สรุปคำบรรยาย พระธรรมนูญศาล ภาค 2/61 ครั้งที่ 9

125 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Feb 19, 2009, 11:37:22 PM2/19/09
to LAWSIAM, lawsiam com, TRAITHEP tupkit

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์อนันต์ ชุมวิสูตร ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 9 ( 29/01/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 4

                ยังอยู่ในอำนาจของเบอร์หนึ่ง แต่ล่ะ วงเล็บในมาตรา 11

11 วรรค สองเป็นเรื่องของเบอร์ สอง ที่มีฐานะเป็นผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง มี ปัญหาเป็นข้อคิดนิดหน่อยตรง วงเล็บ 1 ที่ได้แก้ไขล่าสุด ที่ให้อำนาจร่วมนั่งพิจารณา และตรวจสำนวนและทำความเห็นแย้ง กฎหมายปัจจุบันที่แก้ไขใหม่เป็นนั่งพิจารณาและพิพากษาคดีแปลว่าหากจะอยากทำคำพิพากษาปัจจุบัน ต้องได้นั่งพิจารณาด้วยซึ่งต่างกับมาตรา 29 นะครับ

  ดูความต่างของ 29 + 30  เปรียบเทียบกับมาตรา 11 

หลักใหญ่คือ 11 วงเล็บ 1 ข้อยกเว้นกรณีพิเศษคือ กรณี 29+30 

ดู มาตรา 12 อ่านทีเดียวผ่านครับเป็นเรื่องการบริหารภายใน

มาตรา 13 เป็นเรื่องมีอธิบดีภาคของศาลชั้นต้น ไม่ใช่ศาลอุทธรณ์ภาคนะครับ ปัจจุบันไม่มีรองอธิบดีภาคแล้ว มีแต่เลขานุการ ก็นำผู้พิพากษาเด็กๆมา ปัจจุบันมีอยู่ 9 ภาค

มาตรา 13 วรรค 3 ปิดทางไม่ให้ผู้พิพากษาอาวุโสกับผู้พิพากษาประจำศาล ขึ้นมาเป็น อธิบดี  คือ จะขึ้นมาไม่ได้

มาตรา 14 บอกว่าอธิบดีมีอำนาจสั่งอย่างไร  โดยการสั่งไปช่วยทำการชั่วคราว ไม่ใช่ทำการแทนนะครับเพราะเป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาเท่านั้น พอมาเจอคำว่าอธิบดีภาคนี้ถือว่าเป็นผู้พิพากษาคนนึงในศาลตนเอง

            คำถาม สมมุติว่าศาลจังหวัดสงขลา ลงโทษจำคุกจำเลยคนหนึ่งต่อมาทางฝ่ายโจทก์ขออุทธรณ์ให้ลงโทษหนักขึ้น ระหว่างอุทธรณ์ครบกำหนดขัง จำเลยยื่นให้ ปล่อย ศาลเห็นว่าอุทธรณ์ขอให้ลงโทษหนักขึ้น ถามว่าหากยื่นต่ออธิบดีภาค 9 ที่มีเขตอำนาจ ในศาลสงขลาจะมีอำนาจปล่อยหรือไม่

            ตอบ ตามมาตรา 14 นี่แหละครับว่าอธิบดีภาคก็มีอำนาจสั่งให้ปล่อยได้ครับ

ในแง่อธิบดีภาคในแง่ตุ๊กตาก็ถือเป็นผู้พิพากษานายหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีอำนาจตาม 11 วรรค 1 ด้วย รวม วงเล็บ 1 แน่ๆ จึงมีอำนาจ นั่งพิจารณาคดีและพิพากษาคดีต่างๆได้ด้วย  

            ก็จบที่จะออกได้ในส่วนอธิบดี เพราะถ้าจะให้ไปออกในแง่สั่งให้ไปช่วยชั่วคราวไม่เกิน 3 เดือน ต่อครั้ง ก็ไม่รู้จะออกแง่ไหนเพราะเป็นเชิงบริหาร

ต่อไปตามมาตรา 15 เริ่มยุ่งยาก เป็นเรื่องเขตอำนาจศาลซึ่งมุ่งไปที่ตัวศาลในทางภูมิศาสตร์ ซึ่งต่างกับเขตอำนาจศาลในวิแพ่งที่มองไปในการฟ้องคดีได้

มาตรา 15 ใช้ระหว่างศาลยุติธรรมด้วยกัน ที่ เป็นเรื่องสองศาลด้วยกันคดีเรื่องเดียวกันอย่าได้มีการพิจารณาซ้ำซ้อนกัน เน้นคำว่าโดยชอบ

                    ได้หลักในวิแพ่งอีกต่างหากว่าการฟ้องซ้อนเริ่มนับแต่เมื่อยื่นฟ้องไม่ต้องรอจนถึงประทับรับฟ้องถึงจะเป็นการฟ้องซ้อน

ฎ.122/2547

การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลชั้นต้นเป็นศาลแรกไว้แล้ว ต่อมาโจทก์กลับมาฟ้องจำเลยข้อหาเดียวกันต่อศาลจังหวัดปัตตานี ฟ้องคดีหลังของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง(1)ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อันส่งผลให้คำสั่งประทับฟ้องของศาลจังหวัดปัตตานีไม่ชอบไปด้วย

กรณีที่ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้รับประทับฟ้องไว้แล้วตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 เดิม ต้องเป็นกรณีที่ศาลอื่นรับประทับฟ้องไว้โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น การที่ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งประทับฟ้องไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแรกของศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาคดีแรกต่อไปได้

-           จะฝ่าฝืนมาตรา 15 ก็ต่อเมื่อประทับรับฟ้องคดีไว้โดยชอบ ประเด็นเดียวเลยในฎีกานี้

ที่ไม่ค่อยได้ออกสอบเพราะว่าเป็นลูกผสม ของวิแพ่งด้วย

            ไอ้ตรงเว้นแต่ ไม่ค่อยออกเพราะโอนมาก็พิจารณาได้

 ต่อไปมาตรา 16 เป็นพระเอกในเรื่องเขตอำนาจศาลเลยครับ ออกมาทุกสนามและหลายครั้งด้วยครับ

ถามว่า ศาลเชียงใหม่มีเขตอำนาจเหนืออำเภออะไรบ้าง ก็ไปดูพ.ร.บ จัดตั้งศาลจังหวัดเชียงใหม่สิครับ

 วรรคสองคือ เขตศาลที่แท้จริง ต้องย้ำเพราะวรรค 3 คือเขตศาลที่ลวงตา

คำตอบก็คือต้องกางแผนที่กรุงเทพ แล้วเขี่ยเขตศาลแพ่ง อาญา ธน ออก กรุงเทพใต้ออก มีนบุรี ตลิ่งชันพระโขนงออก และศาลยุติธรรมอื่นออกอีก ที่เหลือนั่นแหละคือเขตศาลแท้ๆของศาลแพ่งรัชดา อาญา รัชฎา อย่าไปจำมันข้อสอบไม่ออก แต่ให้รู้ไว้เป็นหลักปฎิบัติ  

ศาลยุติธรรมอื่นไม่ใช่ศาลแขวงไม่ใช่ศาลพิเศษไม่ใช่ศาลชำนัญพิเศษ เพราะไม่งั้นศาลแพ่งศาลอาญาไม่เหลือ เขตเลยก็พอแปลได้ว่าก็คือศาลจังหวัดตลิ่งชันศ่าลจังหวัดพระขโนง

 วรรค 3  เขตศาลเทียม คือ ทั่วประเทศ 16 วรรค 3 ใช้งานต่อเมื่อ มูลคดีเกิดนอกเขตศาลแพ่งหรืออาญา แต่มาฟ้องในศาลแพ่งหรืออาญา รัชดา ตอนเข้าวรรคนี่สำคัญ อย่าเข้าวรรคผิดนะครับ

รับคดีไว้พิจารณา หรือ โอนคดีไปที่ศาลเดิมที่เกิดเรื่องเกิดเหตุที่มีอำนาจเหนือคดีนั้น 2 ทางเลือกนี้เป็นทางเลือกศาลไม่ใช่บทบังคับให้ศาลต้องทำ แต่อำนาจมี 2 อย่างนะครับจะสั่งเป็นอย่างที่สามไม่ได้นะครับ

 วรรค 3 เป็นเรื่องคดีที่เกิดในราชอาณาจักร จริงก็คือ 16 ทุกวรรคแหละครับ

คำว่าคดีที่เกิดตามวรรค 3 คดีนั้นเกิดขึ้นนอกเขต ก็แปลได้ทำนองเดียวกับมูลคดีเกิดขึ้นที่ไหน

