วิชานี้ออกข้อสอบ 1 ข้อ วิชานี้เรียนศึกษาเกี่ยวกับ กม. วิธีพิจารณ์ความอาญา และ ร.ธ.น. พ.ศ. 2550 นะครับนักศึกษา
สิ่งที่จะเน้น ก็ คือ 1. ร.ธ.น. แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
2. ก.ม.วิธีพิจารณษความอาญาซึ่งนักศึกษาต้องดูในเรื่องจับ, การค้น ,การคุมขัง ว่าอย่างไรจะเป็นการจับ , การค้น, การคุมขัง โดยมิชอบด้วยกฏหมาย และการสอบสวน(ข้อสอบจะอยู่ในแนวนี้ตลอด)
ปีที่แล้ว ข้อสอบเนติบัณฑิต 2/60 วิชาก.ม.สิทธิมนุษยชนได้ออกเรื่อง การจับว่าอย่างไรจะเป็นการจับ, จับได้หรือไม่ได้
สิทธิมนุษยชน คือ การกำหนดคุณค่าของมนุษย์ว่าควรมีสิทธิอะไรบ้างที่ติดตัวมา และควรมีสิทธิขั้นมูลฐาน (สิทธิที่มนุษย์พึงมี มีอะไรบ้าง)
สิทธิมนุษยชน มีหลายประเภท
[EX] สิทธิในทางการเมือง, สิทธิในกระบวนการทางอาญา (อ.เน้นมาก และจะออกข้อสอบ)
ร.ธ.น. ปี 2550 มาตราที่เกี่ยวข้องกับ วิชานี้คือ
ม.3, ม.4 (ซึ่งมาตรานี้ได้มีการอ้างกันเยอะ)
ม.5, ม.6
และมาตรา 26 เป็นมาตราที่สำคัญมาเพราะมาตรา 26 นั้นเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์การของรัฐ นอกจากต้องใช้อำนาจเป็นไปตามหลักนิติธรรม (rule of law) แล้วยังต้องคำนึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อีกด้วย
ม. 28 ว.1 (ซึ่งมาตรานี้เป็นข้อจำกัดการอ้างเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพว่าจะอ้างในเรื่องสิทธิและเสรีภาพได้ก็ต่อเมื่อไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์แก่ ร.ธ.น. และไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน,
ม.30, ม.32 (สำคัญนะค่ะ) เป็นมาตราที่กล่าวว่าบุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพในชีวิต, ร่างกาย
มาตรานี้เป็นหลักเลยในเรื่องการจับ, การค้น (ซึ่งสามารถเอาไปตอบข้อสอบได้เลยนะค่ะ)
ม.32 ว.2 ม.32 ว.3 (ต้องท่องให้ได้เลยนะค่ะ ต้องเอาไปประกอบในการตอบข้อสอบ) ซึ่งมาตรานี้เป็นมาตราบัญญัติการจับ และการคุมขัง จะกระทำมิได้เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีอย่างอื่นตามที่ ก.ม.บัญญัติ
ขอบเขตของวิชานี้อาจารย์จะสอนว่า การจับ, การคุมขัง หมายความว่าอย่างไร คำสั่งหรือ หมายของศาล หมายความว่าอย่างไร และมีเหตุอย่างอื่นตามที่ ก.ม.บัญญัตินี้มีเหตุอะไรบ้าง
มาตรา32 ว.4 และ มาตรา32 ว.5 นักศึกษาต้องอ่านและทำความเข้าใจ ท่อง ให้แม่นนะค่ะ
มาตรา 33 ว.ท้าย ได้บัญญัติไว้ว่าการเข้าไปในเคหะสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครองหรือการตรวจค้นเคหะสถานในที่รโหฐานจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีความสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่ ก.ม.บัญญัติ
อาจารย์จะสอนทั้งเรื่องค้น และเรื่องจับ แต่ข้อสอบปีที่แล้วออกเรื่องจับไปแล้ว
มาตรา 35 และ มาตรา 39
(เป็นหลักทั่วไปใน ก.ม. อาญา) มาตรา40, มาตรา40 (5), ม.40 (4) เป็นเรื่องสำคัญมากโดยในถ้อยคำแท่งบทบัญญัติของ ก.ม. ที่ว่าผู้เสียหาย, ผู้ต้องหา, โจทก์, จำเลย, คู้กรณี, ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือพยานในคดีมีสิทธิตามกระบวนการยุติธรรม 4 อย่าง คือ
ม.40(5), ม.40(6), ม.40(7) (สำคัญ) เป็นการกล่าวว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยมาสิทธิ
1. ได้รับการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง, รวดเร็ว,เป็นธรรม (EX) ในกรณีที่สอบสวนเสร็จสิ้นไปแล้วแต่ตำรวจยังมาขอฝากขังอีกผู้ต้องหาร้องต่อศาลได้เลยว่าได้การสอบสวนที่ไม่ถูกต้อง รวดเร็จ และเป็นธรรม
2. และต้องมีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ
3. ตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร
4. และต้องได้รับความช่วยเหลือในคดีจากทนายความในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหาเองมิได้
5. ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
6. ใน ม.40(1)-(8ป เป็นสิทธิ ในกระบวนการยุติธรรมนักศึกษาต้องเข้าใจหลักดังกล่าวให้ชัดเจนและถูกต้อง
.ในการบรรยายนั้น อาจารย์จะพูดเรื่องค้นก่อน
การค้น เป็นการแสวงหาข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานเพื่อทราบรายละเอียดของความผิด
การค้น เป็นมาตราสำคัญที่ทำให้การไต่สวนมูลฟ้อง และการบังคับตามคำพิพากษาของศาลบังเกิดผลสำคัญตามจุดมุ่งหมายในการที่เจ้าหน้าที่พนักงานจะค้น หากการนั้นไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในทางร่างกาย (EX) การค้นหาวัตถุที่ใช้ในการกระทำความผิด, การค้นหาบุคคลที่ใช้ในการกระทำความผิด
บทบัญญัติที่คุ้มครองโดย ร.ธ.น.
ผู้มีอำนาจค้นตามวิ.อาญา มี 2 ประเภท
Q: ถึงแม้ว่าราษฏรมีอำนาจจับในบางกรณี แต่ไม่มีอำนาจค้นไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม (EX) นาย A ราษฏรเดินผ่านบ้าน นาย ก. นาย A สงสัยว่านาย A จะเอาเฮโรอีนมาซุกบ้านก็เลยเข้าไปค้นบ้านนาย A และเจอเฮโรอีนจึงนำเอาเฮโรอีนและนำนาย A ส่งตำรวจ ราษฏรนั่นจะทำมิได้ เพราะเนื่องจากสถานะของเจ้าพนักงานไม่ได้มีอำนาจเหนือก่อนเลย ในหลักเรื่องการค้น ราษกรด้วยกันเองไม่สามารถค้นตัวราษฏรอีกคนหนึ้งได้เพราะว่าฐานะราษฏรเหมือนกันทั้งคู่ไม่มีอำนาจเหนือกันเลย
ตัวอย่างที่ 2 นาย A ได้ยืนอยู่ริมถนนเห็นว่านาย ข เดินมาท่าทางลุกลี้ลุกลนจึงขอเข้าตรวจค้นพบอาวุธปืนเถือนส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำได้หรือไม่
ตอบ ทำไม่ได้ จะต้องเรียกตำรวจมาตรวจค้นบุคคลว่ามีสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดซุกซ่อนอยุ่ในตัวผู้นันหรือไม่
ประเภทของการค้นมี่อยู่ 2 ประเภท
ที่รโหฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(13) ได้วางหลักไว้ว่าที่ต่างๆ ซึ่งมิใช่ที่สาธารณะสถานดังที่ได้บัญญัติไว้ในกฏหมายลักษณะอาญาที่สาธารณสถานตาม ป.อ. ม.1(13) สถานที่ใดๆ ที่ประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้การที่จะแยกว่าอะไรเป็นที่รโหฐานให้ดู ฏีกาที่ 214/2537 โรงค้าไม้ที่มีรั้ว รอบขอบชิด นอกจากจะใช้เป็นโรงค้าไม้และยังใช้เป็นที่อยู่อาศัยเดิม เมื่อโรงค้าไม้ปิดให้บริการไม่ว่าจะด้านหน้าหรือด้านหลังไม่ใช่ที่สาธารณสถานแต่เป็นที่รโหฐาน
คำพิพากษาศาลฏีกา 883/2520 (ฏีกาประชุมใหญ่)
สถานที่ใดๆ จะเป็นสาธารณสถานหรือไม่ ไม่ต้องคำนึงถึงว่าสถานที่นั้นจะเป็นสถานที่ที่ผิกกฏหมายหรือไม่ ในที่นี่คือไม่ต้องพิจารณาว่าสถานที่นี่เป็นสถานที่ค้าประเวณีหรือไม่เพียงแต่พิจารณาว่าสถานที่นั้นประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปหรือไม่ และต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายๆ ไป ถ้าประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ สถานที่นั้นก็เป็นสาธารณสถานมิใช่ที่รโหฐานซึ่งในกรณีนี้ได้ความว่า เจ้าของสถานบริการโสเภณีไม่ได้หวงห้ามบุคคลใดๆ จะเข้าไปหาความสุขกับโสเภณี ห้องโถงจึงเป็นสถานที่ ที่ประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ เป็นสาธารณสถานมิใช่ที่รโหฐานพนักงานตรวจค้น และจับได้ ตาม ป.วิ.อ. ม.93, ม.78/(3) ฏีกา 6557/2547 แม้ว่าจะเป็นการวางไว้อย่างเปิดเผยและบ้านจำเลยยังไม่มีประรั้ว เพราะประตูรั้วยังสร้างไม่เสร็จแต่บ้านจำเลยก็มิใช่สถานที่ผู้ใด หรือประชาชน มีความชอบธรรมในการเข้าไปโดยจำเลยมิได้หวงห้าม บ้านจำเลยเป็นที่พักอาศัย สถานของบ้านและที่พักอาศัยถือว่าเป็นถสานที่รโหฐาน บุคคลภายนอกไม่มีสิทธิเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาติ คำพิพากษาศาลฏีกา 631/2529 วัดวา อารม โรงละครโรงแรม บางส่วนเป็นสถานที่สาธารณสถาน แต่บางส่วนก็เป็นสถานที่รโหฐาน
คำพิพากษาศาลกีฏา 606/2547 ตอนในของร้านอาหารที่เจ้าของร้านอาหารเอาไว้เป็นที่นอนใครจะเข้าไปต้องขออนุญาติไม่ใช่สาธารณสถาน แต่ถ้าเป็นในส่วนที่ลูกค้าเข้าไปนั่งทานอาหารเป็นสาธารณสถาน
คำพิพากษาศาลฏีกา 583/2545 โรงบิลเลียด ในขณะที่เปิดให้ประชาชนเข้าออกอยู่ตลอดเวลาเป็นสาธารณสถาน
ขวบนรถไฟที่วิ่งอยู่หรือไม่วิ่งก็ตาม เป็นสาธารณสถาน
1362/08
ร้านค้าที่ประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปเป็นสถานที่รโหฐาน นักศึกษาต้องแยกให้ได้ว่าอะไรเป็นรโหฐาน หรือสาธารณสถาน เพราะถ้าความผิดซึ่งหน้าทำลงในที่รโหฐาน การค้นในที่รโหฐานต้องมีหมายค้นด้วย
ดังนั้นที่ใดเป็นที่รโหฐาน จึงพอวางหลักไว้ว่า
(EX)บ้านเรือนที่อยู่อาศัยของบุคคลเป็นที่รโหฐาน สถานที่ที่เจ้าของได้สร้างรั้วรอบ ถึงแม้ว่าจะให้ประชาชนเข้าไปได้ก็อยู่ในเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น เป็นสาธารณสถาน
(EX) โรงภาพยนต์, โรงมโหรสพ ที่ผู้เข้าชมต้องเสียค่าผ่านประตูเข้าไปเป็นสาธารณสถาน
การค้นในที่รโหฐานนั้นจะต้องมีหมายค้น และหมายค้นจะต้องเป็นหมายค้นของศาลด้วย ไม่ใช่หมายค้นของพนักงานสอบสวน เหตุที่ออกหมายค้น มีบัญญัติไว้ใน มาตร 69 แห่ง ป.วิ.อ. ม.69(1), ม.69(2) สิ่งของที่มีไว้เป็นความผิด
(EX) อาวุธปืนเถื่อน(ที่ใช้ในการฆ่าปล้น ชิงทรัพย์) ยาเสพติด
กีฏา 5479/2536 (เป็นกีฏาที่แปลกมากๆ) อาจจะเอาฏีกามา apply
มีคนอยู่ในบ้าน กลางวันไม่ออกไปไหนเลย ปิดบ้านออกมาตอนกลางคืน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับชาวบ้าน ประกอบอาชีพอะไรก็ไม่มีใครรู้
ปัญหา คือ มีการออกหมายค้นบ้านหลังนั้นทำได้หรือไม่
คำตอบ คือ ทำได้ ตาม ป.วิ.อ. มาจตรา 69(2)
ศาลฏีกา วินิจฉัยว่า ม.69 บัญญัติว่าเหตุที่จะออกหมายค้นได้มีดังต่อไปนี้
ศาลฏีกาเห็นว่า เหตุที่จะออกหมายค้นดังกล่าวต้องมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีของผิดกฏหมายซ่อนอยู่ คดีนี้ปรากฏว่ามีผู้มาร้องเรียนต่อ ร.ต.ท.สมชายว่าจำเลยมีพฤติ การณ์น่าสงสัยโดยตอนกลางวันว่าจะปิดบ้าน และเก็บตัวอยู่ในบ้านตอนกลางคืนและไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครและไม่ปรากฏว่าทำงานอะไร สงสัยว่าภายในบ้านจะมีของผิดกฏหมายซุกซ่อนอยู่ ร.ต.ท.สมชายปรึกษา พ.ต.ท.ล้อม ผู้บังคับบัญชาแล้ว พ.ต.ท.ล้อม ได้ออกหมายค้น(ตาม ป.วิ.อ. เก่าหมายค้นออกได้โดยตำรวจไม่ใช่ศาลเหมือน ก.ม. ปัจจุบัน) ซึ่งถือว่ากรณีดังกล่าวมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีของผิดกฏหมายซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านอันเป็นเหตุอันควรออกหมายค้นได้ตามกฏหมายดังกล่าว การออกหมายค้นจึงชอบด้วยกฏหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 69(2)
มาตรา 69 (3) เพื่อพอหรือฝ่ายบุคคลซึ่งพูดหน่วงเหนียวโดยมิชอบด้วยกฏหมาย
ในการค้นมีอยู่ 2 อย่าง
1 ค้นพบตัวคน
2 ค้นพบสิ่งของ
มาตรา 69(4) เพื่อพบบุคคลซึ่งมีหมายให้จับ จำไว้เลยในการจับบุคคลที่สงสัยว่าทำความผิดและผู้นั้นอยู่ในที่รโหฐานต้องมีทั้งหมายจับและหมายค้น จะมีหมายจับอย่างเดียวไม่ได้
มาตรา 69(5) เพื่อพบ และยึดสิ่งของตามคำพิพากษาหรือตามคำสั่งศาลในกรณีที่พบหรือยึดด้วยวิธีอื่นมิได้แล้ว
ขอบคุณมากนะค่ะ คือ ถอดคำบรรยายบ้างเป็นบางวิชาเลยอยากจะช่วยเหลือนะค่ะ เเพมพิ์ไม่เก่งนะค่ะ
Add maps and directions to your party Show them the way!