หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ปริญญา ดีผดุงผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ก็เป็นแมทต์เปิดฤดูกาลอาจารย์ก็จะสอนในเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญานะครับ งานอันมีลิขสิทธิ์ของเราก็มีอยู่เก้าประเภท และมีสิทธิข้างเคียง คือสิทธิของนักแสดง
เป็นการคุ้มครองสิทธิที่ไม่มีรูปร่าง เป็นนามธรรม เป็นสิทธิชนิดพิเศษ กฎหมายคุ้มครอง เพราะว่า สติมนุษย์สร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ในขณะเดียวกันกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาก็มุ่งคุ้มครองสิทธิของสาธารณะชนด้วย
สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างจึงต้องนำหลักเกณฑ์ชนิดพิเศษมาจับ หลักเกณฑ์ต่างๆก็นำมาใช้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ เป็นต้น
ทรัพย์สินปัญญามันลัก วิ่ง ชิง ปล้นไม่ได้
แน่นอนสิทธิหลักของทรัพย์สินทางปัญญาคือสิทธิในการทำซ้ำ ถ้าเราเป็นคนเขียนหนังสือเล่มนั้นสิ่งที่เขาจะเอาไปไม่ได้คือสิทธิในงาน ต่างกับเจ้าของในสังหาริมทรัพย์นั้น ที่เจ้าของก็ไม่มีสิทธิอะไรถ้าของนั้นสูญสลายไปหมด
จะเอาเรื่องทางแพ่งสามัญ อาญาสามัญมาใช้ไม่ได้
ในทางแพ่งก็มีแค่เรื่องบุคคลสิทธิกับทรัพยสิทธิเท่านั้นแหละ ถามว่าทรัพย์สินทางปัญญาเป็นบุคคลสิทธิหรือทรัพยสิทธิ ก็ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ทรัพยสินทางปัญญา เป็นไปตามหลักสองเรื่องคือหลักดินแดนและความระงับสิ้น ไป คือ ใช้ได้ภายในอาณาเขตหรือประเทศที่ให้การคุ้มครองทรัพยสินทางปัญญาชิ้นนั้น
มันไม่ใช่ทรัพยสิทธิ คือ ไม่ได้ยันได้กับบุคคลทั่วโลก และทรัพยสิทธิก็มีอายุคงกระพัน ถ้าทรัพย์นั้นไม่สลายไป แต่ทรัพยิสินทางปัญญามีอายุจำกัด คือ เช่น ลิขสิทธิ์ ก็ 50 ปีหลังจากผู้สร้างสรรค์ตาย
ส่วนใหญ่การละเมิดลิขสิทธิ์ ก็แค่เก้าอย่าง แต่ที่จับได้ส่วนมากเป็นเรื่องของเครื่องหมายการค้าทั้งนั้น
อย่าว่าแต่อะไรเลย ทางเดินยังไปเขียนกันว่าสงวนลิขสิทธิ์เลย
ระบบบ้านเราลิขสิทธิ์ไม่มีแบบพิธี ไม่ต้องมีการเอางานนั้นไปฝากสำนักงานลิขสิทธิ์ ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดให้แจ้งไม่เกี่ยวกับแบบตามกฎหมาย ลิขสิทธิ์คุ้มครองทันทีที่แสดงออกซึ่งความคิดได้
ก็มีตั้งแต่ 2474 แล้ว ไม่มีการจดทะเบียนมาตั้งนานแล้ว ไม่จดมาตั้งนานแล้ว ก่อนอาจารย์เกิดด้วย ก็ไปใช้กัน ว่าจดจังง
ถ้าอยากจะจดทะเบียนก็ไปเรื่องเครื่องหมายการค้า หรือ สิทธิบัตรสิ
36 วรรค 2 ( 7 ) ก็มีในเรื่องสิทธิบัตรเท่านั้น แม้ไม่ปรากฏในเรื่องอื่น ก็เป็นหลักการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ก็เป็นหลักทั่วไปหยิบยกมาได้ในกฏหมายทางทรัพย์สินทางปัญญาอื่น
การซื้อน้ำดื่มมา ดื่มหมดแล้วก็ไปกรอกน้ำกรองแล้วเอาเข้าตู้เย็น เอาไปขายอีก ก็ไม่ได้
ก็มีเรื่อง 846/2534
เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์ขายลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทให้แก่ป. ต่อมา ป. ขายต่อให้จำเลยที่ 1 อีกทอดหนึ่ง แต่จำเลยทั้งสองไม่มีหลักฐานการซื้อขายลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทระหว่าง ป. กับโจทก์เป็นหนังสือมาแสดงต่อศาล ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ลิขสิทธิ์นั้นโอนได้ แต่การโอนสิทธิหรือใช้ประโยชน์เช่นนั้นไม่สมบูรณ์เว้นแต่จะได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อเจ้าของหรือตัวแทนผู้ได้รับมอบอำนาจโดยชอบจากเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงฟังได้ว่าโจทก์ขายลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทให้ ป. ไม่มีลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทที่จะขายให้จำเลย เพลงพิพาทยังเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ เมื่อโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาท โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ในแผ่นเสียงที่ผลิตออกจำหน่ายก่อนจำเลยทั้งสองจะซื้อลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทจาก ป. ที่กระดาษกลางแผ่นเสียงมีข้อความระบุว่า เนื้อร้องและทำนองเป็นของผู้ใด ใครเป็นผู้ขับร้อง จำเลยทั้งสองจึงทราบดีว่าโจทก์เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้องเพลงพิพาทจำเลยทั้งสองมิได้ซื้อลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทจาก ป. โดยสุจริตเพราะหากจำเลยทั้งสองสุจริตจริงก่อนซื้อจำเลยทั้งสองน่าจะให้ป. แสดงหลักฐานว่า ป. ได้ซื้อลิขสิทธิ์มาจากโจทก์แล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ขอให้ ป. แสดงหลักฐานดังกล่าวและจำเลยทั้งสองไม่มีหลักฐานการซื้อลิขสิทธิ์จากโจทก์มาแสดง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำที่มีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์แล้ว โจทก์เพิ่งทราบว่า จำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2529 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2529จึงเป็นการฟ้องคดีภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่นโดยอายุการครอบครองหรือการครอบครองปรปักษ์นั้น มีได้เฉพาะกับทรัพย์สินเพียง 2 ประเภท คือ อสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ซึ่งบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4ทรัพย์สิน มุ่งให้ความคุ้มครองในเรื่องกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสำคัญ ส่วนลิขสิทธิ์แม้จะเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง แต่เป็นทรัพย์สินอีกประเภทหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ จนไม่อาจจัดเป็นทรัพย์สินในความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ได้ กล่าวคือลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "ลิขสิทธิ์""งาน" และ "ผู้สร้างสรรค์" กับมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันได้ให้ความหมายของคำว่า "สิทธิแต่ผู้เดียว" ไว้โดยเฉพาะแล้ว สิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์ตามที่กฎหมายให้ความคุ้มครองจึงต่างกับสิทธิในกรรมสิทธิ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1336 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิในลิขสิทธิ์เป็นสิทธิในนามธรรมซึ่งเป็นการให้ความคุ้มครองแก่รูปแบบของการแสดงออกซึ่งความคิดของผู้สร้างสรรค์ เป็นผลงาน 8 ประเภทตามคำจำกัดความของคำว่า"งาน" ดังกล่าวข้างต้น การจะได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์งานจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ ส่วนผู้อื่นซึ่งมิใช่ผู้สร้างสรรค์ งานอาจได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8มาตรา 12 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น และลิขสิทธิ์มิได้มีอายุแห่งการคุ้มครองโดยไม่จำกัดเวลาอย่างกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 แต่มีอายุแห่งการคุ้มครองจำกัดและสิ้นอายุแห่งการคุ้มครองได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 16 ถึงมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์มิได้บัญญัติให้ผู้ใดอาจมีลิขสิทธิ์ได้โดยการครอบครองปรปักษ์ ทั้งสภาพของลิขสิทธิ์ก็ไม่อาจมีการครอบครองเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 13 ดังเช่นสิทธิในกรรมสิทธิ์บนอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีการครอบครองได้ สิ่งที่จำเลยทั้งสองครอบครองไว้จึงเป็นเพียงการครอบครองแผ่นกระดาษที่มีเนื้อเพลงพิพาทอันเป็นสังหาริมทรัพย์เท่านั้น มิได้ก่อให้เกิดสิทธิในลิขสิทธิ์ได้แต่อย่างใด การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์จะได้มาโดยทางใดได้บ้างเป็นเรื่องที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วดังกล่าวข้างต้น เมื่อไม่มีกฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ใดได้มาซึ่งลิขสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจอ้างว่าได้ลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะเรียกสำนวนคดีอาญาเรื่องอื่นของศาลชั้นต้นมาเป็นพยานของศาลในคดีนี้ ซึ่งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 239 และ 240 แต่เท่าที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาและพิพากษามา มิได้ใช้ข้อเท็จจริงอันเกิดจากสำนวนคดีดังกล่าวเลย ไม่ทำให้คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองต้องเสียไป คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงชอบแล้ว.
คืออะไรต่างจนถึงปี 48 จนครึ่งปี คำพิพากษา รับรองได้
ก็ ระบบการคุ้มครองก็รู้แล้ว คำว่าใช้จดทะเบียนลิขสิทธิ์เสียหาย
ต่อไปเงื่อนไขการคุ้มครอง
เงื่อนไขทั่วไป ก็พูดอย่างเมื่อสักครู่ ก็เช่น หลักดินแดน หลักความระงับสิ้นไป ก็ใช้กับทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท ก็สินค้านั้นก็ระงับ เฉพาะตัวผลิตภัณฑ์ที่ได้จำหน่ายไปเท่านั้น
วิชากฎหมายหมายไม่ใช่วิชาความจำนะ
วรรณกรรมคือลีลาที่ตัวคุณทำให้ปรากฏ ส่วนความคิดในการแต่งหนังสือเล่มนั้น ก็เอามาใช้ได้ ไม่เป็นละเมิด เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์ไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น
ไปคัดลอก ไปถ่ายเอกสารมาก็กระทบ
แต่ถ้าเป็นตำราทำอาหาร เราไปดูแล้วทำตาม ก็ทำได้ จะมายึดแกงหม้อนั้นโดยถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ใช่แล้ว สิ่งที่คุ้มครองคือรูปแบบการแสดงออก ซึ่งความคิด
เพราะฉะนั้นลิขสิทธิ์คือผิวของงาน
ส่วนสิทธิบัตรคืองานประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ กรรมวิธี เช่นความคิดในการทำหลอดไฟเดิมเป็นการประดิษฐ์ที่เคยทำมาก่อนในโลกนี้ เป็นการประดิษฐ์ทั้งนั้น ความคิดเราเอาความคิดนั้นมาใช้ไม่ได้
ก็ดูกฎหมายในส่วนความหมายสิ ลิขสิทธิ์คุ้มครองแค่ผิวมัน เปลือกมัน แนวความคิดการค้นพบ มันไม่ใช่เรื่องเราสร้างมันขึ้นมา เป็นเพียงผู้พบคนแรกเท่านั้น พบว่าโลกนี้มันมีแรงดึงดูด
มันเป็นจริงนั้นอยู่แล้ว เหมือนกันธรรมมะ ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ไม่มีลิขสิทธิ์
เช่นข่าวก็คือข้อเท็จจริง ดูมาตรา 7 สิ รัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะประสงค์ให้คนทุกคนรู้กฎหมาย เหตุผลก็ชัดเจนอยู่ คำพิพากษาของศาลก้เหมือนกัน
แต่ไม่ใช่ไปทำซ้ำบทวิเคราะห์ของเขาออกมา นี่ก็คือเงื่อนไขทั่วไปข้อแรก
เทคนิคในการสร้างงาน 2061/2526
โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่นของกรมการปกครองว่าจ้างให้จำเลยพิมพ์หนังสือแบบเรียนชั้นประถมสำหรับแจกเด็กนักเรียนยากจน จำเลยไม่ได้แอบอ้างว่าพิมพ์ที่โรงพิมพ์ของคุรุสภาโจทก์ แต่ระบุว่าพิมพ์ที่โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น และระบุว่าห้ามขาย จึงไม่มีเหตุผล ที่ประชาชนจะเข้าใจผิดว่าเป็นหนังสือที่โจทก์พิมพ์ขึ้นเพื่อจำหน่าย ถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาพิมพ์ปลอมขึ้นเพื่อจำหน่ายหากำไร ในลักษณะแข่งขันกับโจทก์
ลิขสิทธิ์ในหนังสือแบบเรียนที่จำเลยพิมพ์เป็นของกระทรวงศึกษาธิการ แม้โจทก์เป็นเจ้าของสิทธิในแบบรูปเล่ม การเรียบเรียงตัวอักษรและภาพก็ตาม แต่ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิ ประเภทนี้ เมื่อโจทก์ไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้อง จำเลยว่าละเมิดต่อโจทก์ได้
แบบรูปเล่มการใช้ตัวอักษร กรรมวิธีขั้นตอนต่างๆ
7036/2543
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 78 วรรคหนึ่งหมายความว่า งานใดเข้าลักษณะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทใดประเภทหนึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474 หรือ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 และยังได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติทั้งสองดังกล่าวอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ใช้บังคับ ก็คงให้ได้รับความคุ้มครองต่อไปตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ส่วนมาตรา 78 วรรคสองหมายความว่า งานใดที่ได้จัดทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 ใช้บังคับและไม่มีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติทั้งสองดังกล่าวแต่เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537ก็ให้งานนั้นได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537แต่ทั้งนี้นับแต่วันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มีผลใช้บังคับไม่ใช่นับแต่วันที่งานนั้นได้สร้างขึ้น
การพิจารณาว่าหนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วของโจทก์ซึ่งได้สร้างขึ้นเมื่อกลางปี 2534 มีลิขสิทธิ์หรือไม่ ต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นคือพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 แม้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 6 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จะไม่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหลักเกณฑ์นั้นไม่มีอยู่ เพราะหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปในการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ดังนี้ ในการพิจารณาว่างานใดมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2521 หรือไม่ จึงต้องอาศัยหลักเกณฑ์ทั่วไปนั้นด้วย
หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วของโจทก์เป็นตำราเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 โดยวางรากฐานการเรียนการสอนเป็นขั้นตอนเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรชั้นประถมศึกษา มีเนื้อหาสาระของตัวอย่างการคิดและวิเคราะห์ แบบทดสอบคิดเลขเร็ว และโจทก์ปัญหาในภาคผนวกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะในสายการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยให้นักเรียนมีแนวการคิดและมีการวิเคราะห์หาคำตอบได้รวดเร็ว และดัดแปลงวิธีการคิดให้เป็นแนวทางของตนเองได้ ทั้งเป็นงานที่ทำให้เกิดความเข้าใจในการคิดเลข มีความสัมพันธ์กันตามลำดับความง่ายยากตามขั้นตอน จูงใจให้เกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้และทำความเข้าใจเพื่อให้มีความสามารถในการคิดเลขได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การที่โจทก์นำตัวเลขรูปภาพสัญลักษณ์ โจทก์ปัญหาและเครื่องหมายต่าง ๆ กันมาปรับใช้โดยมีวิธีการคิดตามลำดับเพื่อให้เข้ากับหลักสูตรและพัฒนาเสริมสร้างทักษะในการเรียนตามวัยของเด็กนักเรียนในลำดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6โดยอาศัยข้อมูลและประสบการณ์จากการใช้สอนในโรงเรียนมาเป็นเวลานานหลายปี เป็นการริเริ่มสร้างสรรค์งานของโจทก์เพื่อให้นักเรียนสามารถคิดคำนวณเลขได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ถือได้ว่าเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยแสดงออกซึ่งการริเริ่มของโจทก์เองอันเป็นงานวรรณกรรมตามความหมายในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์สร้างสรรค์งานดังกล่าว หาใช่เป็นเพียงความคิด ขั้นตอนกรรมวิธี ระบบวิธีใช้หรือทำงาน แนวความคิด หลักการการค้นพบ หรือทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ อันไม่ได้รับความคุ้มครองแต่อย่างใดไม่ หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วจึงเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์
แม้สัญญาจะระบุชื่อสัญญาว่า "หนังสือสัญญาขายลิขสิทธิ์"แต่มีข้อความในรายละเอียดกำหนดจำนวนตำราคณิตคิดเลขเร็วสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 ให้จำเลยที่ 1 พิมพ์ กำหนดเดือนและปีที่เริ่มจำหน่าย และการคิดเงินค่าลิขสิทธิ์ โจทก์มิได้ลงนามในฐานะผู้ขายและจำเลยที่ 1 มิได้ลงนามในฐานะผู้ซื้อเอกสารดังกล่าวจึงเป็นเพียงบันทึกข้อตกลงเท่านั้น จากการคิดค่าแห่งลิขสิทธิ์เป็นรายเล่มและกำหนดจำนวนพิมพ์ของหนังสือแต่ละเล่ม แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีเจตนาที่จะซื้อขายสิทธิในการทำซ้ำงานมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ แต่เป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ในการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ตามมาตรา 13(4) และ 14แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ทำข้อตกลงดังกล่าวเท่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่ข้อตกลงในการซื้อขายลิขสิทธิ์โดยโจทก์มีเจตนาโอนลิขสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ขอซื้อลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมทั้งหกเล่มของโจทก์และแนบสำเนาสัญญามาท้ายฟ้องซึ่งระบุว่าเป็นหนังสือสัญญาขายลิขสิทธิ์ก็ตาม ก็เป็นเพียงความเข้าใจคลาดเคลื่อนของโจทก์ โจทก์มีเจตนาที่แท้จริงเพียงอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ในการทำซ้ำงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เท่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นเพียงสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์
แม้หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วของโจทก์จะมีการปรับปรุงใหม่โดยโจทก์และนักวิชาการของจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แต่เป็นการปรับปรุงโดยเปลี่ยนรูปแบบปกหนังสือใหม่และจัดรูปแบบหนังสือโดยแยกคำเฉลยออกพิมพ์ต่างหาก ส่วนเนื้อหาของหนังสือยังเหมือนเดิม หนังสือที่ปรับปรุงใหม่จึงไม่ใช่เป็นงานสร้างสรรค์ที่โจทก์ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่หรือดัดแปลงโดยปรับปรุงงานเดิมในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ แต่เป็นงานสร้างสรรค์หรืองานวรรณกรรมเดียวกันกับหนังสือฉบับเดิมนั่นเอง หนังสือที่ปรับปรุงใหม่จึงมิใช่เป็นงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในฐานะที่เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1จึงไม่มีสิทธินำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ปรับปรุงใหม่ออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยพิมพ์ออกจำหน่ายในฐานะที่เป็นนายจ้างของโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 7
ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีคณิตศาสตร์ หรือเรื่องการประดิษฐ์ เหมือนกันสัตว์ชนิดใหม่ พบว่ามีประโยชน์มากมาย ก็เป็นเรื่องการค้นพบ ไม่ใช่เรื่องทางทรัพย์สินทางปัญญา
เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นต้องเกิดจากสติปัญญาด้วย
เช่นงานวรรณกรรมต้องเป็นงานนิพนท์ คือแต่งขึ้นเป็นเรื่องราว ไม่ใช่ คำคมต่างๆ
รักสิบล้อต้องรอสิบโมง แค่นี้มันก็ไม่ใช่งานวรรณกรรม
แบบฝึกหัดเลขคณิตคิดเลขเร็ว ก็เป็นลิขสิทธิ์คือเอาข้อมูลที่ไม่มีลิขสิทธิ์มาทำให้มันมีลิขสิทธิ์
เช่นในเรื่องของพจนานุกรมถือว่าเป็นงานวรรณกรรมอย่างหนึ่ง เงื่อนไขประการที่สอง พอแปลจากมาตรา 6 วรรค 1 วรรคสองได้ ซึ่งตรงนี้ถ้าดูในความตกลงทริปก็เขียนไว้
งานบางงานก็ไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ เพราะไม่ได้เกิดจากความคิดริเริ่ม เช่นเดินไปเตะกระป๋องสี
ภาพคนฆ่าฟันกัน ภาพคนร่วมเพศ อย่างนี้นายทะเบียนก็คงไม่ให้แน่นอน
การโฆษณาคือการนำสำเนาจำลองของงานไม่ว่ารูปหรือลักษณะอย่างไร ต้องเอาตัวก็อปปี้หรือตัวสำเนา หรือต้นฉบับงานหรือสำเนางานมาจำหน่าย เป็นภาพยนตร์ก็ต้องเอาฟิมล์ภาพยนตร์หรือคอมแพคดิส มาจำหน่ายในจำนวนมากพอสมควร อันแบบนี้คือ งานลิขสิทธิ์ ไม่รวมภาพยนตร์ไปขาย ไปแพร่เสียงแพร่ภาพ ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่การโฆษณา
เป็นเรื่องสิทธิ หรือเป็นผลที่ได้มา ถ้าผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีสัญชาติไทย คนที่มีสัญญาชาติในลิสในเบิร์น ก็ ได้รับการคุ้มครอง แต่ว่าการบังคับสิทธินั้น ก็ต้องมาบังคับในไทย
ก็มีคำพิพากษาคราดเคลื่อน เรื่องสีสเปย์ ไม่มีจำหน่ายในไทย ด้วยความเคารพมันขัดต่อหลัก
แต่อย่างว่าไม่จำเป็นต้องเชื่อ เอาคำสอนไปตรวจสอบ
ฎ.836/2524 – ค้นไม่พบ
เงื่อนไขที่เกิดมาจากคำพิพากษาของศาล ในเรื่องเครื่องหมายการค้าคือถ้าเป็นเรื่องขัดต่อความสงบนั้นกระทำไม่ได้
แต่ในลิขสิทธิ์ไม่ได้เขียน ในต่างประเทศมีหลักพวกนี้อยู่บ้างนะครับ
คนส่วนใหญ่ก็บอกว่า ถ้าเกิดจากความวิริยะอุตสาห ก็น่าจะคุ้มครองไม่จำเป็นต้อง มี บันทึกของงานเสียก่อน
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็ได้รับการคุ้มครอง ในลักษณะงานวรรณกรรม ที่มาอยู่ก็เพราะประเทศเจ้าของ เขาต้องการให้แปลว่าเป็นงานวรรณกรรม
ครั้งที่ 2 . (พฤ04/06/09)
คราวนี้ก็เป็นครั้งที่สองของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเราพูดประเภทของงานอันมีลิขสิทธิ์ไปแล้วในคราวที่แล้ว
ต่อไปก็คือประเภทนาฏกรรม อ่านตามความหมาย พรบ ลิขสิทธิ์ มาตรา 4 ก็เป็นเรื่องของการเคลื่อนไหวร่างกายที่จะสื่อความหมายออกไป
ไม่ได้หมายถึงนักแสดงภาพยนตร์เพราะเป็นผู้แสดงออกไป เช่นการเต้นของรามเกียร การเต้นเป็นบรรเล่ย์
เพราะฉะนั้นถ้าการเต้นไม่เป็นการสื่อความหมาย ท่านั้น ก็ไม่เป็นงานนาฏกรรม ไม่เป็นเรื่องราว ไม่เป็นนาฏกรรม และปัญหาเดียวกันกับงานวรรณกรรม
ถ้าการคิดท่าทางต่างๆเกิดจากการคิด วิริยะอุตสาหะ ก็ได้รับการคุ้มครองอย่างงานมีลิขสิทธิ์
เราผ่านมาที่วรรณกรรมและนาฏกรรมแล้ว
จริงๆมนุษย์ทำได้ แต่พอมาถึงศิลปกรรมไม่บอกว่าคืออะไร บอกแต่ว่าเป็นงานอย่างใดดังต่อไปนี้
เริ่มด้วยงานจิตรกรรม แน่นอนครับ รูปสนู๊ปปี้ รูปหมีแพนด้าน้อย ก็ประกอบด้วยเส้นรูปทรงก็เป็นแล้ว
มาถึงงานประติมากรรม ก็เป็นการสร้างสรรค์รูปทรงเกี่ยวกับปริมาตร ที่สามารถสัมผัสแตะต้องได้ ก็เป็นเรื่องการดัดแปลง
บรรดารูปปั้นต่างๆก็เป็นงานประติมากรรมนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นของ ร.5 ที่ทรงม้า
ประกอบด้วยแสงก็เช่น งานที่ยิงภาพต่างๆ ฉายแสงให้ปรากฏที่วัสดุ แต่ถ้าเกิด กีฬาโอลิมปิคที่ฉายไปบนฟ้า ก็คงเป็นงานมีลิขสิทธิ์แต่คงเป็นงานอื่นใดเพราะมันไม่ได้ลงในวัสดุ
งานประเภทนี้จะต้องมีบันทึกของงานเพราะมันทำลงในวัสดุ ตัวสภาพของงาน ไม่มีทางเป็นประติมากรรม
งานภาพพิมพ์ก็เหมือนกันก็ต้องมีบันทึกของงาน
งานสถาปัตยกรรม การออกแบบอาคารหรือสิ่งก่อสร้าง
ความรู้มันสอนกันได้แต่เรื่องคุณธรรม การกล้าหาญมันสำคัญกว่าอีกที่จะต้องเรียนรู้กัน
งานภาพถ่ายไม่ต้องบอกเลยความหมายมันก็ชัดเจน
แต่บางภาพที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันก็ไม่มีลิขสิทธิ์ในทางทฤษฎี
งานภาพประกอบ มันก็เป็นงานที่สร้าง มาตราส่วนขึ้นมา ใช้ในการรักษาก็ดี ผลิตก็ดี พวกนี้ก็ถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์
สถาปัตยกรรม ได้แก่อะไรบ้าง ก็พวกงานออกแบบพิมพ์เขียว กฎหมายเขียนแยกไว้ชัดอยู่แล้ว
อาคารใดเป็นงานสถาปัตยกรรม มันก็ไม่ได้ ตัวอาคารเป็นอสังฯอยู่แล้ว ไปเขียนเช่นนั้นไม่ได้
มาถึงศิลปะประยุกต์ก็คือการนำงาน 1 – 6 นี้มายำ แล้วไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นนอกจาก ชื่นชมคุณค่าของมันต่างๆ เช่นเอาภาพฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครอบครัวคุณทองแดง นำไปเพทท์ลงบทเสื้อ หรือบทถาด แล้วเอานาฬิกาติดเข้าไป
หรือเอาภาพเขียนหมีแพนด้ามายัดนุ่นก้เป็นตุ๊กตาหมีแพนด้า ภาพเขียนพวกนี้จิตรกรรมทั้งสิ้นนิ หรือภาพถ่ายก็ได้นิ พวกนี้ก็เป็นศิลปะประยุกต์ทั้งนั้น
รูปปั้นผู้พันเซนเดอร์ก็เป็นศิลปะประยุกต์
ไม่ได้หมายถึงว่า เอารูปภาพไปเพ้นท์ทั้งคัน แล้ว รถกลายเป็นสิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์แล้วจะยึดรถนะครับ ก็ต้องไปลอก ภาพนั้นออก
เช่นปั้นรูปสิงโตแข็งแรง ก็เอาเป็นเสา
ไม่ได้ชื่นชมอย่างเป็นศิลปะสวยงาม แล้ว กลายเป็นการใช้ประโยชน์แล้ว
ก็มีลิขสิทธิ์แต่อายุการคุ้มครองมันจะสั้นก็อายุ 25 ปี
ต่อมามาเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารย์ มาก ก็สามารถอธิบายได้
6379/2537
งานออกแบบปากกาลูกลื่น 2 แบบ ซึ่งประกอบด้วยงานแบบพิมพ์รูปลักษณะปากกาและชิ้นส่วนแม่พิมพ์ งานหุ่นจำลองงานอิเล็กโทรดหรือแท่งทองแดงที่ใช้ในการทำแม่พิมพ์ งานแม่พิมพ์ และงานรูปทรงและลวดลายตัวปากกา อันเกิดจากการคิดค้นแบบปากกาตั้งแต่ยกร่างรูปทรงและลวดลายในกระดาษร่างให้ปากกามีรูปลักษณะสวยงามสะดุดตาและสะดวกในการใช้สอย แล้วนำมาวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐกิจตามหลักวิชาการ ใช้เทคนิคที่เรียกว่าวิศวกรรมคุณค่าคือ วิธีการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้มีคุณภาพใช้ได้ดีกว่าสินค้าที่มีอยู่ก่อน และเพื่อให้ได้ต้นทุนการผลิตในราคาต่ำจนได้รูปทรงและลวดลายที่พอใจ แล้วเขียนแบบที่ถูกต้องและทำหุ่นจำลองต่อจากนั้นก็ทำการออกแบบชิ้นส่วนแม่พิมพ์ ออกแบบอีเล็กโทรดหรือแท่งทองแดงที่ใช้ในการทำแม่พิมพ์ ทำอิเล็กโทรด และทำแม่พิมพ์เพื่อใช้ในการทำปากกา เป็นงานสร้างสรรค์อันเกิดจากการนำเอาการสร้างแบบพิมพ์รูปลักษณะของปากกาและแบบแม่พิมพ์ซึ่งเขียนด้วยลายเส้นประกอบเป็นรูปทรงอันเข้าลักษณะศิลปกรรมประเภทงานจิตรกรรมและการสร้างแม่พิมพ์กับหุ่นจำลองของปากกาดังกล่าว ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่เกี่ยวกับปริมาตรที่สัมผัสและจับต้องได้ อันเข้าลักษณะศิลปกรรมประเภทงานประติมากรรม มาประกอบเข้าด้วยกันและสร้างขึ้นเป็นปากกาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการขีดเขียนและเพื่อประโยชน์ทางการค้าอันเป็นประโยชน์อย่างอื่นนอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานจิตรกรรมและประติมากรรมดังกล่าวงานสร้างสรรค์แบบปากกาทั้งสองแบบจึงเป็นงานศิลปประยุกต์ อันอาจได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีคุณค่าทางศิลปหรือไม่ หากปรากฏว่างานนั้นผู้สร้างสรรค์ได้ทำหรือก่อให้เกิดงานนั้นด้วยความคิดริเริ่มของตนเองโดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น นายยูเลียนไมเคิลฮาร์เลย์ดีเลย์ นาย ป. นาย ข.กรรมการโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และนายเอิร์นอีริคแวกเนอร์ผู้รับจ้างจากโจทก์ที่ 1 ได้สร้างสรรค์งานออกแบบปากกาแคนดี้คอมแพคและแบบปากกาแลนเซอร์คาเดท ขึ้นขณะที่อยู่ในราชอาณาจักร บุคคลทั้งสี่จึงเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในแบบปากกาทั้งสองแบบ อันเป็นงานศิลปประยุกต์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2521 มาตรา 6 ประกอบด้วยมาตรา 4 หลังจากที่ได้ออกแบบปากกาทั้งสองแบบดังกล่าวเสร็จแล้วบุคคลทั้งสี่ได้ทำหนังสือสัญญาโอนลิขสิทธิ์ในแบบปากกาดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่จึงเป็นผู้ได้ไปซึ่งลิขสิทธิ์และเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในแบบปากกาแคนดี้คอมแพคและแบบปากกาแลนเซอร์คาเดท ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 7,8 และ 15 จำเลยที่ 11 ได้ลักลอบเอาแบบพิมพ์อิเล็กโทรด และเอกสารเกี่ยวกับการจัดทำปากกาแคนดี้คอมแพค และปากกาแลนเซอร์คาเดทหรือคลิคทู ของโจทก์ทั้งสี่ไป แล้วจำเลยที่ 1ว่าจ้างจำเลยที่ 11 ให้จัดการแม่พิมพ์ปากกาแคนดี้คอมแพคโดยจำเลยที่ 12 และที่ 13 ได้ร่วมทำแม่พิมพ์ด้วย และจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 3 ได้นำหุ่นจำลองปากกาท่อนล่างไปจ้างโรงกลึงทำแม่พิมพ์มีลักษณะเหมือนปากกาแลนเซอร์คาเดท โจทก์ที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 และโรงกลึงทราบว่าโจทก์ที่ 2เป็นผู้มีลิขสิทธิในแบบปากกาแคนดี้คอมแพคและแลนเซอร์คาเดทขอให้ยุติการผลิตและจำหน่ายปากกาลูกลื่นทั้งสองแบบ จำเลยที่ 1ได้รับหนังสือแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ผลิตและจำหน่ายปากกาติ๊กแต็กซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับปากกาแลนเซอร์คาเดท กับยังคงจำหน่ายปากกาจ๊อตจอยซึ่งเลียนแบบปากกาแคนดี้คอมแพคต่อไป ตามพฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 11 ที่ 12และที่ 13 ได้ร่วมกันทำซ้ำและดัดแปลงแบบปากกาแคนดี้คอมแพคและจำเลยที่ 1 และที่ 11 ร่วมกันทำซ้ำและดัดแปลงแบบปากกาแลนเซอร์คาเดท ของโจทก์ทั้งสี่โดยการทำแม่พิมพ์เลียนแบบและปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมแบบปากกาทั้งสองแบบดังกล่าวจากแบบพิมพ์หุ่นจำลอง แม่พิมพ์ และเอกสารเกี่ยวกับการจัดทำปากกาดังกล่าวที่จำเลยที่ 11 ลักเอาไป แล้วจำเลยที่ 1 ผลิตปากกาจ๊อตจอยและปากกาติ๊กแต๊ก ออกจำหน่ายโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นการทำซ้ำและดัดแปลงแบบปากกาที่โจทก์ทั้งสี่เป็นผู้มีลิขสิทธิ์อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสี่เสียผลประโยชน์ในทางการค้าและได้รับความเสียหาย จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ ส่วนจำเลยที่ 3 รับว่า จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 11 ทำแม่พิมพ์และได้มอบหุ่นจำลองปากกาจ๊อตจอย ให้จำเลยที่ 11 ไป จำเลยที่ 3ยังให้จำเลยที่ 11 ทำแบบ 16 แควิตี้ของปากกาจ๊อตจอย ให้ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นและร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำปากกาจ๊อตจอยอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบปากกาแคนดี้คอมแพค ที่โจทก์ที่ 2 ต้องจัดทำกล่องพิเศษบรรจุปากกาทำให้ต้องเพิ่มต้นทุนการผลิตอีกด้ามละ 21 สตางค์ เพื่อป้องกันมิให้เสียลูกค้าไปเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ต้องเสียหายเพราะขาดประโยชน์ที่ควรได้เพิ่มขึ้นอีกนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 2 ลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเป็นการจูงใจผู้บริโภคและให้สินค้าของโจทก์ที่ 2 จำหน่ายได้ดีขึ้น อันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการค้าขาย ยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 11 ถึงที่ 13 โจทก์ที่ 2 จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ แม้พยานหลักฐานของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์จะสามารถจำหน่ายปากกาของโจทก์ได้ถึงจำนวนตามฟ้อง แต่การที่จำเลยผลิตและจำหน่ายปากกาที่เลียนแบบโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบปากกาของโจทก์ ย่อมทำให้โจทก์จำหน่ายปากกาดังกล่าวได้ลดลง ศาลมีอำนาจกำหนดค่าขาดประโยชน์ของโจทก์
เรื่องนี้โจทก์เขาฉลาดเขาฟ้องเป็นคดีแพ่ง เลือกใช้บังคับทางทรัพย์สินทางปัญญาที่ถูก แทนที่จะไปฟ้องในทางคดีอาญา ซึ่งคุณก็รู้อยู่แล้ว ว่ามันแตกต่างกัน ทุกอย่างมันเริ่มจากพื้นฐาน
ก็เป็นเรื่องของบริษัท บิ๊กเนี่ยแหละ โจทก์ก็สืบว่าการสร้างรูปแบบสองรูปแบบนี้ เขาทำเป็นงานพิมพ์เขียวมาก่อน ก็บอกว่ามันเป็นจิตรกรรม เขาสืบว่าเอามาวิเคราะห์กันในเชิงเศรษฐกิจว่าแบบอย่างนี้คนเห็นจะสนใจก็จะซื้อใช้ แล้วก็สร้างตัวแม่พิมพ์ แล้วแท่นพวกนี้ก็เป็นรุปทรง เป็นประติมากรรม แล้วก็มาใช้ประโยชน์ใช้สอยเพื่อการค้าของเขา
ปัจจุบันเครื่องหมายการค้า รวมถึงรูปทรงด้วย แต่ตอนที่เป้นคดี มันยังไม่เป็นอยู่
เลือกทางแพ่งโอกาสชนะสูง
คราวนี้เราก็มาดูเรื่อง ประเภท ดนตรีกรรม คือทำนองเพลงเป็นหลักนะ คำร้องไม่ใช่นะ ถ้าหนังสือเพลงไม่มีโน้ตเพลงกำกับอยู่ก็เป็นเพียงการรวบรวม งาน วรรณกรรม
ในส่วนของ ชื่อของเพลง ที่เป็นคำคม ก็ไม่เป็นงานนิพน
ประเภทที่ห้า โสตทัศนวัศดุ รวมทั้งเสียงประกอบงานนั้นๆด้วย
ส่วนภาพยนตร์ก็ เป็นโสตทัศนวัสดุเหมือนกัน แต่มันเล่นได้ต่อเนื่อง จุดต่างคือลำดับของภาพ ที่เป็นภาพนิ่ง กับภาพเคลื่อนไหว
สิ่งบันทึกเสียง ก็แยกออกมาเพราความตกลงทริปนี่แหละ สิ่งบันทึกเสียง อาจเป็นเสียงนกร้อง ลูกแพนด้าร้อง
ในอดีตก็เริ่มที่แผ่นเสียงก็เป็น เทป เป็นซีดี ก็ใช้วัสดุ และก็ใช้เครื่องมือที่จำเป็น และเขาก็บอกว่าไม่รวม เสียงประกอบภาพยนตร์หรือ เสียงประกอบโสตฯ
ต่อไปงานแพร่เสียงแพร่ภาพ จริงๆแล้วเป็นสิทธิข้างเคียง แต่ก็เอามาเป็นงานเอามาผิดฝาผิดตัวกัน ก็ไม่เป็นไร เป็นสิทธิข้างเคียงคล้ายๆกับ สิทธินักแสดง เป็นสิทธิอย่างหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นระบบ ทีวีต่างๆ
ที่ถ่ายทอดสดต่างๆ ไม่ว่าเป็นกีฬาหรือต่างๆ ถามว่าฟีฟ่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไหม การแข่งขันกีฬาก็ไม่ใช่งานประเภทใดเลย แต่งานแพร่เสียงแพร่ภาพนั้นใช่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์แล้วใครเป็นเจ้าของ
ก็คนที่ได้ทำการบันทึกนั้น
ส่วนงานอื่นใดในแผนกวรรณคดีหรือศิลปะ ก็มองว่ามันก็คล้ายกับ แปดประเภทแรกนั่นแหละ
ไอ้ที่มีตัวอย่างใกล้เคียงก็เป็นงานอื่นใดในศิลปะ
ส่วนงานอันไม่มีลิขสิทธิ์คราวก่อนก็พูดไปนิดๆ ถ้าเป็นบทวิเคราะห์ ก็ไม่ใช่แค่ข่าวแล้ว
คราวหน้าก็พูดถึงการได้มาของงานอันมีลิขสิทธิ์ของคนอื่นที่ไม่ใช่ผุ้สร้างสรรค์คนแรก
ครั้งที่ 3 . (11/06/09)
ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ยังเป็นเรื่องลิขสิทธิ์ ก็พุดถึงผู้ได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ ก็ริเริ่มสร้างสรรค์งานนั้นเอง เป็นผลงาน เก้าประเภทที่กฎหมายได้คุ้มครอง บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ผู้สร้างสรรค์ก็อาจได้มาเช่นกัน
กรณีของนายจ้างก็ได้มา ลิขสิทธิ์บางประการเช่นกกัน มาตรา 9 เป็นการจ้างแรงงาน ลิขสิทธิ์ตกเป็นของลูกจ้าง นายจ้างมีสิทธิเพียง นำงานออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น
เรานำหลักนี้มาจากยุโรป ที่ให้สิทธิแก่ผู้ลงแรงริเริ่มสร้างสรรค์งานนั้น
เช่นการเขียนนวนิยาย หรือ นักเขียนการ์ตูนขายหัวเราะ ก็สามารถนำการ์ตูนนั้นเผยแพร่ได้ก็ตาม สำนักพิมพ์ก็ต้องมีการจัดพิมพ์สิทธิของนายจ้างตรงนี้ก็รวมไปถึงการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นอยู่ในตัว
คือถ้ามีการตกลงให้เป็นอย่างอื่นนอกจากที่กฎหมาย บัญญัติเอาไว้ คือให้นายจ้างมีสิทธิเพิ่ม ก็สามารถตกลงได้
ในทางปฏิบัติจริง ก็คงจะจับเซ็นต์สัญญาตั้งแต่ต้นเลยว่า ให้ลิขสิทธิ์เป็นของนายจ้าง นายจ้างก็คงมีอำนาจต่อรองก่อน อยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นแม้กฎหมายจะประสงค์คุ้มครองลูกจ้างแต่ทางปฏิบัติของสังคมก็เป็นอย่างนั้น อาจมีนายจ้างที่มีจิตสำนึกหน่อยก็อาจให้เป็นสิทธิร่วม
ข้อสังเกตต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจ้างแรงงาน เช่นไปผลิตปลากระป๋อง ลูกจ้างเอาปลาซาดีนมาบรรจุ เป้นคนออกทะเลบ่อยๆ ก็เป็นศิลปินแต่งเพลงบ้าง อันนี้ก็ไม่อยู่วัตถุประสงค์ของการจ้างแรงงาน นายจ้างจะเอาเพลงนั้นมาพิมพ์ซ้ำก็ไม่ได้
ส่วนที่ทำเป็นหนังสือตรงนี้กฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติว่าต้องทำเป็นลงลายมือชื่อ คือไม่มีแบบไม่มีหลักฐาน
กรณีสัญญาจ้างทำของ มาตรา 10 นี่มันยิ่งกว่า คือได้จ่ายเงินลงทุน และจ่ายสินจ้างไปแล้วก็ให้ตกเป็นผู้ว่าจ้าง
กรุงเทพมหานคร ก็ไปแต่งแบบฝึกหัดคิดเลขเร็ว ก็นอกเวลาราชการ ลิขสิทธิ์ก็ตกเป็นของแก แล้วต่อมาแกก็ลาออกมาทำงานสำนักพิมพ์ ก็เอาตำรามาให้สำนักพิมพ์นี้พิมพ์จำหน่ายก็มีการปรับปรุงหนังสือ
เรื่องแปลเป็นเรื่องที่ยากต้องมีความรู้ดีทั้งสองภาษา
เรื่องจ้างทำของก็เกริ่นเอาไว้แล้ว ผู้รับจ้าง ให้ผู้ว่าจ้างเป้นผู้มีสิทธิ สัญยาจ้างทำของเหมือนเป็นการตัดสินใจได้อิสระ
การวินิจฉัยปัญหาแต่ละเรื่องผลอาจเปลี่ยนแปลงได้ของปัญหาสังคม ขณะนั้นๆ
กฎหมายเลยบอกว่าถ้าได้รับอนุญาต ชัดเจนคือไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
ถ้าไม่ได้ทำต่องานอันมีลิขสิทธิ์แต่กระทำต่องานดัดแปลง ก็ขออนุญาตเฉพะเจ้าของ ในงานภาพยนตร์เท่านั้น ถ้าเราบอกว่าต้องไปขออนุญาตในงานวรรณกรรมอีก ก็เป็นการขยายขอบเขตมาให้มาให้มีในงานนั้นอีก
แน่นอนถ้าภาพยนตร์ที่ดัดแปลงเอาไปฉลายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากใครเลยถือว่าละเมิดต่องานนั้นและผู้เสียหายในงานวรรณกรรมเดิมและผู้เสียหายในงานภาพยนตร์ที่ได้ดัดแปลงด้วย
เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เจ้าของลิขสิทธิ์เรื่องดาวพระศุกร์ให้ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ได้เพียง 1 ครั้ง
ก็กลายเป็นปรากฏว่า เที่ยวไปอนุญาตทำเป็นวีดีโอเทป ไปทำเป็นอย่างอื่น ซึ่งทำไม่ได้
ความรับผิดทางแพ่งกับทางอาญาก็ต่างกัน
เราต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้กระทำรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
แต่ถ้าฟ้องคดีแพ่งโอกาสได้รับการพิจารณาจากการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานก็มี
หลักความรับผิดเด็ดขาดก็มีในกฎหมายอาญา ก็แม้ไม่มีเจตนาไม่ประมาทก็ต้องรับผิด
ประเภทที่สี่ที่ไม่ได้สร้างขึ้นคือ ผู้รวบรวม หรือประกอบงานอันมีลิขสิทธิ์ตามมาตรา 12 อาจแยกได้สามประเภท คือรวมรวมหรือประกอบเข้ากันอาจอ่านได้ด้วยเครื่องกล แน่นอนเราเอางานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ของใครมารวบรวมขึ้น ก็ต้องได้งานนั้น
ถามว่าเป็นงานใหม่หรือไม่ ก็ไม่ใช่สิ่งใหม่หรอก
อีกพวกคืองานอันรวบรวมโดยการคัดเลือกหรือจัดลำดับซึ่งไม่ได้ลอกงานอันมีลิขสิทธิ์นั้น
คือไม่ได้เอาพจนานุกรมที่มีอยู่แล้วมาลอกทั้งหมด แน่นอนคำไทยต่างๆมันต้องมีความหมายอยู่แล้ว
ก็มีข้อหนึ่งคล้ายมาตรา 14
ขณะที่ตัดสินยังใช้พรบ ลิขสิทธิ์เดิมอยู่เรื่องค่าเสียหายจึงยังต้องอิงในส่วน ค่าเสียหายที่แท้จริงตามหลักของกฎหมายละเมิด คือจะหากำไรไม่ได้ ได้รับการเยียวยาเฉพาะความเสียหายที่แท้จริง
แต่หลักการใหม่ก็ต้อง ได้รับการคุ้มครอง ที่ความเสียหาย และ ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิ์ เช่นสัญญาจ้างว่าความต้องจ่ายมากเท่าไหร่
ค่าเสียหายส่วนนี้ก็อ้างค่าเสียหายส่วนที่ลงทุน ศาลบอกว่าไม่ได้พิมพ์เอง โจทก์ได้ค่าแห่งลิขสิทธิ์อยู่แล้ว เงินทั้งหมดก็ไม่ได้ตกเป็นของโจทก์
ประเด็น ที่ดูเหมือนธรรมดาแต่ก็ควรดู คือเรื่องการเขียนคำนำ ระบุว่า เป็นผู้ตรวจสอบ แสดงว่าร่วมละเมิด
ส่วนอายุความก็เป็นเรื่อง สามปีนะ เท่าเดิม
บทบัญญัตินี้ให้สันนิฐานไว้ก่อนว่ากรรมการเป็นผู้รู้ อันนี้ในคดีอาญา ต้องร่วมรับผิดได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าไม่รู้
มาตรา 88 สิทธิบัตร บ้านเรา เป็นประเทศเดียวที่เป็นการกระทำความผิดทางอาญานะ
มาตรา 14 ก็เป็นตามตัวบทเลย
ก็ผ่านไปแล้วกว่าครึ่งทางของลิขสิทธิ์เหลือเพียงอีกสองครั้งสำหรับ ลิขสิทธิ์ ครั้งที่ 4 – 5
ครั้งที่ 4 . (18/06/09)
ครั้งนี้ก็เป็นสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ ตามมาตรา 15 คือมีสิทธิใช้อย่างไรก็ได้ เว้นแต่ วรรคสอง ต้องไม่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม
เรามาดูเงื่อนไขของกฎหมายที่ถือว่า เป็นการสันนิฐานเลย
เงื่อนไขที่สองอันถ้าหากกำหนดไว้ก็เป็นโมฆะไม่อาจใช้ได้ตามสมบูรณ์
เงื่อนไขแรกคือ เป็นการใช้ ขอเพลงเดียวแต่ไปบังคับให้เอางานทุกอย่าง
อีกเงื่อนไขที่เป็นโมฆะเลย คือ เงื่อนไขที่กำหนดห้ามใช้ งานอันมีลิขสิทธิ์อื่น คือถ้าพิสูจน์ได้ว่า ขออนุญาตใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทำให้ไม่มีประสิตติภาพและไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่กำหนดไว้ หรือเป็นอุปสรรค์
ให้พิจารณาเป็นกรณีไป
แต่ก็มีข้อยกเว้นของข้อยกเว้นคือ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า จะทำให้คุณภาพไม่ได้ไม่มาตรฐานหรือ ไม่อาจหาได้ในราชอาณาจักร
( 5 ) จำกัดสิ่งต่างๆ ที่ไปการวิจัย พัฒนา งานชิ้นนั้นให้มีประสิตติภาพ
จะมาห้ามอย่างนี้ไมได้ เพราะงานลิขสิทธิ์มีเจตนาให้สาธารณชนพัฒนาขึ้น ให้สังคมได้งานที่ดียิ่งขึ้นไป
ฏ. ที่เคยให้ไปนะครับ เรื่องฏีกาดาวพระศุกร์ การกำหนดเงื่อนไขนั้นเป็นการจำกัดเกินส่วนหรือไม่
เรื่องนั้นเป็นการอนุญาตให้นำงานวรรณกรรมเป็นภาพยนตร์ได้หนึ่งครั้งและจำกัดว่า สร้างภาพยนตร์แล้วฉายในโรงภาพยนตร์ได้ 7 ปีเท่านั้น
ข้อสัญญานี้ เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่
ถ้าดูพื้นๆมาตรา 11 ก็น่าจะได้
คือถ้าในหัวมันรู้สึกมั่วๆแล้ว ไปทวนใหม่ให้แม่นก่อนได้
สิทธิในการเป็นผู้ดัดแปลงจะมีกำหนดอย่างไรก็ได้ มันมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายก็เป็นโมฆะ
ถ้าไม่ถึงขั้นมีลักษณะเป็นการจำกัดการแข่งขันไม่เป็นธรรม แต่เป็นการเอาเปรียบผู้รับอนุญาต คือไม่เข้ากฎกระทรวง พ.ศ. 2540
ก็มีมาตรา 5 ที่จะนำมาปรับใช้ ในลักษณะที่ไม่ได้เป็นธรรม แต่มีลักษณะเป็นการเอาเปรียบ
อีกประเภทคือพระราชบัญญัติที่อนุญาตให้ใช้แต่ผู้เดียว ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ จะทำล่วงหน้าก็ได้ จึงเป็นผู้เสียหายในคดี
มีปัญหาก็คือการอนุญาตให้ใช้สิทธิเด็ดขาด เป็นผู้เสียหายในคดีอาญาได้หรือไม่
บทกำหนดโทษในคดีอาญา จะนำไปใช้ในคดีแพ่งไม่ได้
มาตรา 17 ย่อมโอนให้แก่กันได้แน่นอนก็มันเป็นสหสิทธิ์ ก็ย่อมที่จะโอนให้แก่กันได้ และก็มีการที่บอกว่าเดี๊ยวนี้มีกฎหมายให้การคุ้มครอง
7036/2543
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 78 วรรคหนึ่งหมายความว่า งานใดเข้าลักษณะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทใดประเภทหนึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474 หรือ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 และยังได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติทั้งสองดังกล่าวอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ใช้บังคับ ก็คงให้ได้รับความคุ้มครองต่อไปตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ส่วนมาตรา 78 วรรคสองหมายความว่า งานใดที่ได้จัดทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 ใช้บังคับและไม่มีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติทั้งสองดังกล่าวแต่เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537ก็ให้งานนั้นได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537แต่ทั้งนี้นับแต่วันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มีผลใช้บังคับไม่ใช่นับแต่วันที่งานนั้นได้สร้างขึ้น
การพิจารณาว่าหนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วของโจทก์ซึ่งได้สร้างขึ้นเมื่อกลางปี 2534 มีลิขสิทธิ์หรือไม่ ต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นคือพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 แม้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 6 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จะไม่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหลักเกณฑ์นั้นไม่มีอยู่ เพราะหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปในการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ดังนี้ ในการพิจารณาว่างานใดมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2521 หรือไม่ จึงต้องอาศัยหลักเกณฑ์ทั่วไปนั้นด้วย
หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วของโจทก์เป็นตำราเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 โดยวางรากฐานการเรียนการสอนเป็นขั้นตอนเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรชั้นประถมศึกษา มีเนื้อหาสาระของตัวอย่างการคิดและวิเคราะห์ แบบทดสอบคิดเลขเร็ว และโจทก์ปัญหาในภาคผนวกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะในสายการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยให้นักเรียนมีแนวการคิดและมีการวิเคราะห์หาคำตอบได้รวดเร็ว และดัดแปลงวิธีการคิดให้เป็นแนวทางของตนเองได้ ทั้งเป็นงานที่ทำให้เกิดความเข้าใจในการคิดเลข มีความสัมพันธ์กันตามลำดับความง่ายยากตามขั้นตอน จูงใจให้เกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้และทำความเข้าใจเพื่อให้มีความสามารถในการคิดเลขได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การที่โจทก์นำตัวเลขรูปภาพสัญลักษณ์ โจทก์ปัญหาและเครื่องหมายต่าง ๆ กันมาปรับใช้โดยมีวิธีการคิดตามลำดับเพื่อให้เข้ากับหลักสูตรและพัฒนาเสริมสร้างทักษะในการเรียนตามวัยของเด็กนักเรียนในลำดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6โดยอาศัยข้อมูลและประสบการณ์จากการใช้สอนในโรงเรียนมาเป็นเวลานานหลายปี เป็นการริเริ่มสร้างสรรค์งานของโจทก์เพื่อให้นักเรียนสามารถคิดคำนวณเลขได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ถือได้ว่าเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยแสดงออกซึ่งการริเริ่มของโจทก์เองอันเป็นงานวรรณกรรมตามความหมายในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์สร้างสรรค์งานดังกล่าว หาใช่เป็นเพียงความคิด ขั้นตอนกรรมวิธี ระบบวิธีใช้หรือทำงาน แนวความคิด หลักการการค้นพบ หรือทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ อันไม่ได้รับความคุ้มครองแต่อย่างใดไม่ หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วจึงเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์
แม้สัญญาจะระบุชื่อสัญญาว่า "หนังสือสัญญาขายลิขสิทธิ์"แต่มีข้อความในรายละเอียดกำหนดจำนวนตำราคณิตคิดเลขเร็วสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 ให้จำเลยที่ 1 พิมพ์ กำหนดเดือนและปีที่เริ่มจำหน่าย และการคิดเงินค่าลิขสิทธิ์ โจทก์มิได้ลงนามในฐานะผู้ขายและจำเลยที่ 1 มิได้ลงนามในฐานะผู้ซื้อเอกสารดังกล่าวจึงเป็นเพียงบันทึกข้อตกลงเท่านั้น จากการคิดค่าแห่งลิขสิทธิ์เป็นรายเล่มและกำหนดจำนวนพิมพ์ของหนังสือแต่ละเล่ม แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีเจตนาที่จะซื้อขายสิทธิในการทำซ้ำงานมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ แต่เป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ในการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ตามมาตรา 13(4) และ 14แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ทำข้อตกลงดังกล่าวเท่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่ข้อตกลงในการซื้อขายลิขสิทธิ์โดยโจทก์มีเจตนาโอนลิขสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ขอซื้อลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมทั้งหกเล่มของโจทก์และแนบสำเนาสัญญามาท้ายฟ้องซึ่งระบุว่าเป็นหนังสือสัญญาขายลิขสิทธิ์ก็ตาม ก็เป็นเพียงความเข้าใจคลาดเคลื่อนของโจทก์ โจทก์มีเจตนาที่แท้จริงเพียงอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ในการทำซ้ำงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เท่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นเพียงสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์
แม้หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วของโจทก์จะมีการปรับปรุงใหม่โดยโจทก์และนักวิชาการของจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แต่เป็นการปรับปรุงโดยเปลี่ยนรูปแบบปกหนังสือใหม่และจัดรูปแบบหนังสือโดยแยกคำเฉลยออกพิมพ์ต่างหาก ส่วนเนื้อหาของหนังสือยังเหมือนเดิม หนังสือที่ปรับปรุงใหม่จึงไม่ใช่เป็นงานสร้างสรรค์ที่โจทก์ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่หรือดัดแปลงโดยปรับปรุงงานเดิมในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ แต่เป็นงานสร้างสรรค์หรืองานวรรณกรรมเดียวกันกับหนังสือฉบับเดิมนั่นเอง หนังสือที่ปรับปรุงใหม่จึงมิใช่เป็นงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในฐานะที่เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1จึงไม่มีสิทธินำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ปรับปรุงใหม่ออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยพิมพ์ออกจำหน่ายในฐานะที่เป็นนายจ้างของโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 7
สิทธิประการที่สองคือการอ้างการเป็นผู้สร้างสรรค์ เช่นการเรียกร้องให้ชื่อปรากฏในงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้น
มาตรา 18 เป็นเรื่องสิทธิของผู้สร้างสรรค์หรือ เป็นธรรมสิทธิ ปัจจุบันก็คำนึงถึงชื่อเสียงของทายาทด้วย
มาตรรา 19 ก็อยู่ภายใต้มาตรา 21 22 ก็เป็นอายุแห่งการคุ้มครองของงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทอื่น
มาตรา 21 4 ใน 7 งานไปดูเอาว่ามีเรื่องอะไรบ้าง ได้รับการคุ้มครอง ห้าสิบปี นับแต่ได้มีการโฆษณา หรือคือการทำให้ปรากฏ
มาตรา 22 ก็คือ ในพวกศิลปะประยุกต์ พวกนี้ได้ ยี่สิบห้าปี นับแต่สร้างหรือ นับแต่ โฆษณา
ส่วนมาตรา 19 ก็เป็นที่เหลือ คือ ได้ ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และก็บวกไปอีก 50 ปี
ส่วนใช้นามแฝงก็ดูสักหน่อยก็ได้ ในมาตรา 20
3797/2548 เรื่องอายุการคุ้มครอง
งานวรรณกรรมซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศของผู้ประพันธ์ซึ่งเป็นคนชาติหรือคนในบังคับของประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญากรุงเบอร์ฉบับแรก ค.ศ.1886 (พ.ศ.2429) ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 มาตรา 29 และต่อมาตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 42 หากมิได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นภาษาไทยภายใน 10 ปี นับแต่การโฆษณางานเดิมเป็นครั้งแรก สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะแปลงแปลงานของตนเป็นภาษาไทยย่อมหมดสิ้นไป เมื่อปรากฏว่าจำเลยแปลงานดังกล่าวหลังจากนั้นจำเลยจึงมีลิขสิทธิ์ในงานที่แปลและไม่มีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์
ในเรื่องนี้ก็จะขยายความในครั้งหน้าคืองานที่จัดทำก่อน พระราชบัญญัตินี้บังคับ
แต่ที่ไม่ได้เขียนไว้คือ สิทธิของนักแสดง ซึ่งเป็นสิทธิข้างเคียงแม้จะทำการแสดงก่อน วันที่ พรบนี้มีบัญญัติ ก่อนหน้านั้นไม่ได้รับการคุ้มครองแน่นอน
แต่สิ่งที่ได้รับการคุ้มครอง ก็คือ การแสดงเท่านั้นที่ได้รับการคุ้มครอง
ครั้งหน้าก็เป็นครั้งสุดท้าย ของลิขสิทธิ์ ไม่ต้องไปสนใจ ถ้าหลักแม่นก็ทำได้ ภูมิต้านทานสูง