สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน ห้างฯบริษัทครั้งที่ 3 - 5 สอนเมื่อ อังคาร 09/06/09,อังคาร 16/06/09,อังคาร 23/06/09

694 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 6, 2009, 12:02:43 AM7/6/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์ ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 3 . (อัง09/06/09)

            อาจารย์ต้องการพูดปัญหาที่เกิดขึ้นปัญหาเป็นขั้นตอนไป อย่างเรื่องบริษัทนี้ตัวบทมีไม่มากแต่ปัญหาก็มี เยอะ ปัญหาในที่นี้ก็คือการพัฒนาความคิดของสังคมนั่นเองนะครับ อย่างสมัยก่อน ยากมากนะครับในการค้นคว้าฏีกา ต้องไปที่ศาลฏีกาไปอ้อนวอนขอมา แต่สมัยนี้หาง่ายมาก

            เมื่อครั้งที่แล้วได้พูดถึงองค์ฯห้างฯสามัญ ซึ่งมีหลายคนไม่เข้าใจ บางบทเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบ บ้างบทไม่เกี่ยวคืออะไร

            เช่นเรื่องการรับผิดในหนี้ของห้างฯไม่จำกัดจำนวน อันนี้ก็แก้ระหว่างกันได้ ว่า ก รับผิดแค่แสนบาทก็ได้ แต่นั่นมีผลแค่ระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเองเท่านั้นนะครับ แต่เราจะไปกระทบต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตไม่ได้ อันนี้ต้องเข้าใจไว้ด้วย

            ครั้งที่แล้วเป็นเรื่องขององค์ประกอบเป็นข้อๆ หมายถึงกิจการนั้นๆเป็นห้าง ฯ สามัญ หมายถึงกิจการที่ไม่แสวงหากำไรไม่เป็นห้างฯสามัญ ถ้าเป้นคนเดียวทำเป้นพละการเลยกิจการนั้นก็ไม่เป็นห้างฯ อาจเป็นสัญญาต่างตอบแทน แต่วันนี้จะพูดถึงเมื่อกิจการนั้นเป็นห้างฯแล้ว เราจะมาดูว่า คนที่ไปเกี่ยวข้องนั้น เกี่ยวข้องกับหุ้นส่วนหรือไม่ แต่เมื่อกิจการนั้นเป็นห้างฯแล้วจึงจะค่อยมาวินิจฉัย การที่บุคคลมีทรัพย์สินร่วมกันหรือตกลงทำร่วมกัน แล้วตกลงแบ่งผลประโยชน์โดยถือกำไรเป็นหลักมักมีการแบ่งกำไรกันเสมอ

            ตามความหมายธรรมดาของชาวบ้านบอกใครรวมกันเป็นหุ้นส่วนเสมอ อันนั้นไม่ใช่นะครับ ที่จะต้องแยกระหว่างหุ้นส่วนหรือไม่ก็เพื่อในการฟ้องคดี จะได้ฟ้องได้ถูก การวินิจฉัยว่าความสัมพันธ์อย่างนั้นเป็นอะไรจึงเป็นสิ่งสำคัญ

            ความเกี่ยวดอง ของคนที่เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเอง สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่เกิดขึ้น ถ้าหากเขาวินิจฉัย ว่าเป็นหุ้นส่วนก็จะง่าย อีกอันหนึ่งที่ยากคือการฟ้องคดี

            เคยพูดมาแล้วว่าหุ้นส่วนแต่ละคนเป็นตัวแทนของหุ้นส่วนด้วยกัน การฟ้องคดีเป็นข้อยกเว้น

            อีกประการคือ เคยพูดแล้วว่าคนไหนเป็นหุ้นส่วนแล้วต้องอาศัยเอกเทศสัญญา ปัญหาว่าใครเป็นหุ้นส่วนกันบางครั้งยากต่อการวินิจฉัย

            ก็จับเข้าองค์ประกอบเมื่อคราวที่แล้วเลย แต่บางครั้งไม่มีสัญญาการปฏิบัติกันระหว่างบุคคลภายนอก สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่ทำประกอบ

            หลักวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นหุ้นส่วนมีสองประการ คือ 1.ทำกิจการร่วมกัน 2. มีสิทธิได้รับกำไรจากกิจการที่ทำร่วมกัน

            ฟ้องคือฟ้องหุ้นส่วน แต่อย่างไรก็ตามกิจการก็เป้นข้อมูลเบื่องต้นที่เราต้องทำต้องพิจารณา จะพูดในข้อแรกก่อนนะครับ คือ เรื่องการต้องทำกิจการร่วมัน

มาตรา 1026 อันนี้เคยพุดแล้ว คือต้องนำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในสามอย่างมาลงหุ้นกัน

            มีส่วนในการดำเนินงาน อันนี้ค่อนข้างจะดูยากหน่อย อะไรหล่ะที่มีสิทธิ บุคคลนั้นต้องมีสิทธิชอบธรรม ในการดำเนินกิจการ ควบคุมกิจการ ดูแลกิจการของเขาเอง อันนี้ไม่รวมกรณีมอบอำนาจให้เข้ามาอันนั้นต้องมีอำนาจก่อน อันนี้ไม่ได้หมายถึงทุกคนต้องมาจัดการจริงๆ แต่ต้องเป็นเรื่องมีอำนาจ ควบคุมดูแล หุ้นส่วนคนที่ถูกมอบหมายให้ทำ ได้ โดยชอบธรรม

            ดูมาตรา 1037

            มาตรา 1037  ถึงแม้ว่าผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายได้ตกลงให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนก็ดี ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน นอกจากผู้จัดการย่อมมีสิทธิที่จะไต่ถามถึงการงานของห้างหุ้นส่วนที่จัดอยู่นั้นได้ทุกเมื่อ และมีสิทธิที่จะตรวจและคัดสำเนาสมุด บัญชี และเอกสารใด ๆ ของหุ้นส่วนได้ด้วย  

 

            มาตรา 1033 คงไม่ต้องพูดเป็นหลักทั่วไป

            มาตรา 1033  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนมิได้ตกลงกันไว้ในกระบวนจัดการห้างหุ้นส่วนไซร้  ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นได้ทุกคน แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดจะเข้าทำสัญญาอันใดซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งทักท้วงนั้นไม่ได้

             ในกรณีเช่นนี้ ท่านให้ถือว่าผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการทุกคน

 

            1037 แม้ได้มอบหมายไปแล้ว ก็ยังมีอำนาจตรวจดูได้

            ตัวอย่าง เป้นนายทุน มีทุนแต่ไม่มีความรู้ ก็เลยให้เงินไปก้อนหนึ่งให้ไปตั้งห้างฯรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรแล้วจะให้เงินเดือน อย่างนี้ก็เห้นชัดว่าไม่ใช่ความสัมพันธ์อย่างห้างฯ แต่เป้นเรื่องจ้างแรงงาน หรือจ้างทำของก็ว่าไป

