ครั้งที่ 2 วันพฤหัสบดี 2 ธันวาคม 2553
ลูกหนี้จะถูกฟ้องล้มละลายได้ กฎหมายของเราไม่ได้แยกนะครับว่าต้องเป็นนิติบุคคลเหมือนกฎหมายอื่น ก็เป็นนิติบุคคลก็ฟ้องให้ล้มละลายได้ คือ มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือประกอบธุรกิจ ภายในหนึ่งปีก่อนฟ้อง ต่อไปเราก็มาดูว่า บุคคลที่จะมีสิทธิฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายนั้นให้สิทธิเจ้าหนี้เท่านั้นได้แก่เจ้าหนี้มีประกันหรือไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกัน หลักเกณฑ์ในการฟ้องเจ้าหนี้ไว้แตกต่างกัน กรณีถ้าเป็นเจ้าหนี้มีประกัน มาตรา 9 เป็นหลักเกณฑ์ในกรณีเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ข้อแรกก็คือลูกหนี้ต้องมีหนี้สินล้นพ้นตัว เช่นเดียวกับหลักเกณฑ์ในมาตรา 7 ประการที่สองลูกหนี้ เป็นหนี้ไม่น้อยกว่าสองล้านบาทในกรณีนิติบุคคล สำหรับเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ที่ฟ้องอาจมีรายเดียวก็ได้หรือหลายรายก็ได้ เจ้าหนี้นั้นต้องไปหาเจ้าหนี้อื่นต้องไปตรวจสอบว่าลูกหนี้เป้นหนี้รายอื่นเท่าใดแล้วเจ้าหนี้อื่นต้องมาฟ้องกับลูกหนี้ ฟ้องเป็นคดีล้มละลายด้วย ไม่ใช่ว่าเราเป็นหนี้ห้าแสน กับนายก หนึ่งล้าน ฟ้องไม่ได้ ต้องร่วมกัน ประการที่สามหนี้ดังกล่าวต้องเป็นหนี้อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน การฟ้องคดีล้มละลาย กรณีจำนวนหนี้ต้องอาจเป็นจำนวนหนี้ที่อาจกำหนดได้แน่นอน กฎหมายฟ้องล้มละลายไม่ได้ ไม่มีความแน่นอน ถ้าศาลให้ฟ้องได้ ลูกหนี้ก็จะเสียหายเพราะจำนวนหนี้มันยังไม่แน่นอน แต่แน่นอนแล้วหนี้จะถึงกำหนดหรือไม่ ไม่เป็นสาระสำคัญซึ่งกรณีนี้เราจะเห็นว่าต่างจากคดีแพ่ง ที่ฟ้องไม่ได้ เพราะกรณีนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งไม่ได้เพราะ ว่าในการฟ้องคดีแพ่งมาตรา 55 บัญญัติเป็นหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับมาตรา 9 ว่าใครก็ตามที่นำคดีแพ่งขึ้นสู่ศาลได้มีสองเหตุ คือกรณีถูกโต้แย้งสิทธิกับกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาล กรณีถูกโต้แย้งสิทธิก็คือจำเลยที่เป็นลูกหนี้นั้น ไม่ชำระหนี้ให้แก่เขา เจ้าหนี้ก็นำหนี้นั้นมาฟ้องเป็นคดีแพ่งได้ เพราะฉะนั้นการฟ้องคดีแพ่งหนี้นั้นต้องถึงกำหนดเท่านั้น ถ้าไม่ถึงกำหนดหนี้ยังไม่เกิน ส่วนอีกกรณีหนึ่งของการนำหลัก คดีขึ้นสู่ศาล ก็คือคดีไม่มีข้อพิพาท ส่วนคดีล้มละลายแม้ว่าหนี้ไม่ถึงกำหนดชำระก็ให้ฟ้องได้ เพราะอะไรเพราะมันต้องเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว แปลว่าลูกหนี้ไม่มีปัญญาชำระแล้ว หากปล่อยให้พ้นกำหนดไป ก็จะไม่สามารถบังคับกับจำเลยได้
หนี้สินล้นพ้นตัวนั้น ตอนอาจารย์อยู่ศาลก็มีคดีเรื่องหนึ่ง รู้สึกจะยกตัวอย่างแล้ว ในเรื่องสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษา เวลาเราจะดูว่ามีจำนวนหนี้เท่าไหร่ ต้องดูมูลค่าของมัน ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขตามคำพิพากษา ซึ่งอยู่ในระหว่างที่สืบหาทรัพย์สินของจำเลยในคดีนั้นอยู่
กรณีที่หนี้ตามคำพิพากษา มันฟังได้หรือไม่ ว่าจำนวนหนี้คือสิบล้าน ก็ไม่ได้ต้องดูมูลค่าที่แท้จริงของมัน แล้วก็มาต่อสู้ว่ามีอยู่เท่าไหร่ แต่ความจริงบริษัทที่ล้มละลายแสดงว่าหุ้นไม่มีราคา ที่ว่าสิบล้านไม่ใช่หรอก เป็นแค่กระดาษ ก็ต้องดูมูลค่าที่แท้จริงว่าเป็นเท่าไหร่
อาจารย์ย้อนดูว่าหนี้ดังกล่าวกำหนดจำนวนได้แน่นอน ในทางกลับกัน เจ้าหนี้ก็ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายไม่ได้ ก็ตอบว่าหนี้ละเมิด กรณีหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน อาจารย์อยากให้พวกเราเข้าใจหลักเกณฑ์ก็คือหนี้ที่ไม่สามารถบอกได้ว่าจำนวนหนี้เป็นเท่าไหร่ ก็เช่นหนี้ค่าเสียหายต่างๆไม่ว่ามูลละเมิดหรือผิดสัญญาไม่มีใคร มีปัญหาว่าค่าเสียหายที่เป็นค่าเช่าบ้าน เราก็มาเรียกร้องจากลูกหนี้ จ้างทำของนั้นถามว่า ลูกหนี้หรือจำเลยต้องจ่ายให้เดือนละหมื่นจริงหรือไม่ อันนี้เป็นค่าเสียหาย