ชั่วโมงที่ 6 . ()
ก็ยังเป็นเรื่องของห้างฯสามัญก็ตกลงกันชัดเจน ว่าจะค้าไก่ย่าง ถ้าไปทำสัญญาเกินสามหมื่นบาทนั้นจะให้หุ้นส่วนทุกคนลงนาม
พอมีครบทั้งหมด ก็นึกภาพว่า ห้างนั้นเขียนสัญญาเสร็จแล้วก็เก็บไว้ในลิ้นชัก มีแต่เราเองที่รู้ตัวบุคคลภายนอกไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย
ก็ระหว่างกันเองใครเป็นผู้มีส่วนจัดการงาน และจะผูกพัน บุคคลภายนอกหรือไม่ สองประเด็นดังกล่าวต้องแยกจากกันให้ครบ
จับภาพก่อนว่าเป็นปัญหาระหว่างหุ้นส่วนหรือบุคคลภายนอก อันนี้เป็นเรื่องตัวบุคคลภายนอกมาว่ากล่าวหุ้นส่วน เราก็ตั้งฐาน ตัวที่หนึ่งกรณีนี้ก็อยู่ในมาตรา 1050 หลักธรรมดาการค้าของห้างฯ การดังกล่าวก็จะผูกพันตัวหุ้นส่วน
มาตรา 1050 การใด ๆ อันผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในการนั้น ๆ ด้วย และจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น
หลักธรรมดาการค้าของห้าง เวลาที่หุ้นส่วนตั้งแล้วไม่ไปจดทะเบียน ถ้าคนนอกมาฟ้องก็ต้องมาฟ้องในเรื่องที่เป็นเรื่องธรรมดาการค้าของห้าง ก็ผูกพันหุ้นส่วนทุกคน สมมุติว่าร้านไก่ย่างสามสหาย ตั้งห้างกันพูดวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าจะไม่ค้าปีกไก่ เวลาเราทำสัญญา ก็เก็บไว้ในลิ้นชัก
วันหนึ่งนายก ก็ไปซื้อปีกไก่จากซีพีสักสามหมื่น แม้จะตกลงกันไว้ ซีพีก็ไม่มีโอกาสรู้ได้เลย ว่าห้างฯนี้ไม่ค้าปีก เพราะเราเก็บข้อตกลงที่ว่าไม่ค้าในลิ้นชักนั่นเอง ซีพีก็ฟ้องได้ เป็นหลักการคุ้มครองบุคคลภายนอก ที่ว่าห้างฯแบบนั้นปกติมันค้าอะไรได้บ้าง
ก็ขอตั้งฐานมาตรา 1050 คือไม่ได้จดทะเบียน คนนอกไม่รู้เป็นพิเศษ สิ่งใดที่เป็นธรรมดาการค้าห้างฯ ทำไปย่อมผูกพันผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน
ประเด็นละเอียด การใดๆหมายถึงรวมทั้งสัญญา และ ละเมิดด้วย
เช่นไปซื้อปีกไก่ ก็ฟ้องได้ธรรมดาการค้าห้างฯ
หรือ ย่างไก่แล้วไหม้ เนฯทั้งหมด เสียหายไปห้าสิบล้าน ก็ฟ้องห้างฯได้ เพราะถือว่าเป็นธรรมดาการค้าของห้างฯ
ประเด็นที่สอง อันหุ้นส่วนคนใดได้จัดการไป คือ หุ้นส่วนทำเอง หรือหุ้นส่วนคนนั้นให้ตัวแทนหรือได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำไป
ประเด็นที่สาม ธรรมดาการค้าของห้างคืออะไร ศาลฏีกาวางหลักไว้สองประการ
คือ หนึ่ง สภาพปกติของห้างฯนั้นๆ ว่าทำอะไรอยู่ กรณีนี้สิ่งที่ทำเป็นเป็นเรื่องธรรมดาของห้างนั้นๆ ก็เป็นธรรมดาการค้าของห้าง
สอง ดูจากปกติจารีตประเพณีของห้างฯ ประเภทนั้นๆ ทำอะไรกันบ้าง สิ่งนั้นก็เป็นธรรมดาการค้าของห้าง
สมมุติว่าห้างฯไก่ย่างสามสหาย ไม่ค้าปีกไก่ และขายปากกาด้วย กรณีนี้ต่อมา นาย ค ไปเหมาปากกาแล้วไม่จ่ายเงิน คนขายปากกาก็มีสิทธิฟ้องห้างฯได้ คำตอบคือวินิจฉัยของปกติสภาพของห้างฯนั้น ก็ห้างฯนี้ปกติได้ขายปากกาด้วยก็เป็นธรรมดาการค้าของห้างฯ
ตรงที่หนึ่งดูจากธรรมดาการค้าของห้างฯ
เวลาที่ตั้งห้างฯเกิดมีข้อจำกัดอำนาจ เกิดขึ้นมาเพราะใคร เกิดจากตัวหุ้นต้องการคานอำนาจกัน ก็มักจะมีการจำกัดอำนาจกัน ในตัวอย่างที่เป็นเรื่องเล็กๆน้อยนี้ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเกิดสามหมื่น อยู่มาวันดีคืนดีได้ทำนอกขอบอำนาจ หุ้นส่วนอื่นจะอ้างได้หรือไม่ ว่าไม่ต้องรับผิด เรื่องดังกล่าวนั้นอยู่ในมาตรา 1053
มาตรา 1053 ห้างหุ้นส่วนซึ่งมิได้จดทะเบียนนั้น ถึงแม้จะมีข้อจำกัดอำนาจของหุ้นส่วนคนหนึ่งในการที่จะผูกพันผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ ท่านว่าข้อจำกัดเช่นนั้นก็หามีผู้ถึงบุคคลภายนอกไม่
หลักการคือคุณจำกัดอำนาจกันคุณรู้กันอยู่แค่ระหว่างกันเอง จะอ้างไม่ได้ ตามตัวอย่างดังกล่าวนี้สมมุติว่านาย ข ไปซื้อไก่จากซีพีห้าหมื่นบาทถามว่าซีพีไปฟ้องใครให้รับผิดได้บ้าง
ก็ต้องดู 1050 ก่อน กรณีนี้เป็นเรื่องธรรมดาการค้าห้างฯ ก็ต้องร่วมกันรับผิด ประเด็นที่สอง เอ๊ะ ซื้อมาเกินห้าหมื่นบาท ก กับ ค จะอ้างได้ไหมว่าจำกัดกันแค่สามหมื่นบาท เกินข้อจำกัดจะไม่รับผิด ก็ไม่อาจอ้างได้ ตามมาตรา 1053
ถ้าหากบุคคลภายนอกรู้ ก็ต้องไปโยงมาตรา 5 ในเรื่องสุจริตมาอ้างแล้ว ซีพีต้องสุจริตด้วย เมื่อรู้อยู่แล้ว ว่า ข ทำนอกขอบ ก็ไม่อาจมาเรียกให้ก กับ ค รับผิดได้
มาสู่ประเด็นที่สาม จะถือเอาประโยชน์ใดๆไม่ได้ ดูมาตรา 1049
มาตรา 1049 ผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใด ๆ แก่บุคคลภายนอกในกิจการค้าขายซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนนั้นหาได้ไม่
ถามว่าทำไมในกิจการค้าไม่ปรากฏชื่อของเราแล้วไม่อาจถือสิทธิใดๆได้เพราะคนที่ไม่ปรากฏชื่อนั้นไม่ใช่คู่สัญญากับคนนอก หากเปิดโอกาสให้คนที่ไม่ใช่คู่สัญญามาเรียกร้อง คนนอกจะไม่ปลอดภัย เพราะว่าไม่มีการจดทะเบียนจะรู้ได้อย่างไร ว่าเป็นหุ้นฯ ในห้างฯสามัญจริงๆ
ปัญหาจะเกิดมาเมื่อ ผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใดๆในการค้าไม่ปรากฏชื่อของตนหากได้ไม่ ก็มีความเห็นสองนัยยะคือดูเฉพาะการเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ประการที่สองคือ ตีความหมายกว้างขึ้นคือนอกจากเป็นคู่สัญญาแล้ว หากปรากฏชื่อยอุ่ ณ ที่หนึ่ง ก็มีสิทธิเรียกได้ เช่น ห้างฯ ก ข ค เสร็จแล้วปรากฏว่า ค คนเดียวไปทำการค้ากับอาจารย์ ก จะมาเรียกได้หรือไม่ ถ้าเป็นแนวคิดนี้สามาถเรียกได้ แนวของศาลฏีกา ยังไม่แน่นอน
ท้ายสุดนั้น แม้ไม่ปรากฏชื่อก็คือมาตรา 1048
มาตรา 1048 ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งจะเรียกเอาส่วนของตนจากหุ้นส่วนอื่น ๆ แม้ในกิจการค้าขายอันใดซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนก็ได้
คือเป็นการเรียกระหว่างกันเอง แม้ไม่ปรากฏชื่อก็ต้องเรียกได้ เพราะว่าต่างคนต่างรู้ อยู่แล้ว ว่าใครเป็นคู่สัญญากันในสัญญาตั้งห้างฯสามัญ
อันนี้คือทางที่หนึ่ง ในเชิงตรง ระหว่างกันเอง เรื่องแรกก็เป็นในเชิงทำนองว่าระหว่างกันเองใครมีอำนาจจัดการ เพราะถ้าไม่มีอำนาจจัดการแล้วไปทำก็ต้องรับผิดต่อห้างฯ ต่อเพื่อน
และมาตรฐานต้องเป็นอย่างไร
1033-1035
มาตรา 1033 ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนมิได้ตกลงกันไว้ในกระบวนจัดการห้างหุ้นส่วนไซร้ ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นได้ทุกคน แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดจะเข้าทำสัญญาอันใดซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งทักท้วงนั้นไม่ได้
ในกรณีเช่นนี้ ท่านให้ถือว่าผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการทุกคน
มาตรา 1034 ถ้าได้ตกลงกันไว้ว่าการงานของห้างหุ้นส่วนนั้นจักให้เป็นไปตามเสียงข้างมากแห่งผู้เป็นหุ้นส่วนไซร้ ท่านให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งมีเสียงเป็นคะแนนหนึ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนที่ลงหุ้นด้วยมากหรือน้อย
มาตรา 1035 ถ้าได้ตกลงกันไว้ว่าจะให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหลายคนจัดการ ห้างหุ้นส่วนไซร้ หุ้นส่วนผู้จัดการแต่ละคนจะจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นก็ได้ แต่หุ้นส่วนผู้จัดการคนหนึ่งคนใดจะทำการอันใดซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการอีกคนหนึ่งทักท้วงนั้นไม่ได้
ตัวอย่างสักตัวอย่างตามมาตรา 1033 อาจไม่ได้ตกลงกันไว้ว่าใครเป็นผู้จัดการ คำตอบคือทุกคนมีอำนาจจัดการ เพียงแต่หากมีเพื่อนมาทักท้วง ก็ไม่อาจทำได้เลย
ทุกคนเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เพียงแต่ถ้าคนหนึ่งคนใดทักท้วงทำไม่ได้เลย
เช่น ก ไปซื้อไก่จากซีพี ข บอกว่าอย่าไปทำซื้อเลย ไปซื้อจาก ไก่บ้าน ไก่ตัวเดียวดีกว่า ค ก็บอกว่าอย่าไปซื้อเลย ขอให้ไปซื้อจากบริษัท ไก่สองตัวดีกว่า ก็ทักทวง
ถ้าเกิด ภาวะ อย่างนี้ก็อาจจะเป็นกรณีที่ทำให้เกิดภาวะเลิกห้างฯได้
แต่ถ้ากรณีที่ ก ทักท้วงแล้ว ค ไม่เชื่อไปซื้อจากบริษัทไก่สองตัวกรณีนี้ บริษัทไก่สองตัวฟ้องห้างฯได้นะครับต้องตอบมาตรา 1050 แล้ว อาจารย์ฝากไปอ่าน 1036 – 1037 ต่อด้วยเลย
มาตรา 1036 อันหุ้นส่วนผู้จัดการนั้น จะเอาออกจากตำแหน่งได้ต่อเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายอื่นยินยอมพร้อมกัน เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา 1037 ถึงแม้ว่าผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายได้ตกลงให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนก็ดี ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน นอกจากผู้จัดการย่อมมีสิทธิที่จะไต่ถามถึงการงานของห้างหุ้นส่วนที่จัดอยู่นั้นได้ทุกเมื่อ และมีสิทธิที่จะตรวจและคัดสำเนาสมุด บัญชี และเอกสารใด ๆ ของหุ้นส่วนได้ด้วย
คุณมีอำนาจทำ ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับหุ้นส่วนอื่น ก็มีเรื่องตัวการตัวแทน กัน และนำเรื่องจัดการนอกสั่งมา ดู อันนี้ว่าด้วยมาตรา 1042
ขออนุญาตยกตัวอย่าง เรื่องการตั้งห้างฯแล้วใครมีสิทธิซื้อไก่มาย่าง ตอบว่าทุกคนก็ดู 1033 – 1037
ความสัมพันธ์ บังคับด้วยหลักอะไร ดู มาตรา 1042 ความเกี่ยวพันระหว่างหุ้นส่วนผู้จัดการกับผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายอื่นนั้น ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทน ครับ ลักษณะตัวการตัวแทน
ในเชิงตรงกันข้าม ก ไปซื้อไก่สดสองหมื่นบาทจาก ซีพี ทั้งๆที่ ข ทักท้วงแล้ว มีการคัดค้านตาม 1033 แล้ว ( อย่าลืมว่า ซีพีมีสิทธิฟ้องห้างฯอยู่แล้วตามมาตรา 1050 ) กรณีนี้ ก ข ค มีกฎหมายหมายใดบังคับ 1043 มาบังคับ
มาตรา 1043 ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนอันมิได้เป็นผู้จัดการเอื้อมเข้ามาจัดการงานของห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งเป็นผู้จัดการกระทำล่วงขอบอำนาจของตนก็ดี ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยจัดการงานนอกสั่ง
ที่น่าสนใจอีกนิดคือมาตรา 1043 บัญญัติทั้งในเรื่องหุ้นส่วนฯ ผู้จัดการทำนอกขอบฯ และหุ้นส่วนฯที่ไม่ใช่ผู้จัดการเข้ามาจัดการงานห้าง
ท้ายสุดมาตรฐานของการจัดการงาน ได้บังคับตามมาตรา 1039 ผู้เป็นหุ้นส่วนจำต้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนด้วยความระมัดระวังให้มากเสมือนกับจัดการงานของตนเองฉะนั้น
ต้องจัดการให้ระมัดระวังเหมือนจัดการงานของตนเองทั้งนี้เนื่องจากว่าการจัดการงานเราได้ไว้เนื้อเชื่อใจกัน
เพราะฉะนั้นระหว่างด้วยกันก็เชื่อใจกัน
มาตรฐานต้องเหมือนจัดการของตนเอง