            1314/2495

          ให้เขาอาศัยตั้งร้านตัดผมในตึกที่ตนเช่ามา โดยคิดเอาประโยชน์จากเขามากบ้างน้อยบ้างจากการตัดผม ดังนี้ไม่ถือว่าเป็นการเช่าหรือเช่าช่วง ฉะนั้นเมื่อไม่ต้องการให้เขาอยู่ต่อไป. เขาก็ต้องออกไปจากตึกนั้น

 

 อีกข้อหนึ่งคือ ต้องร่วมกิจการอย่างหุ้นส่วนไม่ได้ร่วมในฐานะอื่น

227/2501

พฤติการณ์ที่จำเลยกับบิดาโจทก์อยู่กินกันฉันท์สามีภริยาและนำเอาเงินซื้อขายที่นาเดิมของจำเลยมาซื้อแล้วทำนาที่ซื้อใหม่นี้ร่วมกันจนบิดาโจทก์ตายเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยกับบิดาโจทก์ได้ร่วมเข้าทำมาหากินด้วยกันมีเจตนาให้ทรัพย์ที่ซื้อหามาใหม่นี้เป็นทรัพย์ร่วมกันทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างอยู่กินร่วมกันทำนองนี้ ไม่ว่าจะใช้จ่ายเงินของฝ่ายใดซื้อหามาต้องถือว่าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเจ้าของร่วม

(อ้างฎีกาที่ 303/2488)

108/2519

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์แต่งงานอยู่กินเป็นสามีภริยากับพ. แต่มิได้จดทะเบียนสมรสกัน โจทก์มีสร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำติดตัวมาแต่ได้ขายเป็นทุนทำกินร่วมกับ พ. ทั้งหมดส่วน พ.มีที่นา 1 แปลง โจทก์ได้ทำกินร่วมกับ พ. โจทก์กับ พ. จึงเป็นหุ้นส่วนกัน ต่อมา พ. ตาย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินกึ่งหนึ่งดังนี้ แม้โจทก์จะมีทรัพย์ติดตัวมาด้วยเมื่อมาอยู่กับ พ. ก็ตามแต่เมื่อนาพิพาทมิใช่ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างอยู่กินกับ พ. ที่พิพาทจึงมิใช่ผลประโยชน์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างโจทก์กับ พ. อันจะถือได้ว่ามีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน และการอยู่กินกันฉันสามีภรรยาระหว่างโจทก์กับ พ.ตามที่บรรยายมาในฟ้องก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นสัญญาเข้าหุ้นส่วนกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทรายนี้

บุคคลบางคนมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกำไร

ผู้จัดการแม้ได้รับเงินเดือน และกำไรคือโบนัสก็ทำในฐานะลูกจ้างไม่มีฐานะเป็นหุ้นส่วน ฏีกาเก่า แต่คงมีนะครับ

การที่ผู้ขายนำสินค้ามาขายให้ผู้ซื้อโดยสัญญาว่าถ้าได้กำไรแล้วจะแบ่งให้ครึ่งหนึ่ง ทั้งสองคนไม่ใช่หุ้นส่วนกัน

คราวนี้มาดูฏีกา 1165 /2521

เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ และ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ จึงถือไม่ได้ว่าใบส่งของ ใบปะหน้าส่งสินค้า และกล่องเปล่าของกลางตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสามได้ใช้กระทำความผิดหรือมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิดคดีนี้ หรือเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด จึงไม่ใช่ทรัพย์สินอันพึงริบตามบทกฎหมายที่โจทก์อ้าง ส่วนแผงวงจรป้องกันไวรัสของกลางนั้น โจทก์มีคำขอมาท้ายฟ้องโดยชัดแจ้งว่า ขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์ของกลางดังกล่าวตกเป็นของผู้เสียหาย (โจทก์ร่วม) เท่ากับว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ศาลสั่งริบทรัพย์ของกลางดังกล่าวตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 115 ศาลฎีกาจึงไม่อาจสั่งให้ริบได้ และไม่อาจสั่งให้ทรัพย์ของกลางดังกล่าวตกเป็นของผู้เสียหาย (โจทก์ร่วม) ได้

 

ในเรื่องนี้โจทก์และจำเลยทำไร่อ้อยส่งขายต่างๆ โจทก์ออกค่าใช้

ประการที่สองมีสิทธิได้รับส่วนกำไรที่ได้ทำหรือไม่  ตัวอย่างที่ได้พูดกันมาแล้ว ว่าบุคคลใดตกลงด้วยกันแต่ไม่ได้กำไร สองคนนั้นไม่ใช่หุ้นส่วนแม้ได้รับแบ่งรายได้ก้ดี

ปัญหาที่ค่อนข้างโต้แย่งคือกฎหมายพูดแต่กำไร ไม่พูดขาดทุน

ถ้าเผื่อในข้อสัญญาอันหนึ่งตกลงโอเคมาร่วมดำเนินกิจการมีกำไรเท่าไหร่แบ่งคนละครึ่งขาดทุนไม่ต้องรับ อย่างนี้เป็นหุ้นส่วนหรือไม่ในชั้นแรก

มันก็เกี่ยวพับประเด็นนี้ด้วย เพราะศาลฏีกาไปวินิจฉัยเลยไปว่า ไม่ได้ความว่าโจทก์ได้ขาดทุนด้วย จึงไม่เป็นหุ้นส่วน อันประโยคนี้แหละครับที่ทำให้เถียงกัน

556/2505

โจทก์จำเลยตกลงกันเข้าเป็นหุ้นกันค้าไม้ไผ่โดยโจทก์ลงทุนเป็นเงินจำเลยลงแรง จะแบ่งกำไรกันคนละครึ่งย่อมถือว่าเป็นการเข้าหุ้นส่วนกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1012 แล้วแม้เรื่องการขาดทุนจะมิได้ตกลงกันไว้ ก็หาเป็นข้อสำคัญไม่ ถ้าหากมีการขาดทุนก็ต้องเฉลี่ยขาดทุนตามส่วนของหุ้นอยู่ในตัวเว้นแต่จะตกลงเป็นอย่างอื่น

 

วินิจฉัยไว้ชัดเจนเลยว่าถ้าเป็นกิจการห้างฯแล้ว แม้ไม่ได้ตกลงเรื่องขาดทุนก็ไม่สำคัญ เพราะถ้ามีการขาดทุนก็ต้องตามส่วนในตัว เว้นแต่ตกลงเป็นอย่างอื่น