กฎหมายให้ศาลเป็นคนกำหนดเพราะบอกว่าค่าเช่าบ้านหมื่นหนึ่งจริงๆ โจทก์อาจไปเช่าเดือนละห้าพันก็อยู่ได้แล้ว ที่อาจารย์ยกตัวอย่างหมื่นหนึ่ง เพราะว่าถามว่าจำเลยต้องจ่ายเดือนละแสนหรือไม่ ก็ต้องระวังตามสมควรตามสภาพของโจทก์ที่ว่าไม่อยู่ในบ้าน เป็นหนี้ละเมิดอย่างเดียวเราจำหลักเกณฑ์ว่าหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนหนี้ได้แน่นอนคือ หนี้ที่ไม่สามารถบอกได้ว่าจำนวนหนี้มันเท่าไหร่ หรือแม้กระทั่งเบี้ยปรับ กฏหมายให้ศาลลดได้ คำพิพากษาฏีกาที่ยกอยู่นี้ก็ไม่อาจหาหลักเกณฑ์ได้ชัดเจนก็ต้องทำความเข้าใจ ฏีกาแรก 2707/2549 ก็คือ เจ้าหนี้นำหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายซึ่งศาลพิพากษาให้คืนทรัพย์สินพิพาทหากคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าราคาสองล้านบาท ก็เลยมาฟ้องลูกหนี้ ให้ล้มละลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอนเนื่องจากคำพิพากษานั้นให้คืนทรัพย์สินก่อน หากคืนไม่ได้ให้ชำระราคา ดังนั้น ยังไม่ปรากฎชัดแจ้งว่าคืนทรัพย์สินไม่ได้ ซึ่งจากคำพิพากษาศาลฏีกา ก็อาจได้หลักเกณฑ์ว่า หนี้ที่เจ้าหนี้คือเป็นหนี้ จะเกิดก็ได้ไม่เกิดก็ได้แต่เงื่อนเวลามันเกิดได้แน่นอนเพราะฉะนั้นหนี้อะไรที่ติดเงื่อนเวลาเขาก็ให้ฟ้องได้เพราะมันต้องเกิดแน่นอน ฏีกาต่อไป เจ้าหนี้นำหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายเข้าเกณฑ์ว่าลูกหนี้เป็นหนี้ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท ดอกเบี้ยที่คำนวนเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิจะแยกได้ ให้เห็นว่ามีต้นเงินเท่าใด หนี้ที่เจ้าหนี้ ในส่วนที่ดอกเบี้ยเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราเมื่อร่วมเอาฟ้องมา มีต้นเงินเกินกว่าล้านหรือสองล้านหรือไม่ แยกต้นเงินเท่าไหร่ ดอกเบี้ยนหนึ่งแสน เงินต้นแยกไปแล้วก็ฟ้องแล้ว เป็นหนี้ที่กำหนดได้จำนวนแน่นอนแล้ว ต่อไปก็จะมี 5013/2547
วินิจฉัยว่าค่าธรรมเนียมค่าภาษีการโอนเป็นจำนวนเท่าไหร่ 3789/2542 สำหรับหนี้ค่าเสียหายที่ศาลวินิจฉัยว่าไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน คือ 30/2521 หนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอนอีกกรณีหนึ่งคือหนี้ภาษีอากรที่ไม่แจ้งการประเมินให้ลูกหนี้ได้ 2495/2544 หรือแจ้งการประเมินไม่ชอบ ก็คือการไม่แจ้งเหมือนกัน ฏีกาที่ 1532/2537 แต่ถ้าหากว่าหนี้ภาษีดังกล่าวมีการแจ้งประเมินชอบแล้วก็เป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอน 5205/2521 พวกนี้เราหาหลักเกณฑ์ไม่ได้ชัดเจน ก็ต้องศึกษาจากคำพิพากษาฏา ก็ได้มีการแจ้งการประเมินไปแล้วหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุดก็ถือเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอน แล้ว 3210/2532
สำหรับกรณีที่เจ้าหนี้ตามสํญญา ก็ฟ้องไม่ได้ 1364/2514 สัญญาตกเป็นโมฆะ กรณีที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ก็มีฏีกาที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับปัญหาที่ศาลวินิจฉัย ก็อยากจะให้เราได้นำมาศึกษา ฏีกาที่ 4287/2543 ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าการพิจารณาว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือไม่ จะต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลไป เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ เรื่องเดียวกัน การพิจารณา ลูกหนี้เป็นหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่พิจารณาเป็นรายคน จะไปกล่าวอ้างว่าเป็นหนี้ร่วมและลูกหนี้ร่วมด้วยกัน จะมาฟ้องให้ล้มละลายไม่ได้ ข้อต่อสู้ฟังได้เพราะศาลฏีกาพิจารณาเป็นรายคน นอกจากหนี้แล้วจะมาอ้างว่ามีเหตุอื่นที่ลูกหนี้ไม่สมควรล้มละลายก็ไม่ได้ ด้วย กรณีนี้ก็ต่อสู้ ว่าลูกหนี้ร่วม มีความสามารถชำระหนี้ได้ทั้งหมด ศาลฏีกาก็บอกว่าฟังไม่ได้ ว่าไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ศาลฏีกาบอกว่าพิจารณาเป็นรายคน
มันก็เป็นหลักง่ายๆ อย่างฟ้องว่าลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย ลูกหนี้จะบอกว่ายังไงหนี้ก็ไม่สูญก็ฟังไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ล้มละลาย กรณีห้างหุ้นส่วนกับหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ถูกฟ้องล้มละลาย ถ้าได้ความว่าห้างฯ มีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ลูกหนี้ที่เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด จะต่อสู้ว่าลูกหนี้ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ได้ เพราะหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ต้องรับผิดร่วมห้าง 356/541 เกี่ยวกับห้นไม่จำกัดความรับผิดถูกฟ้องล้มฯ ในกรณีห้างฯล้มได้ต่อสู้ว่าได้ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนแล้ว ปรากฎว่า การลาออกไม่ได้มีการจดทะเบียน ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าไม่มีการจดทะเบียนหุ้นส่วนดังกล่าวก็ถือว่าเป็นหุ้นส่วนอยู่ 94/2547 กรณีที่ถูกขอให้ล้มละลายตามห้าม ที่กล่าวอ้างว่าลาออกเมื่อยังไม่จดทะเบียนก็มีความเป็นหุ้นส่วนอยู่ ต่อไป ก็มาในเรื่องหลักเกณฑ์เจ้าหนี้มีประกัน เวลาฟ้องให้ลูกหนี้ล้มละลายก็เข้าหลักเกณฑ์มาตรา 9 เสียก่อน
เพราะฉะนั้นมาตรา 10 ก็ต้องผ่านมาตรา ที่กล่าวอ้างก่อน คือต้องนำมาตรา 9 ทั้งหมดมาใช้ในมาตรา 10 ด้วยเจ้าหนี้มีประกันจะฟ้องต้องเข้าหลักเกณฑ์ในมาตรา 9 ประการที่สามหนี้ดังกล่าวอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเข้าหลักทั้งสามหลักก็ต้องมาพิจารณาว่าเวลาฟ้องให้ล้มละลายก็ต้องดำเนินการตามมาตรา 10 ด้วย บัญญัติไว้สองข้อคือ
เจ้าหนี้มีประกันที่จะฟ้องต้องไม่เป็นผู้ต้องห้ามมิให้บังคับชำระหนี้ที่เป็นหลักประกัน อันนี้หมายความว่าเวลาเจ้าหนี้มีประกัน จะฟ้องนั้น หนี้ยังขาดอยู่เท่าไหร่มีสิทธิบังคับเอาจากทรัพย์อีกต่อไป แต่เมื่อใดมีบทบัญญัติว่าถ้าบังคับเอากับหลักประกันแล้ว จะบังคับเอากับทรัพย์อื่นอีกไม่ได้ ถือว่าเจ้าหนี้มีประกันประเภทนั้น ถูกต้องห้าม ไม่ให้ชำระหนี้เกินหลักประกัน แล้วได้เท่าไหร่แล้วจบกัน เราก็ไปย้อนดูว่าเจ้าหนี้ตามกฎหมายมีกี่ประเภท หนึ่งเจ้าหนี้จำนอง ที่มีสิทธิบังคับหนี้ในทางจำนองนั้น บังคับเอากับทรัพย์จำนองแล้วมีสิทธิถ้าไม่พอ บังคับเอาจากทรัพย์อื่นอีกไม่ได้ พอขายได้แล้ว หนี้ทั้งหมดสองล้าน ขายทรัพย์จำนองได้ล้านห้า หนี้ห้าแสนเจ้าหนี้จำนอง ไปยึดทรัพย์อื่นอีกไม่ได้เพราะกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ในมาตรา 733 เจ้าหนี้จำนองก็ถูกต้องห้ามตามข้อ 2 นี้เจ้าหนี้จำนองก็ฟ้องเป็นคดีล้มละลายไม่ได้ กรณีเจ้าหนี้จำนำ ถ้าหนี้ยังขาดอยู่บังคับเอากับทรัพย์อื่นก็ไม่ได้ ก็ไม่มีบทบัญญัติอย่าง 733 เพราะฉะนั้นเจ้าหนี้จำนำจึงไม่ถูกต้องห้าม ถ้าไม่พอบังคับเอากับทรัพย์อื่นได้หรือไม่ ก็ไม่มีกฎหมายห้ามเหมือนกัน เจ้าหนี้บุริมสิทธิที่บังคับทำนองเดียวกับทรัพย์จำนำ เมื่อบังคับเอาชำระหนี้เอาจากสัมภาระต่างๆ ถ้าไม่พอชำระหนี้ค่าเช่า ก็มีสิทธิบังคับเอากับทรัพย์อื่นได้อีก ดังนั้นเจ้าหนี้มีประกันทที่จะฟ้องไม่ได้ก็มีหนี้ประเภทเดียวคือ เจ้าหนี้จำนอง เว้นแต่สัญญาจำนองจะมีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น ตกลงกันให้บังคับได้ หรือตกลงยกเว้นมาตรา 733 เพราะไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ จึงตกลงเป็นอย่างอื่นได้
จนกว่าจะบังคับชำระหนี้ได้สิ้นเชิง อย่างนี้ก็ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายได้ ต่อไปอยู่ในมาตรา 10 ข้อสอง การบรรยายฟ้อง เจ้าหนี้มีประกัน เวลายื่นฟ้องต้องบรรยายฟ้องเป็นไปตามมาตรา 10 ซึ่งให้เลือกคือบรรยายอย่างสละทรัพย์จำนองก็ได้ หรือทรัพย์จำนำทรัพย์มีบุริมสิทธิต่างๆ ซึ่งทางปฏิบัติคงไม่มีเจ้าหนี้มีประกันรายใดทำอย่างนี้ เว้นแต่เจ้าหนี้รายเดียวที่อยากฟ้องให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย สมมุติว่าหนี้เขามีหนี้ล้านห้าแสนเดียว ทรัพย์จำนองหนึ่งล้าน เขาก็ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายได้ สละหลักประกัน เพราะถ้าตีราคาแล้ว ก็เหลือห้าแสนฟ้องไม่ได้ กรณีที่สองก็คือตีราคาหลักประกันมาในฟ้อง แล้วลูกหนี้ยังเป็นหนี้อีก หักกับหนี้แล้วหนี้เหลือห้าแสนฟ้องไม่ได้เขาไม่ให้ฟ้องล้มละลาย กรณีเช่นนี้ก็ต้องใช้วิธีสละหลักประกัน เพื่อให้หนี้เหลือเท่าไหร่ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้าน หนี้ทั้งหมดล้านห้า อยากฟ้องก็ตีราคามาห้าแสนเพื่อให้หนี้เหลือหนึ่งล้าน แต่ถ้าพอฟ้องล้มละลายแล้ว จพท.ก็ไถ่ถอนเลยถ้าเห็นว่าตั้งราคามาต่ำอย่างนี้ ก็ต้องดูไม่ให้ตัวเองเจ็บตัว
เจ้าหนี้ที่ฟ้องคดีล้มละลายก็ มีประเด็นว่าเขาไม่รู้ว่าคือคำฟ้องที่ไม่ชอบศาลก็จะยกคำฟ้องนั้นไปก็
175/2529
โจทก์เป็นตัวแทนซื้อหุ้นให้แก่ลูกหนี้โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันเนื่องจากมีสิทธิยึดหน่วงหุ้นที่ซื้อได้ การที่จะฟ้องเป็นคดีล้มละลายต้องปฏิบัติตามมาตรา 4 บังเอิญฏีกานี้ตัวโจทก์ไม่รู้ว่าเขาเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิยึดหน่วง เมื่อรู้อย่างนี้ก็ไปฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ศาล ก็วินิจฉัยว่า เมื่อเป็นเจ้าหนี้มีประกัน การฟ้องก็ต้องปฏิบัตตามมาตรา 10 มิเช่นนั้นการฟ้องก็เป็นการฟ้องที่ไม่ชอบ 5602/2552 ศาลฏีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับการเป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่ ให้พิจารณาขณะที่เจ้าหนี้ยื่นฟ้องเป็นสำคัญ เมื่อปรากฎว่าทรัพย์จำนองของเจ้าหนี้ถูกขายทอดตลาดไปแล้ว เจ้าหนี้ดังกล่าวจึงไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกัน เมื่อไปฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายก็ฟ้องได้อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ตามฏีกาถ้าหากว่าในทางตรงกันข้ามขณะฟ้องมีทรัพย์จำนอหลังจากยื่นฟ้องไปแล้วทรัพย์จำนองอาจจะถูกยึดไปขาย ก็ถือว่าการจำนอง ขณะฟ้องเป็นเจ้าหนี้มีประกัน ดังนั้นการฟ้องก็ต้องฟ้องตามมาตรา 10 ยื่นฟ้องไปแล้วเจ้าหนี้เอาทรัพย์จำนำให้แก่ลูกหนี้ แม้ว่าสัญญาระงับแต่ระงับหลังฟ้อง เจ้าหนี้ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 10 มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องหนังสือมอบอำนาจ ให้ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ หนังสือมอบอำนาจได้รับมอบ ยื่นคำขอล้มละลาย ผู้รับมอบอำนาจ มีคดีล้มละลาย ถามว่าใช้ได้หรือไม่ จะรวมถึงให้ฟ้องคดีล้มละลายด้วยหรือไม่ศาลฏีกาบอกว่าไม่รวมเพราะฉะนั้น เจ้าหนี้ผู้รับมอบอำนาจไม่มีอำนาจฟ้องเพราะหนังสือมอบอำนาจไม่รวมถึงการฟ้องด้วย เจ้าหนี้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องคดีแพ่ง ผู้รับมอบอำนาจอาศัยหนังสือมอบอำนาจมาฟ้องคดีล้มละลาย ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าฟ้องได้ตาม 3653/2542 ประเด็นเกี่ยวเรื่องการพิสูจน์ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ มันพิสูจน์ยาก ก็ถือได้ว่าลูกหนี้ต้องด้วยข้อสันนิฐานตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมาย กำนหนดข้อสันนิฐานไว้ ในมาตรา 8 ก็มีหลายอนุมาตรา ให้เป็นข้อสันนิฐานตามกฎหมาย ตามมาตรา อนุมาตรา 6-9 กฎหมายให้สันนิฐานว่าลูกหนี้นั้นมีหนี้สินล้นพ้นตัว ก็มีฏีกา 4286/2543
ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า การที่จะพิสูจน์หรือนำสืบ ว่าลูกหนี้ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบหากไม่นำสืบก็ฟังไม่ได้ว่าลูกหนี้นั้นต้องด้วยข้อสันนิฐานของกฎหมายอย่างไร เจ้าหนี้ก็ต้องนำสืบให้เห็นว่ามันเข้าข้อสันนิฐานอย่างไร เช่น ลูกหนี้ได้รับหนังสือทวงถาม ในการพิสูจน์ได้อย่างนี้ก็เข้าข้อสันนิฐานตามกฎหมาย อาจจะพิสูจน์ ว่าส่งแต่ไม่ได้ห่างกันสามสิบวันก็ฟังไม่ได้ว่าเข้าข้อสันนิฐานของกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามถ้าเจ้าหนี้นำสืบฟังได้ตามข้อสันนิฐานตามกฎหมายจำเลยมีหน้าที่ต้องนำสืบหักล้าง ว่า แท้จริงแล้ว จำเลยไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัวอย่างไร หากจำเลยไม่นำสืบหักล้างก็ต้องฟังว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว 4287/2543 ฏีกานี้ก็เป็นบรรทัดฐานในปัจจุบัน
หลักใหม่นี้อาจารย์เห็นด้วยว่าถูกต้องแล้ว แค่พิสูจน์ว่าให้เข้าข้อสันนิฐานก็พอแล้ว ไม่จำต้องไปพิสูจน์ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวประกอบด้วยอย่างไร ต้องเป็นพฤติการณ์ขณะที่ลูกหนี้มีชีวิต
1994/2515 การทวงถามก็ต้องทวงถามขณะมีชีวิตเท่านั้นจะไปทวงถามทายาทไมได้เหตุผล
ตามมาตรา 8 อนุมาตรา 4 ข้อ ข ที่ว่าลูกหนี้หลบหนีไปจากเคหะสถานแค่ไหนเพียงไรถึงว่าหลบหนี 4732/2543 วินิจฉัยว่าการที่จำเลยเปลี่ยนชื่อ แต่ยังอยู่ในภูมิลำเนาเดิม มิใช่เป็นการหลบหนีไปจากเคหะสถานก็ไม่ต้องด้วยข้อสันนิฐานตามกฎหมาย
กรณีที่จำเลยหลีกเลี่ยงไม่รับหนังสือทวงถาม ฟังได้ว่าเป็นการประวิงการชำระหนี้ต้องด้วยข้อสันนิฐานตามกฎหมาย 652/2529
ฏีกาที่วินิจฉัยตามมาตรา 8 อนุมาตตรา 5 เจ้าหนี้ชนะคดีแพ่งทำการยึดทรัพย์ของลูกหนี้ แต่ต่อมามาถอนการยึด จากนั้นเจ้าหนี้มาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย อ้างว่าลูกหนี้ต้องด้วยข้อสันนิฐานคือ ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี ฏีกาวินิจฉัยว่าไม่ต้องด้วยมาตรา 8 อนุมาตรา 5 เพราะยึดจริงแต่ได้มีการถอนการยึดแล้ว การยึดมันถูกเพิกถอนไม่ถือว่าเป็นการยึด เจ้าหนี้สืบหาทรัพย์สินของจำเลย ณ ภูมิลำเนา ของจำเลย
ต้องด้วยข้อสันนิฐานว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์ที่เจ้าหนี้จะพึงยึดได้ 2867/2544 คำพิพากษาศาลฏีกาน่าสงสัย เจ้าหนี้จะต้องไปสืบทรัพย์ให้เห็นว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์ให้ยึดได้ ถ้าไปสืบ ณ ภูมิลำเนาไปสำนักงานที่ดินจังหวัดที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ ไม่มีชื่อถือที่ดินถือว่าเข้าข้อสันนิฐานตามอนุมาตรา 5 แล้ว ด้วยความเคารพอาจารย์ไม่เห็นด้วย แค่สืบที่ดินเท่านั้นหรือ บางคนเป็นเศรษฐี มีเงินเยอะๆเป็นแสนล้านทรัพย์สินอยู่ในหุ้นนะ เศรษฐีระดับโลกทรัพย์สินเป็นหุ้นทั้งนั้นเลย
ต่อไปตามมาตรา 8 อนุมาตรา 7 กรณีต้องด้วยข้อสันนิฐาน ก็เข้าด้วยข้อสันนิฐานเรื่องลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว 2565/2533 กรณีที่โจทก์ทวงหนี้จำเลย จำเลยบอกให้รอไว้ก่อน ถือไม่ได้ว่าเข้าข้อสันนิฐานกฎหมายที่ว่าลูกหนี้แจ้งว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้ เขาบอกให้รอเท่านั้นไม่ได้บอกว่าไม่มีจ่าย บอกให้รอก็ไม่เข้าข้อสันนิฐาน มาตรา 8 อนุมาตรา 9 ในเรื่องการทวงถาม ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ก็ต้องด้วยข้อสันนิฐาน 4286/543 การทวงถามที่จะต้องด้วยข้อสันนิฐานของกฎหมายมิใช่เป็นการทวงถามในขณะที่ลูกหนิ้มิได้เป็นหนี้ ก็คือฏีกานี้เจ้าหนี้ไปทวงถามล่วงหน้า ต่อมาพอหนี้เกิดก็ไปทวงฉบับที่สอง ก็ไปฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายศาลฏีกาก็บอกว่าเป็นการทวงหนี้ ที่ต้องด้วยมาตรา 8 อนุ 9 1715/2528 เจ้าหนี้ส่งหนังสือทวงถามไปยังลูกหนี้แล้ว แม้ไม่มีผู้รับ ก็เป็นการส่งหนังสือทวงถามโดยชอบ ก็คือส่งไปทางไปรษณีย์ส่งไปที่บ้างภูมิลำเนาของลูกหนี้ศาลฏีกาก็ถือว่าเป็นหนังสือทวงถามชอบแล้ว 3925/2527 การตั้งตัวแทนทำหนังสือทวงถาม ไม่ต้องทำเป็นหนังสือก็ใช้ได้ เหตุที่ใช้ได้เพราะการทวงถามกฎหมายได้บัญญัติว่าไม่ต้องทำเป็นหนังสือแต่ว่าจะได้ประโยชน์จากกฎหมายล้มละลายก็ต้องทำเป็นหนังสือ
4517/2543 เจ้าหนี้มีหนังสือทวงถามไปยังลูกหนี้สองครั้งลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ เวลาผ่านไปเก้าปี เจ้าหนี้หนังสือทวงถามใหม่ๆ แต่ส่งผิดบ้าน ถ้าประกฏว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สิน เพิ่มมากขึ้น ถือว่าการทวงถามสองครั้งเดิมใช้ได้
เมื่อทราบหลักเกณฑ์แล้ว ต่อไป พอเจ้าหนี้เข้าใจหลักเกณฑ์ทราบแล้ว และลูกหนี้มีภูมิลำเนา ภายในหนึ่งปีก่อนฟ้องเจ้าหนี้ก็มีสิทธิฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายได้ การฟ้องคดีล้มละลาย เริ่มต้นเจ้าหนี้ก็ต้องทำคำฟ้องก่อน พระราชบํญญัติประมวลกฎหมายวิแพ่งมาใช้โดยอนุโลมตามมาตรา 14 แห่งพรบจัดตั้งศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 14 บัญญัติว่ากรณที่กฎหมายล้มละลายบัญญัติไว้ ก็ให้นำข้อกำหนดมาใช้ถ้าไม่มีข้อกำหนดให้ก็ให้นำวิแพ่งมาใช้ กฎหมายที่นำมาบังคับใช้ในคดีล้มละลาย กฎหมายว่าด้วยล้มละลายก็มีสองฉบับ พรบ.ล้มละลาย 2483 ถ้าเมื่อใดสองฉบับไม่ได้บัญญัติไว้ ถ้าข้อกำหนดไมได้กำหนดไว้ก็มาทำวิแพ่ง กฎหมายฉบับที่สามมาใช้ กฎหมายล้มละลายก็ดี พรบ.จัดตั้งศาลก็ดีไม่ได้นำมาใช้ ข้อกำหนดของศาลก็ดี ก็นำวิแพ่งมาใช้ เบื้องต้น ก็คือคำฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้นจะฟ้องด้วยวาจาไม่ได้ เมื่อทำเป็นหนังสือ ก็ต้องใช้แบบพิมพ์ของศาล คำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ก็ทำแบบพิมพ์ให้เรียบร้อย มาบรรยายให้ชอบด้วย 172 วิแพ่ง
ส่วนที่สองข้อห้ามที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ก็มีเจ้าหนี้ไม่มีประกัน อาจจะบรรยายว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือบรรยายให้เข้าข้อสันนิฐานของกฎหมายก็ได้ หลักเกณฑ์ข้อสองก็ต้องบรรยายว่าลูกหนี้นั้นเป็นหนี้ผู้เป็นโจทก์เท่าใด ข้อสอบก็ต้องบรรยายว่าหนี้ตามที่ฟ้องเป็นหนี้ที่กำหนดได้เป็นจำนวนแน่นอนซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้ต่อมาส่วนที่สามของคำฟ้องก็คือ คำขอบังคับที่สมบูรณ์ที่สุดก็คือ ให้ศาลมีคำขอพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย แต่ก็มีปัญหาขึ้นสู่ศาลฏีกา เขาข้อเพียงให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ขาด จะเป็นฟ้องชอบหรือไม่และเมื่อศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายจะเกินคำขอหรือไม่ ศาลก็พิพากษาว่าก็เป็นคำขอบังคับที่ชอบแล้ว ส่วนกรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกนี้ล้มละลายต่อมาก็ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ เป็นกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายที่เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงาน ศาลต้องพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายต่อไปนี่คือเหตุผลของศาลฏีกา แล้วเมื่อถึงมาตรานั้นจะให้เลขฏีกา ก็มีคำขออีกอันหนึ่ง เจ้าหนี้มีคำขอบังคับให้เจ้าหนี้ล้มละลายอย่างเดียว พอศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด การที่ศาลสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เกินคำขอศาลฏีกาวินิจฉัยว่าไม่เกินเพราะกรณีที่เจ้าหนี้มีคำขอให้ลูกหนี้ล้มละลายแล้ว แต่เนื่องจากการพิจารณาคดีล้มละลาย การพิจารณาจะต้องขอให้มีการพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด จึงเป็นกระบวนพิจารณากฎหมาย คำขอท้ายฟ้องอาจจะขอมาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้เพื่อไม่ให้มีปัญหาโต้แย้งให้อุทธรณ์ให้คดีล่าช้าเมื่อบรรยายคำฟ้องครบถ้วนก็เอามายื่นที่จะพิพากษาคดีล้มละลายในปัจจุบันก็มีศาลเดียวคือศาลล้มละลายกลาง กฎหมายต้องมีบทเฉพาะการ ที่กรณีที่ไม่มีศาลล้มละลายภาคที่เจ้าหนี้จะยึดได้ กรณีที่เจ้าหนี้จะยึดไปคดีล้มละลาย บทเฉพาะการก็ให้เจ้าหนี้ไปยื่น ณ ศาลจังหวัดที่ลูกหนี้มีภูมิลำเนาได้ เป็บทเฉพาะการที่ยื่นได้อย่างเดียวนะ ซึ่งศาลจังหวัดนั้นจะไม่มีหน้าที่พิจารณาคำฟ้อง ต้องส่งที่เจ้าหนี้นำไปยึดได้ ตามมาตรา 179 มาชำระด้วยพร้อมกับเงินประกันค่าใช้จ่ายที่ ในการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ว่าศาลหรือจพท . ก็มีค่าใช้จ่ายเช่นค่าประกาศหนังสือพิมพ์ แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มีค่าใช้จ่ายในการจ้าง ก็เงินตามมาตรา 11 ถ้าไม่พอศาลก็มีอำนาจสั่งให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้ ที่จะเรียกให้เจ้าหนี้เป็นโจทก์วางได้ ถ้าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ไม่ยอมวาง จพท. ก็จะนัดประชุมเจ้าหนี้แล้วก็แจ้งให้เจ้าหนี้ทั้งหลายที่มาประชุมให้นำเงินมาวาง ถ้าไม่มีเจ้าหนี้รายใดมาวาง จพท.ก็จะร้องขอต่อศาลให้ยกเลิกไป เราก็ได้ประโยชน์อย่างเดียว ต่อไปนะครับเมื่อยื่นมาแล้วศาลล้มละลายจะทำอย่างไร ก็ต้องตรวจคำฟ้อง เนื่องจากพรบ. ล้มละลาย
เหตุที่ต้องตรวจคำฟ้องเพราะก็เป็นคำคู่ความอย่างหนึ่ง ศาลก็มีหน้าที่ตามมาตรา 18 ที่จะต้องตรวจคำคู่ความ มีอะไรอีกที่เป็นคำคู่ความ ก็เอามาจากนิยามของคำคู่ความของวิแพ่ง นิยามก็ต้องสนใจก็จะมีคำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความ เพราะฉะนั้นคำคู่ความตามนิยาม คำฟ้องคำให้การคงไม่เป็นอะไร คำให้การก็รวมทั้งคำแก้อุทธรณ์แก้ฏีกา เราก็จะบอกว่าคำร้องสอดตามมาตรา 57 แต่ก็มีฏีกาที่วินิจฉัยว่าหมายถึงคำร้องสอด อาจารย์ดูกฎหมายแล้วแต่ก็ไม่เห็นด้วย ด้วยความเคารพ เวลาโจทก์จะถอนฟ้องในเมื่อจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ต้องยื่นเป็นคำร้อง ไม่ใช่คำร้องขอนะ คำร้องขอนั้นเป็นเฉพาะกรณีคดีไม่มีข้อพิพาทเท่านั้น ร้องสอดเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ร้องสอดเป็นโจทก์ร่วม เป็นจำเลยร่วม ส่วนมาตรา 57 อนุมาตรา 3 ถูกเรียก หมายเป็นร้องสอดเนื้อแท้ไม่ใช่การร้องสอด คำร้องเป็นข้อแพ้ชนะในคดี อะไรเป็นการตั้งประเด็นได้ ก็คำร้องคำให้การ จำเลยให้การต่อสู้ ว่าเป็นผู้กู้นอกจากนั้นคดีหรือคำร้องคำร้องที่ยื่นต่อศาล เช่นเดิมให้การไปไม่ได้ตั้งประเด็นเรื่องขาดอายุความ คำร้องแก้ไขคำให้การก็เป็นคำคู่ความที่ยื่นมาก็ต้องตั้งประเด็น ถ้ายื่นมาสละประเด็น จะต่อสู้ในคำให้การเมื่อไหร่ เมื่อไม่ใช่คำคู่ความไม่ต้องตรวจจะต้องตรวจต่อเมื่อเป็นคำคู่ความฉะนั้นคำคู่ความต้องตรวจตามมาตรา 18 ดูว่าคำฟ้องทำถูกต้องหรือไม่ ใช้แบบพิมพ์ของศาลถูกต้องหรือไม่ หรือว่าคำฟ้องฟุ่มเฟือย บรรยายฟุ่มเฟือย วนอยู่นั่นแหละ หรือว่าไม่ได้เสียค่าขึ้นศาล อย่างนี้ศาลก็สั่งคืนคำฟ้องให้ถูกต้อง มาในระยะเวลา ต้องสั่งถ้าเราเป็นโจทก์ก็ต้องยื่นอุทธรณ์ต้องสั่งให้ไปแก้ก่อน สั่งไม่รับทันทีไม่ได้นะ ต้องสั่งคืนให้ไปแก้ก่อน ตามเวลาที่เห็นสมควร ทำไมกฎหมายต้องบังคับให้ไปแก้
ศาลชั้นต้นถูกกลับแน่นอนต้องสั่งให้แก้เพราะคำคู่ความเป็นประเด็นสำคัญ กฎหมายก็เป็นห่วงคู่ความที่ยื่นเข้ามาเมื่อทำไม่ถูกต้องศาลต้องช่วยเขา คำฟ้องไม่ถูกต้องให้ไปแก้เพื่อเขาจะได้แก้ให้ถูกกฎหมายบัญญัติเพื่อคุ้มครอง ก็เนื่องจากว่าสมมุติว่าโจทก์ยื่นแล้วใช้แบบพิมพ์ผิด ถ้ายกฟ้องเพราะเรื่องอย่างนี้สิทธิก็เสียหาย เขายื่นวันสุดท้าย อยู่ๆศาลไม่รับไม่ได้ ต้องสั่งให้ไปแก้ เราตั้งประเด็นอะไรไว้ก็เสียหายหมดนี่คือเหตุผลของมาตรา 18 เรียนกฎหมายต้องรู้ถึงวัตถุประสงค์ ยื่นคำฟ้องเข้ามาโจทก์ก็ต้องคืนให้มาใหม่ ให้คืนคำฟ้องต้องลงชื่อให้ถูกต้อง แบบนี้ก็ไม่ได้ ต้องทำคำฟ้องฉบับใหม่ให้มา คำฟ้องให้โจทก์ภายในสิบห้าวัน ผู้พิพากษาคนอื่นก็มาสั่งถูกต้องว่าไม่ได้ลงชื่อ คนสั่งก็จะถูกตำหนิ ก็จะเก็บเป็นหลักฐานนี่คือเหตุผลกฎหมายก็สงสัย ก็หาเหตุผลตอบ แต่ต้องหาคำตอบที่ถูก มีคำขอบังคับแล้วมันไม่ครอบคลุมก็สั่งแก้ได้ ก็ถามว่าก็จะเข้ามาตรา 43 กฎหมายก็บัญญัติคดีล้มละลายกฎหมายก็ให้รวดเร็วเวลาศาลกำหนดศาลก็ต้องคำนึง ต้องเผื่อระยะเวลาการส่งไปด้วย คิดว่าส่งไปวันไหนก็ต้องนับแต่วันส่ง เพื่อว่า พอถึงวันนัดลูกหนี้ก็ได้รับแล้ว ส่งไปไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ถึงวันนัดพิจารณาไม่ถึงเจ็ดวันศาลต้องเลื่อนไปนะครับเพราะเจ็ดวันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดให้ จำเลยต่อสู้ ถ้าหากมันน้อยกว่าเจ็ดวัน ลูกหนี้เสียหาย จากเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ข้อสังเกตคดีล้มละลายถ้าศาล พอศาลสั่งรับฟ้องต้องออกหมายเรียก เพื่อให้จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยก็มีสิทธิยื่นคำให้การ ภายในสิบห้าวันนับแต่วัน ส่งคำให้การ ไม่ใช่วันรับสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยนะครับ เราก็ต้องส่งสัยว่าทำไมไม่ใช้วันรับ เพราะวันรับมันดิ้นได้ ใครจะไปพิสูจน์ว่ารับแล้วหรือไม่ เราก็ต้องนึกถึงว่า มีวิธีการส่งกี่วิธีเราก็ต้องพยายามนึงถึงการส่งหมาย คำคู่ความ ก็เริ่มนับ ส่วนใหญ๋ก็นึกในใจ การส่งพวกนี้ของเจ้าพนักงานศาล มีการส่งโดยวิธีธรรมดา กับวิธีปิดหมาย ไม่ใช่ส่งในวิธีไม่ธรรมดานะครับ คือวิธีอื่น วิธีธรรมดากับวิธีอื่นแตกต่างกันอย่างไรก็คือส่งวันไหนมีผลเป็นการส่งโดยชอบเมื่อไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน นี่คือความแตกต่าง การส่งโดยวิธีธรรมดาคือส่งแล้วจำเลยรับเอง คือส่งโดยชอบมีผลวันนั้นเลย ภายในสิบห้าวัน หรือว่าไปส่งแล้วไม่ยอมรับเจ้าพนักงานเดินหมายก็ไปเอามาเป็นพยาน ก็คือต้องวางต่อหน้าคนรับ ไม่ใช่ไปไม่พบแล้ววางต่อหน้าคนอื่น ถ้าวางไม่ได้ก็ต้องกลับมารายงานศาล อันนี้แหละศาลก็จะสั่งว่าจะทำอย่างไร ไม่รู้ว่าจำเลยอยู่ที่ไหน ศาลก็อาจจะสั่งให้ส่งโดยประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ แต่ว่าผลการส่งต้องให้เวลาไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ชัดเจนแน่นอนน ศาลก็อาจให้ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ เพิ่มเติมขึ้นมา การส่งต่อไป เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องศาลรับฟ้องไว้พิจารณาโจทก์ประสงค์ถอนฟ้องทำอย่างไร ก็นำวิแพ่งมาใช้ 175 วิธีการถอนฟ้อง วิแพ่ง 175 ก็บัญญัติไว้สองขั้นตอนคือกรณีที่โทก์อนฟ้องในกรณีที่จำเลยยังไม่ยื่นคำให้การ ก็ถอนฟ้องโดยแถลงต่อศาล ยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือ แต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้วการถอนฟ้องต้องทำเป็นคำร้อง เข้าไป การที่จำเลยยื่นคำให้การแล้วในคดีแพ่ง กฎหมายให้ศาลถามจำเลยก่อน ว่าจะคัดค้านหรือไม่ หากจำเลยคัดค้านศาลจะอนุญาตให้ถอนฟ้องได้หรือไม่ ก็เป็นดุลพินิจของศาล ให้ถามจำเลยก่อนเพื่ออยากให้ถามข้อเท็จจริงจากศาลประกอบดุลพินิจ ในการอนุญาตหรือไม่
ที่พูดมาเมื่อสักครู่ก็คือคดีแพ่งทั่วไป คดีล้มละลาย ก็เหมือนกันต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลเท่านั้น ถ้าศาลไม่อนุญาตจะขอถอนฟ้องไม่ได ถ้าคดีนั้นศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว มีผลเป็นคำพิพากษา จึงมีผลเป็นคำพิพากษา อันนี้ก็มีฏีกาที่ว่ากรณีที่ศาล 3286/2530 1636/2532
คำสั่งคำร้อง 1593/2543
กรณีที่ศาลจะอนุญาตให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ถอนฟ้องได้นั้น จะต้องเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหนี้ทั้งหลายด้วย ถ้าการถอนฟ้องไม่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ศาลจะอนุญาต กรณีเช่นเจ้าหนี้อื่นก็ไมได้ประโยชน์ด้วย พอศาลอนุญาต ศาลก็ต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีต่อไป พอศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องแล้วศาลก็ต้องสั่งจำหน่ายคดี ในเรื่องการสั่งจำหน่ายคดีก็มีบทบัญญัติในมาตรา 154 ว่าในการสั่งจำหน่ายคดีของศาล ไม่ว่าจะสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ถอนฟ้องก็ดี ทิ้งไว้ก็ให้ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันแล้วก็สั่งจำหน่ายคดีได้ ตามมาตรา 154 แต่ถ้าคดีนั้นไม่มีการสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวไว้ ก็สั่งจำหน่ายคดีได้เลย ดู 154 จะเห็นว่าบทบัญญัติในเรื่องทิ้งฟ้องก็ดี ขาดนัดพิจารณาก็ดี นำมาใช้ในคดีล้มละลายได้ด้วย 174 ทิ้งฟ้องก็คือไม่มาขอให้ศาลส่งสำเนาและออกหมายเรียกให้แก่จำเลย อย่างนี้ก็เป็นเหตุทิ้งฟ้องหรือว่าโจทก์ไม่ดำเนินคดีในระยะเวลาที่ศาลกำหนดล้มละลายก็เช่นกัน ไม่มาศาลก็สืบก็ขาดนัดเหมือนกัน ความหน้ามาว่าต่อในเรื่องการรวมพิจารณา