สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน ล้มละลาย ชั่วโมงที่ 2 สอนเมื่อ อัง01/12/09

926 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Dec 8, 2009, 1:33:05 AM12/8/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ประดิษฐ์ เอกมณี ผู้บรรยาย ,  บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

สรุปคำบรรยาย  สัปดาห์ที่ 2 ชั่วโมงที่2 อังคาร 1/12/52

ได้บรรยายมาตรา 9 หลักเกณฑ์ของเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ต่อไป เจ้าหนี้มีประกัน ดูหลักเกณฑ์ตามมาตรา 10 เปิดดูตัวบท

มาทำความเข้าใจกับความหมายของการฟ้องคดีล้มละลาย คำว่าเจ้าหนี้มีประกันมีในมาตรา 6 คืออะไร เป็นมาตราสำคัญเป็นหัวใจของกฎหมายล้มละลายก็ว่าได้ เราต้องทำความเข้าใจตัวบทให้สังเกตเจ้าหนี้มีประกันคดีล้มละลายต่างจากคดีแพ่งสามัญ ตรงที่คดีแพ่งสามัญจะเป็นของใครก็ได้ หรือประกันด้วยบุคคลก็ได้ แต่ในคดีล้มละลายต้องมีทรัพย์และทรัพย์นั้นต้องเป็นของลูกหนี้เท่านั้นด้วยนะครับ

มาตรา 6 ถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้ท้อง

ต้องมีทรัพยืสินเหนือเจ้าหนี้ คำว่าจำนองซึ่งผู้จำนองเอาทรัพย์สินของตนเป็นประกัน ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 702 เป็นเรื่องในประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ โดยปกติจะเป็นอสัง แต่ก็มีข้อยกเว้นคือ สังหาพิเศษ ได้จดทะเบียนไว้แล้วจึงจะมาจำนองกันได้อันได้แก่เรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไปและเครื่องจักรเป็นต้น

มีปัญหาอีกอันหนึ่งคือเป็นเรื่องจำนองอย่างเดียวกับผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้จำนอง หรือเหนืออสังฯของลูกหนี้ เป็นเจ้าหนี้มีประกันตาม พรบนี้หรือไม่ ความจริงก็อยู่ใน ปพพ เหมือนกันแต่อาจจะลืมไปแล้ว อยู่ในมาตรา 273 มีอยู่สามประการ ตามมาตรา 274 , 286

เจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิเหนืออสังสามประการนี้ ถือว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกัน ตามพรบ มาตรา 6 นี้ ซึ่งก็เข้าหลักเกณฑ์ ตามมาตรา 10

ฎ.4971/2536

อาจารย์ยกฏีกานี้มาเพื่อให้เห็นว่าเจ้าหนี้บุริมทรัพย์ ตาม 247 ( 2 ) มันจะมีบุริมสิทธิ์เหนืออสังหาก็ต่อเมื่อมันได้ไปจดทะเบียนไว้ด้วย

คำถามที่ตั้งไว้เมื่อสักครู่คือ เจ้าหนี้มีบุริมสิทธิเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพรบนี้หรือไม่ ก็ตอบว่าเป็นแต่ต้องจดทะเบียนไว้ก่อน

ต่อไปก็คือจำนำ ก็เทียบระหว่างจำนำกับจำนอง

จำนำหมายความว่าสัญญาที่ผู้จำนำส่งมอบสังหาให้แก่ผู้รับจำนำ ไม่ว่าหนี้นั้นจะเป้นหนี้ของผู้จำนำหรือของผู้อื่น

พึงระวัง ฏีกาที่ว่าไม่เป็นจำนำ เช่นการมอบเงินฝาก หรือ วางใบรับของคลังสินค้า มิใช่จำนำ

ฎ.534/2504

ต่อไปสิทธิยึดหน่วง 241 -250 คือครอบครองโดยชอบ สิทธิยึดหน่วงถือว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกัน เช่น แดงเอารถยนต์ไปซ่อมแล้วไม่มีเงินจ่าย ช่างมีสิทธิยึดหน่วงรถไว้

ฎ.545/2504

ข้อเท็จจริงคือแทนที่จะเอาที่ดินไปจำนอง เป็นทางปฏิบัติที่ชาวบ้านทำกัน อย่างนี้ไม่มีหลักประกันอะไรเลยนะ แต่อย่างไรการทำสัญญา นี้ก็เป็นสัญญาหรือบุริมสิทธิ ที่บังคับได้อย่างสัญญาไม่มีชื่อธรรมดา

