หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์อนันต์ ชุมวิสูตร ผู้บรรยาย , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
มาตรา 16 อ่านมาตรานี้เลย เอาเรื่องวรรค 3 ก่อน เป็นเรื่องอำนาจในการใช้ดุลพินิจศาลแพ่งศาลอาญา
วรรคสามเป็นเรื่องที่ยุติก่อนว่าคดีนั้นไม่ได้เกิดแท้ๆในศาลแพ่งหรือศาลอาญา ก็กลับไปดูวรรค 2 ตามมาตรา 16 นั่นแหละ
และจะเข้าวรรค 3 ต่อเมื่อศาลแพ่งหรือศาลอาญารู้แต่ต้นว่าคดีอยู่นอกนะแต่ก็ยอมให้รับคดีนี้อยู่ในการพิจารณาของศาล
ดังนั้นถ้าวันแรกที่โจทก์ฟ้องแล้ว รับโดยไม่รู้ว่าคดีไม่ได้อยู่ในเขตตน เท่ากับศาลแพ่งหรืออาญาใช้ดุลพินิจในการรับแล้วหรือยัง ตอบคือ ยังไม่รับนะครับ เพราะไม่รู้ ไม่เข้า 16 วรรค 3 ถ้าต่อมารู้ขึ้นมา แล้วยังดำเนินคดีต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนี้เข้ามาตรา 16 วรรค 3 แล้ว สิ่งที่รับมาแล้วถ้าเห็นว่าผิดก็ เพิกถอนแล้วสั่งให้ไปศาลอื่นก็ได้ หรือใช้ดุลพินิจดำเนินคดีต่อก็ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใน จังหว่ะสอง เป้นเรื่องของวรรค 3 นะครับ
ฎ.2038/2523
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22(1) บัญญัติว่า "เมื่อจำเลยมีที่อยู่ ฯลฯ ในท้องที่หนึ่งนอกเขตศาลดังกล่าวแล้ว จะชำระที่ศาลซึ่งท้องที่นั้นอยู่เขตอำนาจก็ได้" นั้น มิใช่เป็นบทบังคับให้ศาลซึ่ง ท้องที่ที่จำเลยมีที่อยู่ ฯลฯ อยู่ในเขตอำนาจจะต้องรับชำระคดีนั้น ๆ แต่เป็นบทบัญญัติให้ดุลพินิจแก่ศาลซึ่งท้องที่ที่จำเลยมีที่อยู่ ฯลฯ ในเขตอำนาจจะรับชำระคดีนั้นหรือไม่ก็ได้ ความผิดที่เกิดขึ้นนอกเขตศาลอาญา แต่จำเลยมีภูมิลำเนาในเขตศาลอาญา เมื่อผู้เสียหายเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ศาลจึงมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจรับหรือไม่รับคดีนั้นไว้พิจารณาก็ได้
การที่ศาลอาญาสั่งในคำฟ้องของโจทก์ว่า "นัดไต่สวนให้โจทก์นำส่งหมายนัด" ยังถือไม่ได้ว่าศาลอาญาได้ใช้ดุลพินิจรับคดีของโจทก์ไว้ ชำระแล้ว ด้วยเหตุนี้ที่ศาลอาญาสั่งงดไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่ง ไม่ประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาจึงเป็นการที่ศาลอาญาได้ใช้ดุลพินิจสั่งตามอำนาจที่มีอยู่ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 4/2523)
ถามต่อว่าต้องมีคำร้องยื่นหน้าคำฟ้องด้วยหรือไม่ ดูวรรค 3 ครับ ไม่มีเขียนไว้เลย ก็ไม่จำเป็น คำร้องไม่มีไม่ว่า แต่สำคัญรับแล้วต้องทำจนจบ
ทีนี้วรรค 4 ใช้งานอย่างไรต่างกับวรรค 3 อย่างไร วรรค 4 คือเกิดเขตซ้ำซ้อนกันระหว่างศาลแขวงศาลจังหวัดซ้ำ กัน เกิดขึ้นของวรรค 4 แปลแนวเดียวกับมูลคดีเกิดหรือความผิดเกิด
อันนี้คือจุดเริ่มต้น ต่อมาตัวโจทก์นำคดีนี้ที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง มาฟ้องที่ศาลรัชดา หรือก็คือศาลแพ่งหรือศาลอาญา คือ 17+25(4 ) สายคดีแพ่งหรือ17+25(5) ถ้าเป็นสายคดีอาญา ศาลจังหวัดถูกบังคับว่าต้องโอนคดีไปศาลแขวงเสมอต้องโอน ไม่ใช่เป็นอำนาจศาลเช่น วรรค 3 นะครับ
นอกจากนี้การนำคดีแขวงมาฟ้องจังหวัดนั้นศาลฎีกามองว่าจากมีทุนทรัพย์ภายหลัง ก็เข้าวรรค 4 อยู่ ตอนเริ่มต้นศาลจังหวัด แล้วเปลี่ยนมาเป็นศาลแขวง ก็ใช้ทั้งพระธรรมนูญศาลเรื่องเขตอำนาจศาล
ถามต่อว่าถ้าคดีเกิดในเขตศาลซ้อนกันในเขตกรุงเทพในวรรค 4 ใช้คำว่าศาลจังหวัดศาลแขวงแล้วบุกรุก ฟ้องขับไล่จำเลยต่อสู้ว่าเป็นของจำเลย ศาลแพ่งก็ทำต่อไป มีปัญหาว่าคดีแบบนี้เข้าวรรึ 3 หรือ วรรค 4 ตอบวรรค 4 เพราะคดีนี้เริ่มต้นเป็นละเมิด เกิดในเขตศาลสองศาลทับซ้อนไม่ใช่วรรค 3 แน่ๆ แล้วทำไมวรรค 4 หล่ะในเมื่อวรรค เช่นมัดข้อเท็จจริง เกิดหน้าศาลแขวงรัชดาภิเษก มีคำถามว่าคดี นี้ขึ้นศาลใด
ฎ.2040/2550
โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่สองโดยรับข้อเท็จจริงบางส่วนตามคำให้การของจำเลยทั้งสี่ เป็นการขอลดทุนทรัพย์ฟ้องเดิมภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และคดีนี้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยจึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลาที่จำเลยทั้งสี่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสี่เพื่อหักล้างข้ออ้างของโจทก์ได้ การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสี่เสียเปรียบและหลงข้อต่อสู้แต่ประการใด
ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฯ มาตรา 16 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ" นั้น แม้จะใช้ถ้อยคำว่าศาลจังหวัดก็ตาม แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความในวรรคสี่ไว้เนื่องจากไม่ประสงค์ให้ศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงตั้งอยู่ในเขตศาลนั้นรับพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง เมื่อศาลแพ่งธนบุรีเป็นศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงธนบุรีและศาลแขวงตลิ่งชันตั้งอยู่ในเขตจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติดังกล่าวด้วย คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยลดจำนวนทุนทรัพย์ลงเป็นเหตุให้คดีของโจทก์เป็นคดีที่เกิดในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลแพ่งธนบุรีจึงต้องมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงธนบุรีซึ่งเป็นศาลแขวงที่มีเขตอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว
สรุปคือถ้าคดีเกิดในกรุงเทพใช้วรรค 4 ได้ขั้นตอนการทำคดีโอนตามวรรค 4 17+25(4) กลับมา 16 วรรค 4 ว่าคดีเกิด ศาลแขวงแต่มาฟ้องศาลแพ่ง ศาลแพ่งทราบแล้วไปทำคดีต่อ ชอบหรือไม่
ตอบ ไม่ชอบ ศาลแพ่งไม่มีอำนาจ แต่มีหน้าที่ คือต้องโอนคดี
ก่อนศาลจังหวัดโอนศาลจังหวัดจำเป็นต้องมีคำสั่งรับฟ้องหรือไม่ มาตรา 16 ก็ไม่ได้เขียน แต่ขณะนี้เราแปลแล้วว่า ต้องสั่งรับฟ้องก่อนไม่งั้นผิดครับ พอจะเทียบเคียงได้กับ
ฎ.7368/2548
แม้คำฟ้องของโจทก์จะอ้างว่าจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่ก็ปรากฏตามคำฟ้องว่า จำเลยยังโต้แย้งอยู่ว่าไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์และที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย คำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้ขายให้โจทก์มาเป็นของโจทก์ ซึ่งหากโจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ การที่ศาลจังหวัดมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดีของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้
คำสั่งนี้ เป็นการสั่งตาม 24(2) หรือ 25(1) คือ คำสั่งที่ผู้พิพากษากี่นายสั่ง ตอบ นายเดียว เพราะไม่ใช่การสั่งชี้ขาดคดี
ถามว่าวันนี้รับฟ้อง พรุ่งนี้ค่อยสั่งโอนได้หรือไม่ ตอบ ได้ ไม่จำเป็นต้องสั่งพร้อมกันในวันเดียว
การสั่งโอนคดีในวรรค 4 มีเด๊ทไลน์หรือไม่ ตอบ มีคดีเรื่องหนึ่ง เอาคดีแขวงมาฟ้องที่ศาลจังหวัดนครปฐม
ฎ.1966/2550 - แม้จะโอนก่อนนัดฟังคำพิพากษา สืบพยานหมดแล้วก็ ไม่เกินกำหนด
คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครองโดยไม่มีสิทธิจำเลยให้การโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนครปฐมที่จะพิจารณาพิพากษา แม้ศาลจังหวัดนครปฐมสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว แต่ตราบใดที่ยังมิได้มีคำพิพากษาศาลจังหวัดนครปฐมชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย
ศาลจังหวัดนครปฐมได้รับฟ้องไว้พิจารณาและดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จและอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาแล้ว แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง (4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนครปฐม ศาลจังหวัดนครปฐมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามมาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดนครปฐมที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป การที่ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงนครปฐมชอบด้วยมาตรา 16 วรรคท้ายแล้ว ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงมีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้
สมมุติเหตุเกิดศาลแพ่งรัชฎา ทำคดีมาเรื่อย แล้ว มาเห็นว่านี่คือคดี ให้เฉพาะศาล แพ่งกับศาลอาญาเท่านั้นนะครับ โอนเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อรู้ความจริง
ศาลแขวงจะไม่รับได้ไม๊ ไม่ได้ถ้าศาลแขวงโอนมาแล้วศาลจังหวัดต้องรับ
ฎ.5205/2547
โจทก์ฟ้องคดีอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ต่อศาลจังหวัด เมื่อจำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์จึงกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท ศาลจังหวัดจึงให้โอนคดีไปให้ศาลแขวงพิจารณาพิพากษาต่อไป ศาลแขวงไม่รับโอนคดีและส่งสำนวนคืนศาลจังหวัด เมื่อศาลจังหวัดรับสำนวนคืนมาแล้ว ได้นัดพร้อมและแจ้งคำสั่งของศาลแขวงให้คู่ความทราบ จึงเป็นกรณีที่ศาลจังหวัดกับศาลแขวงต่างไม่รับพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ แม้เนื้อหาอุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลแขวงที่ไม่ยอมรับโอนคดี แต่เมื่อศาลจังหวัดรับสำนวนคืนจากศาลแขวงไว้แล้ว ทั้งคดีจะต้องมีปัญหาวินิจฉัยว่า ระหว่างศาลจังหวัดกับศาลแขวงศาลใดจะต้องพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป โจทก์ชอบที่จะมีสิทธิอุทธรณ์คดีนี้โดยยื่นต่อศาลจังหวัดได้ โจทก์ได้รับแจ้งคำสั่งจากศาลจังหวัดเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 17 ธันวาคม 2545 อันเป็นการอุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 อุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย
ก่อนที่จะจบวรรค 4 ข้อย้อนกลับไปวรรค 3 ก่อน
เรื่องที่ยากคือเราทราบหรือไม่ว่าคดีนี้อยุ่ในอำนาจศาลแขวงหรือศาลจังหวัด จะไปละเอียดใน 24 25
ฎ. 5100/2545
โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดราชบุรีขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลจังหวัดราชบุรีชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่
ฎีกานี้บอกว่าไม่จำเป็นรู้ทีหลังก็ได้ ก็เข้าวรรค 4 ได้ ฎีกานี้ก็ให้หลักไว้แล้วนะ
คดีแนวอย่างนี้ก็มีหลายแนว เช่น การต่อสู้กรรมสิทธิ์ที่ดิน
ฎ.8151/2547
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยถอนคำคัดค้าน ที่ได้คัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ อันเป็นคดีที่มี คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่า โจทก์ได้นำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลย จึงเห็นได้ว่าทั้งคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยเป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยมีจุดประสงค์โต้เถียงแย่งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลัก คำฟ้องของโจทก์ ที่ขอให้จำเลยถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ เป็นผลอันสืบเนื่องมาจากว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คือ ตามราคาที่ดินพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคแรก ซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ที่ศาลแขวงอ้างว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น จึงไม่ชอบ
คดีครอบครองปรปักษ์บ้าง
จบมาตรา 16
ครั้งที่ 10 ( 12/02/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 5
การที่จะใช้มาตรา 16 ให้คล่องเราจะต้องแม่น 17 + 24 + 25
ก่อนที่จะลงลึกในเนื้อหา 17 เป็นเรื่องอำนาจศาลแขวงในการพิจารณาคดี ทั้งแพ่งอาญา ส่วน 24 25 เป็นอำนาจผุ้พิพากษาคนเดียว โดยมาตรา 17 ในเรื่องอำนาจศาลแขวงให้เอา 24 + 25 วรรค 1 มาใช้ในศาลแขวงเป็นการบอกว่าอำนาจศาลศาลแขวง มีอำนาจเพียงใด ไปดู 24 และ 25 วรรค 1 เป็นการใช้อำนาจผู้พิพากษาคนเดียว
24 เป็นมาตราที่ใช้กับศาลทั้งสามชั้น ส่วน 25 ใช้เฉพาะในศาลชั้นต้น โดยหลักแล้วเป็นอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่ศาลใหญ่กว่าศาลแขวง โดยหลักแล้ว ลองดูมาตรา 26 ว่าด้วยองค์คณะในศาลชั้นต้นที่ไม่ใช่ศาลแขวง อย่างน้อย 2 คน อันนั้นคืออำนาจพิจารณาและพิพากษาคดี
คือถ้าเข้า 25 แล้วให้ใช้ 25 ผู้พิพากษาคนเดียว
มาตรา 24 ใช้ทั้งสามชั้น ตอนนี้กำลังพูดภาคของผู้พิพากษาคนเดียว ในมาตรา 24 ( 1 ) ตัวบทใช้คำว่าออกหมายเรียกหรือหมายอาญา ฯลฯ ไม่มีอะไรมาก ถ้าเป็นคดีอาญา
จะยุ่งมากใน ( 2 ) จะแทรกเป็นยาดำอยู่ตลอด ต้องเป็น 1 หรือ 2 แต้ม
คือ การออกคำสั่งใดๆที่ไม่ใช่การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี - ถ้าเป็นคดีแพ่งก็คือประเด็นพิพาทแห่งคดี
ตัวอย่าง เช่นคำสั่งตามมาตรา 18 ไม่ว่าจะรับฟ้องหรือไม่รับฟ้องหรือเป็นเรื่องคำให้การ คำสั่งดสืบพยาน คำสั่งละเมิดอำนาจศาล เลื่อนการดำเนินกระบวนพิจารณา คำสั่งรับคำขอพิจารณาคดี
เคยมีตัวอย่างข้อสอบ เป็นคดีชั้นบังคับคดีในศาลแพ่ง โจทก์นำจพทยึดทรัพย์ขายทอดตลาด นาย ส ก็ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ ผู้พิพากษาคนเดียวตรวจคำร้องและยกคำร้องขัดทรัพย์ถามว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
การสั่งยกคำร้องขัดทรัพย์เช่นว่านั้น เป็นการตัดสินคดี ไม่ชอบ ไม่ใช่อำนาจของผู้พิพากษานายเดียว
ข้อย่อยว่าไม่ได้จงใจขาดนัดขอให้พิจารณาคดีใหม่ ถามว่าเรื่องขาดนัดสั่งไปเช่นนั้นได้หรือไม่ ตอบการขอให้พิจารณาคดีใหม่เพื่อให้ได้ยื่นคำให้กันได้คำสี่งนี้ถือว่าเป็นการวินิจฉัยคดี คนเดียวสั่งได้ใช้ 25 วรรค 1
24 (2)คือผู้พิพากษานายเดียวล้วงลูกสั่งเอง
ข้อ 3 เหมือนกันตรงที่ว่าไม่ว่า 24 ( 2) หรือ ( 5 ) ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอัตราโทษ และไม่เป้นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี
ศาลสูงอุทธรณ์ฎีกาใช้ 25 วงเล็บ 1 ไม่ได้ ดูตาม 27
ข้อต่าง 2 ตุลาการออกคำสั่งได้เอง 24( 2) กฎหมายไม่ได้บังคับว่าก่อนสี่งต้องไต่สวนก่อนส่วน 25 (1) ตามดุลพินิจศาล ถ้าเราดูตามาตรา 41 อาญา การกักกันไมเกิน 10 ปี
ต่อมา 25 ( 3 ) ก็คือมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา แพ่งไม่เกี่ยว ถ้าเพียงแค่นั่งบรรลังค์ไต่สวนมูลฟ้องคนเดียวได้เสมอไม่ว่า คดีนั้นโทษขนาดไหนก็ตาม เพราะเป็นเรื่องไต่สวนมูลฟ้อง แม้โทษนั้นจะเกิน 25 ( 5) ก็ตาม เรื่องนี้ไม่ใช่ในศาลแขวงนะครับ แต่ถ้าเป็นคดีสาลแขวง 17 + 25 ( 5 ) เมื่อไต่สวนเสร็จแล้ว
ถ้าคดีสาลใหย่ ไต่สวนมุลฟ้อง ได้ แต่ ถ้าตัดสินยกฟ้องจะติดมาตรา 31 (1) ถ้า เป็นโทษสูงกว่า 25 ( 5 ) คือจำไม่เกิน 3 ปี ปรับ ไม่เกิน หกหมื่นบาท คนเดียวไม่อาจทำได้ได้ 2 คน ก้ให้นำ 29 ( 3 ) มาใช้ เรียนไปแล้ว
ถามว่า 1 2 3 เป็นโจทก์ร่วมฟ้องแดง ฉ้อโกงประชาชน โทษจำไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 หมื่นปาทหรือทั้งจำทั้งปรับ คดีนี้ฟ้องโดยประชาชน ศาลอาญาให้นายเอกกับนายโทเป้นอง๕วันนัดไต่สน นายเอกคนเดียว ขึ้นบัลลังค์ แล้วมาปรึกานายโทองค์คณะว่าคดีโจทก์ไม่มีมุลยกฟ้อง ก้เลยจัดทำคำพิพากษาและยกฟ้องผุ้พิพากษา 2 คนถามว่า การพิจารราคดีนี้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุดติธรรมหรือไม่
คดีนี้เป็นกรณีเห็นว่าคดีไม่มีมูลยกฟ้อง ชั้นพิจารณาคือชั้นที่ไต่สวนมูลฟ้องนายเอกทำถูกไม๊ก็ถุกตาม 25 ( 3 ) ส่วนวันที่ถาทว่าคดีมีมูลไหม ตรงนี้เห็นตรงกัน โทษสูงกว่า 25 ( 5 ) นายเดียวสั่งไม่ได้ติด 31 ( 1 )นายโทลงนามก็ไม่มีผลเพราะนายโทไม่มีอำนาจพิพากษาคดีนี้ เพราะนายโทไม่ได้เป็นผู้พิพากษาที่เคยพิจารณาคดีนี้เลย ทางแก้คือต้องไปใช้มาตรา 29
มาตรา 25 (3)นี้ห้ามเฉพาะผู้พิพากษาประจำศาล มาตรา 25 วรรค 2 ไม่ใช้ในศาลแขวง
ข้อข้ามคดีแพ่งก่อนไป 25 ( 5) ก่อนนะครับ พูดถึงอำนาจศาล คือ ชั้นที่ 2 คือศาลลงโทษ ถ้ากรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบททุกอย่างต้องเหโรตาม บทหนักที่สุดทั้งหมด
โทษที่ลงแม้จะเป็นการรอลงอาญาก็ตามถ้าเกิดคนเดียวก็ลงไม่ได้เพราะหากมีการทำผิดอีกอาจโดนบวกได้
ฎ.5943/2548
ศาลแขวงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ แต่มีผู้พิพากษาลงนามในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลแขวงมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาศาลแขวงจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้
ปัญหาข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2548)