หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ฉันทวัธน์ วรทัต ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ครั้งที่ 1 . ( )
คราวหน้า หน้าจะเป็นของอาจารย์สองชั่วโมงและท่านสุทธิพล ต่อ มีใครคราวที่แล้วสอบเนฯแพ่งไม่ผ่านแล้วมานั่งเรียนอยู่หรือเปล่า คราวที่แล้วซื้อขายง่ายมาก เป็นข้อสอบปริญญาตรี สองข้อมารวมกัน เป็นเรื่องตามตัวบทเป๊ะเลย
ข้อสอบก็ง่ายแต่ไม่มีคำว่าชำรุดบกพร่องในข้อสอบเลย ก็มีหลายคนที่ไม่รู้ถ้อยคำตามตัวบทก็คงจะได้คะแนนไม่ดีเท่าไหร่
พอคนขายต่อสู้ว่าไม่รู้เหมือนกัน ว่าทรัพย์ชำรุดบกพร่องก็ตรงตามตัวบทเป๊ะ 472 วรรคสอง ข้อสอบง่ายๆอย่างนี้ ปริญญาตรีก็คงไม่ออก ก็ออกวัดใจกรรมการ เพราะว่ามีข้อสอบยากอยู่แล้ว เลยมีข้อง่ายบ้าง
ก็มีหลายคนไปตอบเกิน คือไปแสดงอภินิหารย์ คือไปตอบว่าเมื่อชำรุดบกพร่องเสียหายก็ต้องรับผิด แต่ความเสียหายในรถเป็นความเสียหายที่คาดการณ์ไม่ได้ ก็ไม่ต้องรับผิด ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าข้อสอบเนฯจะไม่เอากฎหมายลักษณะอื่นมาปน อันนั้นเป็นเรื่องหนี้ ไม่เอามาปนในข้อสี่แล้ว
ก็มีการเช่าแพไป แล้วหลังคาแพรั่วก็สอนทุกปี ถ้าใครตอบไม่ได้ก็แย่แล้ว คนที่มาเรียนต้องทำได้
อีกประเด็นหนึ่งก็คือประเด็นย่อยคือเรื่องรอนสิทธิพระพะยอมซื้อขายที่ดิน แล้วมีคำพิพากษาฏีกามาเพิกถอน คนซื้อจะฟ้องคนขายได้หรือไม่ ก็ให้เช็คคำตอบเดียวคือฟ้องได้หรือไม่
ก็ไม่พูดแม้แต่นิดเดียวว่าเป็นรอนสิทธิ
ก็มีการบอกชั่วโมงสุดท้ายแล้วว่าซื้อขายไม่มีอะไรใหม่เลยนะถ้าออกก็ออกเบสิค รอนสิทธิก็มีฏีกาอยู่เรื่องหนึ่งก็คือเรื่องที่ออกข้อสอบนั่นเอง ถ้าใครที่ช่างสังเกตก็น่าจะตอบได้
การเรียนเนฯไม่ใช่แค่นั่งฟังเฉยๆต้องรู้จักสังเกต ฏีกาว่าสำคัญประเด็นไหน
เรียนเนฯมันเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกัน บางปีก็เก็งได้ 7 ข้อครึ่ง ก็เป็นเรื่องที่ต้องสังเกตสังกา แลกกับเพื่อนบ้าง ว่ากลางวันเก็งอะไร กลางคืนเก็งอะไร
ที่มานั่งเรียนในห้องก็มีพวกสอบผู้ช่วยเยอะ สอบผู้ช่วยก็เหมือนสอบเนฯ แต่เป็นการปนกันก็เอามายำๆกัน เด๋วดูๆกันไปก็จะเห็นแนวข้อสอบสำหรับผู้ช่วยฯ
ก็ ไอ้แนวการสอนก็เหมือนภาคกลางวัน ก็ไม่มีแนวที่ผิดแตกต่างจากกันไปเพราะฉะนั้น ใครจะเรียนภาคกลางวันก็ได้ นักศึกษาจะได้ไม่สับสนกัน
ในชั่วโมงแรกข้อปรับความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า ข้อสอบเนฯแยกไว้ชัดเลยว่าข้อใดออกเรื่องอะไร ไม่มีเปลี่ยนแน่นอน อย่างข้อสี่ไม่ ซื้อขาย ก็เช่าทรัพย์ แลกเปลี่ยน หรือ ให้ก็ไม่เคยออก แม้แต่เช่าซื้อในหลักสูตร มี แต่ก็เหมือนจะรู้กันว่าไม่ออกหรอก
บางคนตอบธงผิดแต่หลักแม่น ก็ให้ได้ถึงหก แม้อาจารย์บางท่านจะให้หกคะแนน
บางคนบอกปีนี้ออกสองข้อ แต่ที่จริงข้อนั้นเป็นเรื่องนิติกรรม ต้องใช้หลักนิติกรรมตอบนะครับ ต้องดูข้อให้ดีๆด้วย
พูดถึงซื้อขายก็เป็นเอกเทศสัญญาในบรรพสาม เอกเทศสัญญาคือกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะถึงอำนาจหน้าที่ของคู่สัญญา
เป็นสัญญาที่กฎหมายกำหนดชื่อให้แล้ว ส่วนพวกสัญญาไม่มีชื่อก็มีหลายร้อยหลายพันสัญญา ฎ. 333/2532
โจทก์ได้ทำสัญญาประกันตัว ป. ซึ่งเป็นผู้ต้องหาไว้ต่อศาลและจำเลยทำสัญญาให้โจทก์ไว้ว่า หาก ป. ไม่ไปศาลตามนัด และโจทก์ต้องชำระค่าปรับต่อศาล จำเลยจะยอมรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ส่งตัว ป. ต่อศาลและขอถอนประกัน จำเลยขอให้โจทก์ประกันตัว ป. ต่อ โดยจำเลยจะยอมรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเดิมที่จำเลยทำไว้ให้โจทก์ การตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยในครั้งหลังนี้ แม้จะไม่มีการทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยเป็นสำคัญ ก็มีผลใช้บังคับได้ เพราะสัญญานี้มิใช่สัญญาที่จำเลยผูกพันตนเข้าชำระหนี้ ในเมื่อ ป. ไม่ชำระหนี้อันเป็นการค้ำประกันที่จะต้องนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 11 เรื่องค้ำประกันมาใช้บังคับ แต่เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ใช้บังคับกันระหว่างโจทก์กับจำเลยเท่านั้น ดังนั้น เมื่อ ป. ไม่ไปศาล จนศาลสั่งปรับโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าว
สมมุติว่ามีเพื่อนบ้านชอบเสพย์ยา แล้วเอาตัวไปฟ้องศาลเพื่อนบ้านก็มาขอร้องให้มาประกันตัวด้วย ถ้าไม่มาศาลหรือหนี้ไปก็ต้องเสียค่าปรับกับทางศาล ก็เป็นอย่างนี้จนมาวันหนึ่งขี้เกียจประกันแล้วก็เลยเลิกสัญญาประกันกับศาล
ทีนี้ตอนที่ทำประกันครั้งแรกก็ตกลงกับพ่อแม่จำเลยว่าถ้าโดนปรับเท่าไหร่พ่อแม่จำเลยจะชดใช้ให้จนครบก็ทำหลักฐานเป็นหนังสืออีกฉบับหนึ่ง
ก็ไม่ใช่สัญญาค้ำประกัน มันเป็นสัญญาอีกสัญญาแยกออกจากกันไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิดก็ฟ้องร้องกันได้
นิติกรรมซื้อขายก็มี 5 ประเภท หลักๆก็ สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด จะซื้อจะขาย มีเงื่อนไข มีเงื่อนเวลา คำมั่น
ไม่เกี่ยวกับ 453 อันว่าซื้อขายนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย เป็นเรื่องทั่วๆไป เป็นคล้ายๆคำว่านิยาม
ตามตัวบทใช้คำว่าโอนกรรมสิทธิ์ แต่ในตำราและคำพิพากษานั้น ต้องเป็นการมุ่งโอนกรรมสิทธิ์ โดยลอกมาจากกฎหมายญี่ปุ่น และก็กฎหมายญี่ปุ่นก็เขียนแปลได้ว่า มุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ เช่นไปซื้อรถว่าคันหนึ่ง อยู่ๆมีตำรวจและเจ้าของเดิมมาเรียกรถคืนไป ก็เดือดร้อนเอา ว่าจะต้องไปฟ้องผู้ขายก็จะจำได้ว่า เป็นการถูกรอนสิทธิ ก็ฟ้องให้คนขายรับผิดเพื่อการรอนสิทธิแล้วถามว่าจะฟ้องตามกฎหมายอะไรก็ต้องตามเรืองการรอนสิทธิ
ส่วนผู้ซื้อมุ่งจะโอนราคาก็มีซื้อขายเงินผ่อนได้ นี่คือลักษณะของสัญญาซื้อขายทีนี้พอเรารู้แล้วบางทีก็มีสัญญาที่คล้ายสัญญาซื้อขายแต่มันไม่ใช่ แต่มันจะใช้สนามผู้ช่วยได้ เพราะคงไม่ออกเนฯหรอก เปิดมาข้อสี่ก็รู้อยู่แล้วไม่ซื้อขายก็เช่าทรัพย์ แต่เอาไปตอบผู้ช่วยได้
ฎ.469/2506 เรือนพิพาทเดิมเป็นของผู้ร้องและปลูกอยู่ในที่ดินของผู้ร้องเมื่อจำเลยมาแต่งงานกับบุตรสาวของผู้ร้องฝ่ายผู้ร้องได้เรียกเอาเงินเป็นค่าเรือนหอและมอบเรือนนั้นให้เป็นที่อยู่อาศัยของคู่สมรสเรือนนั้นจึงเปลี่ยนมือจากผู้ร้องมาเป็นเรือนหออันเป็นสินเดิมของจำเลย กรณีมิใช่เรื่องซื้อขายหรือยกให้ไม่จำต้องมีการจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 เรือนพิพาทเป็นของจำเลย ดังแบบอย่างฎีกาที่ 1693/2500
โจทก์ขอ และศาลสั่งให้เจ้าพนักงานศาลนำเอกสารพยานไปส่งกองวิทยาการ กรมตำรวจ เพื่อตรวจพิสูจน์ ค่าพาหนะและค่าป่วยการที่โจทก์เสียให้เจ้าพนักงานศาลนี้ นับเป็นค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161ซึ่งผู้แพ้คดีจะต้องรับผิด
ก็มีหนุ่มสาวแต่งงานกัน ก็พ่อตาบอกก็เอาเงินมาแล้วก็เอาเรื่อนหอไป ต่อมาทะเลาะกันพ่อตาก็บอกว่าเป็นซื้อขายไม่ได้จดทะเบียนก็เป็นโมฆะ
ก็บอกว่าเรือนตกมาทันที ไม่ต้องทำเป็นหนังสือ
ถ้าเกิดเอาอย่างนี้มีออกข้อสอบก็เจ๊งเลย ไปตอบในเรื่องหลักซื้อขายก็ผิดหมดเลย
เวลามีเรื่องเอาเงินไปแลกกับที่ดินไม่ใช้ซื้อขายก็มักไปเข้า 1299 วรรค 1
ฎ.435/2519 การโอนกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทตีใช้หนี้ไม่สมบูรณ์ เพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ก็ไม่เป็นโมฆะ จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทรวมทั้งสิทธิการเช่าที่ดินให้โจทก์ เป็นการแสดงเจตนาโอนการครอบครองให้โจทก์แล้ว จำเลยอยู่ในตึกพิพาทต่อมาก็โดยอาศัยสิทธิของโจทก์ โจทก์มีบุคคลสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยออกไปจากตึกพิพาทที่โจทก์มีสิทธิครอบครองได้ โจทก์มีอำนาจฟ้อง
โอนทรัพย์สินตีใช้หนี้ ก็ยกหนี้เงินกู้ให้ เอาตึกไปได้หนี้มา ศาลฏีกาบอกไม่ใช่ซื้อขายไม่จดทะเบียนก็ไม่เป็นโมฆะ ก็ต้องอยุ่ในบังคับของ 1299 วรรค 1
ฎ.6919/2544 การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงให้เงินรายละ 400,000 บาทและจำเลยที่ 4 ตกลงให้เงินจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์เป็นค่าทนายความนั้นหมายถึงกรณีที่ฝ่ายจำเลยชนะคดีมรดกแล้วไม่ได้รับส่วนแบ่งมาเป็นที่ดิน แต่ได้รับส่วนแบ่งมาเป็นเงินที่ได้มาจากการขายที่ดินพิพาทนั่นเอง ซึ่งจำเลยทั้งสี่จะต้องแบ่งให้โจทก์ตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ในบันทึกข้อตกลง บันทึกข้อตกลงจึงถือได้ว่าเป็นสัญญารับจ้างว่าความโดยวิธีแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความเมื่อจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกความชนะคดีเท่านั้นหากจำเลยทั้งสี่ตกเป็นฝ่ายแพ้คดี โจทก์ย่อมไม่ได้รับส่วนแบ่งตามข้อตกลง อันมีลักษณะเข้าทำนองซื้อขายความกัน
วิชาชีพทนายความเป็นวิชาชีพที่มีลักษณะผูกขาดที่ผู้ที่เป็นทนายความได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหลายประการผู้ที่ได้จดทะเบียนและได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความจึงมีพันธกรณีต่อสังคมที่จะต้องปฏิบัติและดำรงตนให้ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของทนายความในฐานะที่ทนายความมีส่วนสำคัญในการจรรโลงความยุติธรรมในสังคม ทนายความจึงไม่พึงทำสัญญากับลูกความของตนในลักษณะที่ตนเองเข้าไปมีส่วนได้เสียโดยตรงในคดีจนกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ข้อสัญญาที่ให้ทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียในผลคดีโดยตรงในทำนองซื้อขายความกันย่อมไม่ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพทนายความถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
แม้ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความฯซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติทนายความฯ จะมิได้กำหนดให้การเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความของทนายความเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติทนายความพ.ศ. 2477 และพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2508 ก็มีผลเพียงว่าการทำสัญญาระหว่างทนายความกับลูกความทำนองนี้ไม่เป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความอันเป็นมูลให้ลงโทษตามมาตรา 52 เท่านั้น หามีผลทำให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ดังกล่าว ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนกลับมีความสมบูรณ์แต่อย่างใดไม่ สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150
กรณีทำนองซื้อขายความกัน นี่คือภาษาพูด แต่จะเอากฎหมายซื้อขายมาจับไม่ได้ ก็ภาษาพูด กับกฎหมายก็ ต่างกัน เช่น ขายตัว ขายชาติ หรือเรื่องการเช่าพระ ก็ที่จริงต้องนำหลักกฎหมาย ซื้อขายมาตอบ
ซื้อขายเวลาออกอากาศ เช่นเวลาโฆษณา อย่างนี้ไม่ใช้การซื้อขายเพราะไม่ได้มีการมุ่งโอนกรรมสิทธิ์ใดๆ เป็นสัญญาไม่มีชื่อ
พวกนี้ไม่ใช่ซื้อขายถ้าเราเอา 456 การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย
สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย
ไปจับก็เจ๊งเลยพวกนี้ก็เป็นพื้นฐานแต่จะเป็นประเด็นออกสอบยาก
ซื้อที่ดินจากผู้ไม่มีอำนาจขาย ก็ไม่มีสิทธิได้กรรมสิทธิ์
ฎ.1440/2479 ซื้อที่ดินจากผู้ไม่มีอำนาจขาย แม้จะเป็นการซื้อโดยสุจริตผู้ซื้อก็หาได้กรรมสิทธิไม่ กรณีเช่นนี้ผู้ซื้อย่อมมีอำนาจไปฟ้องคดีเรียกเอาเงินคืนจากผู้ขายได้
ต่อมาก็เอาไปขายได้ ขายแล้วก็ขายซ้ำทั้งๆที่ตัวไม่มีสิทธิครอบครอง อาจจะยังเก็บเอกสารเอาไว้ ก็เอา สค 1 ไปขายจำเลยที่ 2 จำเลยที่สองก็ไปขอออก ก็ขายต่อเป็นทอดๆ พอตอนหลังก็เกิดทะเลาะกัน ในที่สุดศาลฏีกาก็ตัดสินว่าแม้ซื้อโดยสุจริตเสียค่าตอบแทน ผู้รับโอนก็ไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน มันชนะหลักสุจริต เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนก็มีข้อยกเว้น เช่นเจตนาลวง 155 คือ เอาไปขายต่อทั้งๆที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ เอาไปขาย
1558/2521 – ค้นไม่พบ
ตัวแทนเชิด ซื้อโดยสุจริตแล้วเสียค่าตอบแทนเจ้าของจะไปอ้างก็ไม่ได้ ก็เป็นเรื่องนอกเรื่องที่สำคัญ
ก็เป็นหลักที่ว่าแม้ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ก็โอนได้เหมือนกัน
อีกเรื่องหนึ่งที่เคยสอนอยู่หลายปี ก็พูดไปไม่คิดว่าจะมีอะไรเพราะเป็นข้อสอบเก่า เรื่องเจ้าของรวม อยู่ดีๆเอาที่ดินทั้งแปลงไปขายคนภายนอกถามว่าเป็นโมฆะหรือไม่ แล้วผล ก็เป็นข้อสอบผู้ช่วยฯ ปี 29 ก็ ไม่เป็นโมฆะมีผลผูกพันเฉพาะส่วนของผู้ขายเท่านั้น ทีนี้ถ้าถามต่อไปเจ้าของรวมคนอื่นจะเพิกถอนทั้งหมดได้หรือไม่ก็ไม่ได้ ก็เพิกถอนได้เฉพาะส่วนของตนเท่านั้น
ปรากฏว่าเมื่อปี 47 หรือ 48 ก็ออกข้อสอบเรื่องทรัพย์ เป๊ะเลย จนอาจารย์สอนทรัพย์บางท่าน บอกว่าข้อสอบอะไร ก็บอกว่าไม่ต้องสงสัย เป็นข้อสอบผู้ช่วยฯเมื่อยี่สิบปีที่แล้วนั่นเอง คือจะพูดว่าข้อสอบเก่าสำคัญมาก ไม่ออกข้อสอบใหม่ ก็ข้อสอบเก่ามากๆ
อย่าไปประมาทข้อสอบเก่าเป็นอันขาด แต่ก็มีกติกาแน่นอนนะครับว่า 10 ปีไม่มีทางที่จะออกข้อสอบซ้ำ แต่ก็มีที่ว่า ออกข้อสอบคล้าย คือหลักซ้ำแต่เป็นฏีกาคนละเลข เดี๊ยวจะเห็นฏีกาที่ออกข้อสอบซ้ำ แต่ก็ยืนยันว่าฏีกาไม่ซ้ำ
ทรัพย์สินที่ซื้อขายกันได้ก็ทุกชนิด ไม่ว่าเป็นอสังฯ หรือ สังหาฯ ต้องระวังประเภทที่มาซื้อขาย คงจำได้ในประเด็นมาตรา 456
สิทธิที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ จำไว้เลย 7 + 1 นึกถึงละคร เลย
คือ 1. สิทธิอาศัย
2.สิทธิเก็บกิน
3.สิทธิเหนือพื้นดิน
4.สิทธิครอบครอง
5.กรรมสิทธิ์
6.ภาระติดพัน
7.ภาระจำยอม
พวกนี้ต้องเกี่ยวกับอสังฯทั้งนั้น และอีกสิทธิหนึ่งตามคำพิพากษา ฎ. 321-322/2504 ชายหญิงอยู่กินกันอย่างสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสบุตรที่เกิดมาก็อยู่ร่วมด้วยจนกระทั่งชายตายจากไป ชายได้อุปการะเลี้ยงดูบุตรฉันบิดากับบุตร บุตรใช้นามสกุลของชายนั้น และเรียกชายนั้นว่าพ่อ ในการสำรวจทะเบียนราษฎร พ.ศ.2499 ก็ปรากฏในทะเบียนนั้นว่า เด็กนั้นเป็นบุตรของชาย ดังนี้ถือว่าชายได้รับรองเด็กนั้นเป็นบุตรโดยชัดแจ้ง เด็กนั้นย่อมเป็นผู้สืบสันดานของชายเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย
สิทธิรับจำนองเป็นอสังหาริมทรัพย์
การยกสิทธิรับจำนองให้แก่กัน ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
คือสิทธิในการรับจำนอง
พวกนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ปี39มีฏีกาอยู่ประเภทหนึ่ง สมมุติว่าไปเช่าซื้อ อาคารพร้อมที่ดินกับการเคหะแห่งชาติไปซื้อมาสิบล้าน ผ่อนได้สิบปี พอผ่อนมา 5 ปี ก็ขายต่อเพราะไม่มีเงินผ่อน ก็ให้คนอื่นผ่อนต่อโดยขายสิทธิการผ่อนนี้ให้ ต่อมาเกิดเรื่องกัน คือ คนที่มาผ่อนต่อ ผิดสัญญาก็ฟ้องร้องกัน ก็เถียงกันว่าเป็นการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นโมฆะ
ข้อตกลงการซื้อขายสิทธิ เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ ก็คือศาลฏีกาตัดสินว่าไม่เป็นอสังหาริมทรัพย์เพราะไม่ใช่ 7+ 1 ไม่ใช่การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
อีกประเด็นหนึ่งคือ สาธารณะสมบัติของแผ่นดินเอามาซื้อขายกันไม่ได้ ฎ.2622/2538 โจทก์ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานฟ้องจำเลยว่าจำเลยปฏิบัติไม่ถูกต้องตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจึงเป็นการจัดการและดำเนินการเพื่อให้สมาชิกได้รับประโยชน์ตามมาตรา98(2)แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ.2518ซึ่งต้องผ่านมติที่ประชุมใหญ่เสียก่อนที่จะดำเนินการได้ตามมาตรา103(2)แต่ฟ้องฟ้องคดีโดยไม่มีมติของที่ประชุมใหญ่โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
แม้คนซื้อจะซื้อโดยสุจริต ตามคำสั่งศาลด้วยนะ
เห็นไหมฏีกาสวยๆก็ออกปีนั้น และอาจออกซ้ำได้อีก
ทำสัญญาจะซื้อขายที่สาธารณะสมบัติ ก็เป็นวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมาย 156 เป็นโมฆะ
456 มีสองวรรค ถ้าวรรค 1 ใช้กับสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอสังฯหรือ สังหาฯพิเศษเท่านั้น
วรรคสองใช้กับสัญญาจะซื้อจะขายหรือคำมั่นในการซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์ กับ สังหาริมทรัพย์พิเศษ
วรรคสาม ใช้กับสังหาฯมูลค่า 2 หมื่นบาทขึ้นไป
มันก็ล็อคอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นต้องหาประเภทของนิติกรรมซื้อขายให้ได้ก่อน ว่าเข้าประเภทใดใน 5 ประเภท จะได้นำมาตรา 453 หรือ 456 มาปรับใช้ได้
ดู 455 เมื่อกล่าวต่อไปเบื้องหน้าถึงเวลาซื้อขายท่านหมายความว่าเวลาซึ่งทำสัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์
ก็หมายความว่าตั้งแต่ 455 เป็นต้นไปให้หมายถึงสัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์ ซึ่ง ภาษาอังกฤษ ก็ แปลได้ว่าสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
เคยมีอาจารย์ตรวจข้อสอบ แล้วเจอนักศึกษาคนหนึ่ง ตอบ เป็นสัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์ก็จะให้ 0 คะแนนแล้ว แต่ได้กระซิบถามอาจารย์ข้างๆ ก็ได้ทราบว่าเป็นตามตัวบทครับ เหมือนกัน ก็เกือบไปแล้วนะคนนั้น
นักศึกษาจะเห็นว่า 456 วรรค 1 นั่นคือสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
วรรค 3 ก็ลอยๆเหมือนกันนะ ก็คือเสร็จเด็ดขาดเหมือนกัน
วรรคสองจะซื้อจะขาย เห็นไหมครับเขียนไว้ชัดเลย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องมาดูประเภทของสัญญาซื้อขาย เพราะจะได้ปรับบทกฎหมายให้ถูกประเภท กับ มาตรา
ตามฏีกา สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดคือ คู่สัญญาตกลงกันเสร็จแล้ว ไม่มีแบบในกฎหมายที่ต้องไปทำอะไรกันอีกต่อไป เมื่อได้คำจำกัดความแล้วลองมาดุตัวอย่าง
ตัวอย่าง 1 ก ขายที่ดิน ให้ ข ไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินเสร็จเรียบร้อยไม่มีแบบที่จะต้องทำกันอีกต่อไป เสร็จแล้วก็จบเสร็จเด็ดขาด เมื่อทำหมดแล้วกรรมสิทธิ์ก็โอนจาก ก ไป ข
ตัวอย่างที่ 2 ก ขายที่ดิน ให้ ข แต่ไม่อยากเสียค่าธรรมเนียม ก็ส่งมอบโฉนด แล้วเข้าครอบครอง กัน ชำระเงินกันก็จบ อย่างนี้ คือที่ไม่จดคือไม่รู้กฎหมายตาสีตาสา กับ ตกลงกันไม่จดเพราะว่าไม่อยากเสียเวลา และ/หรือ ไม่อยากเสียค่าธรรมเนียม ก็ไม่มีแบบที่ต้องไปทำต่อไป เพราะตกลงกันว่าจะไม่ไป หรือไม่รู้ว่าต้องไป ก็เสร็จเด็ดขาด ก็เป็นโมฆะ กรรมสิทธิ์ก็ไม่โอนจาก ก ไป ข ดังนั้นคนที่คิดว่าสัญญาซื้อขาย คือ สัญญาที่โอนกรรมสิทธิ์จากผู้ขายเป็นผู้ซื้อ นิยามนั้นไม่ครอบคลุมถึงตรงนี้นะครับ ตัวอย่างที่สองนี้มีสิทธิแล้วที่จะเป็นข้อสอบได้ ตัวอย่างแรกง่ายไปไม่ออกสอบในชั้นเนฯหรอก
ก็ดูว่า ซื้อขายไม้จิ้มฟัน ก็ไม่มีแบบ ก็เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดเสมอ จำไว้นะครับว่าไม่มีสัญญาจะซื้อจะขายในอสังหาริมทรัพย์
สัญญาจะซื้อจะขาย อยู่ในวรรคสองคืออะไร คือสัญญาที่ตกลงในขณะทำสัญญาชั้นหนึ่งก่อนและตกลงกัน หรือมีเจตนาจะไปทำการซื้อขายให้ถูกต้องตามแบบในวันข้างหน้า
สมมุติว่าหลังจากบรรยายนี้ ก็คุยกันว่าอยากได้ที่ดินแถวเนฯ อาจารย์ก็บอกว่าผมมี อยู่ในซอยใกล้ๆนี่เอง ตอนนั้นก็ดึกแล้ว ไปดูนักศึกษาก็ชอบใจ ก็บอกว่าอย่าไปขายใครนะ อาจารย์บอกว่าก็ไม่รู้หรอก ใครมาขอซื้อผมก็ขายทั้งนั้น นักศึกษา ก็บอกว่ากลัว ก็ทำสัญญากันไว้ก่อน ก็ทำบนถุงกล้วยแขกว่าอีก 7 วันจะไปจดทะเบียน ไปโอนกัน นี่คือข้อตกลงที่แสดงเจตนาว่าจะไปทำให้ถูกต้องตามแบบในวันข้างหน้า
สัญญาประเภทนี้กรรมสิทธิ์ยังไม่โอน และไม่มีในสังหาริมทรัพย์
มาตรา 454 การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งให้คำมั่นไว้ก่อนว่าจะซื้อหรือขายนั้น จะมีผลเป็นการซื้อขายต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งได้บอกกล่าวความจำนงว่าจะทำการซื้อขายนั้นให้สำเร็จตลอดไป และคำบอกกล่าวเช่นนั้นได้ไปถึงบุคคลผู้ให้คำมั่นแล้ว
ถ้าในคำมั่นมิได้กำหนดเวลาไว้เพื่อการบอกกล่าวเช่นนั้นไซร้ท่านว่าบุคคลผู้ให้คำมั่นจะกำหนดเวลาพอสมควร และบอกกล่าวไปยังคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งให้ตอบมาเป็นแน่นอนภายในเวลากำหนดนั้นก็ได้ ว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จตลอดไปหรือไม่ ถ้าและไม่ตอบเป็นแน่นอนภายในกำหนดเวลานั้นไซร้คำมั่นซึ่งได้ให้ไว้ก่อนนั้นก็เป็นอันไร้ผล
คำมั่นในการซื้อขาย คือผูกผันตนไว้ฝ่ายเดียว โดยยังไม่มีผู้ใดรับคำหรือสนองรับ เช่น เห็นนาฬิกาสวย ก็บอกว่าถ้าจะขาย จะซื้อในหนึ่งหมื่นบาท ให้ตอบมาใน 7 วัน ก็คือผูกมัดตนเองไว้ฝ่ายเดียว
ก็ผูกมัดตนเองไว้ฝ่ายเดียว ถ้าไม่อยากขายก็ทำหูทวนลมไว้
แต่ถ้ามีคนหนึ่งตะโกนมาว่า ขายครับ อันนี้เป็นสัญญาซื้อขาย เลยผูกพันแล้วนะครับ
มีไม่กี่ประโยคหรอก ที่เป็นคำมั่น
ยังมีคำมั่นมีกำหนดเวลา กับ คำมั่นไม่มีกำหนดเวลาอีก
ก็เคยมีข้อสอบออกมาว่าคำมั่นไม่มีกำหนดเวลา ผูกมัดแค่ไหน ถ้าไม่มีกำหนดเวลาก็ผูกมัดตลอดไป แม้เกินสิบปีก็ไม่ขาดอายุวาม แต่เดชะบุญนะครับที่เรื่องนั้นไม่ได้กำหนดเวลาไว้จึงต้องซื้อขายในราคาปัจจุบัน
454 วรรค 2 คำมั่นไม่ได้กำหนดเวลา ขีดเส้นใต้สีแดง ว่ากำหนดเวลาพอสมควร
คือ
วันนี้ก็ได้สามนิติกรรมนะครับ คราวหน้าจะพูดสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข หรือ เงื่อนเวลา
ครั้งที่ 1 . ( )
คราวหน้า หน้าจะเป็นของอาจารย์สองชั่วโมงและท่านสุทธิพล ต่อ มีใครคราวที่แล้วสอบเนฯแพ่งไม่ผ่านแล้วมานั่งเรียนอยู่หรือเปล่า คราวที่แล้วซื้อขายง่ายมาก เป็นข้อสอบปริญญาตรี สองข้อมารวมกัน เป็นเรื่องตามตัวบทเป๊ะเลย
ข้อสอบก็ง่ายแต่ไม่มีคำว่าชำรุดบกพร่องในข้อสอบเลย ก็มีหลายคนที่ไม่รู้ถ้อยคำตามตัวบทก็คงจะได้คะแนนไม่ดีเท่าไหร่
พอคนขายต่อสู้ว่าไม่รู้เหมือนกัน ว่าทรัพย์ชำรุดบกพร่องก็ตรงตามตัวบทเป๊ะ 472 วรรคสอง ข้อสอบง่ายๆอย่างนี้ ปริญญาตรีก็คงไม่ออก ก็ออกวัดใจกรรมการ เพราะว่ามีข้อสอบยากอยู่แล้ว เลยมีข้อง่ายบ้าง
ก็มีหลายคนไปตอบเกิน คือไปแสดงอภินิหาร คือไปตอบว่าเมื่อชำรุดบกพร่องเสียหายก็ต้องรับผิด แต่ความเสียหายในรถเป็นความเสียหายที่คาดการณ์ไม่ได้ ก็ไม่ต้องรับผิด ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าข้อสอบเนฯจะไม่เอากฎหมายลักษณะอื่นมาปน อันนั้นเป็นเรื่องหนี้ ไม่เอามาปนในข้อสี่แล้ว
ก็มีการเช่าแพไป แล้วหลังคาแพรั่วก็สอนทุกปี ถ้าใครตอบไม่ได้ก็แย่แล้ว คนที่มาเรียนต้องทำได้
อีกประเด็นหนึ่งก็คือประเด็นย่อยคือเรื่องรอนสิทธิ พระพยอมซื้อขายที่ดิน แล้วมีคำพิพากษาฎีกามาเพิกถอน คนซื้อจะฟ้องคนขายได้หรือไม่ ก็ให้เช็คคำตอบเดียวคือฟ้องได้หรือไม่
ก็ไม่พูดแม้แต่นิดเดียวว่าเป็นรอนสิทธิ
ก็มีการบอกชั่วโมงสุดท้ายแล้วว่าซื้อขายไม่มีอะไรใหม่เลยนะถ้าออกก็ออกเบสิค รอนสิทธิก็มีฎีกาอยู่เรื่องหนึ่งก็คือเรื่องที่ออกข้อสอบนั่นเอง ถ้าใครที่ช่างสังเกตก็น่าจะตอบได้
การเรียนเนฯไม่ใช่แค่นั่งฟังเฉยๆต้องรู้จักสังเกต ฎีกาว่าสำคัญประเด็นไหน
เรียนเนฯมันเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกัน บางปีก็เก็งได้ 7 ข้อครึ่ง ก็เป็นเรื่องที่ต้องสังเกตสังกา แลกกับเพื่อนบ้าง ว่ากลางวันเก็งอะไร กลางคืนเก็งอะไร
ที่มานั่งเรียนในห้องก็มีพวกสอบผู้ช่วยเยอะ สอบผู้ช่วยก็เหมือนสอบเนฯ แต่เป็นการปนกันก็เอามายำๆกัน เด๋วดูๆกันไปก็จะเห็นแนวข้อสอบสำหรับผู้ช่วยฯ
ก็ ไอ้แนวการสอนก็เหมือนภาคกลางวัน ก็ไม่มีแนวที่ผิดแตกต่างจากกันไปเพราะฉะนั้น ใครจะเรียนภาคกลางวันก็ได้ นักศึกษาจะได้ไม่สับสนกัน
ในชั่วโมงแรกข้อปรับความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า ข้อสอบเนฯแยกไว้ชัดเลยว่าข้อใดออกเรื่องอะไร ไม่มีเปลี่ยนแน่นอน อย่างข้อสี่ไม่ ซื้อขาย ก็เช่าทรัพย์ แลกเปลี่ยน หรือ ให้ก็ไม่เคยออก แม้แต่เช่าซื้อในหลักสูตร มี แต่ก็เหมือนจะรู้กันว่าไม่ออกหรอก
บางคนตอบธงผิดแต่หลักแม่น ก็ให้ได้ถึงหก แม้อาจารย์บางท่านจะให้หกคะแนน
บางคนบอกปีนี้ออกสองข้อ แต่ที่จริงข้อนั้นเป็นเรื่องนิติกรรม ต้องใช้หลักนิติกรรมตอบนะครับ ต้องดูข้อให้ดีๆด้วย
พูดถึงซื้อขายก็เป็นเอกเทศสัญญาในบรรพสาม เอกเทศสัญญาคือสัญญาที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะถึงอำนาจหน้าที่ของคู่สัญญา
เป็นสัญญาที่กฎหมายกำหนดชื่อให้แล้ว ส่วนพวกสัญญาไม่มีชื่อก็มีหลายร้อยหลายพันสัญญา ฎ. 333/2532
โจทก์ได้ทำสัญญาประกันตัว ป. ซึ่งเป็นผู้ต้องหาไว้ต่อศาลและจำเลยทำสัญญาให้โจทก์ไว้ว่า หาก ป. ไม่ไปศาลตามนัด และโจทก์ต้องชำระค่าปรับต่อศาล จำเลยจะยอมรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ส่งตัว ป. ต่อศาลและขอถอนประกัน จำเลยขอให้โจทก์ประกันตัว ป. ต่อ โดยจำเลยจะยอมรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเดิมที่จำเลยทำไว้ให้โจทก์ การตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยในครั้งหลังนี้ แม้จะไม่มีการทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยเป็นสำคัญ ก็มีผลใช้บังคับได้ เพราะสัญญานี้มิใช่สัญญาที่จำเลยผูกพันตนเข้าชำระหนี้ ในเมื่อ ป. ไม่ชำระหนี้อันเป็นการค้ำประกันที่จะต้องนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 11 เรื่องค้ำประกันมาใช้บังคับ แต่เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ใช้บังคับกันระหว่างโจทก์กับจำเลยเท่านั้น ดังนั้น เมื่อ ป. ไม่ไปศาล จนศาลสั่งปรับโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าว
สมมุติว่ามีเพื่อนบ้านชอบเสพยา แล้วเอาตัวไปฟ้องศาลเพื่อนบ้านก็มาขอร้องให้มาประกันตัวด้วย ถ้าไม่มาศาลหรือหนี้ไปก็ต้องเสียค่าปรับกับทางศาล ก็เป็นอย่างนี้จนมาวันหนึ่งขี้เกียจประกันแล้วก็เลยเลิกสัญญาประกันกับศาล
ทีนี้ตอนที่ทำประกันครั้งแรกก็ตกลงกับพ่อแม่จำเลยว่าถ้าโดนปรับเท่าไหร่พ่อแม่จำเลยจะชดใช้ให้จนครบก็ทำหลักฐานเป็นหนังสืออีกฉบับหนึ่ง
ก็ไม่ใช่สัญญาค้ำประกัน มันเป็นสัญญาอีกสัญญาแยกออกจากกันไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิดก็ฟ้องร้องกันได้
นิติกรรมซื้อขายก็มี 5 ประเภท หลักๆก็ สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด จะซื้อจะขาย มีเงื่อนไข มีเงื่อนเวลา คำมั่น
ม.453 อันว่าซื้อขายนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย
เป็นเรื่องทั่วๆไป เป็นคล้ายๆคำว่านิยาม
ตามตัวบทใช้คำว่าโอนกรรมสิทธิ์ แต่ในตำราและคำพิพากษานั้น ต้องเป็นการมุ่งโอนกรรมสิทธิ์ โดยลอกมาจากกฎหมายญี่ปุ่น และก็กฎหมายญี่ปุ่นก็เขียนแปลได้ว่า มุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ เช่นไปซื้อรถว่าคันหนึ่ง อยู่ๆมีตำรวจและเจ้าของเดิมมาเรียกรถคืนไป ก็เดือดร้อนเอา ว่าจะต้องไปฟ้องผู้ขายก็จะจำได้ว่า เป็นการถูกรอนสิทธิ ก็ฟ้องให้คนขายรับผิดเพื่อการรอนสิทธิแล้วถามว่าจะฟ้องตามกฎหมายอะไรก็ต้องตามเรื่องการรอนสิทธิ
ส่วนผู้ซื้อมุ่งจะชำระราคาก็มีซื้อขายเงินผ่อนได้ นี่คือลักษณะของสัญญาซื้อขายทีนี้พอเรารู้แล้วบางทีก็มีสัญญาที่คล้ายสัญญาซื้อขายแต่มันไม่ใช่ แต่มันจะใช้สนามผู้ช่วยได้ เพราะคงไม่ออกเนฯหรอก เปิดมาข้อสี่ก็รู้อยู่แล้วไม่ซื้อขายก็เช่าทรัพย์ แต่เอาไปตอบผู้ช่วยได้
ฎ.469/2506 เรือนพิพาทเดิมเป็นของผู้ร้องและปลูกอยู่ในที่ดินของผู้ร้องเมื่อจำเลยมาแต่งงานกับบุตรสาวของผู้ร้องฝ่ายผู้ร้องได้เรียกเอาเงินเป็นค่าเรือนหอและมอบเรือนนั้นให้เป็นที่อยู่อาศัยของคู่สมรสเรือนนั้นจึงเปลี่ยนมือจากผู้ร้องมาเป็นเรือนหออันเป็นสินเดิมของจำเลย กรณีมิใช่เรื่องซื้อขายหรือยกให้ไม่จำต้องมีการจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 เรือนพิพาทเป็นของจำเลย ดังแบบอย่างฎีกาที่ 1693/2500
โจทก์ขอ และศาลสั่งให้เจ้าพนักงานศาลนำเอกสารพยานไปส่งกองวิทยาการ กรมตำรวจ เพื่อตรวจพิสูจน์ ค่าพาหนะและค่าป่วยการที่โจทก์เสียให้เจ้าพนักงานศาลนี้ นับเป็นค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161ซึ่งผู้แพ้คดีจะต้องรับผิด
ก็มีหนุ่มสาวแต่งงานกัน ก็พ่อตาบอกก็เอาเงินมาแล้วก็เอาเรือนหอไป ต่อมาทะเลาะกันพ่อตาก็บอกว่าเป็นซื้อขายไม่ได้จดทะเบียนก็เป็นโมฆะ
ก็บอกว่าเรือนตกมาทันที ไม่ต้องทำเป็นหนังสือ
ถ้าเกิดเอาอย่างนี้มีออกข้อสอบก็เจ๊งเลย ไปตอบในเรื่องหลักซื้อขายก็ผิดหมดเลย
เวลามีเรื่องเอาเงินไปแลกกับที่ดินไม่ใช้ซื้อขายก็มักไปเข้า 1299 วรรค 1 ไม่บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิ แต่บริบูรณ์เป็นบุคคลสิทธิ ใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา
ฎ.435/2519 การโอนกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทตีใช้หนี้ไม่สมบูรณ์ เพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ก็ไม่เป็นโมฆะ จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทรวมทั้งสิทธิการเช่าที่ดินให้โจทก์ เป็นการแสดงเจตนาโอนการครอบครองให้โจทก์แล้ว จำเลยอยู่ในตึกพิพาทต่อมาก็โดยอาศัยสิทธิของโจทก์ โจทก์มีบุคคลสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยออกไปจากตึกพิพาทที่โจทก์มีสิทธิครอบครองได้ โจทก์มีอำนาจฟ้อง
โอนทรัพย์สินตีใช้หนี้ ก็ยกหนี้เงินกู้ให้ เอาตึกไปได้หนี้มา ศาลฎีกาบอกไม่ใช่ซื้อขายไม่จดทะเบียนก็ไม่เป็นโมฆะ ก็ต้องอยู่ในบังคับของ 1299 วรรค 1
ฎ.6919/2544 การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงให้เงินรายละ 400,000 บาทและจำเลยที่ 4 ตกลงให้เงินจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์เป็นค่าทนายความนั้นหมายถึงกรณีที่ฝ่ายจำเลยชนะคดีมรดกแล้วไม่ได้รับส่วนแบ่งมาเป็นที่ดิน แต่ได้รับส่วนแบ่งมาเป็นเงินที่ได้มาจากการขายที่ดินพิพาทนั่นเอง ซึ่งจำเลยทั้งสี่จะต้องแบ่งให้โจทก์ตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ในบันทึกข้อตกลง บันทึกข้อตกลงจึงถือได้ว่าเป็นสัญญารับจ้างว่าความโดยวิธีแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความเมื่อจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกความชนะคดีเท่านั้นหากจำเลยทั้งสี่ตกเป็นฝ่ายแพ้คดี โจทก์ย่อมไม่ได้รับส่วนแบ่งตามข้อตกลง อันมีลักษณะเข้าทำนองซื้อขายความกัน
วิชาชีพทนายความเป็นวิชาชีพที่มีลักษณะผูกขาดที่ผู้ที่เป็นทนายความได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหลายประการผู้ที่ได้จดทะเบียนและได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความจึงมีพันธกรณีต่อสังคมที่จะต้องปฏิบัติและดำรงตนให้ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของทนายความในฐานะที่ทนายความมีส่วนสำคัญในการจรรโลงความยุติธรรมในสังคม ทนายความจึงไม่พึงทำสัญญากับลูกความของตนในลักษณะที่ตนเองเข้าไปมีส่วนได้เสียโดยตรงในคดีจนกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ข้อสัญญาที่ให้ทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียในผลคดีโดยตรงในทำนองซื้อขายความกันย่อมไม่ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพทนายความถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
แม้ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความฯซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติทนายความฯ จะมิได้กำหนดให้การเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความของทนายความเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติทนายความพ.ศ. 2477 และพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2508 ก็มีผลเพียงว่าการทำสัญญาระหว่างทนายความกับลูกความทำนองนี้ไม่เป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความอันเป็นมูลให้ลงโทษตามมาตรา 52 เท่านั้น หามีผลทำให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ดังกล่าว ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนกลับมีความสมบูรณ์แต่อย่างใดไม่ สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150
กรณีทำนองซื้อขายความกัน นี่คือภาษาพูด แต่จะเอากฎหมายซื้อขายมาจับไม่ได้ ก็ภาษาพูด กับกฎหมายก็ ต่างกัน เช่น ขายตัว ขายชาติ หรือเรื่องการเช่าพระ ก็ที่จริงต้องนำหลักกฎหมาย ซื้อขายมาตอบ
ซื้อขายเวลาออกอากาศ เช่นเวลาโฆษณา อย่างนี้ไม่ใช้การซื้อขายเพราะไม่ได้มีการมุ่งโอนกรรมสิทธิ์ใดๆ เป็นสัญญาไม่มีชื่อ
พวกนี้ไม่ใช่ซื้อขายถ้าเราเอา 456
ม.456 การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย
สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย
ไปจับก็เจ๊งเลยพวกนี้ก็เป็นพื้นฐานแต่จะเป็นประเด็นออกสอบยาก
ซื้อที่ดินจากผู้ไม่มีอำนาจขายหรือไม่ใช่เจ้าของ ก็ไม่มีสิทธิได้กรรมสิทธิ์
ฎ.1440/2479 ซื้อที่ดินจากผู้ไม่มีอำนาจขาย แม้จะเป็นการซื้อโดยสุจริตผู้ซื้อก็หาได้กรรมสิทธิ์ไม่ กรณีเช่นนี้ผู้ซื้อย่อมมีอำนาจไปฟ้องคดีเรียกเอาเงินคืนจากผู้ขายได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 2046/2524
โฉนดที่พิพาทออกทับที่ของโจทก์ จึงเป็นการออกโฉนดที่ไม่ชอบแม้จะมีการโอนทางทะเบียนกี่ครั้งก็ตาม ผู้รับโอนก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ เพราะผู้ออกโฉนดไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท ผู้รับโอนคนต่อมาแม้จะเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ก็ไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
โฉนดที่พิพาทออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์ไม่มีคำขอศาลก็มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่พิพาทได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 5640/2541
จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครอง (สค.1) และสละสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์แล้ว ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำไปขายให้แก่จำเลยที่ 3 แม้จำเลยที่ 3 จะได้ออก น.ส.3 ก. แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้ครอบครองที่ดินพิพาทการที่จำเลยที่ 3 มีชื่อใน น.ส.3 ก. จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิครอบครองในที่ดินนั้นดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 ไป แม้จำเลยที่ 4 ซื้อไว้โดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ 4 ก็ไม่มีสิทธิอย่างใดในที่ดินพิพาท ตามหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครองไปขายโดยไม่ชอบ และขอให้เพิกถอนน.ส.3 ก. ที่จำเลยที่ 3 ออกโดยไม่ชอบ กรณีจึงมิใช่เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันทราบมูลคดีนี้ คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้
ต่อมาก็เอาไปขายได้ ขายแล้วก็ขายซ้ำทั้งๆที่ตัวไม่มีสิทธิครอบครอง อาจจะยังเก็บเอกสารเอาไว้ ก็เอา สค 1 ไปขายจำเลยที่ 2 จำเลยที่สองก็ไปขอออก ก็ขายต่อเป็นทอดๆ พอตอนหลังก็เกิดทะเลาะกัน ในที่สุดศาลฎีกาก็ตัดสินว่าแม้ซื้อโดยสุจริตเสียค่าตอบแทน ผู้รับโอนก็ไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ชนะหลักสุจริต เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนก็มีข้อยกเว้น เช่นเจตนาลวง 155 คือ เอาไปขายต่อทั้งๆที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ เอาไปขาย
1558/2521 – ค้นไม่พบ
ตัวแทนเชิด ซื้อโดยสุจริตแล้วเสียค่าตอบแทนเจ้าของจะไปอ้างก็ไม่ได้ ก็เป็นเรื่องนอกเรื่องที่สำคัญ
ก็เป็นหลักที่ว่าแม้ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ก็โอนได้เหมือนกัน
อีกเรื่องหนึ่งที่เคยสอนอยู่หลายปี ก็พูดไปไม่คิดว่าจะมีอะไรเพราะเป็นข้อสอบเก่า เรื่องเจ้าของรวม อยู่ดีๆเอาที่ดินทั้งแปลงไปขายคนภายนอกถามว่าเป็นโมฆะหรือไม่ แล้วผล ก็เป็นข้อสอบผู้ช่วยฯ ปี 29 ก็ ไม่เป็นโมฆะมีผลผูกพันเฉพาะส่วนของผู้ขายเท่านั้น ทีนี้ถ้าถามต่อไปเจ้าของรวมคนอื่นจะเพิกถอนทั้งหมดได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ ก็เพิกถอนได้เฉพาะส่วนของตนเท่านั้น
ปรากฏว่าเมื่อปี 47 หรือ 48 ก็ออกข้อสอบเรื่องทรัพย์ เป๊ะเลย จนอาจารย์สอนทรัพย์บางท่าน บอกว่าข้อสอบอะไร ก็บอกว่าไม่ต้องสงสัย เป็นข้อสอบผู้ช่วยฯเมื่อยี่สิบปีที่แล้วนั่นเอง คือจะพูดว่าข้อสอบเก่าสำคัญมาก ไม่ออกข้อสอบใหม่ ก็ข้อสอบเก่ามากๆ
อย่าไปประมาทข้อสอบเก่าเป็นอันขาด แต่ก็มีกติกาแน่นอนนะครับว่า 10 ปีไม่มีทางที่จะออกข้อสอบซ้ำ แต่ก็มีที่ว่า ออกข้อสอบคล้าย คือหลักซ้ำแต่เป็นฎีกาคนละเลข เดี๊ยวจะเห็นฎีกาที่ออกข้อสอบซ้ำ แต่ก็ยืนยันว่าฎีกาไม่ซ้ำ
ทรัพย์สินที่ซื้อขายกันได้ก็ทุกชนิด ไม่ว่าเป็นอสังฯ หรือ สังหาฯ ต้องระวังประเภทที่มาซื้อขาย คงจำได้ในประเด็นมาตรา 456
มาตรา 456 การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย
สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย
สิทธิที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ จำไว้เลย 7 + 1 นึกถึงละคร เลย
คือ 1. สิทธิอาศัย
2.สิทธิเก็บกิน
3.สิทธิเหนือพื้นดิน
4.สิทธิครอบครอง
5.กรรมสิทธิ์
6.ภาระติดพัน
7.ภาระจำยอม
+ สิทธิในการรับจำนอง
พวกนี้ต้องเกี่ยวกับอสังฯทั้งนั้น และอีกสิทธิหนึ่งตามคำพิพากษา ฎ. 321-322/2504 ชายหญิงอยู่กินกันอย่างสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสบุตรที่เกิดมาก็อยู่ร่วมด้วยจนกระทั่งชายตายจากไป ชายได้อุปการะเลี้ยงดูบุตรฉันบิดากับบุตร บุตรใช้นามสกุลของชายนั้น และเรียกชายนั้นว่าพ่อ ในการสำรวจทะเบียนราษฎร พ.ศ.2499 ก็ปรากฏในทะเบียนนั้นว่า เด็กนั้นเป็นบุตรของชาย ดังนี้ถือว่าชายได้รับรองเด็กนั้นเป็นบุตรโดยชัดแจ้ง เด็กนั้นย่อมเป็นผู้สืบสันดานของชายเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย
สิทธิรับจำนองเป็นอสังหาริมทรัพย์
การยกสิทธิรับจำนองให้แก่กัน ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
คือสิทธิในการรับจำนอง
พวกนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ปี39มีฎีกาอยู่ประเภทหนึ่ง สมมุติว่าไปเช่าซื้อ อาคารพร้อมที่ดินกับการเคหะแห่งชาติไปซื้อมาสิบล้าน ผ่อนได้สิบปี พอผ่อนมา 5 ปี ก็ขายต่อเพราะไม่มีเงินผ่อน ก็ให้คนอื่นผ่อนต่อโดยขายสิทธิการผ่อนนี้ให้ ต่อมาเกิดเรื่องกัน คือ คนที่มาผ่อนต่อ ผิดสัญญาก็ฟ้องร้องกัน ก็เถียงกันว่าเป็นการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นโมฆะ
ข้อตกลงการซื้อขายสิทธิ เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ ก็คือศาลฏีกาตัดสินว่าไม่เป็นอสังหาริมทรัพย์เพราะไม่ใช่ 7+ 1 ไม่ใช่การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
5466/2539
จำเลยตกลงขายสิทธิการเช่าซื้อที่ดินพร้อมอาคารที่จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อจากการเคหะแห่งชาติแก่โจทก์ โดยจำเลยตกลงให้โจทก์ผ่อนส่งเงินในกำหนดระยะเวลาหนึ่งซึ่งโจทก์ได้ผ่อนชำระให้จำเลยแล้วจำนวน 62,000 บาท ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือ แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นการตกลงเพื่อให้โจทก์เข้าไปสวมสิทธิของจำเลยที่มีอยู่ต่อการเคหะแห่งชาติในการที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารต่อไปก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ฟ้องบังคับให้การเคหะแห่งชาติโอนที่ดินพร้อมอาคารให้แก่โจทก์อันจะต้องอยู่ในบังคับเรื่องการโอนสิทธิ โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับสิทธิเช่าซื้อที่ดินพร้อมอาคารของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งสิทธิเช่าซื้อดังกล่าวเป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่งที่สามารถซื้อขายกันได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการซื้อขายสิทธิแม้ไม่ทำเป็นหนังสือ แต่ก็ได้มีการชำระหนี้เนื่องในการซื้อขายนี้กันบ้างแล้ว อันมีผลผูกพันระหว่างจำเลยผู้ขายกับโจทก์ผู้ซื้อ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามข้อตกลงดังกล่าว
อีกประเด็นหนึ่งคือ สาธารณะสมบัติของแผ่นดินเอามาซื้อขายกันไม่ได้
ฎ.395/2538 ที่ดินบางส่วนตามสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่สงวนไว้ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ จึงเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ที่ซื้อขายไม่ได้ สัญญาซื้อขายและสัญญาจะซื้อขายที่ดินส่วนดังกล่าว จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ ผลเท่ากับจำเลยไม่เคยทำสัญญาจะซื้อขายและสัญญาซื้อขายที่ดินส่วนดังกล่าวกับโจทก์ จึงไม่มีเหตุที่จำเลยต้องรับผิดในการรอนสิทธิที่ดินดังกล่าวอีก
แม้คนซื้อจะซื้อโดยสุจริต ตามคำสั่งศาลด้วยนะ
เห็นไหมฏีกาสวยๆก็ออกปีนั้น และอาจออกซ้ำได้อีก
ทำสัญญาจะซื้อขายที่สาธารณะสมบัติ ก็เป็นวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมาย 156 เป็นโมฆะ
456 มีสองวรรค ถ้าวรรค 1 ใช้กับสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอสังฯหรือ สังหาฯพิเศษเท่านั้น
วรรคสองใช้กับสัญญาจะซื้อจะขายหรือคำมั่นในการซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์ กับ สังหาริมทรัพย์พิเศษ
วรรคสาม ใช้กับสังหาฯมูลค่า 2 หมื่นบาทขึ้นไป
มันก็ล็อคอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นต้องหาประเภทของนิติกรรมซื้อขายให้ได้ก่อน ว่าเข้าประเภทใดใน 5 ประเภท จะได้นำมาตรา 453 หรือ 456 มาปรับใช้ได้
ดู 455 เมื่อกล่าวต่อไปเบื้องหน้าถึงเวลาซื้อขายท่านหมายความว่าเวลาซึ่งทำสัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์
ก็หมายความว่าตั้งแต่ 455 เป็นต้นไปให้หมายถึงสัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์ ซึ่ง ภาษาอังกฤษ ก็ แปลได้ว่าสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
เคยมีอาจารย์ตรวจข้อสอบ แล้วเจอนักศึกษาคนหนึ่ง ตอบ เป็นสัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์ก็จะให้ 0 คะแนนแล้ว แต่ได้กระซิบถามอาจารย์ข้างๆ ก็ได้ทราบว่าเป็นตามตัวบทครับ เหมือนกัน ก็เกือบไปแล้วนะคนนั้น
มาตรา 456 การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย
สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย
นักศึกษาจะเห็นว่า 456 วรรค 1 นั่นคือสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
วรรค 3 ก็ลอยๆเหมือนกันนะ ก็คือเสร็จเด็ดขาดเหมือนกัน
วรรคสองจะซื้อจะขาย เห็นไหมครับเขียนไว้ชัดเลย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องมาดูประเภทของสัญญาซื้อขาย เพราะจะได้ปรับบทกฎหมายให้ถูกประเภท กับ มาตรา
ตามฎีกา สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดคือ คู่สัญญาตกลงกันเสร็จแล้ว ไม่มีแบบในกฎหมายที่ต้องไปทำอะไรกันอีกต่อไป เมื่อได้คำจำกัดความแล้วลองมาดุตัวอย่าง
ตัวอย่าง 1 ก ขายที่ดิน ให้ ข ไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินเสร็จเรียบร้อยไม่มีแบบที่จะต้องทำกันอีกต่อไป เสร็จแล้วก็จบเสร็จเด็ดขาด เมื่อทำหมดแล้วกรรมสิทธิ์ก็โอนจาก ก ไป ข
ตัวอย่างที่ 2 ก ขายที่ดิน ให้ ข แต่ไม่อยากเสียค่าธรรมเนียม ก็ส่งมอบโฉนด แล้วเข้าครอบครอง กัน ชำระเงินกันก็จบ อย่างนี้ คือที่ไม่จดคือไม่รู้กฎหมายตาสีตาสา กับ ตกลงกันไม่จดเพราะว่าไม่อยากเสียเวลา และ/หรือ ไม่อยากเสียค่าธรรมเนียม ก็ไม่มีแบบที่ต้องไปทำต่อไป เพราะตกลงกันว่าจะไม่ไป หรือไม่รู้ว่าต้องไป ก็เสร็จเด็ดขาด ก็เป็นโมฆะ กรรมสิทธิ์ก็ไม่โอนจาก ก ไป ข ดังนั้นคนที่คิดว่าสัญญาซื้อขาย คือ สัญญาที่โอนกรรมสิทธิ์จากผู้ขายเป็นผู้ซื้อ นิยามนั้นไม่ครอบคลุมถึงตรงนี้นะครับ ตัวอย่างที่สองนี้มีสิทธิแล้วที่จะเป็นข้อสอบได้ ตัวอย่างแรกง่ายไปไม่ออกสอบในชั้นเนฯหรอก
ตัวอย่างสาม ซื้อขายสังหา เช่น ซื้อขายไม้จิ้มฟัน ก็ไม่มีแบบ ก็เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดเสมอ จำไว้นะครับว่า ไม่มีสัญญาจะซื้อจะขายในสังหาริมทรัพย์
สัญญาจะซื้อจะขาย อยู่ในวรรคสองคืออะไร คือสัญญาที่ตกลงในขณะทำสัญญาชั้นหนึ่งก่อนและตกลงกัน หรือมีเจตนาจะไปทำการซื้อขายให้ถูกต้องตามแบบในวันข้างหน้า
สมมุติว่าหลังจากบรรยายนี้ ก็คุยกันว่าอยากได้ที่ดินแถวเนฯ อาจารย์ก็บอกว่าผมมี อยู่ในซอยใกล้ๆนี่เอง ตอนนั้นก็ดึกแล้ว ไปดูนักศึกษาก็ชอบใจ ก็บอกว่าอย่าไปขายใครนะ อาจารย์บอกว่าก็ไม่รู้หรอก ใครมาขอซื้อผมก็ขายทั้งนั้น นักศึกษา ก็บอกว่ากลัว ก็ทำสัญญากันไว้ก่อน ก็ทำบนถุงกล้วยแขกว่าอีก 7 วันจะไปจดทะเบียน ไปโอนกัน นี่คือข้อตกลงที่แสดงเจตนาว่าจะไปทำให้ถูกต้องตามแบบในวันข้างหน้า
สัญญาประเภทนี้กรรมสิทธิ์ยังไม่โอน และไม่มีในสังหาริมทรัพย์
มาตรา 454 การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งให้คำมั่นไว้ก่อนว่าจะซื้อหรือขายนั้น จะมีผลเป็นการซื้อขายต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งได้บอกกล่าวความจำนงว่าจะทำการซื้อขายนั้นให้สำเร็จตลอดไป และคำบอกกล่าวเช่นนั้นได้ไปถึงบุคคลผู้ให้คำมั่นแล้ว
ถ้าในคำมั่นมิได้กำหนดเวลาไว้เพื่อการบอกกล่าวเช่นนั้นไซร้ท่านว่าบุคคลผู้ให้คำมั่นจะกำหนดเวลาพอสมควร และบอกกล่าวไปยังคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งให้ตอบมาเป็นแน่นอนภายในเวลากำหนดนั้นก็ได้ ว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จตลอดไปหรือไม่ ถ้าและไม่ตอบเป็นแน่นอนภายในกำหนดเวลานั้นไซร้คำมั่นซึ่งได้ให้ไว้ก่อนนั้นก็เป็นอันไร้ผล
คำมั่นในการซื้อขาย คือแสดงเจตนาผูกผันตนไว้ฝ่ายเดียว โดยยังไม่มีผู้ใดรับคำหรือสนองรับ เช่น เห็นนาฬิกาสวย ก็บอกว่าถ้าจะขาย จะซื้อในหนึ่งหมื่นบาท ให้ตอบมาใน 7 วัน ก็คือผูกมัดตนเองไว้ฝ่ายเดียว
ก็ผูกมัดตนเองไว้ฝ่ายเดียว ถ้าไม่อยากขายก็ทำหูทวนลมไว้
แต่ถ้ามีคนหนึ่งตะโกนมาว่า ขายครับ อันนี้เป็นสัญญาซื้อขาย เลยผูกพันแล้วนะครับ
มีไม่กี่ประโยคหรอก ที่เป็นคำมั่น
ยังมีคำมั่นมีกำหนดเวลา กับ คำมั่นไม่มีกำหนดเวลาอีก
ก็เคยมีข้อสอบออกมาว่าคำมั่นไม่มีกำหนดเวลา ผูกมัดแค่ไหน ถ้าไม่มีกำหนดเวลาก็ผูกมัดตลอดไป แม้เกินสิบปีก็ไม่ขาดอายุความ แต่เดชะบุญนะครับที่เรื่องนั้นไม่ได้กำหนดเวลาไว้จึงต้องซื้อขายในราคาปัจจุบัน
454 วรรค 2 คำมั่นไม่ได้กำหนดเวลา ขีดเส้นใต้สีแดง ว่ากำหนดเวลาพอสมควร
คือ
วันนี้ก็ได้สามนิติกรรมนะครับ คราวหน้าจะพูดสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข หรือ เงื่อนเวลา