ฏ.175/2529

คำสุดท้ายของบทนิยาม คือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่จะบีงคับได้ทำนองเดียวกับจำนอง คือ บุริมสิทธิพิเศษ เหนือ สังหาริมทรัพย์ของผู้เช่า หรือของผูเข้าพักในโรงแรม ที่เอาไปไว้ในอสังหาริมทรัพย์ที่เช่า หรือ ที่พักอาศัยในโรงแรม ได้ทำนองเดียวกับบังคับจำนำ แล้วเราเอาทรัพย์สินอะไรไปอยู่ในทรัพย์นั้นเจ้าของอสังฯหรือโรงแรมมีสิทธิบังคับได้เหมือนจำนำ กฏหมายให้สิทธิทำนองเดียวกับผู้รับจำนำที่จะยึดทรัพย์นั้นได้ ทั้งหมดที่อธิบาย ถ้าทรัพย์นั้นเป็นของลูกหนี้ เจ้าหนี้ก็เป็นเจ้าหนี้มีประกันตาม พรบ ล้มละลาย ถ้าเป็นของคนอื่น ก็ไม่เป็นเจ้าหนี้มีประกัน

หลักเกณฑ์ข้อแรก คือ มาตรา 7 + 9 คือลูกหนี้เป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัว มีภูมลำเนาในราช และหนี้ที่นำมาฟ้องต้องอาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน

หลักเกณฑ์ตามมาตรา 10 ก็ประกอบ 7 + 9 คือ เจ้าหนี้มีประกัน ต้องไม่ถูกห้ามชำระหนี้เกินหลักเกณฑ์ที่มีประกัน นักศึกษาต้องทราบว่ามีอะไรบ้าง

คือเจ้าหนี้จำนองโดยหลักมาตรา 733 มีสิทธิบังคับได้กับหลักประกันเท่านั้น แต่ทางปฏิบัตินั้น จะมีข้อกำหนด ยกเว้น

เรื่องแปลกหลักประกันอื่นๆนั้น ลูกหนี้ยังต้องรับผิดในหนี้ที่ขาด

กฎหมายมาตรา 733 หัวมังกุดท้ายมังกร มีการแก้กฎหมายเอาใจประชาชน

มาตรา 733 ไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ สามารถยกเว้นได้ เพราะฉะนั้นเจ้าหนี้ประเภทนี้ก็ไม่ต้องห้าม ก็เป็นเจ้าหนี้ที่ไม่ต้องห้ามมิให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์อื่นของลูกหนี้ แต่ต้องมีข้อยกเว้นนะ ต้องมีข้อยกเว้นตามมาตรา 733

เจ้าหนี้มีประกันฟ้องไม่ได้ เพราะว่าเจ้าหนี้ชนิดนี้จะบังคับเอาทรัพย์อื่นไม่ได้ เพราะลูกหนี้ก็ไม่ต้องรับผิดส่วนที่ขาดอยู่แล้ว และจะมาสละหลักประกันก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะต้องเข้ามาตรา 10 ก่อนถึงจะมาสละหลักประกันได้ เพราะกฎหมายมีเจตนารมณ์เพื่อบังคับเอาจากทรัพย์ที่เป็นหลักประกันเพียงเท่านั้น ส่วนเจ้าหนี้เมื่อสักครู่พูดเจ้าหนี้จำนองนะครับ

ทีนี้จำนำไม่ต้องห้าม เพราะบังคับได้เท่าที่เป็นหนี้จนสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตามมันมีเจ้าหนี้ประเภทหนึ่ง คือเจ้าหนี้โรงรับจำนำ มีกฎหมายพิเศษ เขาเอาของเราไปแล้วจะมาตามยึดทรัพย์เราอีกไม่ได้ ก็เช่นเดียวกับเจ้าหนี้จำนองนั่นเอง

เจ้าหนี้ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วง ก็ไม่ต้องห้ามบังคับจากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ หลักเกณฑ์ข้อสาม มีสิทธิเลือกบรรยายมาในคำฟ้องอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

3.1 ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้วจะสละหลักประกันเพื่อประโยชน์เจ้าหนี้ทั้งหลาย นักศึกษาอาจข้องใจว่าจะสละหลักประกันทำไม มีอยุ่ดีๆไม่ดีกว่าเหรอ เพราะว่าจำนองเครื่องจักรแล้วเครื่องจักรหาย ถ้าไม่สละหลักประกันแล้วก็ฟ้องไม่ได้ เครื่องจักรมันอยู่ไหนก็ไม่ทราบ เพราะเครื่องจักรมันเคลื่อนย้ายได้ ก็มีในทางปฏิบัติ เพราะกฎหมายเปิดช่องไว้

3.2 ตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักจำนวนหนี้ที่ค้างแล้วมีจำนวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านหรือสองล้านบาท ต้องระวังนะครับ ตีราคาต้องตีมาเลยนะครับ ย้ำตรงนี้เพราะว่ามีที่แบงค์เคยตีราคาแต่ไปใช้คำว่าราคาประเมินทรัพย์จำนองศาลฏีกาไม่ให้เพราะบอกไม่ได้ตีราคาแต่เป็นการประเมินราคาเท่านั้น ต้องใช้คำว่าตีราคาตามกฎหมาย

ฎ.1196/2541

พ.และย. ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้ น. มีอำนาจกระทำการต่าง ๆตามที่ระบุไว้ รวมทั้งมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีล้มละลายทุกศาลแทนโจทก์ได้ ขณะ พ. ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจนั้น พ. ยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงมีผลให้ น. มีอำนาจฟ้องคดีล้มละลายแทนโจทก์ได้ทั้งหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ 30 บาท อันแสดงว่าโจทก์มอบอำนาจให้กระทำการแทนโจทก์ได้มากกว่าครั้งเดียวดังนี้ ตราบใดโจทก์ยังมิได้ยกเลิกหรือเพิกถอนหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว น. ย่อมมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ทั้งหมดแทนโจทก์ได้ตลอดไป แม้ต่อมาภายหลังขณะยื่นฟ้องนั้นพ. จะมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์อีกต่อไปก็ตามเพราะการที่ พ.และย. ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์นั้นเป็นการมอบอำนาจในนามโจทก์ น. จึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้ที่เกิดจากการที่จำเลยที่ 1ขายลดเช็คตามสัญญาขายลดเช็คพร้อมดอกเบี้ย หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ส่วนที่โจทก์ตีราคาหลักประกันมาในฟ้องเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลายมาตรา 10(2) ที่ให้กระทำเช่นนั้น เพียงแต่เมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดอยู่สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 บาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 500,000 บาทก็ฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้โดยไม่จำต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งและนำยึดหลักประกันออกขายทอดตลาดก่อน ที่จำเลยที่ 2ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีอยู่แล้วขณะค้ำประกันและที่จะมีขึ้นต่อไปในภายหน้า โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 5,000,000 บาทเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 8,423,598.91บาท โจทก์ตีราคาหลักประกันเป็นเงิน 3,856,300 บาทเมื่อหักกันจำนวนหนี้ดังกล่าวเงินยังขาดอยู่ 4,567,298.91บาท อันเป็นจำนวนเงินที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในจำนวนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายได้ จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้ชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว 2 ครั้ง แต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน และจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ที่จำเลยที่ 2นำสืบว่า มีรถยนต์บรรทุกหลายคันคงมีแต่จำเลยที่ 2คนเดียวเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ให้เห็นว่าเป็นความจริง ส่วนจำเลยที่ 2นำสืบว่าจำเลยที่ 2 ประกอบการขนส่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในจำนวนหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังวินิจฉัยมาข้างต้นหาใช่ไม่มีหน้าที่ต้องรับชำระหนี้แก่โจทก์ดังที่จำเลยที่ 2ฎีกาไม่ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้ล้นพ้นตัว

ฎ.2193/2550

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า หนี้ของจำเลยที่ 2 ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติตามคำพิพากษาของศาลล้มละลายกลางแล้ว ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงอุทธรณ์ในปัญหาว่าหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิใช่ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และโจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกัน แต่ไม่บรรยายฟ้องตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 10 (2) ด้วยมิได้ เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับความเสียหายในปัญหานี้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 10 (2) บังคับว่า กรณีที่เจ้าหนี้มีประกันฟ้องคดีล้มละลายจะต้องกล่าวในฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้วเงินยังขาดอยู่ สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท คดีนี้ได้ความตามฟ้องว่าโจทก์มีทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นประกัน โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6 ฉะนั้น การที่จะฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ล้มละลาย โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 10 (2) โดยกล่าวมาในฟ้องว่าถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ล้มละลาย จะสละที่ดินหลักประกันของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาที่ดินดังกล่าวมาในฟ้องซึ่งหักกับจำนวนหนี้แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังคงเป็นหนี้โจทก์ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อนำราคาประเมินของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดรวมเข้าด้วยกันแล้วนำมาหักทอนกับจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสามยังค้างชำระหลังหักราคาหลักประกันออกแล้วเป็นหนี้ซึ่งสามารถกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนและมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่ชอบที่จะรับไว้พิจารณา ที่ศาลล้มละลายกลางรับฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ไว้พิจารณาและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เด็ดขาด เป็นการไม่ชอบ

ฎ.3437/2536

จำเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ โดยมี จ.นำที่ดิน 2 แปลงจำนองเป็นประกัน ที่ดินที่จำนองไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลย โจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของจำเลยในทางจำนอง โจทก์จึงไม่เป็นเจ้าหนี้มีประกันตาม พระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 6

 

บางทีข้อสอบง่ายๆแล้วตอบกันไม่ได้เพราะคิดว่าไปหลอกนู่นนี่ บางทีสอบง่ายๆก็ตอบง่ายๆก็ได้นะครับ

ลูกหนี้ที่จำนองทรัพย์สินเป็นประกัน แต่เจ้าหนี้นั้นไปฟ้องบังคับจำนองในคดีแพ่งยึดทรัพย์จำนองแล้วไม่ได้เงินชำระหนี้ มีหนี้ไม่น้อยกว่าสองล้าน ถามว่าหากเจ้าหนี้นำหนี้ที่เหลืออยู่ไปฟ้องให้ล้มละลายเจ้าหนี้ต้องฟ้องอย่างเจ้าหนี้มีประกันหรือเจ้าหนี้ไม่มีประกัน อยากฝากไว้ด้วยนะครับในข้อสอบปีนี้

ถ้าขายแล้วต้องฟ้องอย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกันนะครับ เพราะมันได้บังคับจำนองแล้ว ไม่มีหลักทรัพย์จำนองที่ตีราคา หรือสละหลักทรัพย์แล้ว มันมีราคาแล้วเอาหนี้ที่เหลือมาก็เป็นหนี้สามัญ

            ฎ.3026/2551 ค้นไม่พบ

 คือฟ้องอย่างเจ้าหนี้สามัญเถียงกันจนถึงศาลฏีกาว่าฟ้องไม่ชอบ ศาลวินิจฉัยว่าฟ้องชอบแล้ว

            เรื่องวางเงินประกันกับการถอนฟ้อง ก็ต้องวางเงินประกัน ห้าพันบาท และค่าขึ้นศาลด้วยนะครับ

            เงินประกันนี้อาจขอโอนเป็นค่าใช้จ่ายของจพทได้ ผู้ชำระบัญชีปรากฏว่ามี สินทรัพย์ไม่พอชำระหนี้ ก็ขอให้ล้มละลายก็ต้องวางเงินตามมาตรา 11 เหมือนกัน ทั้งนี้เพราะไม่ว่าใครฟ้องก็ต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆเสมอ

            เงินประกันห้าพันบาทนี้ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ก็ขอรับคืนได้ ทั้งหมดแต่ถ้าได้มีค่าใช้จ่ายอะไรไปได้แล้วบางส่วน

            การวางเงินประกันนี้ศาลฏีกาเคยวินิจฉัยไว้ว่ามิใช่เงินที่โจทก์วางไว้เป็นค่าธรรมเนียม หากจะประสงค์ให้หักต่างๆเป็นค่าธรรมเนียมก็ต้องร้องขอเป็นพิเศษ

            ฎ.7548/2544

ในชั้นตรวจอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยภายใน 15 วัน แต่จำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นที่ตั้งทำการของศาลชั้นต้น แม้จะได้ความว่าตามทางปฏิบัติศาลชั้นต้นจะมีหนังสือแจ้งให้ศาลจังหวัดชลบุรีที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแทนดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวโจทก์ก็มีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ไปชำระแก่เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคสอง แม้โจทก์จะได้วางเงินไว้ในขณะยื่นคำฟ้องจำนวน 5,000 บาท แต่ก็เป็นเงินที่โจทก์ต้องวางเป็นประกันค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 11 จึงมิใช่เงินที่โจทก์ได้วางไว้เป็นการชำระค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ล่วงหน้า หากโจทก์ประสงค์จะให้หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเป็นค่าธรรมเนียมในคดีจากเงินประกันดังกล่าว ก็ชอบที่โจทก์จะแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบและได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นก่อนเช่นดังที่โจทก์เคยปฏิบัติมาแต่ในชั้นดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยขณะยื่นฟ้องคดี ดังนั้น ข้อที่โจทก์อ้างว่าได้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายนำหมายของศาลชั้นต้นว่า ได้วางเงินประกันค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลแล้ว และเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าจะดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลย โดยจะหักเงินค่าธรรมเนียมในการส่งจากเงินประกันดังกล่าว แม้เป็นความจริงดังที่โจทก์อ้าง แต่ก็เป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบ ไม่อาจยกขึ้นอ้างเพื่อโจทก์ไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้ เมื่อโจทก์มิได้ชำระเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์แก่เจ้าหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงถือได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลย เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) และมาตรา 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14

 

            เห็นไม๊ครับคดีนี้ ผลคือจำหน่ายคดีเลยครับ ปลาตายน้ำตื้น แต่เหตุที่กฏหมายบัญญัติไว้เคร่งครัดคือถอนไม่ได้

            การถอนก็แก้เป็นสองกรณี ตราบใดที่มีการถอนฟ้อง โจทก์ก็มีสิทธิยื่นคำถอนฟ้องเป้นคำบอกกล่าว ศาลก็มีสิทธิไม่ต้องแจ้งจำเลยก่อน ศาลจะไปสั่งไม่ได้

            2.กรณีที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว จะอนุญาตทันทีไม่ได้ ต้องปฏิบัติตาม ล้มละลายมาตรา 154 ด้วย

            ในทางปฏิบัติจะติดประกาศไว้หน้าศาลด้วย โฆษณาให้เจ้าหนี้ทั้งหลายทราบก่อนจำหน่ายคดีไม่น้อยกว่า 7 วัน สามารถเข้าเป็นโจทก์แทน ทางที่หนึ่งคือเข้ามาทางวิแพ่ง มาตรา 57 (2 )

            ฎ.1636/2532

การถอนฟ้อง คดีล้มละลายจะกระทำได้ เฉพาะ ในศาลชั้นต้นเท่านั้นเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว แม้คดียังไม่ถึงที่สุดโดย มีอุทธรณ์ต่อโจทก์ก็จะขอถอนฟ้องในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้.

            คดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวก็ถอนฟ้องได้เสมอ แต่คดีล้มละลาย จะถอนฟ้องได้เฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น

            คร.1593/2543ค้นไม่พบ

            อันนี้เป็นอย่างนี้คือถอนฟ้องเดิมนั้นถอนไม่ได้ แต่คดีนี้ต่างกันคือศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยอุทธรณ์เพื่อให้ยกฟ้อง จำเลยสละสิทธิที่ตนเองยกฟ้อง คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดอยู่ศาลชั้นต้น พอถึงศาลอุทธรณ์ไม่มีคำสั่งเพราะคำฟ้องของโจทก์เดิมถูกถอนไปหมดแล้ว แต่โจทก์ฏีกา อย่างนี้ถอนไม่ได้ เพราะชั้นฏีกาถอนได้อย่างไร ก็พิจารณาตามมาตรา 11

            ต่อไปมาตรา 13 เป็นเรื่องการรวมพิจารณา บัญญัติว่าให้ลูกหนี้ร่วมกันพิจารณาก็ดี ศาลมีอำนาจให้รวมกันพิจารณาได้ เป็นหลักการ

            เพราะจำเลยคนเดียวกัน หรือ ถ้าหนี้ที่มีการพิจารณานั้นมีจำเลยคนละคน จำเลยแต่ละคนมีลูกหนี้ร่วมกัน

            ในการพิจารณาคดีล้มละลาย ต้องพิจารราตามมาตรา 14

1.ต้องนำสืบให้ได้ความตามมาตรา 9 หรือ มาตรา 10

2.เมื่อเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์สืบพยานเสร็จแล้วลูกหนี้มีสิทธินำพยานเข้าสืบ

3.เมื่อพิจารณาคดีเสร็จแล้ว กรณีที่ศาลจะต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดได้ความจริงตามมาตรา 9 -10

จะยกฟ้องได้สามกรณี

ก.ไม่ได้ความจริงตามมาตรา 9 หรือ 10

ข.ลูกหนี้นำสืบได้ว่าสามารถชำระหนี้ได้ทั้งหมด

ค.มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องฟังเป็นเรื่องๆไป

            สังเกตตัวบท ในการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขา ให้ศาลสั่ง ก็เป็นคำสั่ง แต่ในการสั่งล้มละลาย ศาลต้องทำเป็นในรูปคำพิพากษา

            ฎ.71/2532 ค้นไม่พบ

            ฎ.588/2535

โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลาย จนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135(2)และเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียงรายเดียวถอนคำขอรับชำระหนี้ไป ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย โจทก์จึงนำมูลหนี้รายเดียวกันมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายอีก ดังนี้ หากยอมให้โจทก์เอาหนี้ที่หมดสิทธิเรียกร้องในคดีล้มละลายแล้วกลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายใหม่ก็เท่ากับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาขอรับชำระหนี้อันผิดบทบัญญัติในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 และการที่ศาลจะสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษาให้ล้มละลายนั้น ย่อมทำให้ลูกหนี้ถูกจำกัดสิทธิ และไม่สามารถจัดกิจการทรัพย์สินได้ด้วยตนเองจึงต้องเป็นไปโดยมีเหตุผลสมควรจริง ๆ ไม่ใช่ให้ใช้กฎหมายล้มละลายเป็นเครื่องมือบีบคั้นลูกหนี้ กรณีนี้ฟังได้ว่าเป็นเหตุที่ไม่สมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14ศาลต้องยกฟ้อง

            ฏ.482/2536

ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำเลยและให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม2518 ศาลอาญาออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 1 สิงหาคม 2527 ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์จำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 การบังคับคดีมิได้หมายความแต่เพียงว่าโจทก์ดำเนินการให้ศาลออกหมายบังคับคดีเท่านั้นแต่หมายถึงโจทก์ต้องไปแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์จำเลยทั้งสองมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามหมายบังคับคดีด้วย จึงจะสมบูรณ์ เมื่อปรากฏตามฟ้องโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ที่จะยึดมาขายทอดตลาดชำระหนี้ได้จึงแสดงอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ไม่อาจขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองได้ การที่โจทก์ขอศาลออกหมายบังคับคดีภายในสิบปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาโดยมิได้มีการดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองตามขั้นตอนให้ครบถ้วนจนถึงขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นเวลาพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวจากจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษา จึงต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายในมูลหนี้เดียวกันนี้

 

            ฎ.1319/2537

เมื่อจำเลยเป็นหนี้โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยโดยสิ้นเชิง ที่จำเลยขอประนอมหนี้ โดยขอลดหย่อนจำนวนหนี้ที่ต้องชำระแก่โจทก์นั้น ย่อมเป็นสิทธิโดยชอบของโจทก์ที่จะพิจารณา การที่โจทก์ไม่รับพิจารณาหาอาจให้ถือว่าเป็นการบีบคั้น กลั่นแกล้งจำเลย โดยไม่เป็นธรรมและถือเป็นเหตุไม่ควรให้จำเลยล้มละลายไม่ ส่วนที่อ้างว่าจำเลยอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด เพราะจำเลยมีสิทธิในการรับมรดกตามพินัยกรรม ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าจำนวนหนี้สินสิทธิที่จำเลยอ้างจะเกิดเป็นผลต่อเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเสียก่อนโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพินัยกรรม จึงเป็นสิทธิที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน ยังไม่เป็นผลที่จะถือว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยได้ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ได้แน่นอน

 

            ฎ.85/2538

            ฎ.6176/2540

            สิบปีนี้ไม่ใช่อายุความนะครับ ไม่มีสะดุดหยุดลง

            5035/2541

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages