การวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นแต่ทรัพย์นั้นมีราคาน้อย
จะปรับบทลงโทษอย่างไร ??
พิจารณาศึกษาจากคำพิพากษาฎีกาที่ 10647/2554
ป.อ. มาตรา 217, 223
“จำเลยจุดไฟเผาร้านของผู้เสียหายทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้เป็นเหตุให้โต๊ะเก้าอี้
อุปกรณ์เคลือบบัตร ไม้ และกระเบื้องของร้านเสียหาย
รวมราคาทรัพย์ที่ถูกเพลิงไหม้ทั้งสิ้นประมาณ 15,500 บาท
ร้านของผู้เสียหายดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพลิงไม้ชั้นเดียว ยกพื้นสูงเป็นห้องโล่ง ปลูกอยู่ริมถนนเหนือคูน้ำไม่มีผู้ใดพักอาศัย รอบๆ
ไม่มีบ้านเรือนบุคคลอื่นอยู่ ดังนี้ จึงต้องถือว่า
ร้านของผู้เสียหายและทรัพย์สินถูกเพลิงไหม้มีราคาน้อยทั้งขณะเกิดเหตุไม่มีบุคคลอยู่อาศัยย่อมไม่น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม
ป.อ. มาตรา 223 ดังนั้น
การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 217 ให้จำคุก
2 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนโดยไม่ได้แก้ไขจึงเป็นการไม่ถูกต้อง
ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยจะมิได้ฎีกา
ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้
ประกอบกับในชั้นฎีกาจำเลยวางเงินชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย 15,500 บาท ต่อศาลชั้นต้น
ถือได้ว่าเป็นการบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นจึงเห็นควรกำหนดโทษให้เหมาะสมด้วย
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า
จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 223 จำคุก 1 ปี”
หมายเหตุ
1. ป.อ. มาตรา 217 บัญญัติว่า “ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 14,000 บาท........”
2. ป.อ. มาตรา 223 บัญญัติว่า “ความผิดดังกล่าวในมาตรา 217 มาตรา 218 มาตรา 220, มาตรา 221
หรือมาตรา 222 นั้น
ถ้าทรัพย์ที่เป็นอันตรายหรือที่น่าจะเป็นอันตรายเป็นทรัพย์ที่มีราคาน้อยและการกระทำนั้นไม่น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 6,000
บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ.....”
3. ป.อ. มาตรา 223 เป็นกรณีวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นแล้วผู้กระทำได้รับโทษน้อยลง
การปรับบทลงโทษน่าจะเป็นว่า “จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 217
ประกอบด้วยมาตรา 223” หรือไม่
ให้พิจารณาศึกษาเปรียบเทียบกับคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้
ในประเด็นการปรับบท
คำพิพากษาฎีกาที่ 722/2545
ป.อ. มาตรา 218, 223
โจทก์ฟ้องว่า
จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายวิลัย สร้อยไข และนางกองสี สร้อยไข ผู้เสียหายทั้งสอง
โดยไม่มีเหตุสมควรโดยไม่ได้รับอนุญาต และขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
จากนั้นจำเลยได้วางเพลิงเผาบ้านอันเป็นโรงเรือนที่ผู้เสียหายทั้งสองอยู่อาศัยโดยใช้น้ำมันเบนซินราดที่ประตูบ้านแล้วจุดไฟเผา
เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ผู้เสียหายดับไฟทันก่อนที่จะลุกไหม้รุนแรงต่อไป
จึงเพียงแต่เป็นเหตุให้ประตูบ้านซึ่งทำด้วยไม้มะค่าและต้นไม้ประดับถูกเพลิงไหม้เสียหายคิดเป็นเงินประมาณ5,000
บาท เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมกระป๋องบรรจุน้ำมันเบนซิน1 กระป๋องและไฟแช็กแก๊ส 1 อัน ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเลยใช้ในการวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้เสียหาย
เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 218, 364, 365 และริบของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า
จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(1) ให้จำคุก 5
ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2
ปี 6 เดือน ริบของกลาง
ฟ้องโจทก์นอกจากนี้ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
"คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า
การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 223 หรือไม่
เห็นว่า ทรัพย์ที่เป็นอันตรายจากการวางเพลิงของจำเลยเป็นเพียงประตูบ้าน ซึ่งทำด้วยไม้มะค่าและต้นไม้ประดับคิดเป็นเงินประมาณ5,000 บาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นทรัพย์ที่มีราคาน้อย
และขณะเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองก็อยู่ในเกิดเหตุและสามารถดับไฟได้ทัน
การกระทำของจำเลยจึงไม่น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 218(1) ประกอบด้วยมาตรา 223 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น..."
พิพากษาแก้เป็นว่า
จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(1) ประกอบด้วยมาตรา
223 ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000
บาทจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา
มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง
คงจำคุก 1 ปีและปรับ 3,000 บาท
โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2
ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง
โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง
ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด
ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก
กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด
30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
Credit : รพี ๕๖//ทบทวนหลักกฎหมายกับ อ.ประยุทธ
.............................................................................................................................................................
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++