หัวข้อสนทนา : สรุปหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 (ตอนที่ ๑)
สรุปกฎหมายนี้ผมอิงจากเล็คเชอร์ของ อ.ประจักษ์สมัยเรียนมหาลัย และอาศัยหลักกฎหมายตามคำบรรยายเนติสมัย 61 ซึ่งเน้นฎีกาตามจูริส ดังนั้น ในส่วนดีขอให้ตกแก่ท่านอาจารย์ทุกท่านและผู้แต่งจูริส
ในส่วนข้อบกพร่องข้าพเจ้าขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว
สรุปกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งภาค 4
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาและการบัง
ตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
ข้อเปรียบเทียบของมาตรา 253, 254 และ 264
1. คำสั่งตามมาตรา 253, 254 และ 264 เป็นคำสั่งที่เกี่ยวด้วยการคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างพิจารณา จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์-ฎีกา
2. คำขอตามมาตรา 253 ไม่ใช่เป็นคำขอที่สามารถทำได้แต่ฝ่ายเดียวตามมาตรา 21 (3)
ดังนั้น ศาลต้องทำการไต่สวนและโจทก์มีโอกาสที่จะคัดค้านได้
คำขอตามมาตรา 254 เป็นคำขอฝ่ายเดียวตามมาตรา 21 (3) โจทก์ไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาให้กับจำเลยในกรณียึดหรืออายัดทรัพย์สินตามมาตรา 254 (1) และกรณีให้จับหรือกักขังไว้ชั่วคราวตามมาตรา 254 (4) แต่ถ้าเป็นคำขอตามมาตรา 254 (2) (3)
ศาลอาจใช้ดุลพินิจให้จำเลยคัดค้านได้และให้โจทก์ส่งสำเนาให้กับจำเลย
คำขอตามมาตรา 264 ไม่ใช่คำขอฝ่ายเดียวแต่เป็นคำขอตามมาตรา 21 (2) (4) จึงต้องส่งสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งและให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้คัดค้าน
3. มาตรา 253 , 264 ใช้ได้กับคดีทุกประเภท แต่มาตรา 254 ไม่ใช้บังคับกับคดีมโนสาเร่
4. มาตรา 253 ถ้าหากศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย คำสั่งดังกล่าวจะมีผลจนกว่าคดีถึงที่สุด แต่กรณีของมาตรา 254 , 264 คำสั่งอนุญาตมีผลจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา กล่าวคือ คำสั่งตามมาตรา 254 , 264 มีผลเฉพาะศาลที่ขอเท่านั้นตามมาตรา 260 แต่ถ้าเป็นการตกลงตามมาตรา 264 และข้อตกลงนั้นกำหนดให้มีผลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
คำสั่งดังกล่าวที่ตกลงกันก็จะมีผลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
ข้อพิจารณาเกี่ยวกับวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษา
1. วิธีการชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษาไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดีแต่ถือว่าเป็นเพียงอุปกรณ์ของการบังคับคดี ดังนั้น ถ้าหากคู่ความต้องการที่จะบังคับคดีต่อไป
ก็จะต้องร้องขอต่อศาลเพื่อที่จะตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไปเพื่อให้บังคับคดี นอกจากนี้ กรณีที่ฝ่ายโจทก์ได้ทำการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวก่อนที่ศาลจะพิพากษาตามมาตรา 254 (1) ในกรณีเช่นนี้ก็ไม่ตัดสิทธิของเจ้าหนี้ในคดีอื่น ที่จะยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นอีก
2. ในบางกรณีกฎหมายบางมาตราเขียนว่า
ในกรณีเช่นนี้คู่ความอาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินของอีกฝ่ายหนึ่งได้ เช่น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 159 หรือ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 (ไม่ใช่กรณีอายัดตามมาตรา 254 , 264)
3. การที่จะใช้วิธีการชั่วคราวได้นั้นจะต้องเป็นกรณีที่มีคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาซึ่งจะเป็นระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็ได้
ปัญหาที่อาจตามาก็คือ ในระหว่างที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์และออกคำบังคับให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ภายใน 1 เดือน ถ้าหากในระหว่าง 1 เดือน นั้น จำเลยทำการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน โจทก์จะทำเช่นไร เพราะกรณีไม่อาจจะขอใช้วิธีการชั่วคราวได้ตามมาตรา 254 , 264 ซึ่งทางออกก็คือ เราสามารถใช้มาตรา 23 คือ ขอย่นหรือขยายระยะเวลาในการบังคับ
4. โดยหลักหากจะขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนศาลพิพากษาจะต้องมีคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา แต่มีอยู่วิธีหนึ่งแม้คดีไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาก็อาจขอใช้วิธีการชั่วคราวได้ ซึ่งก็คือ กรณีเมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ในกรณีเช่นนี้ศาลต้องมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ก่อน
ซึ่งทำให้ลูกหนี้สามารถทำการยักย้ายถ่ายเทจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของตนได้ ซึ่งย่อมจะเป็นที่เสียหายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ ดังนั้น กฎหมายจึงเปิดโอกาสที่จะให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้ศาลมีวิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 254 , 264 ได้
จำเลยขอคุ้มครองชั่วคราว (มาตรา 253)
จำเลยเป็นผู้มีสิทธิร้องขอคุ้มครองตามมาตรา 253
1. ในกรณีของคดีที่ไม่มีข้อพิพาท (มาตรา 188) เมื่อมีผู้ยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีก็จะกลายเป็นคดีมีข้อพิพาท ผู้ยื่นคำร้องจึงมีฐานะเสมือนเป็นโจทก์ ผู้คัดค้านจึงมีฐานะเสมือนเป็นจำเลย ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 253 ได้ แต่ทั้งนี้ ในมาตรา 188
ยังกำหนดข้อยกเว้นอยู่ 2 เหตุ ซึ่งแม้จะมีการยื่นคำคัดค้าน คดีดังกล่าวก็ไม่เป็นคดีมีข้อพิพาท คือ
1.1 คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้อนุญาตกรณีที่ผู้แทนโดยชอบธรรมได้ปฏิเสธในการไม่ให้ความยินยอมกับผู้ไร้ความสามารถในการทำการต่างๆ
1.2
คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนหรือคืนคำอนุญาตอันให้ไว้แก่ผู้ไร้ความสามารถ
2. ในกรณีที่มีการฟ้องแย้งตามมาตรา 177 วรรค 3 กฎหมายให้อำนาจจำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ ถ้าหากฟ้องแย้งนั้นเกี่ยวกับฟ้องเดิม ซึ่งทำให้ตัวจำเลยในฟ้องเดิมกลับเป็นโจทก์ ตัวโจทก์เดิมกลับเป็นจำเลย ทำให้โจทก์ในคดีเดิมใช้สิทธิตามมาตรา 253 ได้หรือไม่
ซึ่งตรงนี้มีความเห็นอยู่ 2 ความเห็น คือ
2.1 โจทก์ในคดีเดิมไม่น่าที่จะใช้สิทธิตามมาตรา 253 ได้ เนื่องจากโจทก์ในคดีเดิมสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 254 ได้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยฟ้องแย้งต้องมาใช้สิทธิตามมาตรา 253
2.2 โจทก์ควรมีสิทธิร้องขอใช้มาตรา 253 ได้
เนื่องจากโจทก์ในฟ้องเดิมเป็นจำเลยในคดีฟ้องแย้ง และการวางเงินมีอยู่ในเฉพาะมาตรา 253 เท่านั้น ซึ่งมาตรา 254 ไม่ได้เขียนไว้ จึงน่าจะให้โจทก์ในคดีเดิมใช้สิทธิตามมาตรา 253 ได้
ข้อสังเกต การวางเงินต้องพิจารณาตามมาตรา 264 สถานเดียว ถ้าเป็นการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมจะเข้ามาตรา 253
3.
ในกรณีร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา 288 เป็นกรณีที่โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้กระทำยึดทรัพย์ของฝ่ายจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้เพื่อที่จะขายทอดตลาด แล้วมีผู้ร้องเข้ามาโดยอ้างว่าทรัพย์นั้นไม่ใช่ของจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้ ซึ่งตรงนี้กฎหมายถือว่าผู้ร้องขัดทรัพย์มีฐานะเป็นโจทก์
ส่วนโจทก์หรือจำเลยตามคำพิพากษามีฐานะเป็นเสมือนจำเลย จึงมีประเด็นว่า ผู้ร้องขัดทรัพย์จะสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 253 ได้หรือไม่ หรือจำเลยในคดีร้องขัดทรัพย์จะขอใช้สิทธิตามมาตรา 253 ได้หรือไม่ ซึ่งตรงนี้มีฎีกาที่ 500/2504 ได้เคยวินิจฉัยไว้ โดยมีข้อสังเกตดังนี้
(1)
ในคดีร้องขัดทรัพย์ไม่ถือว่าโจทก์ในคดีเดิมหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นโจทก์ แต่ถือว่าผู้ร้องขัดทรัพย์มีฐานะเป็นโจทก์ ผู้ร้องขัดทรัพย์จึงไม่อาจใช้สิทธิตามมาตรา 253 ได้ แต่โจทก์ในคดีเดิมสามารถขอใช้สิทธิตามมาตรา 253 ได้
(2) คำพิพากษาได้กล่าวถึงมาตรา 288 (1) ซึ่งทั้งมาตรา 253 และมาตรา 288 (1) มีความแตกต่างกันดังนี้
(2.1) ระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอ มาตรา 253 กำหนดว่าจำเลยสามารถยื่นคำร้องขอได้ก่อนวันที่ศาลมีคำพิพากษา จึงสามารถยื่นคำขอได้ทั้งในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ส่วนมาตรา 288 (1) กำหนดว่าถ้ามีการชี้สองสถานต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถาน ถ้าไม่มีการชี้สองสถานก็ต้องยื่นก่อนวันสืบพยาน
(2.2)
เหตุแห่งการยื่นคำขอในมาตรา 253 กำหนดเหตุแห่งการยื่นคำขอไว้ 2 ประการ
ก. โจทก์ไม่มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ภายในราชอาณาจักร และไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับได้อยู่ในราชอาณาจักร
ข. มีเหตุที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
ส่วนมาตรา 288 (1) กำหนดเหตุไว้ว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีเหตุแสดงว่าคำร้องขัดทรัพย์ไม่มีมูลและการยื่นคำร้องขัดทรัพย์เป็นไปเพื่อประวิงคดีให้ชักช้า
(2.3) เงินประกันที่ศาลให้วางในมาตรา 253 คือ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ส่วนมาตรา 288 (1)
เป็นเงินประกันค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่อาจได้รับเนื่องจากเหตุเนิ่นช้าในการบังคับคดีอันเกิดจากการยื่นคำร้องขอนั้น
(2.4) กรณีการจำหน่ายคดี เมื่อศาลกำหนดให้โจทก์วางเงินประกัน ถ้าหากโจทก์ไม่ยอมวางเงินในมาตรา 253 ศาลจะจำหน่ายคดีทันทีไม่ได้ ศาลต้องถามจำเลยก่อนว่าประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปหรือไม่
ถ้าจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปก็ถือว่าจำเลยสละสิทธิตามมาตรา 253 แล้ว แต่ถ้าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งตามวรรค 2 คดียังไม่ถึงที่สุดต้องรอจนกว่าศาลอุทธรณ์-ฎีกา ได้พิพากษาคดีแล้ว ส่วนมาตรา 288 (1) ศาลสามารถจำหน่ายคดีได้ทันทีโดยไม่ต้องถามจำเลยหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแต่ประการใด
(2.5) คำสั่งตามมาตรา 253 เป็นคำสั่งตามมาตรา 228 (2)
เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความระหว่างการพิจารณา จึงสามารถอุทธรณ์ได้ทันที โดยไม่ต้องโต้แย้งคัดค้านไว้ก่อน แต่คำสั่งตามมาตรา 288 (1) เมื่อศาลมีคำสั่ง กฎหมายให้ถือว่าคำสั่งเป็นที่สุด ไม่สามารถอุทธรณ์ได้
กล่าวโดยสรุปแล้ว
โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถใช้สิทธิทั้งในมาตรา 253 กับ มาตรา 288 (1) ไปพร้อมๆ กันได้
4. ในกรณีร้องสอดตามมาตรา 57 (1) เป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 ซึ่งคำร้องสอดถือว่าเป็นคำฟ้อง ผู้ร้องสอดจึงมีฐานะเสมือนเป็นโจทก์จึงไม่สามารถใช้สิทธิตามมาตรา 253 ได้
ร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 57 (3) คู่ความเดิมจำต้องผูกพันตามคำพิพากษา ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์เดิมแพ้คดีและให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยด้วย จำเลยก็สามารถขอให้โจทก์เดิมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมได้ จึงไม่เกิดความเสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงไม่ควรจะใช้สิทธิตามมาตรา 253 กับผู้ร้องสอดได้อีก
แต่ก็มีนักกฎหมายบางท่านเห็นว่าจำเลยน่าจะร้องขอใช้สิทธิตามมาตรา 253 ให้ผู้ร้องสอดวางเงินประกันได้ เพราะโจทก์เดิมอาจไม่มีเงินพอจะจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมก็ได้
ในส่วนของมาตรา 57 (3) เป็นกรณีผู้ร้องสอดเข้ามาในคดีโดยไม่ได้เต็มใจ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ควรจะขอให้ผู้ร้องสอดดังกล่าววางเงินตามมาตรา 253 ได้
5. กรณีมีโจทก์หลายคนก็จะต้องพิจารณาประกอบมาตรา 162 ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลจะใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมว่าใครจะต้องเป็นผู้รับผิด ซึ่งไม่แน่นอนว่าศาลจะสั่งอย่างไร หากศาลสั่งให้โจทก์ที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 253 ชำระส่วนหนึ่ง ส่วนโจทก์ที่ไม่อยู่ในเงื่อนไขมาตรา 253 ชำระอีกส่วนหนึ่ง ก็น่าจะให้จำเลยขอให้โจทก์ที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา
253 วางเงินประกันได้
หลักเกณฑ์ในการร้องขอ
1. จำเลยต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง
2. เหตุที่จะยื่นคำร้องขอ
3. การพิจารณาคำร้องของศาล
4. ผลของคำสั่งศาล
1.
จำเลยต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง
การที่จำเลยจะใช้สิทธิตามมาตรา 253 ต้องยื่นคำขอเข้ามา ศาลจะสั่งเองไม่ได้ ซึ่งต่างจากมาตรา 288 (1) แม้กฎหมายจะกำหนดให้โจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาล แต่แนวทางปฏิบัติของศาลฎีกาเมื่อมีการยื่นคำร้องขัดทรัพย์เข้ามา
ถ้าศาลเห็นว่ายื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีศาลก็สามารถสั่งให้ผู้ร้องวางเงินประกันได้
ระยะเวลาในการร้องขอตามมาตรา 253 สามารถยื่นได้ทั้งในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา แต่ต้องยื่นก่อนศาลมีคำพิพากษา
ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่ต้องนำมาวางศาลจะเป็นเพียงค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในระหว่างพิจารณาคดีเท่านั้นหรือไม่ เรื่องนี้มีอยู่ 2 ความเห็นคือ
(1) เป็นค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่อยู่ในระหว่างพิจารณาเท่านั้น ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นบังคับคดีไม่ต้องนำมาวาง
(2) เป็นทั้งค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่อยู่ในระหว่างพิจารณาและรวมถึงในชั้นบังคับคดีด้วย
2. เหตุที่จะยื่นคำร้องขอ
เหตุที่จะยื่นคำร้องขอมีอยู่ 2 เหตุ คือ
2.1 โจทก์มิได้มีภูมิลำเนา หรือสำนักทำงานอยู่ในราชอาณาจักร
และโจทก์ไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้ในราชอาณาจักร
ข้อสังเกต คำว่า “ไม่มีทรัพย์สินอยู่ในราชอาณาจักร” หมายความรวมถึง กรณีที่มีทรัพย์สินอยู่ในราชอาณาจักร แต่มีไม่เพียงพอที่จะชำระค่าฤชาธรรมเนียมด้วย
2.2 เป็นที่เชื่อได้ว่าโจทก์จะแพ้คดี
แล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
3. การพิจารณาคำร้องขอ
มาตรา 253 ไม่ใช่กรณีที่จำเลยสามารถทำได้แต่ฝ่ายเดียว ต้องให้โอกาสโจทก์ด้วย และศาลต้องทำการไต่สวนถึงเหตุ 2 ประการ ดังนี้
3.1
โจทก์ไม่มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำงานอยู่ใยราชอาณาจักร+ไม่มีทรัพย์สินที่จะบังคับได้ในราชอาณาจักร
3.2 เป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
ข้อสังเกต ในชั้นไต่สวน คู่ความไม่มาศาลหรือจำเลยไม่มาศาล
จะนำเรื่องการขาดนัดพิจารณามาใช้ไม่ได้เพราะไม่ใช่การไต่สวนหรือการพิจารณาในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี แต่ถือว่าจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมาสืบ ศาลจึงต้องสั่งยกคำร้องของจำเลย แต่ถ้าโจทก์ไม่มาศาลก็ต้องถือว่าโจทก์สละเจตนาจะคัดค้าน
4. ผลของคำสั่ง
กรณีศาลมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยเพราะไม่เข้ามาตรา 253 จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์-ฎีกา ได้ทันทีตามมาตรา 228 (2) โดยไม่ต้องโต้แย้งคัดค้านไว้ก่อน และถ้าศาลสั่งให้โจทก์วางเงินประกัน โจทก์ก็มีสิทธิอุทธรณ์-ฎีกา ได้ทันทีตามมาตรา 228 (2) เช่นเดียวกัน
ข้อสังเกต ในมาตรา 229 กำหนดให้วางเงินเท่านั้น แต่ในมาตรา 253
ไม่ได้บังคับว่าโจทก์ต้องนำเงินมาวางเท่านั้น โจทก์จะหาประกันอย่างอื่นมาวางก็สามารถทำได้
ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลให้วาง
มาตรา 161 ค่าฤชาธรรมเนียม คือ จำนวนเงินที่ศาลสั่งให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย ชำระให้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งได้แก่ ค่าขึ้นศาล (ตาราง 1)
ค่าธรรมเนียมอื่นๆ (ตาราง 2) และค่าใช้จ่าย (ตาราง 3-7)
นอกจากค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยแล้วปรากฏว่า การยึดทรัพย์ดังกล่าวต้องมีการจ้างผู้รักษาทรัพย์ด้วย
ค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้รักษาทรัพย์ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้แต่ศาลก็สามารถสั่งให้โจทก์วางได้
ในการกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของศาลจะกำหนดได้แค่ไหน บางคดีอาจมีการอุทธรณ์-ฎีกาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลอุทธรณ์-ฎีกาต้องนำมาวางศาลหรือไม่ ในมาตรา 229 ถ้าหากจะมีการอุทธรณ์
ผู้อุทธรณ์ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมมาวางด้วยและมาตรา 233 กำหนดว่าถ้ามีค่าฤชาธรรมเนียมเพิ่มขึ้น ผู้อุทธรณ์ต้องนำมาวางเพิ่มด้วย และมาตรา 241 (ฎีกา) กำหนดให้นำมาตรา 229 และมาตรา 233 มาใช้บังคับ ทำให้เห็นว่า การที่ศาลจะกำหนดให้โจทก์ต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามมาตรา 253 ศาลควรกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในศาลชั้นต้นเท่านั้น
ไม่จำเป็นต้องคำนวณค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้ง 3 ศาล
ข้อสังเกต มาตรา 229 และมาตรา 233 ไม่ได้กำหนดเรื่องค่าใช้จ่ายไว้ ดังนั้น ผู้อุทธรณ์ ฎีกา จึงไม่ต้องนำค่าใช้จ่ายมาวาง และตามมาตรา 253 ก็ไม่ต้องนำค่าใช้จ่ายมาวางในชั้นอุทธรณ์ ฎีกา คงนำค่าใช้จ่ายมาวางเฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น
เมื่อศาลกำหนดให้โจทก์วางเงินประกัน หน้าที่ของโจทก์ คือ
1. นำเงินมาวางศาลตามที่ศาลสั่ง เช่นนี้ศาลก็จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
2. ไม่ยอมนำเงินมาวางศาลและไม่อุทธรณ์คำสั่งให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ (มาตรา 253 วรรค 3)
ข้อสังเกต
2.1 ถ้าจำเลยคัดค้านไม่ให้จำหน่ายคดี ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ถือว่าจำเลยสละสิทธิตามมาตรา 253
2.2 คำสั่งที่ศาลจำหน่ายคดียังไม่มีการตัดสินประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี โจทก์สามารถนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้อีกไม่เป็นฟ้องซ้ำและไม่เป็นดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ
3.
นำเงินมาวางศาลแต่ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาล แม้ศาลชั้นต้นจะตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์ก็จะขอคืนเงินที่วางไว้ทันทีไม่ได้เพราะมาตรา 253 ให้สิทธิแก่จำเลยที่จะร้องขอให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ก็เพื่อคุ้มครองจำเลยให้จำเลยมีหลักประกันที่จะบังคับเองได้หากโจทก์แพ้คดีในที่สุด
เนื่องจากโจทก์เป็นบุคคลที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลซึ่งจำเลยไม่อาจบังคับเองได้ ดังนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันตามที่จำเลยร้องขอแล้ว คำสั่งนั้นย่อมมีผลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
“มาตรา 253 ทวิ”
กรณีที่จำเลยแพ้คดีในศาลชั้นต้น จำเลยจะยื่นคำขอตามมาตรา 253 ทวิ ไม่ได้ เพราะถือว่า
ไม่มีเหตุสมควรที่จะใช้สิทธิตามมาตรา 253 ทวิ ได้ แต่ใช้สิทธิตามมาตรา 253 ได้ ถึงแม้ว่าจำเลยจะเป็นฝ่ายแพ้คดีก็ตาม
ในการพิจารณาว่าใครเป็นโจทก์ตามมาตรา 253 ทวิ จะต้องดูในศาลชั้นต้นว่าใครเป็นโจทก์ใครเป็นจำเลย
เหตุในการร้องขอตามมาตรา 253 ทวิ
อาศัยเหตุเดียวกับเหตุตามมาตรา 253 ได้แก่
1. โจทก์ไม่มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำงานอยู่ใยราชอาณาจักร+ไม่มีทรัพย์สินที่จะบังคับได้ในราชอาณาจักร
2. เป็นเหตุแน่นแฟ้นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
ระยะเวลาในการร้องขอ
สามารถร้องขอได้ไม่ว่าจะในเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา
มาตรา 253 ทวิ วรรค 2 ไม่ถือว่าเป็นคำร้องที่ทำได้ฝ่ายเดียวแต่ถือว่าเป็นคำร้องตามมาตรา 21 (3) ซึ่งศาลต้องส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ทำการคัดค้านก่อน ถ้าศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งสำเนาสำนวนความไปยังศาลอุทธรณ์-ฎีกา
ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจทำการไต่สวน (ไม่มีอำนาจสั่งคำร้องต้องให้ศาลอุทธรณ์หรือฎีกาเป็นผู้สั่ง) แต่ถ้าส่งสำนวนไปแล้วก็ให้ศาลอุทธรณ์-ฎีกา เป็นคนไต่สวน
ข้อสังเกตตามคำพิพากษาฎีกา
1. โจทก์และโจทก์ร่วมมีฐานะเป็นจำเลยกรณีมีความฟ้องแย้ง โจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งจึงใช้สิทธิตามมาตรา 253 ได้
(ฎ.6605/2548)
2. ผู้ร้องขัดทรัพย์จะขอให้โจทก์เดิมวางเงินประกันตามมาตรา 253 ไม่ได้ (ฎ.500/2504)
3. หากมีเหตุหนึ่งเหตุใดเพียงเหตุเดียวจำเลยก็ขอให้โจทก์วางเงินประกันดังกล่าวได้ (ฎ.3155/2526) โดยไม่ต้องพิจารณาว่าฝ่ายใดจะชนะหรือแพ้คดี เพราะศาลมีอำนาจสั่งให้ฝ่ายที่ชนะคดีเสียค่าธรรมเนียมทั้งปวงได้ตามมาตรา 161
(ฎ.1715/2525 , 171/2530)
4. คำสั่งศาลที่ให้โจทก์วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายมีผลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อศาลสั่งให้โจทก์วางเงินแล้ว แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี แต่เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ก็ต้องวางเงินตามที่ศาลกำหนด (ฎ. 1487/2529)
5. ถ้าศาลสั่งยกคำร้องจำเลยอุทธรณ์ได้ตามมาตรา
228 (2) (ฎ.1106/2530)
6. ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินตามมาตรา 253 หรือ มาตรา 253 ทวิ ศาลต้องทำการไต่สวนก่อน (มาตรา 253 วรรค 2) แต่ถ้าปรากฏชัดเจนแล้วว่าโจทก์ยอมรับว่าตนมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศและไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ศาลก็ไม่จำต้องไต่สวนเหตุนี้อีก
สำหรับจำนวนเงินที่ศาลจะสั่งให้โจทก์วางเงินประกันนั้น มาตรา 253 วรรค 2 บัญญัติให้ศาลกำหนดจำนวนเงินที่จะให้โจทก์วางประกันรวมตลอดถึงระยะเวลาและเงื่อนไขตามที่เห็นสมควร จึงไม่จำเป็นต้องทำการไต่สวนอีกเช่นกัน ศาลอุทธรณ์จึงชอบที่จะกำหนดจำนวนเงินประกันไปตามที่เห็นสมควร ถ้าศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้กำหนดเงินประกัน
ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดจำนวนเงินประกันโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์กำหนด ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตามมาตรา 161 (ฎ.1107/2530)
หัวข้อสนทนา : สรุปหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 (ตอนที่ 2)
โจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราว (มาตรา 254)
เป็นเรื่องที่โจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราว จำเลยไม่สามารถใช้สิทธิตามมาตรานี้ได้ แต่ถ้าจำเลยได้ฟ้องแย้งเข้ามา จำเลยก็สามารถใช้สิทธิตามมาตรา 254 ในฟ้องแย้งได้ แต่ทั้งนี้มาตรา 254 นี้ จะไม่ใช่บังคับกับคดีมโนสาเร่
“คดีมโนสาเร่” (มาตรา 189) ได้แก่
1.
คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกิน 300,000 บาท
2. คดีฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 30,000 บาท
นอกจากนี้คดีที่โดยสภาพแห่งคดีไม่เปิดช่องใช้สิทธิตามมาตรา 254 ก็ คือ คดีฟ้องหย่าที่ไม่มีการเรียกทรัพย์สิน
คดีขอรับรองบุตรก็จะใช้มาตรา 254 ไม่ได้
มาตรา 254 ใช้กับการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเท่านั้น ถ้าไม่ใช่การกระทำที่ถูกฟ้องร้องก็ใช้มาตรา 254 ไม่ได้
“โจทก์” ตามมาตรา 254
1. จำเลยฟ้องแย้งมีสภาพเหมือนเป็นโจทก์ในฟ้องแย้ง จึงสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 254 ได้
2. ผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่ใช่โจทก์ตามมาตรา 254 เพราะ
2.1 ยึดหรืออายัดตามมาตรา 254 (1) ไม่ได้ เพราะตอนแรกยึดอยู่แล้ว แต่ผู้ร้องขัดทรัพย์ขอปล่อยทรัพย์
2.2 สั่งห้ามชั่วคราวอันเป็นการละเมิดหรือผิดสัญญาตามมาตรา 254 (2) ไม่ได้เพราะไม่เป็นละเมิดหรือผิดสัญญา
2.3
ระงับการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตามมาตรา 254 (3) ไม่ได้ เพราะกรณีร้องขัดทรัพย์เป็นกรณีขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดซึ่งทรัพย์ได้ถูกยึดอยู่แล้ว เจ้าหนี้หรือจำเลยไม่มีทางเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้อยู่แล้ว
2.4 กักขังและจับกุมเกี่ยวกับสัญญาและส่งมอบทรัพย์สินกันตามมาตรา 254 (4) ไม่ได้
เพราะขอปล่อยทรัพย์ไม่ใช่ให้มอบทรัพย์สินกัน
3. ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาบุคคลที่เป็นโจทก์ในศาลชั้นต้นสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 254 ได้
4. บุคคลซึ่งไม่ใช่คู่ความในคดี เช่น ผู้รับประโยชน์ในสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกหรือผู้รับประโยชน์ในสัญญาประนีประนอมยอมความ
ไม่อาจเป็นบุคคลผู้ใช้สิทธิตามมาตรา 254 ได้
การยื่นคำขอ
1. คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น
1.1 ศาลชั้นต้นเป็นผู้ทำการพิจารณาและไต่สวนคำขอ
1.2 การจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามมาตรา 132 ทำให้คดีสิ้นสุดลง เมื่อจำหน่ายคดีแล้ว
โจทก์ก็ไม่อาจใช้สิทธิตามมาตรา 254 ได้ เพราะไม่ได้มีคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล
ข้อสังเกต ถ้าศาลชั้นต้นได้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอผลคดีอีกศาลหนึ่ง ไม่ถือว่าคดีสิ้นสุดลง ถือว่ามีคดีอยู่ในศาลชั้นต้น โจทก์สามารถใช้สิทธิตามมาตรา 254 ได้
2.
คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์
2.1 ถ้าหากศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งสำนวนความไปยังศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นก็มีสิทธิไต่สวนคำสั่ง
2.2 กรณีจำเลยขาดนัดพิจารณาต่อมาศาลตัดสินให้จำเลยแพ้คดีเพราะขาดนัดพิจารณา จำเลยก็ขอใช้สิทธิในการพิจารณาคดีใหม่โดยผลของมาตรา 292
ศาลต้องมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ ฝ่ายจำเลยที่ถูกบังคับคดีจึงมีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ไปยังบุคคลภายนอกได้ ซึ่งโดยหลักแล้วการขาดนัดไม่ถือว่ามีคดีค้างพิจารณาในชั้นศาล โจทก์จึงใช้สิทธิตามมาตรา 254 ไม่ได้ ดังนั้น มาตรา 292 (1) จึงบัญญัติไม่ตัดสิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในการขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราว
3.
กรณีศาลไม่รับฟ้องของโจทก์และโจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณา โจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 254 ซึ่งศาลอุทธรณ์สั่งคำร้องตามที่ขอ เช่นนี้ไม่ถูกต้องเนื่องจากถ้าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์คดีต้องกลับไปสู่ศาลชั้นต้น ในชั้นศาลอุทธรณ์มีคำสั่งมีคำสั่งได้เพียง 2 กรณี คือ สั่งรับคำฟ้องกับสั่งไม่รับคำฟ้อง
ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 254 ในกรณีดังกล่าวข้างต้นได้
4. โจทก์ขอดำเนินคดีโดยขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ในระหว่างที่ยังไม่มีคำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล เช่นนี้ศาลจึงยังไม่พิจารณารับคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาว่าโจทก์จะใช้สิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 254
ในระหว่างพิจารณาคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้หรือไม่ มีความเห็น 2 ฝ่าย คือ
4.1 มาตรา 254 ใช้คำว่า “ยื่นต่อศาลพร้อมคำฟ้อง” แม้ไม่ระบุว่าต้องยื่นเมื่อศาลรับฟ้องก็ต้องแปลว่าศาลต้องรับฟ้องก่อนจึงจะมีคำสั่งเพื่อที่จะขอคุ้มครองตามมาตรา 254 ได้ ดังนั้น เมื่ออยู่ในชั้นของการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
ศาลยังไม่ได้สั่งรับคำฟ้อง จึงไม่อาจใช้สิทธิตามมาตรา 254 ได้
4.2 มาตรา 254 ใช้คำว่า “ในคดีอื่นนอกจากคดีมโนสาเร่” โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมคำฟ้องหรือเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา ไม่ได้บอกว่ายื่นหลังศาลรับฟ้องแล้ว และคำว่า “คดี” ตามมาตรา 1 (2) คือ กระบวนพิจารณาตั้งแต่เสนอคำฟ้องต่อศาล ดังนั้น น่าจะแปลว่า
ศาลน่าจะรับตั้งแต่ยื่นฟ้องได้เพราะถ้าไม่ให้ยื่นโจทก์อาจจะเสียหายได้ โดยจำเลยจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ต่อไป จึงควรให้โจทก์ยื่นได้
ข้อสังเกต เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 225/2526 วินิจฉัยว่า ก่อนศาลรับคำฟ้อง ศาลจะสั่งตามมาตรา 254 ไม่ได้ โจทก์จึงไม่สามารถยื่นคำร้องขอตามมาตรา 254 ได้ ดังนั้น
ขนาดคดีอยู่ชั้นรับฟ้องหรือไม่รับฟ้องยังมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่อาจยื่นคำขอได้ จึงต้องรอให้ศาลมีคำสั่งรับฟ้องก่อนจึงจะใช้สิทธิตามมาตรา 254 ได้
5. ตามมาตรา 260 คำสั่งใช้วิธีการชั่วคราวมีผลเฉพาะศาลนั้นเท่านั้น คือเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้วก็จะเป็นเรื่องของการบังคับคดีต่อไป คำสั่งดังกล่าวก็สิ้นสุดลงกรณีโจทก์ชนะ
แต่ถ้าจำเลยชนะ คำสั่งก็สิ้นผลไปโดยสภาพเพราะบังคับจากจำเลยไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น คำสั่งคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 254 จึงมีผลเฉพาะศาลนั้นเท่านั้น
ข้อสังเกต แม้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวจะมีผลเฉพาะศาลนั้นเท่านั้น แต่ก็มีบางกรณีที่แม้ศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว วิธีการชั่วคราวก็มีผลใช้บังคับอยู่ คือ ในมาตรา 264
มีการตกลงกันระหว่างโจทก์-จำเลย ให้ประมูลซื้อที่ดินที่พิพาทว่า ใครประมูลได้แล้วเอาเงินมาวางศาล ถ้าใครชนะคดีก็สามารถรับเงินดังกล่าวไปจากศาลโดยตกลงว่าให้ข้อตกลงนี้มีอยู่จนกว่าคดีถึงที่สุด ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชนะคดี โจทก์ว่าวิธีการชั่วคราวย่อมระงับ ข้อตกลงที่ทำกันย่อมสิ้นสุดลง ศาลฎีกาตัดสินว่า ไม่นำมาตรา 260 มาใช้
วิธีการชั่วคราวยังมีผลอยู่จนกว่าคดีถึงที่สุด
วิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 254
วิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 254 มีอยู่ 4 กรณี คือ
1. ยึดหรืออายัดทรัพย์พิพาทก่อนศาลพิพากษา (เป็นการเอาทรัพย์สินพิพาทมาอยู่ในความดูแลของเจ้าพนักงานบังคับคดี) (มาตรา 254 (1))
การอายัด คือ การสั่งบุคคลภายนอกที่มีหน้าที่ต้องส่งมอบหรือโอนทรัพย์ให้แก่จำเลยให้ส่งมอบแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อรักษาไว้
มาตรา 310 และ 311 ยังบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือศาลต้องมีคำสั่งไปยังลูกหนี้เพื่อให้งดเว้นการจำหน่ายทรัพย์
และมีคำสั่งไปยังบุคคลภายนอกที่เป็นลูกหนี้ให้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือศาล
ข้อสังเกต นอกจากการยึดหรืออายัดทรัพย์ของจำเลยแล้ว ทรัพย์ที่พิพาทในคดีก็สามารถยึดได้ด้วย โจทก์จึงร้องขอต่อศาลให้ยึดทรัพย์พิพาทในคดีได้
กรณีคำสั่งยึดทรัพย์จำเลย
แต่ปรากฏว่าทรัพย์นั้นเป็นของบุคคลภายนอก ทางแก้ คือ บุคคลภายนอกสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 288 ในการร้องขัดทรัพย์ได้ โดยอ้างว่ามิใช่ทรัพย์ของจำเลยโดยใช้มาตรา 259 ประกอบมาตรา 288
ฎ.2381/2530 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยร่วมกันชำระค่ารับเหมาก่อสร้าง ค่าสินจ้าง และค่าเสียหาย
โจทก์จะร้องขอคุ้มครองชั่วคราวให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการในโรงแรมแต่ละวันได้หรือไม่ โดยหลักแล้วการยึดหรืออายัดต้องมีสิทธิบริบูรณ์ในขณะที่ทำการยึดหรืออายัดเมื่อพิจารณาจากค่าที่พักของโรงแรมจะเห็นว่า เป็นสิทธิเรียกร้องที่จะเกิดในอนาคตเมื่อมีบุคคลเข้ามาพักในโรมแรมรายได้จึงจะเกิด
เมื่อตอนยึดหรืออายัดยังไม่มีคนมาพักก็ยังไม่มีรายได้ สิทธิเรียกร้องจึงยังไม่เกิด จึงอายัดไม่ได้
ข้อสังเกต คดีนี้ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่พิพาทในคดี ก็ไม่อาจนำมาตรา 264 มาใช้บังคับ (มาตรา 264 เป็นการขอคุ้มครองในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่พิพาทในคดี)
2.
การขอห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้องฯ (มาตรา 254 (2))
2.1 การขอห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำชั่วคราวในเรื่องละเมิด เช่น ห้ามจำเลยตอกเสาเข็มต่อไป หรือรื้อถอนเสารั้วไปปักไว้ในที่ดินพิพาทบริเวณอื่น
(ไม่ถือว่าเป็นการทำให้ฝ่ายโจทก์ชนะคดีไปเลย)
2.2 การขอห้ามจำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปเพื่อการผิดสัญญา เช่น โจทก์จำเลยเข้าหุ้นส่วนกันประกอบกิจการภัตตาคารโดยตกลงให้โจทก์เก็บรายได้-รายจ่ายจากการประกอบกิจการ หากจำเลยห้ามโจทก์ดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการผิดสัญญา
หากโจทก์มาขอคุ้มครองชั่วคราวโดยห้ามจำเลยและตัวแทนของจำเลยทำการจัดเก็บรายได้รายจ่ายเพียงฝ่ายเดียว โดยให้โจทก์และตัวแทนของโจทก์มาจัดเก็บรายได้ร่วมกัน กรรีนี้สามารถกระทำได้
2.3 การขอห้ามจำเลยกระทำซ้ำซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง
-
โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยคืนเงินเดือนที่จำเลยได้หักไว้ในระหว่างพิจารณาโจทก์มาร้องขอต่อศาลห้ามจำเลยหักเงินของโจทก์ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา เช่นนี้โจทก์ขอได้เพราะไม่เป็นการทำให้โจทก์ชนะคดีไปเลยเนื่องจากส่วนเงินเดือนที่จำเลยหักไปแล้ว โจทก์ขอคืนไม่ได้ ถ้าขอได้อาจทำให้โจทก์ชนะคดีไปเลย
- โจทก์ (ผู้ซื้อ)
จำเลย (ผู้ขาย) พิพาทกันตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน (ฟ้องบังคับกับตัวทรัพย์) เมื่อโจทก์มาขออายัดที่ดิน ศาลตีความว่าเป็นการห้ามชั่วคราวไม่ให้จำเลยขายที่ดินต่อไป ไม่ถือว่าเป็นการอายัดเพราะทรัพย์ยังเป็นของจำเลย เนื่องจากเป็นสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์จึงยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อ ส่วนการอายัดเป็นกรณีที่ทรัพย์เป็นของคนนอกไปแล้ว
- โจทก์ฟ้องว่านาย ก. ทำพินัยกรรมยกที่นาพิพาทให้โจทก์ ต่อมาเมื่อนาย ก. ตาย จำเลยได้ลอบไปขอรับมรดกในที่นานั้น โจทก์จึงมาร้องขอให้ศาลแสดงว่าการโอนที่ดินให้จำเลยเป็นการไม่ชอบและขอห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่นา และอ้างว่าโจทก์เสียหายโดยขาดรายได้จากนาดังกล่าวปีละ 2,500 บาท
จึงขอให้จำเลยนำเงินดังกล่าวมาวางต่อศาลด้วย
ประเด็นที่พิพาทในคดีนี้ คือ นาพิพาทเป็นของโจทก์ที่นาย ก. ยกให้โดยพินัยกรรมหรือไม่ จะเห็นว่า การร้องขอไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้เพราะพิพาทในกรรมสิทธิ์ที่นา ส่วนการเกี่ยวข้องในสิทธิครอบครองโจทก์ไม่ได้ขอในคำฟ้อง ตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวถึงค่าเสียหาย
จะให้จำเลยวางเงินตามมาตรา 264 ไม่ได้
- โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของจำเลยที่ 1 และ 2 และขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยทั้ง 2 ได้ทำไว้ที่ศาลชั้นต้นและขอให้โอนที่ดินแก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำกันไว้ นอกจากนี้ฝ่ายโจทก์ยังได้สงวนขอเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นคดีใหม่
ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องว่าจำเลยทั้ง 2 ทำละเมิด โดยนำรถแทรกเตอร์เข้ามาในที่ดินพิพาทเพื่อขุดแร่ลิกไนต์ไปขาย จะเห็นว่ากรณีนี้ฝ่ายโจทก์ไม่ได้อ้างว่าจำเลยได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์อ้างตามสัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้น เป็นเรื่องการฟ้องให้โอนที่ดิน จึงไม่ใช่การกระทำที่ถูกฟ้องร้อง
ข้อสังเกต ทางแก้
โจทก์ควรไปฟ้องเป็นละเมิดเป็นคดีใหม่ แล้วจึงขอคุ้มครองชั่วคราว
โดยหลักแล้วถ้าโจทก์อ้างมาตรา 254 และมีเหตุผลสมควรตามมาตรา 255 ศาลต้องสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้โจทก์ เว้นแต่โจทก์ขอเข้ามาเนิ่นช้า หากศาลอนุญาตจำเลยอาจเสียหายเกินกว่าเหตุ ศาลก็อาจจะไม่อนุญาตให้ก็ได้
-
โจทก์จำเลยพิพาทกันในที่ดินแปลงหนึ่ง โดยโจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินและห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินฯ ดังนั้น โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองและขอให้ขับไล่จำเลยออกไป
ประเด็นในคดีนี้คือ โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเหนือที่ดินดังกล่าว
ต่อมาในระหว่างพิจารณาคดี จำเลยเข้าไปปักป้ายโฆษณา ไถกลบดินเพื่อจะทำการก่อสร้างในที่ดินพิพาทไปแล้ว 5 เดือน โจทก์จึงมาขอให้ศาลห้ามจำเลยกระทำการดังกล่าว ศาลมองว่าถ้าศาลอนุญาตตามคำขอของโจทก์ จำเลยอาจเสียหายได้เพราะจำเลยได้ทำการก่อสร้างไป 5 เดือนแล้ว ศาลจึงไม่อนุญาตตามคำขอของโจทก์
การร้องขอตามมาตรา 254
ศาลต้องดูจากคำร้องขอของโจทก์เท่านั้น แต่ในบางกรณีแม้ว่าฝ่ายโจทก์ไม่ได้ขอหรืออ้างข้อเท็จจริงบางอย่าง แต่หากปรากฏว่าในคำร้องของโจทก์ได้อ้างข้อเท็จจริงบางอย่าง จึงไม่ปรากฏในคำขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 254 ศาลก็วินิจฉัยได้
- เป็นฎีกาเกี่ยวกับการปลูกสร้างอาคารขายอาหารบนป่าช้าของชาวจีน ซึ่งศาลฎีกาตัดสินว่า
การที่ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 254 ศาลต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องด้วย ซึ่งมีในคำฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการรบกวนและโต้แย้งสิทธิโจทก์ ดังนั้น การวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงเป็นการวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมาย
การขอให้ศาลห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยจำหน่ายจ่ายโอนซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายซึ่งทรัพย์ดังกล่าวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นตามมาตรา 254 (2) จะเห็นได้ว่า คำสั่งตามมาตรา 254 (1) ก็เป็นคำสั่งที่ห้ามจำเลยจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์อยู่แล้ว
แต่การใช้สิทธิตามมาตรา 254 (1) การยึดหรืออายัดต้องเสียค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีด้วย แต่ตามมาตรา 254 (2) กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ จึงไม่จำเป็นต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียม
ผลของการยึดหรืออายัดจะมีผลเป็นไปตามมาตรา 305 และ 314 โดยมาตรา 305 บัญญัติว่า
หากลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้กระทำการโอนหรือเปลี่ยนแปลงสิทธิในทรัพย์สินภายหลังที่ยึดแล้วก็ไม่อาจใช้ยันเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้
ตัวอย่าง ภายหลังศาลสั่งยึดที่ดินชั่วคราวตามมาตรา 254 (1) จำเลยได้ไปทำสัญญาเช่ากับบุคคลภายนอก เมื่อได้ขายทอดตลาดที่ดินนั้นแล้ว คนซื้อไม่ผูกพันตามสัญญาเช่า
สิทธิตามสัญญาเช่าไม่โอนไปโดยผลของมาตรา 305 โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงว่าผู้เช่าจะสุจริตหรือไม่ แต่ถ้าเป็นการสั่งตามมาตรา 254 (2) ผลจะแตกต่างจาก (1) เพราะแม้ในกฎหมายจะกำหนดห้ามจำเลยจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์แต่มาตรา 257 วรรค 3 ได้บัญญัติว่า กรณีศาลสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้าย หรือจำหน่าย ซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย
ศาลจะกำหนดวิธีการโฆษณาตามที่เห็นสมควรเพื่อป้องกันการฉ้อฉลก็ได้ ดังนั้น ถ้าจำเลยจำหน่ายจ่ายโอนขณะช่วงเวลาดังกล่าว บุคคลภายนอก (ผู้เช่า) จะได้รับความคุ้มครอง ไม่เสียสิทธิแม้จะขายทอดตลาดไปภายหลังหากว่าเขาสุจริตและเสียค่าตอบแทน
กรณีในระหว่างพิจารณา จำเลยไม่ทำตามคำสั่งศาลยังคงปิดที่ดินของโจทก์อยู่
โจทก์จะต้องนำมาตรา 259 มาใช้ กล่าวคือ กฎหมายกำหนดให้ศาลนำวิธีการในชั้นบังคับคดีมาใช้ได้ตามมาตรา 297 คือ ถ้าจำเลยขัดขืนหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานอาจขังจำเลยจนกว่าจะยอมปฏิบัติตามได้
มาตรา 254 (3) โจทก์ขอให้ศาลเปลี่ยนแปลงเพิกถอนหรือระงับทางทะเบียน โดยต้องเป็นทะเบียนที่บ่งชี้ถึงกรรมสิทธิ์เท่านั้น
และรวมถึงทะเบียนรถยนต์และทะเบียนอาวุธปืนด้วย
มาตรา 254 (4) โจทก์ขอให้จับกุมกักขังจำเลยไว้ชั่วคราวจะขังเกินกว่า 6 เดือน ไม่ได้
มาตรา 254 เป็นคำขอฝ่ายเดียว แต่ตาม (2) (3) ศาลอาจให้จำเลยคัดค้านก็ได้ ถ้าไม่เป็นที่เสียหายแก่โจทก์ ส่วน (1) (4) เป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัด