หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล ผู้บรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
สรุปคำบรรยาย สัปดาห์ที่ 1 ชั่วโมงที่1 เสาร์ 28/11/52
สวัสดีครับนักศึกษาที่อยู่หน้าที่ถ่ายทอดสด ด้วย ชั่วโมงบ่ายเป็นชั่วโมงที่น่ากลัวสำหรับการบรรยาย เพราะจะดวงตาเห็นธรรม วิธีแก้ง่วงที่ดีที่สุดคือการนอน การหลับทำให้เอ็นโดฟินทำงาน ทำให้เรามีความสุข อาจารย์จะบรรยายตรงเวลา แล้วก็เลิกตรงเวลา พวกเราก็ต้องตรงเวลาฝึกไว้
ปีนี้มีโต๊ะสอบปากเปล่าเยอะกว่าปกติ ได้ก็ต้องได้ มาตรฐานก็ปกติอยู่แล้ว ก็ทำความเข้าใจกันล่วงหน้าก่อน ในการมาเรียนที่เนฯ เราเรียกว่าเป็นตึกปฏิบัติ ข้อสอบที่นี่คือฟันธงวินิจฉัยอย่างเดียว เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็ต้องเรียนให้ถูกวิธีจึงสอบได้ เหมือนกับสนามรบนะครับ เราต้องรู้ว่าเขาต่อสู้แบบไหนจึงจะชนะรบได้
ที่นี่เป็นที่กลั่นกลอง เบื้องต้นของระบบกระบวนการยุติธรรม หลักจากพบกับอาจารย์แล้ว พวกเราต้องอ่านตัวบทวันละสองมาตรา คำบรรยายวันละ 40 หน้า อาจารย์อายุหกสิบปีแล้ว ก็ยังทำอย่างนี้ทุกวัน
เรื่องที่สองคือ นักกฎหมายต้องการความสม่ำเสมอ ต้องอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในการดำเนินกระบวนพิจารณาเราเรียกว่าปัญหาข้อเท็จจริง อาจารย์ตัดสินคดีมาสี่สิบปี บางเรื่องต้องคิดหลายวันเพราะปัญหาข้อเท็จจริง แล้วความรู้ที่เราอ่านทุกวันเราจะสามารถนำไปใช้ในวันที่เราต้องเขียนคำพิพากษา
เคยมีครูคนหนึ่ง ครับ พิเรนจับนักเรียนแก้ผ้าแล้วตีอวัยวะเพศ ผู้ปกครองก็ไปฟ้องศาล กฎหมายไมได้บอกว่า เป็นครูแล้วต้องรอหรือไม่ รอ ลงอาญา บอกหลักกว้างๆเท่านั้นที่เหลือศาลต้องไปค้นหาเอง นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ ครับ
หรือวันดีคืนดี นักศึกษาขว้างหลอดไฟแตก เนฯคิดค่าเสียหาย สามพัน เราเชื่อไม๊ครับว่าหลอดเล็กๆนี้ต้องราคาสามพัน ดุลพินิจในการคิดค่าเสียหายยิ่งยากกว่า ราคาตลาดไม่เหมือนกัน
การที่เราจะเรียนหรือศึกษากระบวนพิจารณาความ วิแพ่งภาคหนึ่ง นี้เอาไปใช้ในกฎหมายต่างๆเยอะแยะ การที่เราจะเรียนหรือศึกษาวิธีพิจารณาความ ต้องเรียนแล้วศึกษาตามโครงสร้างกฎหมาย เมื่อนึกถึงคำฟ้องเราต้องนึกถึง
เมื่อนึกถึงคำฟ้อง ในวิธีพิจารณาความแพ่ง 1 (3 ) , 1(5 ) ,18 ,172 ,226 , 227 ,228 , 234, 4 – 7
มันถึงจะสิ้นกระแสความ มีอำนาจฟ้องหรือไม่ฟ้องศาลไหน มันเป็นคดีมีข้อพิพาทหรือไม่ เมื่อเรียนตามโครงสร้างแล้วก็ต้องรู้จักวิธีใช้ว่าใช้อย่างไร อย่างที่หนึ่งคือกระบวนพิจารณาที่ขาดไม่ได้ ขาดแล้วแพ้เลย เช่น ฟ้องไม่มีอำนาจฟ้องแทน ยกฟ้องเลย จำเลยไม่ให้การแพ้เลย กระบวนนี้คือกระบวพิจารณาหลักแล้วมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ในการดำเนินคดี ต่อไปก็คือกระบวนพิจารณารอง เช่นคู่ความฝ่ายหนึ่งตาย ถ้ามีต้องรู้ว่าจะทำอย่างไร เลื่อนคดีทำอย่างไรครับ ขยายคดีทำอย่างไร
เรื่องที่สี่คือ อาจารย์จะบรรยายให้เนฯต้องการคือเพื่อให้เราเป็นนักกฏหมายที่เชี่ยวชาญนำไปใช้งานได้จริง การอธิบายก็คือจะอธิบายตัวบทให้ถ่องแท้ว่า คืออะไรและใช้อย่างไร ตัวบทคือคำบรรยายที่สั้นที่สุดเมื่อเข้าใจตัวบทแล้วก็ไม่ต้องไปทำอย่างอื่นอีก
ทุกวิชาควรทำอย่างนี้เพื่อเตรียมตัวไปทำงาน ปิดท้ายด้วยคำพิพากษาฏีกาที่คัดเลือกมาแล้วคิดว่าจำเป็นในมาตรานั้น การที่จะสอบเนฯโดยไม่ต้องลุ้นคือต้องแม่นตัวบท และฏีกาที่จำข้อเท็จจริงได้
พวกเราก็ต้องไล่ฏีกาวันหนึ่งอยู่ในห้องสมุดไม่น้อยกว่าสามชั่วโมง
อย่าไปเครียดครับเรียนสบายๆแล้วจะสอบได้เอง
มาถึงวิแพ่ง ภาคที่หนึ่ง ก่อนลงลายละเอียด กฎหมายวิแพ่งที่เรามีอยู่ในมือ 323 มาตรา ยกร่างครั้งแรก โดยคนฝรั่งเศส เป็นแม่กรองยกร่าง อันแรกเอามาจาก พรบ วิแพ่งและพรบ พยาน เอามารวมกัน และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับศาลกงสุลอังกฤษ ประกาศใช้ 1 ตุลาคม 2478
มาถึงปัจจุบันนี้ ปะ ผุ ไปครั้งล่าสุด 2551 แก้ไขในเรื่องอำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดี และยกเลิกในมาตราในเรื่องขาดนัด
ต่อไปใน 323 มาตรานี้ จะเรียน 1 – 169 ยกเว้น 80 -130 เรื่องกฎหมายพยาน เป็นภาคกฎหมายทั่วไป เราเรียนกันเยอะเลยนะครับ
ก็ว่ากันในเทอมนี้ทั้งเทอม
คราวนี้เรามาเริ่มของเรา ในภาคที่หนึ่งนี้ ว่าด้วยการศึกษาวิแพ่งในหมวดทั่วไป เราเริ่มจากมาตรา 55 เปิดตัวบทมาตรา 55
ทำเครื่องหมายดอกจันทร์ว่า ดู 549/2545 นึกออกไหมครับว่าตัดสินเรื่องอะไรไว้ มาตรา 55 เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบ ศาลยกเองได้ ไม่ต้องห้ามตาม 225 และ 249
ฎ.1854/2519
จำเลยยื่นเรื่องราวต่อทางอำเภอขอขายที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ร้องคัดค้านว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ครึ่งหนึ่ง ให้จำเลยครอบครองไว้แทน อำเภอจึงทำการเปรียบเทียบ จำเลยว่าที่พิพาทเป็นของตนทั้งแปลง ได้รับมรดกและได้ครอบครองทำประโยชน์ติดต่อกันประมาณ 45 ปีแล้ว โจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้อง อำเภอจึงสั่งให้โจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลภายใน 40 วัน แต่โจทก์ไม่ฟ้องภายในกำหนดดังกล่าว อำเภอจึงจดทะเบียนซื้อขายให้ ดังนี้ ถือว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิโจทก์นับตั้งแต่วันที่จำเลยได้อ้างในการเปรียบเทียบของอำเภอ โดยแสดงออกต่อโจทก์แล้วว่าจะเอาที่พิพาทเป็นของตน มิได้ยึดถือแทนโจทก์ต่อไป อันเป็นการแย่งการครอบคอรง หาใช่นับตั้งแต่วันที่อำเภอได้ทำการจดทะเบียนขายที่พิพาทไม่ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันถูกแย่งการครอบครองโจกท์จึงขาดสิทธิฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครอง โจทก์จึงขาดสิทธิฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 วรรค 2
อำนาจฟ้องต้องมีอยู่ในขณะยื่นคำฟ้อง เป็นบรรทัดฐานที่ใช้กันมา
คราวนี้จากมาตรา 55 เป็นหลักอย่างนี้คือ เป็นสิทธิขั้นมูลฐาน บุคคลทุกคนในประเทศนั้นๆมีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลในประเทศนั้นๆ
เปิดมาตรา 55 ดู ทีละคำเลยนะครับ
เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลในกฎหมายแพ่ง ขีดเส้นใต้คำว่าบุคคล บรรทัดแรกบอก เราว่า เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิ คือการที่บุคคลคนหนึ่งหรือหลายคน ได้มีการโต้แย้งสิทธิหรือปฏิเสธ ตัวอย่างง่ายๆ มีการกู้เงิน ตามสัญญา ข บอกว่า ไม่เคยเห็น เป็นรายมือชื่อปลอม สิทธิของ ก ถูก ข ปฏิเสธ ก ก็เอาคดีขึ้นสู่ศาลนี่คือโต้แย้งสิทธิ สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่ง ในหกบรรพ ถูกโต้แย้งนี่แหละเอาคดีขึ้นสู่ศาลได้ มีคู่ความสองฝ่ายเสมอ โจทก์ร่วมหรือโจทก์ที่หนึ่งกับพวก ในกรณีที่มีคนฟ้องหลายคน คนที่ถูกฟ้องก็มีหลายคนได้ เช่นกัน
แต่ถ้าเรียกทั้งสองฝ่ายคือคู่ความ ดู 1 ( 11 ) คือมีหมายความรวมถึงผู้มีสิทธิกระทำการแทน และทนายความ
คู่ความก็มี ตัวความ ผู้รับมอบอำนาจ ทนายความ
ดูคำว่าคู่ความกับตัวความดีๆนะครับ
คู่ความคือตัวความที่ถูกบังคับคดีได้ ทนายไม่ถูกบังคับดคีไม่งั้นไม่มีใครกล้าว่าความแน่
คดีที่มีการโต้แย้งสิทธิคือคดีมีข้อพิพาท ต่อไปดูมาตรา 55 ต่อ
หรือเมื่อบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล *
ดู ฎ. 2426/2532
แม้ชื่อ จำเลยในช่อง คู่ความและคำขอท้ายฟ้องโจทก์จะไม่ได้ระบุว่า โจทก์ฟ้องจำเลย ทั้งแปดให้รับผิดในฐานะ อะไรก็ตามแต่ คำฟ้องของโจทก์ได้ บรรยายว่าจำเลยทั้งแปดเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของ ก. ผู้ตาย โดย จำเลยที่ 1 เป็นคู่สมรสของ ก. จำเลยที่ 2,3,4 เป็นบุตรผู้สืบสันดานของ ก.ผู้ตายเกิดจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5,6 เป็นผู้สืบสันดานของ ก. ผู้ตาย เกิดจาก ร. จำเลยที่ 7 เป็นบิดาผู้ตาย จำเลยที่ 8เป็นมารดาผู้ตาย และได้ บรรยายด้วย ว่า ก. ขับรถยนต์ โดยประมาทชนกับรถยนต์ คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย และ ก. ตาย ในที่เกิดเหตุ ย่อมพอเข้าใจได้ ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งแปดให้รับผิดในฐานะ ผู้รับมรดกของ ก. ผู้ตาย หาใช่ฟ้องให้รับผิดเป็นส่วนตัวไม่
ฎ.1727/2551
บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้นๆ ได้ แต่กรณีตามคำร้องขอของผู้ร้องซึ่งร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าบ้านที่ผู้ร้องปลูกอยู่ในที่ดินของผู้อื่นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องนั้น ไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนรับรองให้ผู้ร้องกระทำเช่นนั้นได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทต่อศาล หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่เกี่ยวกับบ้านหลังดังกล่าว ผู้ร้องก็ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้อย่างคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ส่วน ป.ที่ดิน มาตรา 78 และกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติถึงวิธีการจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1382 มิใช่กฎหมายใกล้เคียงที่นำมาใช้แก่กรณีของผู้ร้อง
ตัดสินคล้อยตามกันมาได้หลักกฎหมายว่า การใช้สิทธิทางศาลในกระบวนการยุติธรรมของไทย ต้องมีกฎหมายแพ่งให้ใช้สิทธิได้ไม่ใช่ มาร้องขอได้ตามอำเภอใจ
ศาลไม่ใช่ที่หารือข้อกฎหมายนะครับ
อย่างฏีกา 1727/2551 นี้ผู้ร้องไปยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของบ้าน ที่ปลูกในที่ดินของผู้อื่น ศาลฏีกาท่านบอกว่า ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ทำได้ จึงยกคำร้อง ตรงนี้แหละที่เราต้องระวังว่ามีกฎหมายบัญญัติหรือไม่
ซึ่งมีจำนวนมากเลยในประมวลแพ่งเช่น มาตรา 28 เรื่องของขอให้เป็นคนไร้ความสามารถ
ต่อไป มาตรา 48 ร้องทำอะไรครับ จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่
ตัวบทต้องดูทุกวัน
มาตรา 61 ร้องขอให้เป็นคนสาบสูญ
มาตรา 1057 ร้องขอเลิกห้างฯสามัญ
มาตรา 1195 ร้องอะไรครับ ร้องเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ของนิติบุคคล
ต่อไปมาตรา 1257 ร้องขอผู้ชำระบัญชี
มาตรา 1382 อันนี้น่าจะรู้กัน ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ถ้าเราเป็นนักเลงฏีกา ต้องนึก 5001/2545 มีบรรทัดฐานฏีกาเหล่านี้อยู่
มาตรา 1713 ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก
ต่อไปทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างมาตราในประมวลแพ่ง ที่ว่าใช้สิทธิทางศาลต้องมีประมวลจับ หรือให้อำนาจ จะไปอ้างสิทธิขั้นมูลฐานปทินยาอะไรไม่ได้
ดูมาตรา 188
พอตัวบทสมบูรณ์พวกเราจะง่ายทันทีเลย มาตรา 188 จะบอกว่าคดีไม่มีข้อพิพาทให้เริ่มเป็นคดีร้องขอ
เสนอต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจ มาตรา 25 16-19 เพราะฉะนั้นการที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลจะต้องมีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งด้วย
กฎหมายจึงบอกว่านี่คือคดีส่วนแพ่ง ต้องเสนอต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาในคดีส่วนแพ่งนั้น ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและกฎหมายนี้ ดูมาตรา 2 – 7 นี่คือกฎหมายนี้ คือเขตอำนาจในวิธีพิจารณาความแพ่งนั่นเอง ต่อนะครับ นี่คือฤทธิ์เดชของมาตรา 55 เรื่องอำนาจฟ้อง เพราะถ้าไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลพิพากษายกฟ้องเลยนะครับ
ศาลจะยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องได้หรือไม่ ได้หรือไม่ครับ ซึ่งในทางปฏิบัติต้องระวังมากนะครับพลาดแล้วก็เสร็จเลยนะครับ
424/2544 ฏีกาฉบับนี้หมดจดจริงๆต้องรีบไปถ่ายแนบตัวบทไว้เลย เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ลูกหนี้ถามเจ้าหนี้ว่า เป็นหนี้พี่เท่าไหร่ เจ้าหนี้บอกสงสัยหกล้าน ลูกหนี้บอกเป็นแค่ห้าล้าน กลัวเจ้าหนี้จะฟ้องหกล้าน รีบชิงไปฟ้องเจ้าหนี้ก่อนเลย ว่าเป็นหนี้แค่ห้าล้าน จะฟ้องได้หรือไม่ ธงคือศาลยกฟ้อง ไปโยงกับเรื่องคืนค่าธรรมเนียมต่างๆไปอีกนะครับ ในทางปฏิบัติเป็นเรื่องใหญ่มากเลยนะครับว่าจะสั่งอย่างไรและเท่าไหร่
จากมาตรา 55 เมื่อเรามองทั้งมาตราแล้ว คดีแพ่งที่ขึ้นสู่ศาลก็มีสองประเภท กับคดีไม่มีข้อพิพาทคือใช้สิทธิทางศาล
ในการนำคดีขึ้นสู่ศาลต้องขึ้นสู่ศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจ หมายความว่าศาลนั้นต้องมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งด้วย ต้องดูพระธรรมนูญศาล + วิแพ่ง
เมื่อได้หลักเรียบร้อยก็หันมาดูมาตรา 55 ว่าต้องเป็นคู่ความและกฎหมายก็ใช้คำว่าบุคคล ทั้งบุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิและบุคคลที่ใช้สิทธิทางศาล
ระวังมีฏีกา ในเรื่องบุคคล 66/2517
3621/2536
คำพิพากษาฏีกาสองฉบับนี้วางแนวที่นักศึกษาต้องจำ ว่า คู่ความนั้นอาจไม่ใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้
กองมรดกไม่ใช่นิติบุคคลก็ฟ้องได้ ทำไมฟ้องได้หล่ะ ก็สืบเนื่องจากได้ก่อหนี้ไว้ ก็เป็นการฟ้องแทนผู้ตายฟ้องเอาจากสิทธิของผู้ตายนั่นเอง ฏีกาแบบนี้พวกเราต้องจำ
66/2517
บุคคลเหล่านี้โดนฟ้องโดยตำแหน่งได้ทั้งๆที่ไม่มีฏีกาเป็นนิติบุคคล แต่นอกจากนี้แล้วทุกคนมีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลและถูกฟ้องได้
มาตรา 55 เป็นบทที่บอกเราว่าคนนำคดีแพ่งขึ้นสู่ศาลจะต้องมีอำนาจฟ้องหรือ สิทธินำคดีขึ้นสู้ศาล
ยังไม่หมดนะครับอันนี้เป็นเพียงแค่เกริ่น เราอาจไม่ชินการบรรยายเช่นนี้ในชั้นมหาวิทยาลัย อย่าไปหวั่นไหว ความรู้ถ้าตั้งใจ ต้องทำได้
กรุงโรมไม่สร้างเสร็จในวันเดียวก็จริง แต่อย่าสร้างนานนะครับ วัสดุก่อสร้างมันแพง
คนที่มีสมาธิฟังกฎหมายไม่เกินสิบห้านาที สมาธินี้สำคัญนะครับ
ในมาตรา 55 จะกระทบวิแพ่งทั้งหมดเลย ประโยคแรกในการฟ้องคดี หรือสู้คดีคือ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สู้แบบนี้กำปั้นทุบดิน
มาตรา 55 ก็เป็นมาตรา ที่แสดงถึงการควบคุมการดำเนินคดีว่ามีอำนาจหรือไม่ ถ้าไม่มีอำนาจฟ้องก็ยกฟ้องไป
พลิก 172 ทันที คำว่ายกเสียดู ฏ.424/2544 ทันที เลย
คราวนี้เมื่อเราบอกว่าผู้ที่จะนำคดีแพ่งขึ้นสู่ศาลจะต้องเป็นบุคคล เราก้ได้หลักว่าคนธรรมดาก้ได้ นิติบุคคลก็ได้ มีปัญหาน่าคิดว่า บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล เมื่อจะนำคดีแพ่งขึ้นสู่ศาล ถ้าเค้าไม่เป็นนักกฎหมายเลย เช่น นาย ก เป็นคนจีน มาเปิดบริษัทในไทย เป็นประธานกรรมการฟ้องคดีเองได้หรือไม่ครับ ว่าความได้ไหม ถามความได้หรือไม่ พูดไทยยังไม่ชัดเลย
ทำได้หรือไม่ครับ
ทั้งหมดนี้ก็มีกลุ่มมาตรา ที่ต้องดูต่อคือ
มาตรา 60 พลิกดูตัวบทเลยครับ มาตรานี้ก็เคยออกสอบผู้ช่วยหลายครั้งด้วย ดูสามคนก่อนกฎหมายใช้คำว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นโจทก์ก้ได้ จำเลยก้ได้ หรือผู้แทนโดยชอบธรรมในกรณีที่คู่ความเป็นคนไร้ความสามารถ
ผู้แทนโดยชอบธรรม ขีดเส้นว่าผู้ไร้ความสามารถสองเส้น สังเกต กฎหมายไม่ใช้คำว่าคนไร้ความสามารถ เมื่อขีดเส้นเรียบร้อยแล้วก็ขีดเส้นลงไปว่า มาตรา 1 ( 13 ) ผู้ไร้ความสามารถดู มาตรา 1 ( 12 ) ตรงนี้หมายความว่า มีความหมายกว้างกว่าคนที่ บกพร่องเรื่องความสามารถทั่วไป
ผู้แทนโดยชอบธรรม ซ้ำกับ ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์แต่มีความหมายกว้างกว่า จึงมีบทวิเคราะห์ศัพท์ ในมาตรา 1 ( 13 )
สามคนนี้ คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้แทนนิติบุคคล สามคนนี้ ว่าความเองได้แม้ไม่มีตั๋วทนาย แม้พูดไทยไม่ชัด
และดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อประโยชน์ของตน หรือแต่งตั้งกระบวนพิจารณา ขีดเส้นใต้คำว่าหลายคน
เคยถามทนายความในห้องพิจารณาเลยครับ ว่าโจทก์ตั้งทนายความมาหลายคน คนที่หนึ่งหมดคำถาม คนที่สองจะมาถามในประเด็นเดียวกันได้หรือไม่
ทนายก็คง งง ๆ ว่าศาลมีอะไร ก็ดูตัวบท ป.วิ.พ. สิ่งที่ศาลพูดมากฎหมายบัญญัติไหม ถ้ามีอยู่ในมาตราไหน เปิดมาตรา 117 วรรคท้าย แล้วก็ยกมาใส่คำว่าหลายคนซะ
พบไม๊ครับเขาว่าอะไรครับ คำถามซัก คำถามค้าน หรือคำถามติงนั้นให้ทนายความคนเดียวเป็นคนถามเว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติเป็นอย่างอื่น ไม่เช่นนั้นตั้งมาร้อยคนก็วิ่งผลัดถามกันซะเหนื่อยเลยครับ
เว้นแต่จะได้มีการตั้งทนายที่ถนัดในแต่ละประเด็นและขออนุญาตศาลแล้วศาลอนุญาต
ดูที่วรรคสอง ที่ว่า ถ้าคู่ความ หรือผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้แทนนิติบุคคล ทำหนังสือ ตรงนี้เป็นข้อกฎหมายสำคัญ การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีต้องทำเป็นหนังสือ ทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลใดเป็นผู้แทนคดี ผู้รับมอบอำนาจนั้นจะว่าความอย่างทนายความไม่ได้ แต่สามารถแต่งบุคคลอื่นเป็นทนายความได้
อ่านดูเผินๆเหมือนไม่มีอะไร แต่มันมีอะไร
มาตรา 60 วรรคสองเดิมทีกันพวกตืนโรงตืนศาลแต่ไปๆมาๆเหมือนจะกันพวกเดียวกัน
ดู 615/2524
โจทก์มอบอำนาจให้บุคคลซึ่งเป็นทนายความดำเนินคดีกับจำเลยได้ทุกอย่าง ผู้รับมอบอำนาจเป็นแต่ตัวแทนเฉพาะการและตั้งทนายความได้ไม่ใช่ตั้งตัวแทนช่วง แต่จะว่าความซักพยานเองอย่างทนายความไม่ได้แม้จำเลยยกขึ้นคัดค้านเมื่อพ้น 8 วันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 27 วรรคสอง ศาลเห็นสมควรก็สั่งแก้ไข โดยให้ผู้รับมอบอำนาจทำใบแต่งตั้งตัวเองเป็นทนายความก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นแจ้งให้โจทก์ทราบเพียงว่าให้นัดฟังผลปฏิบัติและฟังคำพิพากษา ไม่ชัดพอที่จะให้เข้าใจว่าให้โจทก์แก้ไขข้อที่ผิดระเบียบภายในกำหนดเวลาโจทก์ไม่ไปศาลตามนัด จึงถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ได้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องไม่ชอบ ศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลล่างให้พิจารณาพิพากษาใหม่
938/2530
ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามว่า เมื่อทนายความได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีใดแล้วจะทำหน้าที่เป็นทนายความในคดีนั้นอีกไม่ได้ฉะนั้นเมื่อโจทก์มอบอำนาจให้ ก. ฟ้องคดีแทน และโจทก์ได้แต่งตั้งก. ให้ทำหน้าที่เป็นทนายความของตนอีกฐานะหนึ่งด้วย ก. จึงสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาและว่าความแทนโจทก์ในคดีนั้นได้ไม่ขัดต่อ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรค 2
พระราชบัญญัติ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 เป็นกฎหมายพิเศษที่บัญญัติไว้เพื่อกิจการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โดยเฉพาะการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 เมื่อการซื้อขายหุ้นโจทก์ได้ทำตามข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงไม่ตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง และไม่ถือเป็นเรื่องการพนันหรือขันต่อ
โจทก์ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตามคำสั่งของจำเลย เมื่อมีการคิดบัญชีและหักกลบลบหนี้กันแล้ว จำเลยยังคงเป็นหนี้โจทก์อยู่ 397,457.71 บาท โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ จำเลยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยไม่ชำระหนี้ ต้องด้วยบทสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้.(ที่มา-ส่งเสริม)
ก็เป็นการที่ถ้าผู้รับมอบอำนาจที่เป็นทนายความอยู่แล้ว ก็ว่าความได้แล้ว ก็ผ่อนคลายความอึดอัดของ 60 วรรคสองได้แล้ว ปัจจุบันไม่มีปัญหาแล้ว
จากมาตรา 60 จะเห็นว่าในคดีแพ่งคู่ความไม่ต้องไปเองก็ได้ มอบอำนาจให้ไปก็ได้ คราวนี้จากมาตรา 60 เราก็ขยับไปมาตรา 61 ในมาตรา 61 นี้เป็นเรื่องตั้งคู่ความที่มีฐานะเป็นทนายความ
55 1 ( 11 ) กลับมา 61 การตั้งทนายต้องทำเป็นหนังสือแล้วก็ทำแบบพิมพ์ของศาล ต้องลงลายมือชื่อทั้งตัวความและทนายความ คือในแบ่งแต่งทนาย ทำเป็นหนังสือ กฎหมายก็ห้ามว่า การแต่งทนายความหนึ่งฉบับนั้น ใช้ได้หนึ่งคดีเท่านั้น จะไปว่าความคดีอื่นไม่ได้
ดูมาตรา 61 วรรคแรก ในกรณีที่จะทำได้หลายคดี ไม่ต้องเอาใบแต่งทนายก็ได้ แต่ต้องทำใบมอบอำนาจทั่วไปเอาสำเนาส่งศาล ก็ได้เป็นการแทนใบแต่งทนาย
มาตรา 61 ตอนท้ายทางปฏิบัติไม่นิยมทำ ส่วนใหญ่จะแต่งกันทุกครั้งไป อาจจะเป็นเพราะว่าเกรงว่าทนายความจะผูกขาดไม่ทราบ
กฎหมายเขียนไว้ดีแต่เราไม่ค่อยใช้กัน
สรุปมาตรา 61 ในสายของทนายความจะต้องตั้งตามมาตรา 61 ทนายความก็ถูกจำกัดสิทธิตามมาตรา 62 จะว่าความไปในทางจำหน่ายสิทธิของตัวความไมได้
ทางปฏิบัติเรื่องนี้หมดปัญหาแต่ก็มีเผลอเหมือนกันนะครับ อุทธรณ์ฏีกาลืมพิมพ์ลงไป ทนายความลืม ก็ต้องยกย้อนตาม มาตรา 243 ไปถาม ว่าจะเป็นทนายในชั้นอุทธรณ์หรือฏีกาด้วยหรือไม่ จริงๆแล้ว ศาลสูงท่านก็ไม่ได้ใจร้าย หรือ เข้มงวดในตรงนี้มาก
มาตรา 62 แม้จะแต่งทนายให้เรียบร้อย แล้ว คู่ความเถียงได้นะครับ ในเรื่องการรับเงินไปจากศาลอันนี้ค่อนข้างเคร่งครัด
ถ้ายังไม่เคยสืบพยานในคดีนั้นเลย ก็จะคืนค่าธรรมเนียมกึ่งหนึ่ง หรือถ้าต้องการคืนเป็นกรณีพิเศษก็ต้องยื่นคำร้อง แต่ไม่ว่าคืนอย่างไรก็ต้องเหลือติดสำนวนไว้สองร้อยบาท
ตรงนี้ต้องมองในภาคปฏิบัติให้ดี แล้วที่เหลือก็ไปกรอกข้อความเอง
มาตรา 63 ก็เลยไม่มีอะไรมากในปัจจุบัน
ต่อไปมาตรา 64 เรื่องเสมียนทนาย ก็เกิดปัญหาเล็กๆน้อย ว่า ยังต้องอยู่ภายใต้เรื่องสภาทนายความ จริยธรรมทนายความด้วย สิ่งที่ไปทำนั้นอยู่ในมาตรา 64 ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำโดยลำพัง เช่นว่าความ ถามความ ลงลายมือชื่อในฟ้อง
แต่กระบวนพิจารณาที่ไม่ต้องใช้ความสามารถของทนายมากนัก เช่นไปฟังคำสั่ง ไปฟังวันนัด รับสำเนาคำให้การ สำเนาแถลงการณ์จากศาลได้ นี่คือหน้าที่ของเสมียนทนาย
มาตรา 64 ในทางปฏิบัติก็ไม่มีปัญหาอะไร จะเกิดเรื่องก็เฉพาะตอนเผลอเท่านั้นนะครับ
ในทางปฏิบัติก็เป็นเรื่องแจ้งให้กับคู่ความหรือตัวความทราบแล้ว ในทางปฏิบัติก็จะโทรศัพท์บอกกัน นี่คือ 65
ในมาตรา 66 ต้องระมัดระวังนิดหนึ่ง มาตรา 60 มีสองคน อันนี้อยากจะฝากนิดหนึ่ง ผู้แทนนิติบุคคล อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยที่ประชุมใหญ่ต่างๆ ทางปฏิบัติควรนำ หนังสือรับรองฉบับปัจจุบันมาดู
ถ้าเป็นอย่างนั้นเลยศาลยกฟ้องเลยนะครับ ต้องระวังนะครับ ตรงนี้ ในทางปฏิบัติเป็นปัญหานะครับ
ยกฟ้องฟ้องใหม่ก็ มาตรา 144 ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ หรือสิ้นระยะเวลาก็ มาตรา 148 เป็นฟ้องซ้ำ
แล้วถ้าเราเป็นทนายความจะไปบอกตัวความเขาอย่างไรครับ เสียค่าธรรมเนียมสองครั้ง ยื่นฟ้องแล้วไม่นำหมาย พอเจ็ดวัน เจ้าหน้าที่ศาลก็รายงานแล้ว ให้จำหน่ายคดีจากศาลระบบความ จริงอยู่ 176 ฟ้องใหม่ได้ แต่ค่าขึ้นศาลสองแสนเขาริบไปแล้วนะครับ จำหน่ายคดีไม่คืนนะครับ เว้นแต่จะประนีประนอมยอมความ ฟ้องใหม่ได้ แต่เงินค่าวางศาล เอาที่ไหนหล่ะครับ
คราวนี้ก่อนจะจากกันในวันนี้ก็มีฏีกาส่งท้ายเป็นฏีกาล่าสุดเลย
ฎ.6267/2551 – ค้นไม่พบ ล่าสุดเลยนะครับในเรื่องอำนาจฟ้อง
เรื่องนี้กระทบหลายเรื่องเลย เริ่มเรื่องฟ้องในเรื่องเช่าซื้อรถยนต์จบลงเรียบร้อยว่า ศาลพิพากษาว่าให้คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อถ้าคืนไม่ได้ให้ชำระราคา คราวนี้ฝ่ายโจทก์ ไม่คืนรถ แต่ นำเงินมาวางศาลผู้ให้เช่าซื้อก็รีบฮุบเลย ขอรับเงินเลย รับเงินไปแล้วก็เงียบสนิทเลย เป็นบริษัทลิสซิ่ง ผู้เช่าซื้อก็มาฟ้องบังคับให้โอนทะเบียนรถ ถามว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
พูดถึงรถยนต์ก็ต้องติดตามเรื่องยานยนต์ด้วยนะครับ
เหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องนำสืบ
อันนี้มาลัดขั้นตอนคือไม่คืนรถแต่ชำระราคา การบังคับคดีชอบหรือไม่ ต้องตอบประเด็นนี้เสียก่อน
ตัวบทสองมาตรา คำบรรยายสี่สิบหน้า มือหนึ่งจะกอดอะไรไม่สำคัญแต่อีกมือหนึ่งหนึ่งต้องกอดตัวบทไว้ เริ่มต้นเสียแต่วันนี้นะครับ