สมมุติมีการปล้นที่เชียงใหม่คดีนี้มาจำเลยถูกจับในเขตกรุงเทพ ต่อมาคดีนี้มาฟ้องที่ศาลอาญาถามว่าคดีนี้เข้าวรรค 3  มาตรา 16 ไหม

ก็วิอาญา 22 ก็เกิดนอกเขตศาล เข้าวรรค 3 ไหมครับคือ ศาลที่มีการจับกุมเหมือนกัน ก็เข้ามาตรา 22 แต่ไม่ใช่ศาลที่มูลคดีเกิด ก็น่าจะถือว่าเข้า วรรค 3 มาตรา 16

ข้อสังเกตว่าดูอย่างไงว่าใช้ดุลพินิจรับไว้แล้ว เอาคดีอาญาก่อน อัยการฟ้องยื่นฟ้องแล้วศาลอาญาประทับรับฟ้องตูมถือว่าเข้าวรรค 3 หรือยัง หรือคดีที่ผู้เสียหาย ฟ้องแล้วสาลอาญาสั่งไต่สวนมูลฟ้อง ถือว่ารับไว้หรือยัง ศาลอาญาดูตรงที่ว่าประทับรับฟ้องหรือยังเป็นตัวเด็ดขาดจึงเป็นการใช้อำนาจตามวรรค 3 แล้ว

ส่วนคดีแพ่งนอกจากศาลแพ่งรับฟ้องต้องมีการทำอย่างอื่นอีก เช่นชี้สองสถานแล้ว สืบพยานแล้ว คือต้องมีการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นๆอีกนอกจากการรับฟ้องไว้แล้ว

ฎ.7255/2540

เมื่อมูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งเจ็ด มิใช่หนี้ร่วมที่จำเลยทั้งเจ็ดต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ หากแต่เป็นหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งจำเลยแต่ละคนจะต้องรับผิดต่อโจทก์มูลความแห่งคดีที่จำเลยทั้งเจ็ดจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษา จึงเป็นการชำระหนี้ที่อาจแบ่งแยกจากกันได้ หาได้เกี่ยวข้องกันไม่ ดังนี้ โจทก์จะเสนอคำฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดรวมมาในคดีเดียวกันมิได้

การที่ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ไว้พิจารณาโดยขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 150 ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำฟ้องจำเลยดังกล่าวอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำฟ้องจำเลยดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 และเมื่อความปรากฏต่อศาลชั้นต้นก่อนศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องเป็นไม่รับคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจยอมรับคดีสำหรับจำเลยดังกล่าว ซึ่งอยู่นอกเขตศาลชั้นต้นไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 14(5)

 

ฎ.6890/2537

แม้คำฟ้องโจทก์เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะต้องยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรีที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายดังกล่าวใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องก็ตาม แต่เมื่อศาลแพ่งได้สั่งรับฟ้องคดีนี้ไว้แล้ว ย่อมถือว่าศาลแพ่งได้ใช้ดุลพินิจยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 14(4) ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายดังกล่าวใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องแล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฟ้องต่อศาลแพ่งแต่อย่างใด

 

 

 

ฎ.379/2525

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา4 นั้น เป็นบทบัญญัติที่ใช้แก่ศาลทั่วไป แต่สำหรับอำนาจของศาลแพ่งนั้นยังมีอำนาจที่จะพิจารณา พิพากษาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตศาลแพ่งด้วยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.14(4) คดีที่เกิดนอกเขตศาลแพ่งและจำเลยมีภูมิลำเนานอกเขตศาลแพ่ง เมื่อศาลแพ่งรับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จ ดังนี้แสดงว่า ศาลแพ่งใช้ดุลพินิจยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.14(4) แล้ว

คำถาม นายฟ้าฟ้องนายเมฆเป็นคดีอาญา ต่อศาลอาญาว่าทำร้ายร่างกายเจ็บสาหัส ตาม 297 จำคุก 6 เดือน 10 ปี ไต่สวนมูลฟ้อง มีมูลให้รับฟ้อง ถามว่าคนเดียวได้หรือไม่ ลองเปิดดูมาตรา 25 ครับ 25 วงเล็บ 3 เป็นเรื่องผู้พิพากษาในศาลจังหวัด หรือศาลคดีอาญาได้ด้วย เท่ากับสั่งถูกมีอำนาจสั่ง ระหว่างสืบพยานโจทก์ ก็จ่ายสำนวน ให้องค์คณะสองคน ระหว่างสืบ ต้องย้ายทั้งสองคน อธิบดี ก็เลยมอบหมายให้องค์คณะชุดใหม่ 2 คนมาพิจารณาคดี กับเห็นว่าคดีนี้อยุ่ในอำนาจ ศาลจังหวัด นนทบุรีจึงสั่งให้โอนคดี ไป ถามว่า คำสั่งขององค์คณะของผู้พิพากษาชุดสอง นี้สั่งถูกหรือไม่

ตอบ  เมื่อใช้อำนาจรับฟ้องไว้แล้วต้องทำให้เสร็จห้ามไปทิ้งคดีกลางทาง จะกลับลำไม่ได้ ไม่ชอบตาม 16 วรรค 3

คำถามที่ 2 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งให้ชำระหนี้ให้โจทก์โดยระบุในฟ้องว่ามีภูมิลำเนา ในจตุจักร ศาลแพ่งรับฟ้องโจทก์ไว้แล้ว ปรากฏว่าในการส่งสำเนาฟ้องไม่ได้เพราะปรากฏภายหลังว่ามีภูมิลำเนาในศาลกระทุ่งแบน  ก็แปลว่าแก้ฟ้องก็ให้แก้ รับฟ้องก็รับ ถามว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ตอบ ถือว่าศาลแพ่งใช้อำนาจตามมาตรา 16 วรรค 3

การที่มาฟ้องแล้วศาลแพ่ง ศาลอาญาเผลอรับ ถามว่าจะอ้างว่าเผลอแล้วกลับลำโอนคดีได้หรือไม่ ตอบว่าไม่ได้ถ้าจะเผลอต้องเนียนต่อให้จบ นี่คือหลักวรรค 3 ครับ

 ต่างจากวรรค 4 มาตรา 16 อย่างไร วรรค 4 เป็นเรื่องที่เกิดมูลคดี ( คดีแพ่ง ) ที่เกิดเหตุ ( คดีอาญา ) เกิดทับกันระหว่างศาลแขวงกับศาลจังหวัด วรรค 4 จึงบังคับศาลจังหวัดให้โอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ

            วรรค4 เป็นการบังคับศาล

            วรรค 4 เกิดในการทับซ้อน 2 ศาลคือเกิดในเหตุแท้ๆ แต่วรรค 3 เกิดนอกเขตแท้ๆ ทีนี้ถามว่าถ้าคดีแบบเมื่อกี้ถ้าเกิดในกรุงเทพหล่ะ ครับ  ก็ต้องตีความให้ใช้ได้สิครับ

            เมื่อเจตนารมณ์ต้องการให้ศาลแขวงพิจารณาคดีในคดีที่อยู่ในอำนาจของตน

 

 

ฎ.2040/2550

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่สองโดยรับข้อเท็จจริงบางส่วนตามคำให้การของจำเลยทั้งสี่ เป็นการขอลดทุนทรัพย์ฟ้องเดิมภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และคดีนี้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยจึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลาที่จำเลยทั้งสี่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสี่เพื่อหักล้างข้ออ้างของโจทก์ได้ การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสี่เสียเปรียบและหลงข้อต่อสู้แต่ประการใด

ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฯ มาตรา 16 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ" นั้น แม้จะใช้ถ้อยคำว่าศาลจังหวัดก็ตาม แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความในวรรคสี่ไว้เนื่องจากไม่ประสงค์ให้ศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงตั้งอยู่ในเขตศาลนั้นรับพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง เมื่อศาลแพ่งธนบุรีเป็นศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงธนบุรีและศาลแขวงตลิ่งชันตั้งอยู่ในเขตจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติดังกล่าวด้วย คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยลดจำนวนทุนทรัพย์ลงเป็นเหตุให้คดีของโจทก์เป็นคดีที่เกิดในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลแพ่งธนบุรีจึงต้องมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงธนบุรีซึ่งเป็นศาลแขวงที่มีเขตอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages