สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน ทรัพย์-ที่ดิน สัปดาห์ที่3,4 สอนเมื่อ พฤ 11/06/09,พฤ 18/06/09

647 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jun 30, 2009, 2:04:19 AM6/30/09
to LAWSIAM
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ กนก อินทรัมพรรย์ ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
 

ครั้งที่ 3 . ()

            ความหมายของอสังฯ และสังหาฯ ซึ่งเราจะพิจารณาควบคู่กันไปเพราะทรัพย์สองประเภท มีความเกี่ยวพันกันในทางตรงข้า ในมาตรา 139 และ 140

                มาตรา 139  อสังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ ดินนั้น และหมายความรวมถึงทรัพย์สินอันเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย

มาตรา 140  สังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ และหมายความรวมถึงสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วย

            เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าทั้ง สองอย่างนั้น รวมถึงสิทธิต่างๆด้วย ส่วนสังหาฯ ก็หมายความรวมถึงสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วย ตามมาตรา 138 นั้นด้วย

            เรามาดูลายละเอียด ของมาตรา 139 แยกเป็นสี่ประการด้วยกัน

1.ที่ดิน

2.ทรัพย์ติดกับที่ดิน

3.ทรัพย์ประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน

4.สิทธิต่างๆของ 1- 3 นั้น

            อันนี้เราเห็นได้จากฏีกา

755/2527 (ญ)

จำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ทำไร่ แล้วจำเลยขุดเอาดินจากที่ดินนั้นไปขายโดยทุจริต จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ผิดฐานยักยอก เพราะการเช่าที่ดินนั้น ผู้ให้เช่าให้เช่าทรัพย์สินในสภาพที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ เมื่อที่ดินถูกขุดขึ้นมาแล้วย่อมเปลี่ยนสภาพเป็นสังหาริมทรัพย์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เช่า ดินที่ถูกขุดขึ้นมาจึงคงอยู่ในความครอบครองของผู้ให้เช่า (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 3/2527)

 

ดินออกมาเป็นก้อนดินเป็นเพียงสังหาฯ

            ประเภทของที่ดิน ก็ไม่มีการแบ่งอย่างเคร่งครัด แต่อาจจัดกลุ่มได้ เป็น ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ได้ กับ ที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น

            เช่นเรื่องการทำการจดทะเบียนสิทธิต่างๆในเรื่องการโอนการได้มาในกรรมสิทธิ์ หรือการครอบครองปรปักษ์

            ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ คือ ตามโฉนด นอกจากนั้น ก็ตามประมวลกฎหมายที่ดิน คือ มาตรา 3

            นอกจากโฉนดแผนที่แล้วก็ยังมีโฉนดตราจอง อีก

            อย่างไรก็ตามที่บ้านและที่สวนนั้น ต้องได้มาก่อน 1 มกราคม ในเรื่องการโอนมาได้

1000/2497 ค้นไม่พบ

ที่ดินมือเปล่า ที่เป็นที่บ้านที่สวน ก็เป็นกรรมสิทธิ์ได้

1188/2493

กู้เงินกันแล้วภายหลังลูกหนี้ยอมยกที่บ้านที่สวนให้แก่ผู้ให้กู้แทนการชำระหนี้นั้น ย่อมกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321ในกรณีเช่นนี้แม้จะยังมิได้จดทะเบียนให้สมบูรณ์ และยังครอบครองไม่ถึง 10 ปี ก็หาใช่เป็นการยึดถือครอบครองโดยปราศจากสิทธิไม่ ลูกหนี้จะใช้สิทธิตามมาตรา 1336 ติดตามเรียกทรัพย์คืนไม่ได้ เพราะสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจะกระทำได้แก่บุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือเท่านั้น

 

718/2498

ที่ส่วนหนึ่งของสวน แม้จะไม่มีไม้ยืนต้นอยู่เต็มเนื้อที่แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยย่อมเป็นที่สวนตามกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จบทที่ 42 ต้องใช้อายุความ 10 ปี

 

742/2498

ที่ดินแม้จะเป็นที่มือเปล่าเมื่อปรากฏผู้ครอบครองเคยปลูกเรือนเสาไม้แก่นฝาขัดแตะหลังคาจากมีรั้วไม้ไผ่ล้อมรอบให้ผู้ดูแลอาศัยอยู่นับ10 ปี เพิ่งรื้อไปปลูกในที่ติดกันเมื่อ 8 ปีมาแล้วทั้งโดยรอบก็เป็นที่บ้านดังนี้ย่อมถือได้ว่าที่นี้มีสภาพเคยเป็นที่บ้านมาแล้วจึงได้รับความคุ้มครองตาม กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จบทที่ 42 โจทก์ฟ้องเมื่อจำเลยเข้าแย่งการครอบครองเพียงปีเศษคดีจึงยังไม่ขาดอายุความ

ที่ๆ ยังมีผู้ครอบครองอยู่มิใช่ที่รกร้างว่างเปล่าผู้ใดจะเข้าจับจองทับที่ซึ่งมีผู้ครอบครองอยู่หาได้ไม่

 

570/2500

โจทก์บรรยายฟ้องว่า 'จำเลยใช้อุบายหลอกลวง โดยเอาความเท็จมากล่าวว่าจำเลยสามารถใช้วิทยาอาคมทำน้ำธรรมดาให้เป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิดให้หายได้ โดยจำเลยมีเจตนาทุจริตคิดหลอกลวงให้พวกเจ้าทุกข์ส่งเงินให้แก่จำเลย'และว่า'จำเลยใช้อุบายหลอกลวงโดยเอาความเท็จมากล่าวว่าจำเลยมีความสามารถใช้วิทยาคมได้'

และว่า' จำเลยใช้อุบายหลอกลวงว่าน้ำมนต์ที่จำเลยทำสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิดให้หายได้' เหล่านี้ย่อมชัดแจ้งตามกฎหมายที่โจทก์ฟ้องไม่เคลือบคลุม

 

            เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์เป็นเอกสารมหาชน ซึ่งได้รับข้อสันนิฐานไว้ก่อน ว่า เป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของคู่ความที่อ้างอิงจะต้องนำสืบถึงความไม่ถูกต้องในเอกสารนั้น

            การขยที่ดินมี น.ส.3 เป็นการสละการครอบครองได้ สิทธิครอบครองทันที มีผลบังคับได้

137/2535

          จำเลยขายที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์โดยไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทหลังจากซื้อจากจำเลย โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองจากการโอนตามมาตรา 1377,1378 หาจำต้องทำตามแบบของนิติกรรมไม่แต่จำเลยไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมในอันที่โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่พิพาทให้โจทก์ได้

            คนที่มีชื่อในเอกสารสิทธิ์ก็จะเสียเปรียบแต่ปัจจุบันแนวได้เปลี่ยนไปแล้วตาม

3565/2538

 ปัจจุบันเป็นไปตามนี้แล้ว ซึ่งวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทที่ครอบครองอยู่เป็นส่วนหนึ่งของ สิทธิครอบครองต้องด้วยข้อสันนิฐานว่า ชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ใช้รวมถึง นส 3 นส3ก ด้วย

            มาตรา 1373 มีน้ำหนักมากกว่า 1367

            .ทรัพย์อันติดกับที่ดินฐาวร ก็แบ่งเป็นธรรมชาติ หรือไม่เป็นธรรมชาติ ที่เห็นได้ชัดก็คือ ไม้ยืนต้น เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

            ไม่ยืนต้นตาม ประกาศใช้ข้อบังคับฃี่วคราวสำหรับสวนใหญ่และภักษรที่ไร่นา

            คือไม้ยืนต้น คือ มีอายุ 3ปี

            ไม้ล้มลุกก็ตรงกันข้ามคือไม้ที่มีพันธ์อายุไม่เกิน 3ปี

            อะไรคือไม้ยืนต้นคงจะต้องดูจากพันธ์ของมันเป็นสำคัญ

            อย่างไรก็ตามโลกสมัยใหม่อาจมีคนที่เก่งทำให้พืชไม้ล้มลุก เกินกว่าสามปี ก็คงไม่ทำให้ไม้เหล่านั้นเป็นไม้ยืนต้นไปได้ เพราะตามประกาศ รศ 129 นี้ ดูที่พันธุ์ไม้เป็นสำคัญ

            ฎ.372/2498

          พลูเป็นไม้ยืนต้นจึงเป็นส่วนควบของที่ดินผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดินย่อมมีกรรมสิทธิ์

เจ้าของที่ดินตัดฟันต้นพลูซึ่งผู้เช่าปลูกอยู่ในที่ดินของตนก็เท่ากับทำลายทรัพย์ของตนเองจึงไม่มีความผิดฐานทำลายทรัพย์

ส่วนไม้ล้มลุก ส่วนใหญ่ก็พวกพืชผักสวนครัวต่างๆ หรือพวกธัญชาติ ก็พวกข้าวต่างๆ ข้าวเจ้า ข้าวโพด

เราจะเห็นได้ว่าอายุมันสั้นๆไม่เกินสามปี โดยนัยยะของมันไม่ติดกับที่ดินเป้นการถาวร จึงไม่เป็นอสังฯ

        ข้อสำคัญพิจารณาก่อนว่าติดกับที่ดินหรือไม่ แล้วค่อยมาดูอายุพันธ์ว่าเกิน 3 ปี หรือไม่

เช่นต้นบอนไซ หรือ ต้นปาล์มที่ใส่ในโรงแรม

ต่อไปประการที่สองคือทรัพย์ที่มนุษย์เป็นผู้นำไปติด

ข้อสำคัญคือโดยสภาพของมันต้องมีสภาพเป็นการติดที่ดินเป็นการฐาวรแล้ว ไม่ว่าจะติดกับที่ดินนานเพียงใด

ถ้าสภาพของมันติดกับที่ดิน ไม่เป้นการฐาวร เช่นการก่อสร้างอาคารใหญ่ๆ เริ่มแรกจะทำสำนักงานติดแอร์ไว้ในที่ก่อสร้างตู้คอนเทนเนอร์ก็ตั้งอยู่กับที่ดินเฉยๆ ก็ไม่ได้ ติดกับที่ดิน ไม่ได้ติดเป็นการถาวร ก็ย้ายออกไปโดยง่าย

ในทางตรงกันข้าม ก็แสดงให้เห็นว่า เป็นการถาวรด้วย

เช่นเราเอาธงชนะเลิศไปปัก ไว้ มันเป็นการถาวร  แต่ก็ไม่ทำให้มันเป็นอสังหาริมทรัพย์ไปได้

ก็มีบางตำราอธิบายเพิ่มเติมว่า หากติดแล้ว การรื้อถอนออกไปจะทำให้ทรัพย์นั้นเสียรูปทรงหรือไม่ หากเสียรูปทรงก็คือย้ายยาก ก็เป็น อสังฯ ในความเห็นอาจารย์มันเพียงข้อเพื่อพิจารณาประกอบเพียงเท่านั้นไม่ถือเป็นสาระมากนัก

ทั้งนี้ก็เพราะว่า อาจมีวิทยาการทำให้โยกย้ายทรัพย์ที่ติดถาวรนั้นโยกย้ายไปโดยไม่เสียทรงอย่างเช่น พระปาง หรือ บ้านเรือนไทย
        ตัวอย่างคำพิพากษาที่ชี้ให้เห็นว่า พวกเครื่องจักรต่างๆ ก็มีฏีกาที่

399/2509

เครื่องจักรโรงสี แม้จะมีน้ำหนักหรือราคามากสักเท่าใดโดยสภาพย่อมถอดถอนโยกย้ายได้มิใช่ทรัพย์ที่ติดอยู่กับที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินแต่ย่อมแยกออกจากตัวโรงสีได้โดยไม่ต้องทำลายหรือทำให้ตัวโรงสีนั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรง ฉะนั้นแม้เครื่องจักรจะเป็นสารสำคัญ ก็มิใช่ส่วนควบแต่เป็นเพียงของใช้ประจำอยู่กับโรงสี จึงเป็นเครื่องอุปกรณ์ซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์เท่านั้น

สังหาริมทรัพย์นั้น ตามกฎหมายจำนองได้เฉพาะแต่ที่ระบุไว้ในมาตรา 703 เครื่องจักรโรงสีมิใช่ทรัพย์ที่ระบุไว้เช่นนั้น จึงจำนองไม่ได้

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 4/2509)

เช่นเดียวกันครับ แผงลอยที่พ่อค้าแม่ค้า นำมาวางข้างถนน

1733/2500

ในเรื่องแผงลอยเป็นของเทศบาลหรือไม่และโจทก์เสียหายหรือไม่นั้น ได้เป็นประเด็นในคดีซึ่งทั้งโจทก์จำเลยได้นำสืบเสร็จสำนวนมาแล้ว ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยพิพากษาให้เสร็จไปได้โดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ (อ้างฎีกาที่ 144/2492)

ร้านแผงลอยเป็นสังหาริมทรัพย์

จำเลยอ้างพยานเอกสารไว้ด้วยในการประกอบข้อต่อสู้ที่ว่าโจทก์ได้ยกร้านแผงลอยซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ ให้เทศบาลแล้วแต่เมื่อจำเลยเพียงนำพยานบุคคลมาสืบก็รับฟังได้เช่นนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องนำพยานเอกสารเช่นว่านั้นมาสืบ

ส่วนเรื่องส่วนควบหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่านำหลักการแบ่งมาตรา 139 ไปปะปนกับ มาตรา 144

ยกตัวอย่างกรณีที่ทรัพย์นั้นเป็นทั้งส่วนควบและอสังฯ

ในกรณีนี้ บ้านที่ปลูกอาศัยนั้นเป็นอสังฯ ก็จริงแต่ไม่เป็นส่วนควบ นอกจากตัวอย่างฏีกาเครื่องจักรโรงสี

ยังมีอีกสองตัวอย่างคือ

610/2488 เกี่ยวกับเครื่องจักรทำน้ำโซดา

มารดาทำหนังสือสัญญายกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งโรงทำน้ำโซดาให้แก่จำเลย สิ่งปลูกสร้างในที่ดินหมายถึงโรงเรือนเท่านั้น เครื่องจักร์ทำน้ำโซดาและอุปกรณ์ในการทำน้ำโซดาไม่ใช่เป็นส่วนควบของที่ดินนั้นด้วย

จำเลยเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์มฤดกและดำเนินการค้าไว้เป็นกองกลางก่อนแบ่งให้ทายาท แม้เกิน 1 ปีนับแต่เจ้ามฤดกตาย ผู้รับมฤดกก็ฟ้องขอแบ่งได้

            เครื่องยนต์สีข้าวก็เช่นกัน

            503/2504

          ผู้เช่าซื้อเอาเครื่องยนต์โรงสี จำนองไว้ในขณะที่ยังผ่อนส่งชำระราคาค่าเช่าซื้อไม่ครบนั้นเป็นการจำนองที่ฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705

เครื่องยนต์สีข้าว ไม่ใช่ทรัพย์ส่วนควบของตัวโรงสี จำนองไม่ได้ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 703

312/2498

        ไม้ที่ตีทำนอง เป็นฝาแต่ตีผิดธรรมดา กล่าวคือตีตะปูหัวกระดานและท้ายกระดานข้างละ 1 ตัวไม้ที่ตีก็เหลื่อมยาวออกนอกเสาข้างละศอกเศษ บางด้านทำเป็นฝาซ้อน ฝาก็ตีไม่ชิดหรือซ้อนกัน(ทับเกล็ด) ตีห่างเป็นช่องเล็กบ้างใหญ่บ้างไม่เท่ากันทั้งเป็นไม้ที่ยังใหม่และยังไม่ไสกบเช่นนี้เป็นการกระทำขึ้นชั่วคราวไม่มีเจตนาจะประกอบเป็นสิ่งก่อสร้างจริงจังแต่อย่างใดหากแต่ทำพรางไว้เพื่อเลี่ยงกฎหมายจะฟังว่าเป็นไม้ที่ประกอบอยู่เป็นสิ่งก่อสร้างยังไม่ได้

ที่พักคนงานชั่วคราวลักษณะเป็นการถาวร แม้จะทำเป็นชั่วคราว อาจรื้อไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เมื่อมันเป็นการติดเป็นการถาวร ก็เป็นอสังฯ ไม่ดูเจตนา

499/2491

โรงเรือนที่โดยสภาพเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้นถ้าเจ้าของยกให้โดยให้รื้อถอนไปจากที่ดินผู้รับจึงรื้อถอนไปนั้นสภาพของเรือนตอนที่ถูกรื้อโดยคำสั่งของผู้ให้นี้ ไม่อยู่ในลักษณะที่จะเป็นอสังหาริมทรัพย์ต่อไป แต่ได้กลายสภาพเป็นสังหาริมทรัพย์แล้วแต่บัดนั้น การยกให้แม้จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนก็ย่อมสมบูรณ์

5/2505 ค้นไม่พบ

755/2527

จำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ทำไร่ แล้วจำเลยขุดเอาดินจากที่ดินนั้นไปขายโดยทุจริต จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ผิดฐานยักยอก เพราะการเช่าที่ดินนั้น ผู้ให้เช่าให้เช่าทรัพย์สินในสภาพที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ เมื่อที่ดินถูกขุดขึ้นมาแล้วย่อมเปลี่ยนสภาพเป็นสังหาริมทรัพย์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เช่า ดินที่ถูกขุดขึ้นมาจึงคงอยู่ในความครอบครองของผู้ให้เช่า (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 3/2527)

          ต่อไปคือทรัพย์ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน ตามประมวลกฎหมายที่ดินนั้น ก็เป็นเรื่องของที่ดินอยู่ในนิยามเลย

          ทรัพย์ประกอบกับที่ดินก็เช่นเดียวกันคืออาจเกิดจากการกระทำของมนุษย์

ถ้าแยกออกจากที่ดินก็ กลายเป็นสังหาริมทรัพย์นับแต่เวลาที่ได้แยกไป

          ทรัพย์ประการที่สี่คือวัตถุที่ไม่มีรูปร่าง เป็นพวกทรัพย์สิทธิ์ อันเกี่ยวกับอสังฯ ตามมาตรา 139 ถือเป็นสามประเภท คือเกี่ยวกับที่ดิน เกี่ยวกับทรัพยิอันติดกับที่ดิน อันสุดท้ายก็คือทรัพย์สิทธิ์อันประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน

          ในเรื่องจำนองมีข้อสังเกตว่านอกจากอสังฯแล้วยังขยายไปจำนองสังหาฯบางประเภทด้วย

          สิทธิในการเช่าซื้ออสังฯเป็นอสังฯหรือไม่ ก็จะเห็นว่า มันไม่ใช่ทรัพยสิทธิ แต่เป็นบุคคลสิทธิ จึงไม่เป็นอสังฯ

          สังหาฯ ก็แปลความกลับกันของอสังฯ

1.ไม่ใช่อสังฯ

2.สิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น

          685/2507

เมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินตอนต้นระบุถึงที่ดินซึ่งมีห้องแถวรวมอยู่ด้วย แม้ตอนต่อมาจะเขียนสัญญาซื้อขายใช้คำแต่เพียงว่า ผู้ขายยอมขายที่ดิน ผู้ซื้อยอมรับซื้อที่ดินโดยไม่มีข้อความเพิ่มเติมว่า "พร้อมกับห้องแถวด้วย" ก็ต้องหมายความว่า เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้าง คือห้องแถวพิพาทซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินและเป็นส่วนควบของที่ดิน

เมื่อสัญญาซื้อขายแสดงว่า ยอมขายห้องแถวด้วย โดยไม่มีข้อตกลงพิเศษว่า ให้ห้องแถวคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายไม่มีสิทธินำสืบว่าต้องการขายแต่ที่ดิน ไม่ขายห้องแถว เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94

สังเกตว่ากฎหมายใช้คำว่า สิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับ สังหาฯนั้น

สิทธิในสังหาฯ ที่มีรูปร่าง กับ สิทธิในสังหาฯไม่มีรูปร่าง

เช่นกรรมสิทธิ์ ในรถยนต์ สิทธิในการเช่ารถยนต์

ครั้งที่ 4 . (ทรัพย์แบ่งได้/ไม่ได้ ทรัพย์นอกพาณิชย์ สวนควบ )

วันนี้จะต่อกันเรื่องประเภทของทรัพย์ ทรัพย์แบ่งได้ กับทรัพย์แบ่งไม่ได้ เราจะพิจารณาไปตามลำดับ มาตรา 141 กับ 142

            มาตรา 141  ทรัพย์แบ่งได้ หมายความว่า ทรัพย์อันอาจแยกออกจากกันเป็นส่วน ๆ ได้จริงถนัดชัดแจ้งแต่ละส่วนได้รูปบริบูรณ์ลำพังตัว

            มาตรา 142  ทรัพย์แบ่งไม่ได้ หมายความว่า  ทรัพย์อันจะแยกออกจากกันไม่ได้นอกจากเปลี่ยนแปลงภาวะของทรัพย์ และหมายความรวมถึงทรัพย์ที่มีกฎหมายบัญญัติว่าแบ่งไม่ได้ด้วย

จากมาตรา 141 อาจแยกองค์ประกอบได้สองประการ ประการแรกต้องเป็นทรัพย์ที่ สามารถแยกจากกันได้

            สอง ต้องไม่เสียสภาพเมื่อได้แยกจากกัน กฎหมายใช้คำว่า แยกออกจากกันเป็นส่วน ๆ ได้จริงถนัดชัดแจ้งแต่ละส่วนได้รูปบริบูรณ์ลำพังตัว

            เช่นมีผ้าสิบเมตร ก็แบ่งขายไป ผืนละเมตรเดียวบ้าง สองเมตรบ้าง

            พี่น้องได้ที่ดินจากมรดก ก็นำที่ดินมาแบ่งกันคนละ 25 ไร่ ก็ได้รูปบริบูรณ์ลำพังตัว ก็ได้ถือเป็นทรัพย์แบ่งได้

            มีความหมายสองนัยยะ คือแบ่งไม่ได้โดยสภาพของมันเอง  แยกออกจากกันไม่ได้นอกจากเปลี่ยนแปลงภาวะของทรัพย์ และประการที่สองคือ แบ่งไมได้โดยผลกฎหมาย

            เสื้อเชิ้ตสีขาว ถ้าไปตัดคอออก ตัดแขนออกก็กลายเป็น เสื้อกั๊กไป

            หรือทรัพย์ที่แบ่งไม่ได้โดยอำนาจของกฎหมาย เช่นกรณีของหุ้น ก็มีปพพ มาตรา 1118 วรรค หนึ่ง

 มาตรา 1118  อันหุ้นนั้น ท่านว่าจะแบ่งแยกหาได้ไม่  

             ถ้าบุคคลมีจำนวนแต่สองคนขึ้นไปถือหุ้น ๆ เดียวร่วมกัน ท่านว่าต้องตั้งให้คนใดคนหนึ่งในจำนวนนั้นแต่คนเดียวเป็นผู้ใช้สิทธิในฐานเป็นผู้ถือหุ้น

             อนึ่งบุคคลทั้งหลายซึ่งถือหุ้น ๆ เดียวร่วมกัน ต้องร่วมกันรับผิดต่อบริษัทในการส่งใช้มูลค่าของหุ้น

                เช่นหุ้นของบริษัทหนึ่งมีมูลค่าในตอนออกหนึ่งร้อยบาท ผมกับน้องชายมีคนละห้าสิบบาทอันนี้บริษัทนี้ก็ไม่สามารถแบ่ง ครึ่งหุ้นได้

                นอกจากนั้นยังมีในเรื่องส่วนควบ

                มาตรา 144  ส่วนควบของทรัพย์ หมายความว่า ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้น และไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำลายทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป

                                เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้น

                เป็นเรื่องที่กฎหมายไม่ต้องการ แบ่งแยกทรัพย์สินนี้ หรือไม่สามารถแบ่งแยกออกจากกันได้  ในเรื่องของภาระจำยอมก็เช่นเดียวกันนะครับ

                คือต้องติดไปกับตัวทรัพย์เสมอ  สำหรับสิทธิจำนองก็เช่นเดียวกัน มาตรา 717  แม้ว่าทรัพย์สินซึ่งจำนองจะแบ่งออกเป็นหลายส่วนก็ตาม ท่านว่าจำนองก็ยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วนด้วยกันอยู่นั่นเอง

             ถึงกระนั้นก็ดี ถ้าผู้รับจำนองยินยอมด้วย ท่านว่าจะโอนทรัพย์สินส่วนหนึ่งส่วนใดไปปลอดจากจำนองก็ให้ทำได้ แต่ความยินยอมดังว่านี้หากมิได้จดทะเบียน ท่านว่าจะยกเอาขึ้นเป็นข้อต่อสู้แก่บุคคลภายนอกหาได้ไม่

                สิทธิจำนองก็ครอบไปทั้งตัวทรัพย์ก็แบ่งจากตัวทรัพย์นั้นไม่ได้

                เหตุผลที่กฎหมายแบ่ง ก็เพื่อประโยชน์ในการแบ่งทรัพย์ของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม

                ในความเป็นจริงคนที่เกี่ยวข้องอาจตกลงกันแบ่งไม่ได้ แต่นั้นเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงไม่ใช่ข้อกฎหมาย ก็ต้องมาขอใช้สิทธิทางศาล

                ยกตัวอย่างฏีกา เรื่องช้าง

1303/2510

            ช้างของกลางเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของสองคน คนละกึ่งหนึ่งเจ้าของคนหนึ่งรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยนำช้างของกลางไปชักลากไม้ที่แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ดังนี้ ศาลย่อมริบช้างของกลางกึ่งหนึ่งเฉพาะส่วนของเจ้าของคนที่รู้เห็นเป็นใจสำหรับอีกกึ่งหนึ่งให้ตกได้แก่เจ้าของที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ จะริบทั้งหมดหาได้ไม่

            วิธีการก็คงต้องตามมาตรา 364 ก็นำขายทอดตลาด

            ต่อไปประเภทของทรัพย์สินประเภทสุดท้ายคือ ทรัพย์นอกพาณิชย์

            มาตรา 143  ทรัพย์นอกพาณิชย์ หมายความว่า ทรัพย์ที่ไม่สามารถถือเอาได้ และทรัพย์ที่โอนแก่กันมิได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

                1. ไม่สามารถถือเอาได้ ก็อาจจะงง ว่า มันจะเรียกว่าทรัพย์ได้อย่างไร ในเมื่อทรัพย์นั้นต้องมีราคาและถือเอาได้

เราก็ดูว่าทรัพย์นั้นสามารถจำหน่ายจ่ายโอนได้ตามปกติในทางพาณิชย์หรือไม่

เช่น ดวงจันทร์ สายลม แสงแดด พระอาทิตย์

2.ไม่อาจโอนกันได้โดยชอบด้วยกฎหมาย อาจมีการบัญญัติไว้โดยตรงว่าห้ามโอน  2.2 คือไม่ได้บัญญัติโดยตรง แต่ผลของมันทำให้โอนไมได้ อาจมีศักดิ์ต่างกันหรือ เช่นเดียวกันก็ได้

ผลก็คือห้ามโอน โดยต้องเป็นการห้ามโอนในลักษณะที่เป็นการถาวร เช่น กรณีที่หลังแดงนี้ไม่ใช่

        การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัดที่ธรณีสงฆ์หรือสาธารณะสมบัติให้ทำโดยพระราชบัญญัติ  คือให้ทำโดยกฎหมายเท่านั้น โดยผลของมาตรา 34 แห่ง พรบ นี้ ก็ทำให้ ที่ดินเหล่านั้นเป้นทรัพย์นอกพาณิชย์ทั้งสิ้น

        ส่วนที่สาธารณะสมบัติกลางนั้น ก็หมายถึงเป็นทรัพย์สินของพระศาสนา ในเรื่องทรัพย์นอกพาณิชย์มีเรื่องที่อยากพูดเพิ่มเติมสองประเด็นคือการเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ต้องเป็นทรัพย์ที่ถูกห้ามโอนโดยนิติกรรม นอกจากพินัยกรรมด้วย โดยมาตรา 1700 วรรค 1

                มาตรา 1700  ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในหมวดนี้บุคคลจะจำหน่ายทรัพย์สินใด ๆ โดยนิติกรรมที่มีผลในระหว่างชีวิต หรือเมื่อตายแล้ว โดยมีข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้รับประโยชน์โอนทรัพย์สินนั้นก็ได้ แต่ต้องมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งนอกจากผู้รับประโยชน์กำหนดไว้ สำหรับเป็นผู้จะได้รับทรัพย์สินนั้นเป็นสิทธิเด็ดขาด ในเมื่อมีการละเมิดข้อกำหนดห้ามโอน

            ผู้ซึ่งกำหนดขึ้นดังกล่าวนั้นต้องเป็นผู้สามารถจะมีสิทธิต่างๆได้อยู่ในขณะที่การจำหน่ายทรัพย์สินนั้นมีผลบังคับ

            ถ้ามิได้กำหนดบุคคลที่จะเป็นผู้รับทรัพย์สินในเมื่อมีการละเมิดข้อกำหนดห้ามโอนไว้ให้ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนนั้นเป็นอันไม่มีเลย

        การห้ามโอนอย่างนี้ไม่ทำให้ทรัพย์สินนั้นกลายเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์

        กฎหมาย ที่ไม่ได้ห้ามโอนที่ดินที่เกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด ก็ไม่ทำให้เป็นทรัพย์นอกพาณิชย์

ก่อนจะผ่านในเรื่องของทรัพย์นอกพาณิชย์ไปขอสรุปในเรื่องกรณีที่ ที่ดินเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ กับที่ดินที่มีข้อกำหนดของกฎหมาย ห้ามโอน ซึ่งหากไปโอนเข้าก็จะเป็นการขัดต่อ วัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยชัดแจ้งก็เป็นโมฆะ

ถ้าเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดในระยะเวลาห้ามโอนนั้น เป็นโมฆะ ที่เป็นโมฆะเพราะตามมาตรา 150 ปพพ

ข้อเท็จจริงนี้เป็นตัวชี้ว่าเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงตามกฎหมายหรือไม่ ก็เช่นการส่งมอบการครอบครอง

        ข้อสำคัญอยู่ที่หากมิได้ส่งมอบการครอบครองในระยะเวลาดังกล่าว ไม่ถือเป้นการ ต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามกฎหมาย

        6450/2538

ขณะที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกันนั้นยังอยู่ในระยะเวลาการห้ามโอนตามกฎหมาย นิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงตกเป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และในกำหนดเวลาห้ามโอนนี้ย่อมไม่อาจส่งมอบการครอบครองแก่กันได้การส่งมอบการครอบครองในระยะเวลาการห้ามโอนตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ก็ถือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเช่นกัน ดังนี้แม้จะฟังว่าจำเลยส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ก็ไม่ได้ครอบครองในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด

1136/2540

จำเลยได้ขายที่พิพาทเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิซึ่งจำเลยครอบครองอยู่ให้ผู้ร้องและ ส. โดยทำสัญญาซื้อขายกันเองต่อมาทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่พิพาทให้จำเลยโดยมีข้อกำหนดห้ามโอน 10 ปี ในวันเดียวกันนั้นจำเลยจดทะเบียนจำนองที่พิพาทกับผู้ร้องและ ส. และได้ส่งมอบการครอบครองที่พิพาทให้ผู้ร้องและ ส. ตั้งแต่วันจดทะเบียนจำนองการที่จำเลยกับผู้ร้องมีเจตนาจะผูกพันกันตามสัญญาซื้อขาย แต่เมื่อปรากฏว่าในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวมีข้อกำหนดห้ามโอนเป็นเวลา 10 ปี ผู้ร้องและ ส.ไม่สามารถจดทะเบียนซื้อขายที่พิพาทกันได้ จึงได้ทำจำนองในวงเงินเท่ากับราคาซื้อขายกันไว้โดยจำเลยได้ให้คำมั่นที่จะขายที่พิพาทให้เมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนตามพฤติการณ์จึงชี้ให้เห็นว่าสัญญาจำนองเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางสัญญาซื้อขายโดยคู่สัญญาไม่มีเจตนาผูกพันกันในเรื่องจำนองสัญญาจำนองจึงตกเป็นโมฆะ แต่เนื่องจากทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยมีข้อกำหนดห้ามโอนสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยกับผู้ร้องและ ส. จึงตกเป็นโมฆะไปด้วย ผู้ร้องจึงมิได้มีสิทธิใด ๆในที่พิพาท และแม้ผู้ร้องยังคงครอบครองที่พิพาทอยู่เมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนแล้วก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการครอบครองแทนจำเลยผู้เป็นเจ้าของเดิม จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทและโจทก์ย่อมมีสิทธินำยึดที่พิพาทเพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้

ก็ขอขึ้นในเรื่องส่วนประกอบของทรัพย์

มีสามเรื่องคือส่วนควบตามมาตรา 144 -146

อุปกรณ์ตามมาตรา 147

ดอกผล 148

วัตถุประสงค์ ของกฎหมายมีเพื่อไม่มีปัญหาในเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์หลายๆสิ่ง

ต้องเป็นการแก้ ปํญหา

                                มาตรา 144  ส่วนควบของทรัพย์ หมายความว่า ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้น และไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำลายทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป

                                เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้น

 

                                มาตรา 145  ไม้ยืนต้นเป็นส่วนควบกับที่ดินที่ไม้นั้นขึ้นอยู่ไม้ล้มลุกหรือธัญชาติอันจะเก็บเกี่ยวรวงผลได้คราวหนึ่งหรือหลายคราวต่อปีไม่เป็นส่วนควบกับที่ดิน

 

                                มาตรา 146 ทรัพย์ซึ่งติดกับที่ดินหรือติดกับโรงเรือนเพียงชั่วคราว ไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินหรือโรงเรือนนั้น ความข้อนี้ให้ใช้บังคับแก่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ซึ่งผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธินั้นปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้นด้วย

        ก็มีกรณีที่โรงเรือนเป็นเพียงอสังฯไม่เป็นส่วนควบเป้นต้นว่าเช่นที่ดินเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย

ซึ่งในเรื่องนี้มีฏีกา  108/2516

1. การที่จะวินิจฉัยว่าทรัพย์ใดเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือไม่นั้น ย่อมอยู่ที่ลักษณะสภาพของตัวทรัพย์นั้นเองว่าเป็นทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน.ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 100 หรือไม่ ส่วนทรัพย์นั้นจะเป็นส่วนควบของที่ดินหรือไม่เป็นคนละเรื่องกัน ดังเช่นปลูกตึกลงในที่ดินที่เช่าผู้อื่นเป็นการชั่วคราวตึกนั้นย่อมไม่เป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109 แต่ลักษณะสภาพของตึกเป็นทรัพย์ติดอยู่กับที่ดินเป็นการถาวรตึกนั้นจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ การซื้อขายตึกเช่นว่านี้จึงต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

2. แม้ข้อความในสัญญาจะมีเงื่อนไขว่า ผู้ขายมีสิทธิซื้อโรงเรือนคืนได้ภายในกำหนด 5 เดือนก็ดี แต่ในสัญญานั้นเองก็มีข้อความว่า ยอมให้ผู้ซื้อยึดถือครอบครองเป็นเจ้าของตั้งแต่วันทำสัญญา โดยที่ผู้ขายซึ่งยังคงอาศัยอยู่ในโรงเรือนต้องเสียค่าตอบแทน ซึ่งในสัญญาเรียกว่าดอกเบี้ยให้แก่ผู้ซื้อเป็นรายเดือน และผู้ขายก็ได้รับเงินค่าโรงเรือนไปครบถ้วนแล้ว ดังนี้ สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาจะซื้อจะขาย หากแต่เป็นสัญญาซื้อขายเด็ดขาดในลักษณะของสัญญาขายฝากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถ้ามิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะ

3. จำเลยที่ 3 ต้องการเงิน 30,000 บาทเพื่อนำไปชำระหนี้ผู้อื่น จึงขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ซึ่งเป็นน้อง ทำสัญญาขายโรงเรือนให้โจทก์ ในสัญญาพิพาทมีเงื่อนไขว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 จะซื้อคืนได้ภายใน 5 เดือนเท่าราคาขายพร้อมด้วยดอกเบี้ย และโจทก์ผู้ซื้อยอมให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยังคงอาศัยอยู่ในโรงเรือนได้ นอกจากนี้จำเลยที่ 3 ยังได้ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์อีกฉบับหนึ่งว่า เมื่อครบกำหนด 5 เดือน ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ยอมออกจากโรงเรือน และไม่สามารถใช้เงิน 30,000 บาทกับดอกเบี้ยคืนให้โจทก์แล้ว จำเลยที่ 3 ยอมใช้เงิน30,000 บาทกับดอกเบี้ยแทน ดังนี้ สัญญาพิพาทเข้าแบบเป็นนิติกรรมกู้ยืมเงินอีกอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 136 โจทก์ย่อมฟ้องเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยได้ แม้ในคำบรรยายฟ้องโจทก์จะไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งว่า หากสัญญาพิพาทเป็นโมฆะแล้ว โจทก์จำเลยตั้งใจให้สมบูรณ์ในแบบสัญญากู้เงินก็ดี เมื่อตามฟ้องของโจทก์คำให้การจำเลยประกอบกับข้อนำสืบของทั้งสองฝ่ายรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างใดแล้ว ก็เป็นเรื่องของศาลที่จะยกบทกฎหมายขึ้นปรับคดีเองได้ ทั้งโจทก์มีคำขอให้จำเลยใช้เงินคืนให้โจทก์ด้วย จึงไม่ใช่นอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด

(ข้อ 3 วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 38/2515)

        ต้มยำโป๊ะแตก ก็เป็นการนำอาหารทะเลหลายอย่างมาทำ อันนี้ก็คงเป็นการยากว่าอะไรที่เป็นทรัพย์ที่เป็นประธาน หรืออย่างกรณีเก้าอี้เล็คเชอร์ คงจะยากที่จะวินิจฉัยว่าอะไรสำคัญมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นตัวโครงเหล็ก หรือ ไม้ที่รองนั่ง

        มาตรา 1308 ก็เลยเป็นการตัดปัญหาเลยว่า อะไรเป็นทรัพย์ประธานใครเป็นเจ้าของ ไม่ต้องนำมาตรา 144 มาวินิจฉัยเลย ให้เป้นที่งอกริมตลิ่งเลย

        อันนี้ก็พูดโดยอาศัยแนวฏีกา

        ข้อสังเกตคือ ปัญหาว่าอะไรเป็นส่วนควบ อุปกรณ์ดอกผล ในชั้นนี้เราก็ต้องระวังเพราะเราเรียนเพื่อไปใช้ในทางปฏิบิติได้ถูกต้อง ต้องระวังว่ามันไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การยกเป็นข้ออ้างนั้น  เป็นประเด็นในคำคู่ความ

        4683/2533

จะเริ่มองค์ประกอบของส่วนควบในสัปดาห์หน้าแล้วกันครับ

 

 

           

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages