หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์นพพร โพธิรังสิยากรผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ครั้งที่ 1 วันพุธ 24 พฤจิกายน 2553
วันนี้เป็นวิชาวิแพ่ง 3 เจอกันครั้งแรก ตารางสอนปีนี้น่าจะปลอดโปร่งที่สุดเพราะไม่มีวันติดวันหยุดสักวันเดียว น่าจะสอนทัน วิชานี้เป็นข้อสอบหนึ่งข้อปีที่แล้วไม่ยากแต่หลายประเด็นปีที่แล้วข้อสอบของท่านองค์มนตรี อรรถนิติ ก็ได้รับการคัดเลือกสลับกัน เทอมนี้ก็ไม่น่าจะมีอุปสรรคเพราะว่าไม่มีกฎหมายแก้ไข สิ่งที่จะทำความเข้าใจกันก็คือ หน้าตาของอุทธรณ์และฏีกา ข้อสอบก็ออกแค่ 223 -252 จะแตกเป็นกี่กลุ่ม
ก็แตกได้แค่แปดหัวข้อเท่านั้นเอง จะมีหลุดบ้างก็คือ 18 กับ 24 ถามว่าเวลาเราจำมาตรานอกเหนือก็คือ 18 ส่วน 24 มีเพียงแค่นิดเดียว
ท้ายที่สุดวิแพ่งทั้งหมด เป็นพื้นฐาน 223 -252
แปดหัวข้อที่เราจะได้เห็นภาพ
หนึ่ง คือ 223 ในมาตรา 223 เป็นต้นกำเนิดของอุทธรณ์เหมือน 247 เป็นต้นกำเนิดฏีกา แต่ความยากนั้น 223 มีมากกว่าสิบเท่า ถ้าเข้าใจ 223 ก็จะเข้าใจ 247 โดยหลักคือ อุทธรณ์จะอุทธรณ์ได้ด้วยเหตุสองประการ และหนึ่งข้อยกเว้น
มาตรา ๒๒๓ ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๓๘, ๑๖๘, ๑๘๘ และ ๒๒๒และในลักษณะนี้ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ เว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด
มาตรา ๒๔๗[1] ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งในชั้นอุทธรณ์แล้วนั้น ให้ยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์นั้นและภายใต้บังคับบทบัญญัติสี่มาตราต่อไปนี้กับกฎหมายอื่นว่าด้วยการฎีกา ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ ๑ ว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
หนึ่ง คดีต้องไม่ถึงที่สุด 223 กฎหมายเขียนว่าเว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นประมวลกฎหมายนี้บัญญัติให้เป็นที่สุด ก็คือ ไม่มีข้อห้ามถ้าไม่ที่สุด ถ้าเป็นที่สุดอุทธรณ์ไม่ได้ ที่สุดคืออะไร คำตอบอยู่ที่ 147
มาตรา ๑๔๗ คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป
คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้นถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ถ้าได้มีอุทธรณ์ ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาหรือศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีเรื่องนั้นใหม่ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๒ คำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ
คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีนั้น ให้ออกใบสำคัญแสดงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว
วันนี้ให้เห็นภาพกว้างก่อน
สอง คือต้องยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ พอฟังตรงนี้แปลว่าคดีตัดสินที่จังหวัดอะไร จะเดินไปยื่นที่ไหน จะยื่นที่ศาลอุทธรณ์มันจะไม่มีสำนวนเป็นเล่มๆอยู่สำนวนความอยู่ที่ศาลชั้นต้น ด้วยเหตุนี้มาตราที่เกี่ยวคือ 229 การอุทธรณ์ให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง
มาตรา ๒๒๙ การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นสำเนาอุทธรณ์ต่อศาล เพื่อส่งให้แก่จำเลยอุทธรณ์ (คือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมซึ่งเป็นฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์ความนั้น) ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๓๕ และ ๒๓๖
สรุป คือยื่นที่ศาลชั้นต้นที่ตัดสินเพราะสำนวนอยู่ที่นั้น มันก็เป็นไปไม่ได้เลย ศษลอุทธรณ์ก็รับไม่ได้ สรุปแล้ว 223 ข้อที่หนึ่งคดีต้องไม่ถึงที่สุด สอง ยื่นต่อศาลอุทธรณ์เพียงแต่เป็นการให้ศาลชั้นต้นส่งให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ก็แปลว่าจะยื่นที่ศาลอื่น นอกจากอุทธรณ์ไม่ได้ แต่มีข้อยกเว้นสองที่
หนึ่ง คือ 223 ทวิ ให้ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศษลฏีกา และ 252 เป็นข้อยกเว้นของ 223 อีกหนึ่งเรื่องที่บอกให้ยื่นอุทธรณ์ไปศาลฏีกา
มาตรา ๒๒๓ ทวิ[2] ในกรณีที่มีการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ผู้อุทธรณ์อาจขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา โดยทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งได้สั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๓ และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ให้สั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้มิฉะนั้นให้สั่งยกคำร้อง ในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง ให้ถือว่าอุทธรณ์เช่นว่านั้นได้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๓ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตหรือยกคำร้องในกรณีนี้ให้เป็นที่สุด เว้นแต่ในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องเพราะเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นไปยังศาลฎีกาภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่ง
ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์ตามวิธีการในวรรคหนึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลฎีกาส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป
มาตรา ๒๕๒ ถ้าคู่ความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ยอมรับฎีกา ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องเช่นว่านั้นไปยังศาลฎีกาพร้อมกับฎีกาและคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ถ้าศาลฎีกาเห็นจำเป็นจะต้องตรวจสำนวน ให้มีคำสั่งให้ศาลล่างส่งสำนวนนั้นไปยังศาลฎีกา
จบข้อที่หนึ่ง จากแปดข้อ
ข้อที่สอง กระบวนการอุทธรณ์มีข้อห้ามในการอุทธรณ์ ข้อที่ 1 คือ 223 คือ 138 168 222 ไม่ยากแต่ในลักษณะนี้ที่ยาก คือมีสองมาตรากับหนึ่งมาตราย่อย หลักคือ 224 – 225 ย่อยคือ 226
มาตรา ๒๒๓ ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๓๘, ๑๖๘, ๑๘๘ และ ๒๒๒ และในลักษณะนี้ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ เว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด
224 คืออุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตรงกับฏีกาคือ 248 หลักเดียวกันเปลี่ยนเพียงทุนทรัพย์และอุทธรณ์ไม่ว่าข้อเท็จจริงหรือกฎหมายดู 225 สรุปแล้วจะอุทธรณ์ได้หรือไม่ ดู 225 ใช้กับคดีแพ่งทั้งปวงไม่ว่าคดีภาษีอากร หรือ ทรัพย์สินทางปัญญา คือการกรองที่สำคัญที่สุด แต่เฉพาะการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องดู 224
มาตรา ๒๒๔[3] ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจ แล้วแต่กรณี
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิได้ให้บังคับในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวและคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เว้นแต่ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
การขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้น พร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรอง
มาตรา ๒๒๕[4] ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้นคู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย
ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้
มีปัญหาอยู่คืออุทธรณ์มีทุนทรัพย์ดูวรรคหนึ่ง ไม่มีทุนทรัพย์ดูวรรคสอง ถ้าทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาทต้องห้าม เว้นแต่ได้ ความเห็นแย้ง รับการรับรอง หรืออนุญาต
วิธีการรับรองอยู่ที่ 224 วรรคท้าย
225 มีสองวรรค บ่อยเบอร์หนึ่งคือ 224 เป็นกรอบหลักที่อาจารย์ชอบออกสอบ ถามว่า 224 มีประเด็นอะไรไหม มีแต่ไม่ยาก 225 น่าจะใช้มากกว่าปัญหามากกว่าแต่ออกสอบน้อยกว่า ในวรรคแรกของ 225 บอกว่าคดีไม่ว่าเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย
ต้องชัดแจ้ง และ ว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้น และ ต้องเป็นสาระ
คำว่าชัดแจ้งคล้าย 172 ในศาลชั้นต้นคือต้องไม่เคลือบคลุม ใน 225 วรรคสองยกเว้นเรื่อง ว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้นเท่านั้น คำว่าไม่ได้ว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้นคืออะไร ก็คือไม่มีประเด็นในศาลชั้นต้น ประเด็นคืออะไร ก็คือการที่เป็นข้อพิพาทกันระหว่างโจทก์จำเลย ที่ศาลต้องวินิจฉัย ต้องเป็นประเด็นที่เกิดจากคำคู่ความตามมาตรา 1 อนุห้า และประเด็นดังกล่าวต้องเป็นประเด็นที่ยังอยู่ไม่ใช่รับกันแล้ว เมื่อใดที่ไม่เป็นประเด็น หนึ่งสืบไม่ได้ต้องห้ามตาม 86 วรรคสอง แม้เผลอสืบก็รับฟังไม่ได้ต้องห้ามตาม 87 สามวินิจฉัยหรือพิพากษาไม่ได้เพราะเกินประเด็นหรือคำฟ้องต้องห้ามตาม 142 วรรคหนึ่ง แม้วินิจฉัยก็ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม 225 วรรคหนึ่ง ถ้าศาลอุทธรณ์เผลอวินิจฉัยให้ก็ต้องห้ามฏีกา ตาม 248 วรรคหนึ่ง ไอ้ที่สืบมานอกประเด็นที่สุดตายทั้งสิ้น ข้อจำกัดในการทำน้อยมาก
มาตรา ๘๖ เมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานใดเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ก็ดีหรือเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ แต่ได้ยื่นฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ศาลปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานนั้นไว้
เมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานใดฟุ่มเฟือยเกินสมควร หรือประวิงให้ชักช้า หรือไม่เกี่ยวแก่ประเด็น ให้ศาลมีอำนาจงดการสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น หรือพยานหลักฐานอื่นต่อไป
เมื่อศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเป็นการจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเพิ่มเติม ให้ศาลทำการสืบพยานหลักฐานต่อไป ซึ่งอาจรวมทั้งการที่จะเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่ด้วย โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ
มาตรา ๘๗ ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใดเว้นแต่
(๑) พยานหลักฐานนั้นเกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในคดีจะต้องนำสืบ และ
(๒) คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘๘ และ ๙๐ แต่ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้
มาตรา ๑๗๒ ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๕๗ ให้โจทก์เสนอข้อหาของตนโดยทำเป็นคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้น
คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น
ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้ยกเสีย หรือให้คืนไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘
สาม อยู่ที่ 226 เป็นหัวข้อที่ออกสอบมากรองจาก 224 เป็นสิ่งที่นักศึกษาเข้าใจกันสับสนที่สุด สิ่งที่พบว่าเข้าใจผิดมากที่สุด คือ 226 เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องโต้แย้งแล้วรอไว้อุทธรณ์หลังศาลมีคำพิพากษา สิ่งที่หลายท่านเข้าใจผิดคิดว่าโต้แย้งแล้วรอเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แต่จริงๆแล้วคำสั่งระหว่างพิจารณาคือสิทธิที่ต่ำที่สุด สิทธิใดที่เป็นการต้องห้ามตาม 224 คือคดีมีทุนทรัพย์เพราะทุนทรัพย์ต้องห้าม ต้องรอดชีวิตจากมาตราต่างๆมาก่อน นั่นคือปัญหาข้อขัดข้องทั้งหมดเพราะ 226 คือสิทธิที่เลวที่สุดในการอุทธรณ์
อันที่สองมีฏีกาฉบับหนึ่งหลุดมา ว่าการโต้แย้ง 226 ไม่ได้บอกว่าโต้แย้งต้องทำอย่างไร นี่คือปัญหาเพราะการโต้แย้งต้องมีเหตุผล กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ที่ 226 แต่ได้เขียนไว้ในบททั่วไปคือมาตรา 26 คำว่าคัดค้านคือการโต้แย้งนั่นแหละ ต้องมีเหตุผล ส่วนเหตุผลอ้างอิงนั้นศาลจะให้แถลงหรือจดไว้ก็ได้ มีหลุดมาฏีกาเดียว ใครบอกคัดค้านไม่มีเหตุผลก็ได้ ในอนาคตอันใกล้ โอกาสจะถูกกลับก็มีสูง
มาตรา 226 มีญาติคือ 227 228 แต่เป็นคนละเรื่องกันเพราะ 226 เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ส่วน 227 228 ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา 226 กฎหมายเขียนไว้เลยว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และห้ามอุทธรณ์ในระหว่างพิจารณา
227 กฎหมายก็เขียนไว้ชัดว่า ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา มันคล้ายกัน แต่มันคนละเรื่องกันเด็ดขาด
ข้อแตกต่างที่ชัดที่สุดคือ คำสั่งระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ระหว่างพิจารณาไม่ได้ ถ้าจะอุทธรณ์ต้องโต้แย้งไว้ก่อนแล้วค่อย อุทธรณ์ภายหลังที่มีคำพิพากษา ภายในหนึ่งเดือน
ในขณะที่ 227 ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา 227 การอุทธรณ์ก็ต้องอยู่ภายในบังคับ 229 บอกว่าต้องอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง
ถ้านอนรอจนกระทั่งคดีจบแล้วมาอุทธรณ์เกินหนึ่งเดือนไม่ได้ แล้ว 227 กับ 228 คือไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา แต่ มีสิทธิเลือกเอา คือ วรรคที่หนึ่งตอนท้าย ถ้ามีคำสั่งแบบนี้คู่ความอุทธรณ์แบบ 227 คือ ศาลมีคำสั่งปุ๊บอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือน ถ้าไม่ทัน ก็อุทธรณ์ได้แบบ 226 คือ อุทธรณ์ได้เมื่อศาลพิพากษาคดีแล้ว สรุปแล้วมาตรา 226 227 ต่างกันคือคนละเรื่องเด็ดขาด
มาตรา ๒๒๖ ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลนั้นได้มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘
(๑) ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา
(๒) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งใด ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงานคู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไป
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ไม่ว่าศาลจะได้มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้แล้วหรือไม่ ให้ถือว่าคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคำฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา[5]
มาตรา ๒๒๗ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรา ๑๘หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา ๒๔ ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องนั้น มิให้ถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา และให้อยู่ภายในข้อบังคับของการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี
มาตรา ๒๒๘[6] ก่อนศาลชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือ
(๑) ให้กักขัง หรือปรับไหม หรือจำขัง ผู้ใด ตามประมวลกฎหมายนี้
(๒) มีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือมีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อจะบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป หรือ
(๓) ไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา ๑๘ หรือวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา ๒๔ ซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ
คำสั่งเช่นว่านี้ คู่ความย่อมอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันมีคำสั่งเป็นต้นไป
แม้ถึงว่าจะมีอุทธรณ์ในระหว่างพิจารณา ให้ศาลดำเนินคดีต่อไป และมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้น แต่ถ้าในระหว่างพิจารณา คู่ความอุทธรณ์คำสั่งชนิดที่ระบุไว้ในอนุมาตรา (๓) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกลับหรือแก้ไขคำสั่งที่คู่ความอุทธรณ์นั้นจะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดี หรือวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อใดที่ศาลล่างมิได้วินิจฉัยไว้ ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจทำคำสั่งให้ศาลล่างงดการพิจารณาไว้ในระหว่างอุทธรณ์ หรืองดการวินิจฉัยคดีไว้จนกว่าศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์นั้น
ถ้าคู่ความมิได้อุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ก็ให้อุทธรณ์ได้ในเมื่อศาลพิพากษาคดีแล้วตามความในมาตรา ๒๒๓
สี่ มาตรา 229 เป็นเอกเทศที่มีความยุ่งยาก ข้อที่หนึ่ง เป็นการบอกว่าอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือ ข้อที่สองเป็นการพูดว่าต้องยื่นที่ศาลชั้นต้น สามกำหนดให้อุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่การอ่าน มาตรา 140 ที่สำคัญคือ วรรครองสุดท้าย ถ้าคู่ความไม่มาศาลจะงดการอ่านแล้วถือว่าเป็นการอ่าน มาตรานี้แหละที่ทำให้เกิดการอัศจรรย์ว่างดอ่านก็ถือว่าได้อ่านแล้วนับเวลาเลย ยังไม่ถึงข้อยาก ข้อยากคือต้องวางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน เปิดไปที่มาตรา 150 วรรคสอง วรรคหนึ่งบอกถ้าคดีมีทุนทรัพย์คิดค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ ชั้นอุทธรณ์ฏีกาคิดตามทุนทรัพย์พิพาท ซึ่ง รับกับมาตรา 224 สรุปแล้วทุนทรัพย์เมื่อเรากล่าวถึง อันแรกคือทุนทรัพย์ที่คิดถึงการต้องห้ามอุทธรณ์ ด้วยเหตุนี้เองการยื่นอุทธรณ์ในศาลต้องทำเป็นหนังสือ และวางค่าขึ้นศาล และสามถ้ามี ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนต้องวางเป็นพิเศษ
สรุปมีเงินสองก้อน คือเงินค่าขึ้นศาลและเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน หรือเรียกกันว่าเงินตาม 229 ส่วนเงินค่าขึ้นศาลตามมาตรา 150 เราจะเรียกว่าเงินตามมาตรา 18 เพราะผลคดีต่างกันอย่างสิ้น เชิง คำพิพากษาที่ผิดพลาดกันมากที่สุดคือเงินตามมาตรา 18 กับมาตรา 229 ที่เรียกว่าเงินตามมาตรา 18 เพราะคำตอบอยู่ที่มาตรา 18 วรรคสอง
นี่คือเงินค่าขึ้นศาลตามมาตรา 150 ต่างจากเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนอย่างสิ้นเชิง เพราะมีผลพัวพันไปถึงมาตรา 236 ทำให้มาตรา 236 ง่าย
มาตรา ๑๕๐[7] ในคดีที่คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์นั้นอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาท
ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกานั้น ถ้าจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น ให้ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาเสียตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาเช่นเดียวกับในศาลชั้นต้น แต่ถ้าผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาได้รับความพอใจแต่บางส่วนตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล่างแล้ว และจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาต่ำกว่าในศาลชั้นต้น ให้ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาต่ำนั้น
เมื่อได้ชำระค่าขึ้นศาลแล้ว ถ้าทุนทรัพย์แห่งคำฟ้องหรือคำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฎีกาทวีขึ้นโดยการยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมหรือโดยประการอื่น ให้เรียกค่าขึ้นศาลเพิ่มขึ้นตามที่บัญญัติไว้ในตารางท้ายประมวลกฎหมายนี้เมื่อยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมหรือภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร แล้วแต่กรณี
ถ้าเนื่องจากศาลได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีรวมกันหรือให้แยกคดีกัน คำฟ้องใดหรือข้อหาอันมีอยู่ในคำฟ้องใดจะต้องโอนไปยังศาลอื่น หรือจะต้องกลับยื่นต่อศาลนั้นใหม่ หรือต่อศาลอื่นเป็นคดีเรื่องหนึ่งต่างหาก ให้โจทก์ได้รับผ่อนผันไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในการยื่น หรือกลับยื่นคำฟ้องหรือข้อหาเช่นว่านั้น เว้นแต่จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์แห่งคำฟ้อง หรือข้อหานั้นจะได้ทวีขึ้น ในกรณีเช่นนี้ ค่าขึ้นศาลเฉพาะที่ทวีขึ้นให้คำนวณและชำระตามที่บัญญัติไว้ในวรรคก่อน
ในกรณีที่บุคคลซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ต่างยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแยกกัน โดยต่างได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาตามความในวรรคสอง หากค่าขึ้นศาลดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่คู่ความเหล่านั้นต้องชำระในกรณีที่ยื่นอุทธรณ์หรือฎีการ่วมกัน ให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี มีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่คู่ความเหล่านั้นตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่คู่ความแต่ละคนได้ชำระไปในเวลาที่ศาลนั้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง
มาตรา 229 ได้เขียนถึงคนมาหนึ่งคนคือ จำเลยอุทธรณ์และวงเล็บคือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมที่ไม่ได้อุทธรณ์คดีนั้น
จำเลยอุทธรณ์มีพูดถึงแค่ 229 235- 237
มาตรา ๒๓๕ เมื่อศาลชั้นต้นได้รับอุทธรณ์แล้วให้ส่งสำเนาอุทธรณ์นั้นให้แก่จำเลยอุทธรณ์ภายในกำหนดเจ็ดวัน นับแต่วันที่จำเลยอุทธรณ์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ หรือถ้าจำเลยอุทธรณ์ไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์ ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๓๗สำหรับการยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้สิ้นสุดลง ให้ศาลส่งอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์ถ้าหากมี พร้อมทั้งสำนวนและหลักฐานต่าง ๆ ไปยังศาลอุทธรณ์เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับฟ้องอุทธรณ์และสำนวนความไว้แล้ว ให้นำคดีลงสารบบความของศาลอุทธรณ์โดยพลัน
มาตรา ๒๓๖ เมื่อคู่ความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ให้ศาลส่งคำร้องเช่นว่านั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยไม่ชักช้าพร้อมด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นและฟ้องอุทธรณ์ ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการจำเป็นที่จะต้องตรวจสำนวน ให้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ในกรณีเช่นนี้ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้อง แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุด แล้วส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่าน
เมื่อได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้รับอุทธรณ์แล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยอุทธรณ์ และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่จำเลยอุทธรณ์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ หรือนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๓๗ สำหรับการยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้สิ้นสุดลง ให้ศาลส่งคำแก้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์หรือแจ้งให้ทราบว่าไม่มีคำแก้อุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับคำแก้อุทธรณ์หรือแจ้งความเช่นว่าแล้ว ให้นำคดีลงสารบบความของศาลอุทธรณ์โดยพลัน
มาตรา ๒๓๗ จำเลยอุทธรณ์อาจยื่นคำแก้อุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันส่งสำเนาอุทธรณ์
ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ห้ามมิให้ศาลแสดงว่า จำเลยอุทธรณ์ขาดนัดเพราะไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์
เรื่องที่ห้าไม่ยาก คือ 231 ทุเลา ทุเลานั้นโน้ตไว้นิดเดียวเพราะใกล้เคียง 264 จบแค่นี้ ทุเลาเคยมีผู้ต้องการจะออกแต่ตกไปเพราะกรรมการบอกยากไปในที่สุดไม่มีข้อไหนออกได้เพราะดูเหมือนจะยากไป ก็เลยให้อาจารย์ออก อาจารย์ก็ออกมาตรา 224 ตรงตามตัวบทเลย ปีนั้นอุทธรณ์ฏีกาตกมากที่สุดเพราะเด็กงง ว่าหลอกตรงไหน
เรื่องใหญ่โตมากๆ คือ 232 คืออะไรคือคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ซึ่งเป็นคำสั่งของศาลชั้นต้น ผลถ้ารับผลจะเป็นไปตาม 235 ดูสายให้ดีนะครับ แปลว่ามีการส่งสำเนาให้แก่จำเลยอุทธรณ์แล้วผลต่อไปก็คือ 237 จำเลยอุทธรณ์ก็ต้องยื่นแก้ถ้าไม่แก้ก็แค่ไม่ได้ทนายความในชั้นอุทธรณ์เท่านั้นเอง ศาลชั้นต้นก็จะส่งศาลอุทธรณ์ แต่ถ้าศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ก็แยกขีดมาอีกเส้นทาง ดูว่าเป็นการต้องห้ามตามข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องห้ามตาม 224 หรือไม่ ทางแก้คือมาตรา 230 กฎหมายบัญญัติไว้ว่า คดีตาม 224 ถ้าอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงถ้าต้องห้ามก็ดูว่ามีความเห็นแย้งมีการรับรองหรือไม่ ถ้ามี ก็ให้อธิบดีอนุญาต ก็เคยออกข้อสอบไปแล้ว ก็หมดทางออกแล้ว
ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นถ้าไม่รับ ดู230 หรือทางที่สอง สายที่สองคือ 234 236 แปลว่าเมื่อสั่งไม่รับ คู่ความต้องยื่นคำร้องตามมาตรา 234 ว่าการยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และเป็นมาตราที่มีเงื่อนไขโหดที่สุดต่อคู่ความที่มีในวิแพ่ง มันโหดอย่างไร และเป็นเรื่องที่คู่ความจะหลีกเลี่ยงมากที่สุด ตรงจะเลี่ยงนี่แหละก็เกิดเป็นฏีกาว่าเลี่ยงได้ เลี่ยงไม่ได้ ถ้าคนจะอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์สมมุติว่าศาลชั้นต้นตัดสินให้ได้รับหนึ่งล้านบาท และค่าธรรมเนียมใช้แทนเกิดศาลชั้นต้นสั่งไม่รับ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์เป็นคำขอต่อศาลชั้นต้น หนักที่สุดก็คือเอาหลักประกันมาวาง นั่นคือ 234 ก่อน 236 ยากมากปัจจุบันง่ายแล้ว เพราะเอะอะก็เข้า 236 หมดเลย จบสายครับ
ตอนนี้ถ้าศาลชั้นต้นสั่งรับ มันจะข้ามไปการพิจารณาในศาลอุทธรณ์ซึ่งคือหัวข้อที่ 7 มาตราหลักคือ 240 วินิจฉัยจากสำนวนความในศาลชั้นต้น จะมีการนอกเหนือได้คือ 241 คือทำคำแถลงด้วยวาจา ถ้าเป็นการอุทธรณ์ข้อกฎหมายอย่างเดียว ก็คือ 238 ก็คือ คดีใดก็ตามอุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมาย ผลคือ ศาลอุทธรณ์ต้องผูกพันข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย
แล้วถ้าศาลชั้นต้นวินิจฉัยผิด หรือวินิจฉัยไม่พอ ไม่ยาก 243 อนุสามก็คือศาลอุทธรณ์ก็วินิจฉัยได้เอง แล้วอำนาจที่แท้จริงของศาลอุทธรณ์ก็คือ 243 ก็คือยกย้อนหรือยกวินิจฉัยเอง ก็พยายามออกกันหลายครั้งแต่เขียนข้อสอบทีไรก็ยาวทุกที
มาตราสุดท้ายก็คือ ศาลอุทธรณ์ทำได้คือยกแก้กลับ หลักคือ 245 ถ้ามีส่วนหนึ่งอุทธรณ์ อีกส่วนอุทธรณ์ไม่ได้ ทางออกอยู่ที่ 245 ตรงชั้นอุทธรณ์แล้วเรื่องสุดท้ายเรื่องที่แปดคือปัญหาในชั้นฏีกา มีเยอะหรือไม่ ตอบว่าไม่มีครับง่าย เพราะเป็นการขยายความปัญหาในชั้นอุทธรณ์มาเล็กน้อยเอง
มาตรา ๒๔๕ คำพิพากษาหรือคำสั่งชั้นอุทธรณ์ให้มีผลเฉพาะระหว่างคู่ความชั้นอุทธรณ์ เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้
(๑) ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่อุทธรณ์นั้นเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และคู่ความแต่บางฝ่ายเป็นผู้อุทธรณ์ซึ่งทำให้คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นมีผลเป็นที่สุดระหว่างคู่ความอื่น ๆ ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าควรกลับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่อุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจชี้ขาดว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ ให้มีผลระหว่างคู่ความทุกฝ่ายในคดีในศาลชั้นต้นด้วย
(๒) ถ้าได้มีการอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาในคดีแทนคู่ความฝ่ายใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมมีผลบังคับแก่คู่ความฝ่ายนั้นด้วย
เราก็คงจะพอเห็นหน้าตาอุทธรณ์ฏีกา ที่ไม่ยากเลยที่ตอบไม่ได้ ก็คงเป็นกรรมเก่าของผู้ทำข้อสอบเอง
[1] มาตรา ๒๔๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๙๙
[2] มาตรา ๒๒๓ ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๓๔
[3] มาตรา ๒๒๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๓๔
[4] มาตรา ๒๒๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๓๔
[5] มาตรา ๒๒๖ วรรคสอง เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๓๔
[6] มาตรา ๒๒๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๙๙
[7]มาตรา ๑๕๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๔) พ.ศ. ๒๕๕๑