1159/2514 - ค้นไม่พบ

            2570/2520

โจทก์ฟ้องขอให้เลิกกิจการห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนโดยกล่าวไว้ในฟ้องว่า ในการเข้าหุ้นส่วนค้าที่ดินและตึกแถวกันนี้จำเลยตกลงแบ่งกำไรให้โจทก์ร้อยละ 60 จำเลยขายที่ดินและตึกแถวไปหลายห้องไม่แบ่งกำไรให้โจทก์ ขอให้พิพากษาเลิกกิจการห้างหุ้นส่วนและตั้ง ค. เป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ใช่หุ้นส่วน ศาลได้กำหนดประเด็นว่าโจทก์กับจำเลยเป็นหุ้นส่วนกันหรือไม่ ตกลงแบ่งผลกำไรกันเท่าใด โจทก์มีสิทธิบอกเลิกหุ้นส่วนกันหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์จำเลยประสงค์จะแบ่งปันกำไรกันอย่างไรจึงเป็นประเด็นวินิจฉัย ศาลพิพากษาให้แบ่งกำไรกันตามที่พิจารณาได้ความได้

ในชั้นแรก โจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลยมาดำเนินการตามโครงการของโจทก์นั้น โจทก์ต้องแบ่งกำไรสุทธิให้จำเลยร้อยละ 40 ครั้นเมื่อโจทก์ดำเนินการต่อไปไม่ได้ เพราะขาดทุนหมุนเวียน จนจำเลยต้องเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนด้วยสัญญาเข้าหุ้นส่วนระบุว่าการแบ่งผลประโยชน์ที่โจทก์จะได้รับให้เป็นไปตามแนวข้อตกลงของสัญญาซื้อที่ดิน "แนวข้อตกลง"จึงมีความหมายว่าจะต้องแบ่งกำไรสุทธิให้จำเลยในฐานะเจ้าของที่ดินร้อยละ 40 อย่างเดิมเสียก่อน กำไรที่เหลืออีกร้อยละ 60 จึงแบ่งกันระหว่างโจทก์จำเลยผู้เป็นหุ้นส่วนกันตามส่วนของเงินที่ลงหุ้น

โจทก์ขอให้ศาลตั้ง ค.เป็นผู้ชำระบัญชี ถึงแม้จำเลยจะมิได้คัดค้านเกี่ยวกับตัวผู้ชำระบัญชีไว้ แต่จำเลยได้ให้การปฏิเสธว่า โจทก์จำเลยมิได้เป็นหุ้นส่วนกัน เมื่อจำเลยปฏิเสธในเรื่องหุ้นส่วนเสียแล้ว ก็ไม่จำต้องกล่าวถึงตัวผู้ชำระบัญชี จะถือว่าจำเลยเห็นชอบให้ ค.เป็นผู้ชำระบัญชีหาได้ไม่ เมื่อศาลชั้นต้นตั้ง ค.เป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยก็ได้อุทธรณ์ฎีกาต่อมาคัดค้านว่าไม่ควรตั้ง ค. เป็นผู้ชำระบัญชี และเป็นทนายโจทก์มีส่วนได้เสียโดยตรงกับโจทก์และไม่มีความรู้ความสามารถในการชำระบัญชี ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้และเห็นว่า เมื่อโจทก์จำเลยไม่อาจร่วมกันตั้งผู้ชำระบัญชีได้ ศาลฎีกาจึงตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ชำระบัญชีต่อไป การชำระบัญชีจะได้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยไม่ติดขัด

 

ฏีกานี้ บอกว่าเมื่อมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกำไรแล้ววิธีแบ่งกำไรจากเงินส่วนไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่งแม้แต่ไม่แบ่งกำไรตามส่วนแห่งการลงทุนหรือมีข้อตกลง ให้บางคนไม่ต้องขาดทุนด้วยก็ยังได้  

            ต่อไปเราจะพูดถึงกิจการที่มีส่วนคล้ายกับห้างฯ ลักษณะแรกคือกรรมสิทธิ์รวม

เหตุผล คือ หุ้นส่วนต้องนำทรัพย์สินมาลงเป็นหุ้น ทุกคนก็กลายเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นทุกคน นี่แหละที่มันคล้าย

            และก็มีส่วนคล้ายมีทั้งหมด 4 ประการด้วยกัน

1.      คือหลายคนเป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกัน โดยเฉพาะห้างฯสามัญไม่จดทะเบียนเหมือนกรรมสิทธิ์รวม

3123/2529ค้นไม่พบ

2.กฏหมายสันนิฐานว่ามีส่วนเท่ากัน   มาตรา 1357 ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน

 

เรื่องกรรมสิทธิ์ร่วม เปรียบเทียบกับมาตรา 1027  ในเมื่อมีกรณีเป็นข้อสงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าสิ่งซึ่งนำมาลงหุ้นด้วยกันนั้นมีค่าเท่ากัน

 

3. อำนาจจัดการคล้ายคลึงกัน ดูมาตรา 1058  เมื่อเหตุอันใดอันหนึ่งเกิดขึ้นเกี่ยวด้วยผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่ง ซึ่งตามความในมาตรา1057 หรือมาตรา 1067 เป็นเหตุให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายนอกนั้นมีสิทธิจะเรียกให้เลิกห้างหุ้นส่วนได้ไซร้ในเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนเหล่านั้นยื่นคำร้อง ท่านว่าศาลจะสั่งให้กำจัดหุ้นส่วนผู้ต้นเหตุคนนั้นออกเสียจากห้างหุ้นส่วนแทนสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนก็ได้ 

             ในการแบ่งทรัพย์สินระหว่างห้างหุ้นส่วนกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งถูกกำจัดนั้น  ท่านให้ตีราคาทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนตามราคาที่เป็นอยู่ในเวลาแรกยื่นคำร้องขอให้กำจัด

บัญญัติว่าให้สันนิฐานว่าเจ้าของร่วมมีอำนาจจัดการทรัพย์สินเท่ากัน

      การจัดการย่อมรวมถึงการฟ้องร้องและต่อสู้คดีด้วย

ห้างฯไม่จดทะเบียนไม่เป็นนิติบุคคลต่างหากจากหุ้นส่วน กรรมสิทธิ์ที่รวมเข้ากันหรือหาได้มา ย่อมเป็นของหุ้นฯรวมกันและบังคับกันได้ในเรื่องกรรมสิทธิ์รวม

      ให้นำกรรมสิทธิ์รวมมาใช้เฉพาะในเรื่องละเมิดเท่านั้น

      ต่อไปก็คือความแตกต่างก้น ระหว่างกรรมสิทธิ์รวมกับห้างฯ  6 ประการ

258/2494  

'เจ้าของร่วม' กับ 'หุ้นส่วน'ต่างกันในข้อสำคัญที่ว่าการเข้าร่วมกันเพื่อกระทำกิจการด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แก่กิจการที่ทำนั้นหรือไม่ถ้าไม่ประสงค์เช่นนั้นก็ไม่ใช่หุ้นส่วน เป็นแต่เจ้าของร่วมแต่ถ้าประสงค์จะแบ่งปันกำไรเช่นว่านั้น ก็เป็นหุ้นส่วนและเป็นเจ้าของร่วมด้วยในตัว

โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินและกิจการของ'แม่น้ำมอเตอร์โบ๊ต'โดยอ้างว่าเป็นเจ้าของร่วมกันกับจำเลย แต่บรรยายฟ้องมาในรูปว่า โจทก์จำเลยเป็นหุ้นส่วนร่วมกัน จึงเท่ากับเป็นการฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินในหุ้นส่วนซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อเลิกหุ้นส่วนเสียก่อนโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เลิกหุ้นส่วนศาลจึงต้องพิพากษายกฟ้อง

 

                        วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่าเจ้าของรวมกับหุ้นส่วนต่างกันในข้อสำคัญที่ว่าการเช้าร่วมกันนั้นเพื่อประสงค์แบ่งปันกำไรจากกิจการนั้น หรือไม่

            ถ้าไม่ประสงค์เช่นนั้นก็ไม่ใข่หุ้นส่วนแต่เป็นเจ้าของรวม

ครั้งที่ 4 . (อัง16/06/09)

หุ้นส่วน ถ้าจัดตั้งแล้วเกิดไม่ชอบหน้ากันแล้วจะมาอยู่ดีๆแบ่งกันไม่ได้นะครับ  ต้องมีการชำระบัญชีมีบุคคลภายนอกมาเกี่ยวข้องด้วย

ผู้เป็นหุ้นส่วนไม่อาจโอนหุ้นให้แก่คนภายนอกโดยไม่ได้รับความยินยอมแต่เจ้าของรวมทำได้

มาตรา 1361 เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ จะจำหน่ายส่วนของตนหรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภารติดพันก็ได้

                            แต่ตัวทรัพย์สินนั้นจะจำหน่าย จำนำ จำนอง หรือก่อให้เกิดภารติดพันได้ ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน

           ถ้าเจ้าของรวมคนใดจำหน่าย จำนำ จำนอง หรือก่อให้เกิดภารติดพันทรัพย์สินโดยมิได้รับความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน แต่ภายหลังเจ้าของรวมคนนั้นได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่ผู้เดียวไซร้ ท่านว่า นิติกรรมนั้นเป็นอันสมบูรณ์

 บอกว่า เจ้าของรวมคนหนึ่งจะจำหน่ายส่วนของตนหรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้

      546/2495  

การรวมทุนกันประกอบกิจการมีและทำสวนยาง อีกนัยหนึ่งก็คือการร่วมกันมีที่ดินสวนยางหรือทำเป็นสวนยาง เพื่อแสวงหาดอกผลธรรมดาจากสวนยางนั้น แม้จะเรียกว่าห้างหุ้นส่วนสามัญ(โดยมิได้จดทะเบียน)ก็ตามความสัมพันธ์เช่นนี้ จะต้องบังคับตามกฎหมายอันว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวมในอสังหาริมทรัพย์นั้น จะบังคับตามกฎหมายเรื่องหุ้นส่วนแต่อย่างเดียวไม่ได้เพราะทรัพย์สินอันเป็นประธานที่ผู้เป็นหุ้นส่วนมีอยู่ร่วมกันคือที่ดินสวนยางและส่วนของหุ้นส่วนในเรื่องนี้ก็คือส่วนหนึ่งในสิทธิแห่งการเป็นเจ้าของรวมในสวนยาง อันเป็นอสังหาริมทรัพย์จะมีตราจองหรือไม่ ก็ย่อมเป็นสิทธิในอสังหาริมทรัพย์เช่นเดียวกัน แม้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งจะมีสิทธิทำนิติกรรมจำหน่ายส่วนของตนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1361 ก็ตาม แต่ก็ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงจะสมบูรณ์

ถ้าผู้ได้รับซื้อสิทธิของผู้เป็นหุ้นส่วนไว้โดยเพียงแต่ทำสัญญากันเป็นหนังสือเท่านั้น แล้วภายหลังผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นได้ขายสิทธินั้นไปแก่ผู้รับซื้อคนใหม่โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนกันโดยสุจริตแล้ว ดังนี้ ผู้รับซื้อคนแรกก็ย่อมจะฟ้องบังคับให้ผู้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งขายสิทธินั้นแก่ตน โอนสิทธิที่ขายให้แก่ตนไม่ได้

เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้เข้าสู้คดีในฐานะเป็นตัวแทนจำเลยแล้วภายหลังตนเองได้ร้องสอดเข้ามาในคดีในฐานะตัวเอง ดังนี้ ถ้าเป็นการร้องสอดเข้ามาเพื่อให้มีผลยกฟ้องแล้ว ศาลก็พอบังคับได้ แต่ถ้าเป็นการร้องสอดเข้ามาเพื่อที่จะให้ศาลบังคับตัวเองในฐานะเป็นตัวแทนจำเลยนั้น ศาลจะบังคับให้ หาได้ไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ประโยชน์ของตัวแทนขัดกับประโยชน์ของตัวการอันเป็นกรณีที่ตัวแทนไม่อาจทำแทนได้

 

            ดูมาตรา 1042  ความเกี่ยวพันระหว่างหุ้นส่วนผู้จัดการกับผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายอื่นนั้น ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทน

กำหนดไว้ ว่าความเกี่ยวพันระหว่างหุ้นส่วนผู้จัดการกับหุ้นส่วนอื่นต้องบังคับตามบทบัญญัติตัวแทนโดยอนุโลม

หุ้นส่วนกับกิจการร่วมค้า ( จ้อนซ์เวนเจอร์ ) เป้นเรื่องกิจการที่ใหญ่ จะอาศัยทุนเล็กๆไม่ได้

สมมุติการสร้างสะพานที่เป็นโครงการใหญ่ๆ ก็ต้องมาร่วมทุนกันสี่ธนาคาร

ต่อไปมีเรื่องที่จะพูดกันต่อไป บางครั้งก็ซ้ำๆกับเรื่องเก่า สัญญาจัดตั้งห้างฯ มีข้อสังเกต ละเอียดกว่าที่พูดไปแล้วอย่างไร

มีข้อสังเกตละเอียดกว่าที่เราเรียนไปแล้วอย่างไรบ้าง ยิ่งโลกเราวิวัฒนาการด้านธุรกิจการค้าไปเท่าใด ก็ยิ่งมีปัญหามากขึ้นเท่านั้น เช่น รู้ถึงคำเสนอคำสนอง รู้ว่าสัญญาเกิดขึ้นเมื่อไหร่ วันนี้ซื้อของทางอินเตอร์เน็ต ก็ไม่ทราบว่าคู่สัญญาเป็นใคร ใครรับผิดชอบ ไปเปิดอีกทีเวปไซ๊ด์นั้นหายไปแล้ว

แต่ในขณะนี้ก็มี พรบ.ธุรกรรม

1836/2514

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 ขับรถของจำเลยที่ 2 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2ได้ขับด้วยความประมาทชนรถของโจทก์เสียหาย ขอให้ร่วมกันและแทนกันชำระค่าเสียหาย จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกรถยนต์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกแรงงานร่วมกันรับจ้างบรรทุกของของผู้อื่น แล้วจำเลยที่ 2 นำสืบในทำนองนี้ และว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ตกลงทำสัญญารับจ้างขนของรายนั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้ไปตกลงเอง ผลประโยชน์แบ่งกันคนละครึ่ง ดังนี้ เห็นได้ว่าการดำเนินกิจการเกี่ยวกับรถยนต์คันนี้ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เข้าลักษณะเป็นหุ้นส่วนกัน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกแรง จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกทรัพย์เมื่อการกระทำของหุ้นส่วนทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดร่วมกันและแทนกัน และคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนด้วย คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 หรือไม่

การไม่จดทะเบียน หรือ ตราบใดยังไม่จดทะเบียนให้ถือว่าเป็นห้างฯ สามัญ ต้อง

2962/2517 ห้างม.เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินกิจการแทน ต่อมาจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เข้าหุ้นกันตั้งห้างส. เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพื่อขยายกิจการค้าของห้างม. และจำเลยที่ 1 ได้ทำการค้าของห้างส.ต่อมาในนามของห้าง ม. โดยความยินยอมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 การที่จำเลยทั้งสามประกอบการค้าร่วมกันดังกล่าว จึงเป็นการเข้าหุ้นส่วนกัน เมื่อจำเลยที่ 1ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทและเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ เป็นการทำแทนห้าง ส. แต่ใช้ชื่อห้าง ม. จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์

 เป็นฏีกาเกี่ยวกับการให้ใช้ชื่อ

5674/2530

ผู้ที่จะฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นจำเลยในศาลจะต้องเป็นบุคคล ดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(11) และคำว่าบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้แก่บุคคลธรรมดา และนิติบุคคลห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพียงแต่จดทะเบียนพาณิชย์ไว้เพื่อ ทำการค้าเท่านั้น มิใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ฟ้องคดีต่อศาลไม่ได้ และจะมอบอำนาจให้บุคคลอื่นฟ้องและดำเนินคดีแทนก็ไม่ได้

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นเรื่องอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ของประชาชน แม้จะไม่ใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้ว ในศาลชั้นต้น จำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์เป็นประเด็นขึ้นมาได้ ในชั้นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ ก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง

การพิจารณาจัดตั้งห้างฯต้องพิจารณาถึงสภาพและกิจการของห้างฯ

ครั้งที่ 5 . (อัง 23/06/09 )

เกี่ยวกับเรื่องความเกี่ยงพันของผู้เป็นหุ้นส่วน ฯ คราวที่แล้วพูดเรื่องหุ้นส่วนเกิดขึ้นเมื่อไหร่

หัวข้อนี้มีมาตราที่เกี่ยวข้องอยู่คือมาตรา 1026 -1048

ในมาตราดังกล่าวเบื้องต้นเลย ทั้งหมดที่เรียนมาว่า 1026 -1048 เป็นมาตราที่กฎหมายกำหนดความเกี่ยวพันไว้ถ้าไม่ได้กำหนดความเกี่ยวพัน คู่สัญญาก็กำหนดอย่างไรก็ได้ ถ้าสิ่งนั้นไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย

ขอให้เข้าใจประการที่สองว่าตกลงกันอย่างไรก้ได้เป็นเรื่องระหว่างหุ้นส่วนทั้งสิ้นไม่ได้ไปผูกพันบุคคลภายนอกผู้สุจริต

ยิ่งเป็นห้างฯสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียนด้วย ส่วนใหญ่ไม่ผูกพันบุคคลภายนอกเลย

จากบทบัญญัติดังกล่าว แบ่งได้เป็น 4 หัวข้อคือความเกี่ยวพันของผู้เป็นหุ้นส่วนเกี่ยวกับหุ้น

สอง เกี่ยวพันเกี่ยวกับกำไรขาดทุน ข้อที่สามเป็นการเกี่ยวพันเกี่ยวกับการจัดการงานของห้างฯ

และประการสุดท้ายคือสิทธิและหน้าที่อื่นๆระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน

หมายความว่า สิทธิหน้าที่ที่ไม่ใช่เรื่องหุ้น

พูดถึงข้อแรกก่อน คือความเกี่ยวพันระหว่างหุ้นส่วนเกี่ยวกับหุ้น ใครที่ไม่ได้ลงหุ้นคนนั้นไม่ใช่หุ้นส่วน ใครที่ไม่ได้ลงหุ้นแม้ได้สิทธิในการรับส่วนแบ่งกำไร ก้ไม่ใช่หุ้นส่วน เพราะฉะนั้นการลงหุ้นจึงเป็นความเกี่ยวพันที่สำคัญมากของหุ้นส่วน

ขอให้ดู ฏีกา เรื่อง

1303 /2480  แปลกไปจากที่บรรยาย เรื่องนี้ศาลพิพากษาให้จำเลยไปทำสัญญา ที่อำเภอ ให้โจทก์มีส่วนในการทำเหมืองร่วมกับจำเลย ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

      อันนี้เป็นข้อยกเว้นในการลงหุ้น คำพิพากษา ไม่ไป ก็กลับกลายเป็นการลงหุ้น เป็นไปตามคำพิพากษานั้นเอง ฏีกาฉบับนี้ไม่ต้องลงหุ้นเพราะศาลพิพากษาให้ลงหุ้นแล้ว

1495/2498

โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในการละเมิดซึ่งลูกจ้างในห้างหุ้นส่วนที่จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นได้ก่อขึ้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าภรรยาจำเลยต่างหากเป็นผู้ถือหุ้น แม้จะได้ความว่าเงินที่เอามาลงหุ้นจะเป็นเงินที่ทำมาหาได้ระหว่างสามีภรรยาก็ดี เพียงเท่านี้จะถือว่าจำเลยเป็นหุ้นส่วนนั้นด้วยหาได้ไม่

 

       การที่เอาทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมไปลงหุ้น ไม่ทำให้เจ้าของรวมอื่นกลายเป็นหุ้นส่วนไปด้วย ในฏีกาเรื่องนี้วางข้อกฎหมายไว้อย่างว่า แต่ข้อเท็จจริงคือ ภริยาเอาเงินที่เป็นเจ้าของรวมไปลงในห้าง ศาลบอกไม่พอถือว่าสามีเป็นหุ้นส่วนด้วยสามีจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ของห้าง ฯ

1768/2520

สามีจำเลยกับโจทก์ร่วมกันเข้าหุ้นตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ต่อมาสามีจำเลยตายโจทก์จำเลยตกลงให้กิจการของห้างดำเนินต่อไป โดยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นจากสามีจำเลยเป็นจำเลย ทรัพย์สินของสามีจำเลยซึ่งมีอยู่ในห้างย่อมเป็นมรดกตกได้แก่จำเลย เมื่อจำเลยตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์แทนที่สามีจำเลยก็เท่ากับจำเลยได้ลงหุ้นแล้ว

โจทก์ในฐานะหุ้นส่วนมีสิทธิที่จะไต่ถามถึงการงาน และมีสิทธิที่จะตรวจและคัดสำเนาสมุดบัญชีและเอกสารใด ๆของห้างได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1037 ประกอบด้วยมาตรา 1080แม้จำเลยจะมีเอกสารของห้างหุ้นส่วนหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ขอให้จำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแสดงบัญชีรับจ่ายพร้อมทั้งหลักฐานใบสำคัญการรับจ่ายเงินของห้างหุ้นส่วนตั้งแต่วันจำเลยเข้าดำเนินกิจการจนถึงปัจจุบัน ย่อมอยู่ในวิสัยที่จำเลยจะแสดงได้ หาใช่เป็นเรื่องสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับไม่

 

โจทก์จำเลยตกลงกันให้เป็นหุ้นส่วนแทนสามี ในกรณีนี้แม้ไม่ได้ลงหุ้นจริงๆก็ถือว่าสามีได้ลงหุ้นไว้แล้วเป็นการเปลี่ยนหุ้นส่วน

เท่ากับศาลฏีกาบอกว่าเป็นหุ้นส่วนแทนที่สามีจำเลย  มีอีกเรื่อง

2062/2532

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 และที่ 3เพื่อทำการปลูกสร้างตึกแถวใหม่ในที่ดินดังกล่าว แล้วจะเสนอขายแก่บุคคลภายนอกทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นรายห้อง โดยในสัญญามีข้อตกลงว่า ถ้ามีความจำเป็นต้องฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิมจำเลยที่ 2 จะฟ้องขับไล่เอง และจะไม่เรียกร้องจากจำเลยที่ 1เกี่ยวกับค่าทดแทนใด ๆ ที่จะให้ผู้เช่าเดิม ดังนี้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้นไม่มีข้อตกลงตอนใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ผู้จะขายได้ร่วมประกอบกิจการในการปลูกสร้างตึกแถวใหม่กับจำเลยที่ 2 ที่ 3แม้ในสัญญาจะซื้อจะขายจะกำหนดต่อไปอีกว่า ผู้จะขายจะได้รับส่วนแบ่งจากการขายตึกแถวใหม่อีกร้อยละหกสิบของกำไรสุทธิก็เป็นเพียงข้อตกลงในการซื้อขายที่ดินที่ผู้จะซื้อยอมที่จะให้เพิ่มเติมอีกเท่านั้นจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายยอมรับแต่ผลกำไรอย่างเดียวไม่ต้องร่วมรับผิดเมื่อขาดทุนด้วย จึงไม่ทำให้สัญญาจะซื้อจะขายกลายเป็นสัญญาเข้าหุ้นส่วนไปได้

 

ในสัญญาพิพาทได้ระบุให้ ฝ่ายหนึ่งได้รับส่วนแบ่งจากการขายของ แต่ไม่ได้ระบุว่าให้เขา มาลงหุ้นหรือว่ามาร่วมประกอบกิจการด้วย อย่างนี้สัญญาฉบับนี้ไม่ใช่สัญญาหุ้นส่วน

นี่เป็นข้อแรกที่ว่าผู้เป็นหุ้นส่วนต้องลงหุ้น

ข้อที่สองคือ หุ้นนั้นอาจจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือแรงงานก็ได้ ทั้งสามอย่างนี้ถือเป็นการลงหุ้นทั้งสิ้น

การลงทุนด้วยเงินลงหุ้นด้วยเงินไม่มีปัญหา แต่บางครั้งก้มีเรื่องที่ว่า เงินอยู้ในแบงค์ ทำสัญญา ว่า ให้เพื่อนเป็นผู้ไปเบิกเงินได้ ห้าหมื่น เบิกใช้เมื่อไหร่ก็ไปเบิกได้ อย่างนี้ก็ถือเป็นการลงเงินเหมือนกันนะครับ

ก็แปลว่าแม้ยังเบิกไม่ครบก็เป็นการลงหุ้นที่ครบแล้ว การลงหุ้นด้วยทรัพย์สินอื่นมีสองประการด้วยกัน

การนำรถมาให้ใช้ ไอ้ตรงนี้มีปัญหาว่าให้ใช้ตีราคาเท่าไหร่หล่ะ ให้ใช้ ระยะเวลานานเท่าใด เกิดความสูญหายไปใครเป็นผู้รับบาปเคราะห์

      อย่างนี้ในมาตรา 1030 บัญญัติไว้ว่า ถ้าให้กรรมสิทธิ์เป็นการลงหุ้น ความเกี่ยวพันในเรื่องส่งมอบ ซ่อมแซม รอนสิทธิ์ ให้ใช้เรื่องซื้อขาย มาปรับใช้

เหตุที่กฎหมายกำหนดเช่นนี้เพราะผุ้ที่นำทรัพย์สินมาลงหุ้น ก็ต้องส่งมอบให้ห้างฯ หากเอารถยนต์มาลงจะเรียกได้ไหมว่านำรถยนต์มาลง ก็ไม่ได้ มันยัง ชำรุดบกพร่อง

กฎหมายให้รับผิดเช่นเดียวกับบทบัญญัติในเรื่องซื้อขาย จากบทมาตรานี้ผู้ที่ลงหุ้นในการนำทรัพย์สินมาลงห้าง ฯ ก็เพราะว่าหุ้นส่วนคนอื่นต้องรับ หุ้นที่ อีกฝ่ายมาลงเต็มที่แล้วเขาจะเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์นั้นด้วย

เอาที่ดินมาลงหุ้นโดยไม่ได้โอนทะเบียน เป็นที่ดินมีโฉนด ผู้นั้นยังมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดอยู่ ก็ต้องถือว่า หุ้นส่วนผู้นั้นถือที่ดินแทนผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นทุกคน จะมาอ้างว่า ตัวเองเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวไม่ได้

ต่อไปดูฏีกาประเด็นคล้ายๆกัน 533/2511 

จำเลยทั้งสามให้การร่วมกันว่า ที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้จำเลยที่ 2,3 ซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำผิดข้อบังคับของห้างหุ้นส่วน เพราะจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ถอนเอาที่ดินคืนออกจากห้างหุ้นส่วนเลย โจทก์ก็ทราบแล้วและไม่คัดค้าน ดังนี้ ตามคำให้การของจำเลยทั้ง 3 เป็นการยอมรับว่าที่ดินนั้นยังคงเป็นของห้างหุ้นส่วนอยู่ แม้จะมีชื่อจำเลยที่ 2,3 ถือกรรมสิทธิ์จำเลยก็หาได้โต้แย้งไม่ว่าที่ดินนั้นเป็นของจำเลยไม่ใช่ของห้างหุ้นส่วนจำเลยจะมาโต้เถียงภายหลังว่าที่ดินไม่ใช่ของห้างหุ้นส่วนย่อมไม่ได้

ที่ดินเป็นของห้างหุ้นส่วน เมื่อเลิกห้างหุ้นส่วนและมีการชำระบัญชีกันผู้ชำระบัญชีก็มีอำนาจที่จะขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนเอาเงินชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้

จำเลยให้การรับว่า ที่ดินยังเป็นของห้างหุ้นส่วนอยู่เมื่อคู่ความตกลงกันให้ตั้งผู้ชำระบัญชี และให้ขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนทั้งหมดเพื่อนำเงินมาแบ่งกันดังนี้ แสดงว่าจำเลยตกลงยอมให้ขายที่ดินซึ่งเป็นของห้างหุ้นส่วนด้วย จำเลยจะมาอ้างภายหลังว่าขณะนั้นยังไม่ทราบว่าผู้ชำระบัญชีจะเอาที่ดินเป็นของห้างหุ้นส่วนด้วยหรือไม่ ย่อมฟังไม่ขึ้นและเมื่อจำเลยตกลงยอมให้ขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนทั้งหมดแล้วก็ถือได้ว่าจำเลยสละสิทธิที่จะถอนหุ้นเอาที่ดินของตนคืน

 

เมื่อห้างเลิกมีการชำระบัญชี ผู้ชำระบัญชีก็นำที่ดินนั้นมาขายชำระหนี้ของห้างฯได้ หมายถึง หุ้นส่วนเอาที่ดินมีโฉนดมาลง

84/2512

ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งนำที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนดมาลงทุนเข้าหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน โดยใช้เป็นที่ตั้งโรงสีของห้างหุ้นส่วนแม้จะไม่มีการจดทะเบียนโอนโฉนดที่พิพาทก็เป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนนั้น

(อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 533/2511)

ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้เมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งถูกฟ้องเกี่ยวกับหนี้สินของห้างหุ้นส่วนและศาลพิพากษาให้ชำระหนี้แม้โฉนดที่พิพาทจะยังเป็นชื่อของหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งเจ้าหนี้ย่อมมีอำนาจนำยึดที่พิพาทเพื่อบังคับชำระหนี้ได้ หุ้นส่วนซึ่งมีชื่อในโฉนดที่พิพาทหรือบุตรของหุ้นส่วนนั้นหามีสิทธิร้องขอให้ถอนการยึดได้ไม่

(อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 288/2488)

ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนซึ่งไม่เป็นนิติบุคคลนั้นไม่อาจครอบครองที่ดินของผู้เป็นหุ้นส่วนโดยอำนาจปรปักษ์ได้แต่เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนนำที่ดินมาลงทุนเข้าหุ้นด้วยย่อมเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ในคดีล้มละลายได้

 

ต่อเนื่องกันมา เจ้าหนี้ของห้างฯก็สามารถนำยึดที่ดินนั้นชำระหนี้ได้ และ ผู้เป็นหุ้นส่วนที่มีชื่อในโฉนดหรือทายาท จะมาร้องขอให้ ปล่อยการยึดไม่ได้ พูดง่ายๆจะมาร้องขัดทรัพย์ไม่ได้

อันนี้ก็เป็นตามแนวร้องขัดทรัพย์ เจ้าของรวมก็มาร้องขัดทรัพย์ไม่ได้
                 794/2536

ผู้คัดค้านทั้งห้าตกลงนำที่ดินและตึกแถวมาลงหุ้นตั้งแต่ลูกหนี้ที่ 1 ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งยังไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลนั้น ถือว่าลูกหนี้ที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1079 แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แต่ในระหว่างผู้คัดค้านทั้งห้าและลูกหนี้ที่ 1 ต้องถือว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวตกเป็นของลูกหนี้ที่ 1 ตั้งแต่เวลาที่นำมาลงหุ้นเป็นต้นมาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1030บัญญัติว่าด้วยความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนกับห้างหุ้นส่วนในเรื่องส่งมอบให้บังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยการซื้อขายนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการส่งมอบตัวทรัพย์ หาได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องกรรมสิทธิ์ไม่

 

คือโอนที่ดินแล้วเจตนาส่งมอบที่ดินหรือโฉนดให้แก่ห้าง กรรมสิทธิย่อมโอนทันทีไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนโอน

และได้วินิจฉัยต่อไปอีกว่า สำหรับ มาตรา 1030  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอันใดอันหนึ่งเป็นการลงหุ้นด้วยไซร้ ความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นกับห้างหุ้นส่วนในเรื่องส่งมอบและซ่อมแซมก็ดี ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องก็ดี ความรับผิดเพื่อการรอนสิทธิก็ดี ข้อยกเว้นความรับผิดก็ดี  ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยซื้อขาย ที่บัญญัติ  

มาตรา 1029  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งเอาทรัพย์สินมาให้ใช้เป็นการลงหุ้นด้วยไซร้ ความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นกับห้างหุ้นส่วนในเรื่องส่งมอบและซ่อมแซมก็ดี ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องก็ดี ความรับผิดเพื่อการรอนสิทธิก็ดี ข้อยกเว้นความรับผิดก็ดี ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยเช่าทรัพย์ การที่หุ้นส่วนนำทรัพย์สินมาให้ใช้ ให้นำเรื่องเช่าทรัพย์มาใช้ เพราะการให้ใช้มันใกล้เคียงกับเรื่องเช่ามากกว่า จากผลของมาตรานี้ผุ้ที่ลงหุ้นโดยให้เขาใช้ก็มีฐานนะเหมือนผู้ให้เช่า คือมีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้กับห้าง

ถ้าวัตถุแห่งหนี้อันให้ชำระทรัพย์เฉพาะสิ่ง อันเวลาที่พึงส่งมอบ ต้องรักษาทรัพย์นั้นด้วยความระมัดระวังอย่างวิญญูชนพึงรักษาทรัพย์ตนเอง

ในขณะนั้นยังไม่ครบ ห้างฯนั้นเอารถยนต์ไปใช้เกิดฟ้าผ่า หรือน้ำท่วมเสียหาย ใครรับเคราะห์อย่างนี้เจ้าของต้องรับเคราะห์ตามหลักในเรื่องของเจ้าของกรรมสิทธิ์

ข้อสังเกตอีกประการคือทรัพย์สินอันนั้นต้องเป็นทรัพย์สินที่ใช้ได้ ไม่ใช่ใช้ไปหมดไป ต้องเป็นทรัพย์สินที่ยืมใช้คงรูปได้

ในห้างฯจำกัด หุ้นที่จำกัดความรับผิดจะลง แรงงานไม่ได้

          ประการที่ 3 คือ มาตรา 1031  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดละเลยไม่ส่งมอบส่วนลงหุ้นของตนเสียเลย ท่านว่าต้องส่งคำบอกกล่าวเป็นจดหมายจดทะเบียนไปรษณีย์ไปยังผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้น ให้ส่งมอบส่วนลงหุ้นของตนมาภายในเวลา0อันสมควร มิฉะนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ จะลงเนื้อเห็นพร้อมกัน หรือโดยเสียงข้างมากด้วยกันสุดแต่ข้อสัญญาให้เอาผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นออกเสียได้

การขับออกจากการเป็นหุ้นส่วนได้ แต่มีเงื่อนไขบอกก่อน

ต่อมาข้อที่สี่ เรื่องค่าของหุ้นหมายความว่าอย่างไร หุ้นในที่นี้ไม่ใช่หุ้นในบริษัทจำกัด เป็นหุ้นในเรื่องหุ้นส่วน ทำไมต้องคิดค่าของหุ้น ประโยชน์สามประการ

ประการแรกคำนวณหักทุนในการคิดกำไรขาดทุน

            ประการทีสองคิดเป็นส่วน ในการคิดกำไรหรือขาดทุน มาตรา 1044  อันส่วนกำไรก็ดี ส่วนขาดทุนก็ดี ของผู้เป็นหุ้นส่วนทุก ๆ คนนั้น ย่อมเป็นไปตามส่วนที่ลงหุ้น

 

และประการสุดท้าย การคิดค่าของหุ้นก็เพื่อคืนทุนในการเลิกห้าง

มาตรา 1062  การชำระบัญชี ให้ทำโดยลำดับดังนี้ คือ

             (1) ให้ชำระหนี้ทั้งหลายซึ่งค้างชำระแก่บุคคลภายนอก

             (2) ให้ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกของตนไปเพื่อจัดการค้าของห้าง

             (3) ให้คืนทุนทรัพย์ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนได้ลงเป็นหุ้น 

             ถ้ายังมีทรัพย์เหลืออยู่อีกเท่าไร ก็ให้เฉลี่ยแจกเป็นกำไรในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน

  

 มาตรา 1062 ( 3 )

หมายความว่าเมื่อมีการคิดค่าหุ้นกันเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้ตกลงกันในเรื่องการแบ่งกำไร การเฉลี่ยขาดทุนก็ต้องถือค่าของหุ้นเป็นหลักลงทุนมากก็ต้องได้มาก

อันนี้คือกรณีที่ไม่มีการตกลงกัน จะตกลงกันอย่างไรก็ได้

การคิดค่าของหุ้นที่เป็นเงินไม่มีปัญหา เงินนี้เป็นเงินไทยก้ได้ เงินตราต่างประเทสก็ได้

ปกติการลงหุ้นด้วยทรัพย์สินอื่นจะมีการตีราคาก่อน

แต่กรณีเกิดขึ้นได้เมื่อไม่มีการคิดค่าหุ้น      มาตรา 1021  นายทะเบียนทุกคนจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาใน หนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นคราว ๆ  ตามแบบซึ่งเสนาบดีเจ้ากระทรวงจะได้กำหนดให้

บัญญัติไว้ว่าถ้ากรณีเป้นที่สงสัยให้สันนิฐานไว้ก่อนว่าเป็นมูลค่าเท่ากัน

การคิดหาค่าแรงงานคิดเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการหาส่วนกำไรเท่านั้น ถ้าหารค่าแรงงาน ไม่ได้ก็ต้องคิดว่า ลงหุ้นเท่าๆกัน

ต่อไปเป็นความเกี่ยวพันกับเรื่องกำไรขาดทุน

ประการแรกต้องคิดตามข้อตกลง ตกลงอย่างไรคิดกันตามนั้นจะตกลงกันอย่างไรก็ได้ การจะให้แบ่งกำไรขาดทุนจะให้มีส่วนสำพันธ์กับการลงหุ้นเลยก็ได้

ข้อตกลงในเรื่องกำไรขาดทุนที่ว่าต้องเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับหุ้นส่วนเท่านั้น

                        การคิดส่วนขาดทุนตามส่วนลงหุ้น ดูแม่บทที่มาตรา 1044  อันส่วนกำไรก็ดี ส่วนขาดทุนก็ดี ของผู้เป็นหุ้นส่วนทุก ๆ คนนั้น ย่อมเป็นไปตามส่วนที่ลงหุ้น

ให้เป็นไปตามส่วนที่ลงหุ้น เพื่อก่อให้เกิดความเป้นธรรมกับทุกคน

                        มาตรา 1028  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดได้ลงแต่แรงงานของตนเข้าเป็นหุ้น และในสัญญาเข้าหุ้นส่วนมิได้ตีราคาค่าแรงไว้ ท่านให้คำนวณส่วนกำไรของผู้ที่เป็นหุ้นส่วนด้วยลงแรงงานเช่นนั้นเสมอด้วยส่วนถัวเฉลี่ยของผู้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งได้ลงเงินหรือลงทรัพย์สินเข้าหุ้นในการนั้น ผ่าน มาตรา 1045  ถ้าหุ้นส่วนของผู้ใดได้กำหนดแต่เพียงข้างฝ่ายกำไรว่าจะแบ่งเอาเท่าไร หรือกำหนดแต่เพียงข้างขาดทุนว่าจะยอมขาดเท่าไรฉะนี้ไซร้ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าหุ้นส่วนของผู้นั้นมีส่วนกำไรและส่วนขาดทุนเป็นอย่างเดียวกัน

 

ประการที่สามเป็นเรื่องการเกี่ยวพันเกี่ยวกับเรื่องการจัดการงานชองห้าง

1771/2499

หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนแต่ผู้เดียวมีอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธิการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของห้างหุ้นส่วนได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2499)

เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้ในต่างประเทศนั้นไม่มีผลบังคับในประเทศไทย แต่อาจเป็นข้อเท็จจริงที่จะใช้ฟังถึงสิทธิแห่งการเป็นเจ้าของและการใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้

 

มาตรา 1033  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนมิได้ตกลงกันไว้ในกระบวนจัดการห้างหุ้นส่วนไซร้  ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นได้ทุกคน แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดจะเข้าทำสัญญาอันใดซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งทักท้วงนั้นไม่ได้

             ในกรณีเช่นนี้ ท่านให้ถือว่าผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการทุกคน

หุ้นส่วนแต่ละคนมีอำนาจจัดการห้างฯได้โดยลำพังเพียงแต่จะทำสัญญาที่หุ้นส่วนคนใดทักท้วงไม่ได้เพียงเท่านั้น

กิจการที่หุ้นส่วนทำลำพังคนเดียวไม่ได้ ประการแรกคือการเอาผู้เป็นหุ้นส่วนออกจากการเป็นหุ้นส่วน การเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาเดิม หรือประเภทของสัญญา การชักนำผู้อื่นมาเป้นหุ้นส่วน การโอนหุ้นในหุ้นส่วนให้ผู้อื่น การอนุญาตให้ผู้เป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการแข่งกับห้าง การควบห้างเข้าด้วยกัน การเลิกห้างก่อนกำหนดก็ดี การถึงกำหนดแล้วให้ห้างฯอยุ่ต่อก็ดี สิ่งเหล่านี้ต้องทำเป็นโดย

      กรณีตกลงเป็นอย่างอื่น หรือ ให้ใช้เสียงข้างมากจะเป็นอย่างไร มาตรา 1034 บัญญัติไว้

วันนี้เกินเวลามาเยอะแล้ว ก็เอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ คราวหน้าก็จะมาต่อเรื่องตั้งหุ้นส่วนผุ้จัดการ

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages