกทำนิติกรรมซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 21 จึงเห็นได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ หากจำเลยที่ 21 โอนที่ดินพิพาททั้งหมดให้แก่บุคคลอื่นในระหว่างพิจารณาย่อมจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะแม้โจทก์ชนะคดีก็ไม่อาจโอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของโจทก์ได้ กรณีนับว่ามีเหตุจำเป็นและสมควรเพียงพอที่โจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) ประกอบมาตรา 255(2) ห้ามมิให้จำเลยที่ 21 โอนที่ดินพิพาทแก่บุคคลอื่นจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงได้ แต่เมื่อได้ความว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวตั้งอยู่ในย่านที่เจริญสิ่งปลูกสร้างในที่ดินเป็นบ้านจัดสรร มีตลาดพาณิชย์ มูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในขณะฟ้องมีราคาเกินกว่า 500 ล้านบาท การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหายเพียง 1 แสนบาทจึงไม่เหมาะสม เพราะจำเลยที่ 21 ก็ต่อสู้คดีว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท และฟ้องโจทก์เป็นเท็จ ซึ่งหากทางพิจารณาได้ความในภายหลังว่าโจทก์นำคดีมาสู่ศาลโดยไม่มีมูลแล้ว เงินจำนวนดังกล่าวย่อมไม่อาจชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้ จึงเห็นสมควรให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 20 ล้านบาท
ฏ.1678/2525 ตัดสินทำนองเดียวกันในเรื่องเงินประกันว่าจะให้วางมากน้อบเพียงใด

ในข้อที่ 2 ก็ได้พูดถึงว่าหากจะให้ยกเลิกก็ต้องมีเหตุผล ว่า มีเหตุ อย่างไรเปลี่ยนไปอย่างไร

อ้างในเนื้อหาก็ต้องไปยกในการสืบในเนื้อหา ไม่ใช่ในชั้นพิจารณาคุ้มครอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2546
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางภารจำยอมหรือทางจำเป็น ขอให้ห้ามจำเลยปิดกั้นหรือทำลายทางพิพาทเพื่อให้โจทก์ได้ใช้ทางพิพาทเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยปิดกั้นและทำลายทางพิพาทและให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษา อันเป็นส่วนหนึ่งเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2)เมื่อศาลชั้นต้นพอใจว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้แล้ว จำเลยจะอุทธรณ์ขอให้ยกคำร้องของโจทก์ จำเลยจะต้องโต้เถียงว่า วิธีการที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้นั้น ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวมาใช้หรือมีเหตุอันสมควรประการอื่นที่ศาลจะมีคำสั่งต่อไปตามมาตรา 261 วรรคสาม การที่จำเลยอุทธรณ์ยกเหตุโต้เถียงเพียงว่า ทางพิพาทไม่เคยมีมาก่อน หรือทางพิพาทกว้างประมาณ 3 วา และยาวประมาณ 15 วา นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไปในชั้นพิจารณา ไม่ใช่ประเด็นที่ศาลจะต้องชี้ขาดในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นได้
อันนี้ตัดสินตามตัวบท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4746/2541
ในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โจทก์จะต้องแสดงให้เห็นเป็นที่พอใจแก่ศาลว่าคำฟ้องที่โจทก์ยื่นและในโอกาสที่ยื่นคำขอนั้นมีเหตุสมควรและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ.มาตรา 255 วรรคหนึ่ง (1) (2) อีกทั้งโจทก์ยังต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจำเลยที่ 1 ตั้งใจกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้องตามมาตรา 255 วรรคสาม อีกด้วย เมื่อปรากฏว่าจำเลยใช้ให้คนงานเข้ารื้อรั้วป่าช้าจีนบ้าบ๋าด้านติดถนน ทำให้รั้วป่าช้าจีนบ้าบ๋าเสียหาย และได้เข้าจัดตกแต่งสถานที่ในป่าช้าจีนบ้าบ๋าทำเป็นร้านขายอาหารและให้รถยนต์เข้าไปจอดโดยจำเลยเก็บค่าจอดรถเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นการรบกวนและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในฐานะทายาทของผู้ก่อตั้งทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋า แม้จำเลยที่ 1 จะเปิดกิจการร้านขายอาหารมาก่อนโจทก์ฟ้องคดีก็ตาม แต่การประกอบกิจการดังกล่าวต่อไปย่อมเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดตามที่ถูกฟ้องร้องนั้น อีกทั้งที่ดินพิพาทเป็นป่าช้าใช้ฝังศพ ย่อมไม่เหมาะสมและบังควรที่จะมาใช้เป็นร้านขายอาหารโต้รุ่งและที่จอดรถยนต์ กรณีมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ได้
แม้ตามคำร้องโจทก์อ้างเพียงว่าเหตุที่ขอคุ้มครองเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการรบกวนความสงบของสถานที่และบรรดาศพที่ฝังอยู่ในป่าช้า มิได้อ้างเหตุว่าเกิดความเสียหายแก่สภาพสุสานและแก่โจทก์ก็ตามแต่การที่ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษานั้นต้องพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ประกอบด้วย เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์มีข้อความระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการรบกวนและโต้แย้งสิทธิของโจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หยิบยกเรื่องการทำรั้ว การปรับพื้นที่ส้วมและที่ทิ้งขยะ ว่าเป็นการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่สภาพสุสานและโจทก์ขึ้นวินิจฉัยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว หาใช่ไม่ตรงกับเหตุผลที่โจทก์กล่าวอ้างและขอมาในคำร้องไม่
เป็นเรื่องโจทก์ครอบครองที่ดินแล้วให้จำเลยดำเนินกว่า 5 เดือน จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวมาใช้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 24/2540
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ขับไล่โจทก์ออกไป คดีจึงมีประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ ขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาโจทก์เป็นผู้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามใช้ให้ หจก.ค.เข้าไปปักป้ายโฆษณาไถปรับพื้นดินทำการก่อสร้างสวน และวิทยาลัยในที่ดินพิพาท ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามมิให้กระทำการใด ๆในที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2)แต่ปรากฏว่าโจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาล หลังจากที่จำเลยทั้งสามได้เข้าดำเนินการก่อสร้างในที่ดินพิพาทแล้ว เป็นเวลานานถึง 5 เดือนเศษ การยื่นคำขอของโจทก์จึงล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากจะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาใช้ก็ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสามเช่นเดียวกัน ตามพฤติการณ์เช่นนี้จึงยังไม่สมควรที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) มาใช้แก่จำเลยทั้งสาม ในการยื่นฎีกาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา จึงต้องคืนเงินส่วนที่เกินให้โจทก์
สองฎีกาต่อไปตัดสินแนวเดียวกัน ตามาตฐาน 255 ( ต้องท่องเลยเพราะเป็นขั้นตอนปฏิบัติที่สำคัญกในเรื่องนี้ )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1479/2520
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดและให้รื้อถอนเสาและสายไฟฟ้าแรงสูงที่ติดตั้งและเดินสายผ่านที่ดินของโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา อ้างว่าเสาไฟฟ้าดังกล่าวกีดขวางอยู่ ทำให้ก่อสร้างโรงภาพยนตร์และอาคารพาณิชย์ในที่ดินนั้นไม่ได้ โจทก์เสียหายขาดรายได้ ขอให้สั่งจำเลยย้ายเสาและสายไฟจากที่เดิมเพื่อติดตั้งใหม่ในที่ของโจทก์ส่วนที่ไม่กีดขวางการก่อสร้าง คำขอดังกล่าวเท่ากับเป็นการขอห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดตามที่ฟ้อง ศาลควรจะต้องทำการไต่สวนและฟังข้อเท็จจริงว่ามีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะสั่งห้ามชั่วคราวดังกล่าวหรือไม่ ไม่ชอบที่จะสั่งยกคำร้องขอโดยไม่ทำการไต่สวน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5273/2546
คำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีแรงงานอยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 254 , 255 ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 31 , 58 ซึ่งเจตนารมณ์ในการอนุญาตให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ต้องเป็นกรณีจำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง และทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย จำเลยที่ 1 มีคำสั่งพักงานโจทก์ก่อนโจทก์ยื่นฟ้อง และมีคำขอให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาประมาณ 6 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการอันเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปที่จะทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปอีกแต่อย่างใด เหตุที่อ้างว่าคำสั่งพักงานทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังคำสั่งพักงานเกือบ 7 เดือน ซึ่งไม่แน่ว่าโจทก์จะได้รับพิจารณาแต่งตั้งเพราะโจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยถึง 5 เรื่อง ประกอบกับคำขอคุ้มครองชั่วคราวตรงตามประเด็นข้อพิพาทในคดีที่จะต้องวินิจฉัยก่อน การยื่นคำขอก็ล่วงเลยเวลาอันควร หากนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์มาใช้ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เช่นกัน จึงยังไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 31 , 58 มาใช้ได้
ใช้ได้ทุกเรื่องเลยไม่ได้ใช้แต่กับทรัพย์สินเท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2504 ค้นไม่พบ
เป็นเรื่องฟ้องขอให้ส่งมอบบุตรแก่โจทก์ ชั่วคราวก่อนพิพากษาได้เพราะ 254 มิใช่บทบัญญัติที่ใช้กับทรัพย์เท่านั้น
การที่จะห้ามชั่วคราวต้องเป็นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ฟ้องร้อง
คำสั่งคำร้องที่ 164/2503 ค้นไม่พบ
ที่กล่าวมาเป็นหลักเกณฑ์โดยรวม 254 255

ต่อไปเป็นบทบัญญัติที่น่าสนใจของ 254

1.      ทรัพย์ประเภทใดที่จะยึดหรืออายัด

1.1  ทรัพย์สินที่พิพาท

ฎีกานี้เป็นเรื่องการโต้แย้งเรื่องรถที่พิพาท จากฎีกาคือจะสื่อว่ารถยนต์นั้นเป็นทรัพย์ที่พิพาท ( คำขอท้ายฟ้องอย่างหนึ่งแน่นอนคือขอรถพิพาทคืนแน่นอน )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1221/2509
เดิมรถยนต์อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ได้เอาประกันวินาศภัยโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัย โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์จากสัญญาประกันภัย ต่อมารถยนต์ถูกชนเสียหาย บริษัทรับประกันได้รับมอบไปจัดการซ่อมเมื่อโจทก์ร้องขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาโจทก์ได้นำยึดรถยนต์คันอื่นอีก 6 เว้นแต่รถยนต์คันนี้ซึ่งอยู่ในอู่ของบริษัทผู้รับประกันภัยโจทก์มิได้นำยึด ดังนี้เห็นว่ารถยนต์คันนี้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 มาแต่ต้น การที่โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยก็เพราะกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันนี้ยังเป็นของโจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อเท่านั้น ไม่อาจถือได้ว่ารถยนต์คันนี้กลับมาอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ต้องถือว่าในระหว่างรถยนต์ดังกล่าวได้รับการซ่อมแซมอยู่ในอู่ของบริษัทผู้รับประกันภัย อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตลอดมาจนเสร็จคดี เมื่อศาลพิพากษาให้ส่งมอบจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์คันนี้ให้โจทก์
               โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาและได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์ 4 คันจากจำเลยที่ 1 แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบรถยนต์ 4 คันนี้ให้โจทก์รักษาไว้ ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชนะคดีเฉพาะรถยนต์ 4 คันนี้โดยฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่ผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญาได้ให้ยกฟ้องโจทก์ในคำพิพากษามิได้กล่าวไว้ซึ่งวิธีการชั่วคราวที่ศาลได้สั่งไว้ในระหว่างพิจารณา ฉะนั้นจึงต้องถือว่าคำสั่งของศาลที่ให้ยึดรถยนต์ 4 คันนี้ไว้ชั่วคราวเป็นอันยกเลิกไปในตัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260(1) จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับรถยนต์ 4 คันที่กลับคืนไปในฐานะผู้เช่าซื้อซึ่งมิได้ผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิยึดหน่วงรถยนต์ 4 คันนี้ไว้ได้เพราะโจทก์มิใช่ผู้ครองรถยนต์ 4 คันนี้โดยมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 โจทก์เป็นแต่เพียงผู้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้รักษารถยนต์ 4 คันนี้ไว้ในระหว่างถูกยึดไว้ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อการยึดทรัพย์ถูกยกเลิกไป โจทก์ในฐานะผู้รักษาทรัพย์ก็ต้องคืนรถยนต์ที่รับรักษาไว้แก่จำเลยที่ 1 ไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี
1.2 ทรัพย์สินของจำเลย  

หากเบสิคเห็นชัดก็ไม่เป็นปัญหาแต่ดูฎีกาต่อไปนี้ จะเป็นปัญหา เพราะเรื่องนี้ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอก ต้องดูกรรมสิทธิ์ว่าอยู่ที่ใคร เมื่อทรัพย์สินกรรมสิทธิอยู่ที่จำเลยไม่ใช่บุคคลภายนอก ถือว่า สามารถยึด ได้ ( จำเลยซื้อผ่อน ( ต่างกับเช่าซื้อ )  กรรมสิทธิ์จึงโอนแล้วแม้จะชำระราคาไม่ครบ แม้จำเลยจะนำไปจำนำต่อบุคคลภายนอกก็ตาม )  
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 778/2503
โจทก์ฟ้องเรียกจักรคืนจากจำเลยเพราะจำเลยผิดสัญญาซื้อขาย
โจทก์ขอให้ยึดจักร ไว้ก่อนมีคำพิพากษาศาลอนุญาตเจ้าพนักงานจึงไปยึดจักรรายนี้จากผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนำจักรไว้จากจำเลยเช่นนี้การที่ผู้ร้องร้องขอให้ปล่อยจักรที่ยึดกรณีจึงเป็นเรื่องผู้ร้องร้องขัดทรัพย์ หาใช่เป็นการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ไม่เมื่อโจทก์ถือว่าทรัพย์ของจำเลยไปตกอยู่ที่ผู้ร้อง โจทก์ก็ย่อมดำเนินการบังคับคดีกับทรัพย์(จักร)นั้นได้หาจำต้องฟ้องร้องเรียกทรัพย์นั้นจากผู้ร้องแต่ประการใดไม่แม้ผู้ร้องจะเถียงว่าเป็นของผู้ร้องกฎหมายก็เปิดโอกาสให้มีการร้องขัดทรัพย์ได้อยู่แล้ว
แม้ผู้ร้องจะมีสิทธิครอบครอง จะเจตนาเป็นเจ้าของ จะรับจักรไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนอย่างใดแต่เมื่อกรรมสิทธิ์ยังอยู่กับจำเลย ส่วนผู้ร้องไม่มีกรรมสิทธิ์เช่นนี้ โจทก์ก็ยังนำยึดจักรนั้นได้
เมื่อเป็นสัญญาต่างตอบแทนกัน เมื่อจำเลยยังไม่ชำระราคา ก็ยังไม่มีหนี้ที่จะให้บุคคลภายนอกที่จะโอนทรัพย์สินให้จำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2172/2519
ปัญหาที่ว่าผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ไม่มีอำนาจคัดค้านขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอายัดที่ดินนั้น เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ก็ตาม โจทก์ชอบที่จะยกขึ้นว่าในชั้นฎีกาได้
ที่ดินมีโฉนดมีชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้อายัดแม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าที่ดินนี้ยังคงเป็นของ ป. ตามผลของคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งอยู่ก็ตาม ตราบใดยังไม่มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีนั้นผู้ร้องก็ยังมีสิทธิในที่ดินนั้นอยู่เมื่อสิทธิเช่นว่านี้ถูกโต้แย้งโดยการที่โจทก์ขอให้อายัดที่ดินดังกล่าวไว้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55
กรณีที่ศาลพิพากษาให้ ป. โอนขายที่ดินให้จำเลยนั้นจะถือว่าเป็นทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลยยังไม่ได้ เพราะ ป. จะชำระหนี้ส่วนของตนคือโอนที่ดินให้จำเลยก็ต่อเมื่อจำเลยชำระหนี้ตอบแทนคือชำระราคาที่ดินให้ ป. ด้วย ฉะนั้นตราบใดที่จำเลยยังมิได้เสนอที่จะชำระราคาที่ดินและกำหนดเวลาให้ ป. โอนที่ดินนั้นให้ตนแล้ว จะถือว่าหนี้ที่ ป. จะต้องโอนที่ดินให้จำเลยถึงกำหนดชำระยังมิได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้อายัดที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(1)
ศาลมักมองว่าหากเป็นการอายัดเงินนั้นสามารถโยกย้ายโดยง่าย จึงมักสั่งอนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราว
ฎีกานี้ได้รับการแต่งมาเป็นข้อสอบแล้ว  ธงคำตอบนี้เป็นไปตามฏีกาเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2544
คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้น ครั้งแรก ที่ให้อายัดที่ดินของจำเลยที่ 1 กับคำสั่งครั้งที่สองที่ให้อายัดเงินที่ จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอบังคับให้ จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งศาลมีคำสั่งห้ามทำนิติกรรมชั่วคราว และคำสั่งให้อายัดเงินสุทธิที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิ จะได้รับจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว คงมีผลบังคับเฉพาะแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้มีผลบังคับถึง จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 4 จึงไม่มีสิทธิที่จะ อุทธรณ์ฎีกาคำสั่งดังกล่าว
เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาครั้งแรกดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำขอให้ยกเลิกคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสอง หรือ ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 228 วรรคสอง คำสั่งดังกล่าวจึงถึงที่สุด ที่ดินที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งอายัดชั่วคราวจึงเป็นหลักประกันเบื้องต้นในการที่โจทก์ จะบังคับคดีได้ เมื่อต่อมาปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับตัวทรัพย์ ได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำพิพากษา ของจำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวจนทำให้คำสั่งอายัดที่ดินชั่วคราวไร้ผล และทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะได้รับเงิน จากการบังคับคดีของเจ้าหนี้ จึงถือเสมือนว่าเงินจำนวนดังกล่าว เป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาแทนที่ที่ดินที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัด ไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา ประกอบกับเงินเป็นทรัพย์ที่สามารถยักย้าย ถ่ายเทหรือปิดบังซ่อนเร้นโดยง่าย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะมี คำสั่งให้อายัดเงินดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา
การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาครั้งแรก โจทก์ขอให้อายัดที่ดินของจำเลยที่ 1 ส่วนการขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาครั้งที่สอง โจทก์ขอให้อายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 บังคับคดีให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ถูกอายัดให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลัง เป็นคนละประเด็นกัน จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ
เมื่อกี้พูดถึงเรื่องการขอคุ้มครองที่ดิน แล้วมาขอยึดเงินที่โอนที่ดินนั้นได้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

ก็เป็นหลักให้จำว่า 259 ไมได้หมายรวมถึง 290 ด้วย  ยึดหรืออายัดชั่วคราวแล้วมายึดหรืออายัดจริงอีกไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำที่ต้องห้าม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6093/2534
การยึดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาเป็นวิธีการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254(1) มิใช่เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่ต้องด้วยข้อห้ามมิให้ยึดหรืออายัดซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 บทบัญญัติใน ป.วิ.พ.ลักษณะ 2 แห่งภาค 4 ว่าด้วยการบังคับคดีที่มาตรา 259 ให้นำมาใช้บังคับแก่วิธีการชั่วคราวนั้นหา รวมถึงบทบัญญัติมาตรา 290 ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9270/2547
การปฏิบัติตามคำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1) มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง แม้หลังจากศาลชั้นต้นตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี คำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นยังคงมีผลบังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามมาตรา 260 (2) ก็ตาม แต่ก็เป็นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ไม่ใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษา เมื่อโจทก์มิได้ขอออกหมายบังคับคดีอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว กรณีจึงไม่ต้องห้ามมิให้ยึดหรืออายัดซ้ำตาม มาตรา 290 วรรคหนึ่ง
290 วรรค 1 ไม่นำมาใช้กับเรื่องวิธีการชั่วคราว เมื่อยึดหรืออายัดไว้แล้ว ไม่ต้องห้ามคดีอื่นมายึดหรืออายัดซ้ำ

เมื่อผู้คัดค้าน ยอมส่งเงินให้แก่เจ้าพนังงานบังคับคัด ทำให้การอายัดไว้สิ้นผลไป ในตัว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7001/2546 ค้นไม่พบ
ตัดสินในทำนองเดียวกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 321 - 323/2523
คำสั่งใด ๆ ของศาลเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณา ศาลอาจเปลี่ยนแปลงได้
ผู้ร้องขออายัดเงินไว้ชั่วคราวก่อนคำพิพากษาในคดีเรื่องหนึ่งที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ การอายัดชั่วคราวนี้ไม่ห้ามโจทก์ในคดีอีกเรื่องหนึ่งที่จะอายัดทรัพย์ของจำเลยนั้นเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ เมื่อได้ส่งเงินตามที่อายัดมายังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำพิพากษาแล้ว การอายัดเสร็จสิ้น การอายัดชั่วคราวของผู้ร้องสิ้นผล ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในภายหลังไม่มีสิทธิโต้แย้งได้
ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นซึ่งยังไม่ถึงที่สุดไม่มีสิทธิร้องขอให้งดการบังคับคดีนี้
            
ยึดหรืออายัดชั่วคราวไม่ต้องห้ามเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซ้ำอีก และในทางกลับกันก็คือหากยึดทรัพย์ลูกหนี้ในคดีหนึ่งแล้วก็ไม่ต้องห้ามยึดหรืออายัดชั่วคราวอีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 672/2514
ผู้ร้องเป็นโจทก์และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 209/2511 และผู้ร้องได้ยึดที่ดินพิพาทในคดีนี้ไว้ในคดีที่กล่าวแล้วผู้ร้องชอบที่จะมีคำขอให้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทแต่ในคดีนั้นจะประกาศขายทอดตลาดได้หรือไม่ ต้องว่ากล่าวกันไปในคดีที่ผู้ร้องเป็นคู่ความผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ศาลสั่งถอนอายัดในคดีที่ผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความด้วยและกรณีไม่ต้องด้วยข้อห้ามมิให้ยึดซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290

วันนี้พักไว้เพียงเท่านี้ขอให้กลับไปทบทวนหลักเกณฑ์ตามมาตรา 255 และหลักยึดอายัดชั่วคราวไม่ห้ามยึดหรืออายัดซ้ำอีก

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages