การอุทธรณ์ และฎีกา
การยื่นอุทธรณ์
1. ต้องทำเป็นหนังสือ ยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง
- จะยื่นอุทธรณ์โดยส่งทางไปรษณีย์ไม่ได้ เป็นการยื่นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ (ฎ.4718-19/34)
2. ต้องยื่นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น
3. ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ (ตามมาตรา 229)
4. ต้องยื่นสำเนาอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อส่งให้แก่จำเลยอุทธรณ์ (เท่าจำนวนจำเลยอุทธรณ์)
5. ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ซึ่งต้องเสียในขณะยื่นอุทธรณ์ (ตามมาตรา 18)
- ทนายความ มีอำนาจลงชื่อในอุทธรณ์( เป็นผู้อุทธรณ์) แทนตัวความได้ แต่หากตัวความมิได้แต่งตั้งให้มีอำนาจดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ด้วย ถือว่าเป็นเรื่องผิดระเบียบตามมาตรา 27 ศาลสั่งให้แก้ไขได้ (ดู ฎ. 531/34 ป., 2091/26) ทั้งสองเรื่องนี้ผู้ลงชื่อในอุทธรณ์เคยเป็นทนายความของจำเลยมาก่อน แต่ไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ จึงถือว่าศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มาโดยผิดหลง ศาลสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ตามมาตรา 27 ( เพราะถือว่าทนายความดังกล่าวรักษาประโยชน์ของตัวความ) แต่ถ้าผู้ที่ลงชื่อในอุทธรณ์ไม่เคยเป็นทนายความมาก่อน ถือว่าเป็นการอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ (ฎ. 2315/29)
กำหนดเวลาอุทธรณ์
- ต้องยื่นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง
- อุทธรณ์หรือฎีกาต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง
- การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกา ก็ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งด้วยเช่นกัน ดังนั้นกรณีที่มอบหมายให้ศาลอื่นบังคับคดีแทน เมื่อศาลที่บังคับคดีแทนมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาลที่บังคับคดีแทน (ฎ.5004/40)
- ในกรณีที่วันสุดท้ายของระยะเวลาที่ยื่นอุทธรณ์ตรงกับวันหยุดราชการ คู่ความที่ประสงค์จะยื่นอุทธรณ์มีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ในวันเริ่มทำการใหม่ได้ แต่การนับวันต้องนับต่อจากวันสุดท้ายที่ครบกำหนด ไม่ใช่นับต่อจากวันเริ่มทำการใหม่ (ฎ. 316/46,2981/45)
ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์
ในการอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล 2 กรณี เป็นคนละส่วนกัน คือ
1. ค่าขึ้นศาล (ตามมาตรา 18) ซึ่งต้องเสียในเวลายื่นอุทธรณ์ ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.
2. เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา ซึ่งต้องนำมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ตามมาตรา 229
- เฉพาะค่าขึ้นศาลหากผู้อุทธรณ์ไม่นำมาชำระให้ครบถ้วน ศาลต้องกำหนดเวลาให้ผู้อุทธรณ์นำเงินขึ้นศาลมาชำระให้ครบถ้วนเสียก่อน หากไม่ชำระในกำหนด ศาลจึงจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ ศาลจะสั่งไม่รับอุทธรณ์ทันทีไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่มิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมโดยถูกต้องครบถ้วน ตามมาตรา 18 แต่สำหรับค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ที่ผู้อุทธรณ์ต้องนำมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ตามมาตรา 229 เพราะมิใช่กรณีที่เป็นค่าขึ้นศาล ตามมาตรา 18 การที่ผู้อุทธรณ์ ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ มีผลทำให้เป็นอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที โดยไม่ต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมให้ถูกต้องครบถ้วนก่อน (ฎ. 3/48,8684/47,4348/47)
**- อย่างไรก็ตามถ้าหากศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้อุทธรณ์ มิได้จงใจฝ่าฝืนที่จะไม่ปฎิบัติตามกฎหมายก็อาจมีคำสั่งกำหนดเวลาให้ผู้อุทธรณ์ปฎิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ก็ได้ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะในกระบวนพิจารณาชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ ตามมาตรา 232 และคำสั่งศาลดังกล่าวมิใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตามมาตรา 234 ผู้อุทธรณ์จึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว (ฎ. 1125/45,665/48,132/49, 6026/49)
- ศาลอุทธรณ์สั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลเป็นอำนาจโดยทั่วไปของศาลอุทธรณ์ที่จะทำได้ ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่ปฎิบัติตามถือว่าเป็นการทิ้งอุทธรณ์ (ฎ. 6616/46)
*- มาตรา 229 บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่อีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ดังนั้นจะหาประกันมาแทนการวางเงินไม่ได้ (ฎ. 6/15) และจะขอทุเลาการบังคับในเงินค่าธรรมเนียมนี้ก็ไม่ได้ ( ฎ.170/09,197/85) ( เพราะการขอทุเลาการบังคับตามมาตรา 231 นั้น หมายถึงกรณีที่จะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษา ไม่กินความถึงค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนอันต้องวางพร้อมอุทธรณ์) แต่เงินนี้ไม่ต้องนำมาวางศาลถ้ารับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา (ฎ. 3333/27)
การวางเงินค่าธรรมเนียมกรณีอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น
ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา หรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ตามมาตรา 229 ในทุกกรณีหรือไม่ แบ่งการพิจารณาออกได้เป็น 2 กรณี คือ
1. กรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้น(อุทธรณ์ในเนื้อหา) ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์เสมอ
2. กรณีอุทธรณ์คำสั่งอื่นใดของศาลชั้นต้นนอกจากคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด (ที่ไม่ใช่เนื้อหา) แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
2.1 กรณีอุทธรณ์คำสั่งใดๆของศาลชั้นต้นที่ “มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้น”ให้ต้องถูกยกเลิกเพิกถอนหรือสิ้นผลบังคับไปในตัว กรณีนี้ผู้อุทธรณ์ ต้องนำเงิน ค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ตาม มาตรา 229 เช่น อุทธรณ์คำสั่งศาลที่ให้งดสืบพยาน หรืออุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การ หรือ อุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้พิจารณาใหม่ กรณีเหล่านี้จะเห็นได้ว่าหากฟังได้ตามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ต้องพิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาอยู่ในตัว ผู้อุทธรณ์จึงต้องวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวพร้อมอุทธรณ์ (ฎ. 2672/48,7657/48,7489/46 ป.)
2.2 กรณีอุทธรณ์คำสั่งใดๆของศาลชั้นต้นที่ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกยกเลิกเพิกถอนไป ผู้อุทธรณ์จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม มาตรา 229 เช่น อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ไว้พิจารณาอ้างว่า เป็นคำร้องที่ไม่ชอบหรือยื่นเกินกำหนด หากศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยก็เพียงให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ไว้พิจารณาต่อไปเท่านั้น (ฎ. 756/50,6643/48,6447/48) หรืออุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ( คร.1811/47 ป.) กรณีเหล่านี้หากศาลอุทธรณ์ จะเห็นพ้องด้วยกับอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ยังคงมีผลอยู่เช่นเดิม ไม่ได้ถูกยกเลิกเพิกถอนไปโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่อย่างใด
ข้อสังเกต
1. กรณีที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย โดยอ้างว่าเป็นคำร้องที่ไม่ชอบ และยื่นเกินกำหนดเวลา ศาลชั้นต้นยังไม่ได้รับคำร้องและไต่สวนคำร้องแต่อย่างใด ดังนี้หากศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย ก็จะมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอพิจารณาใหม่ไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปเท่านั้น จะก้าวล่วงไปสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ยังไม่ได้ คำสั่งดังกล่าวจึงยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
2. กรณีตามข้อ 1 จึงแตกต่างจาก ฎ. 7489/46 ป. , 819/48ฯ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของจำเลยทำการไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ และจำเลยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่ กรณีหลังนี้หากศาลอุทธรณ์อนุญาตให้พิจารณาใหม่ ผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นอันเพิกถอนไป จึงมีผลเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในตัว จำเลยจึงต้องวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229
3. การอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ หากศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย(ว่าเห็นควรเลื่อนคดี) ศาลชั้นต้นก็ต้องไต่สวนพยานในชั้นขอพิจารณาใหม่ ว่าควรเลื่อนหรือไม่ แล้วมีคำสั่งต่อไป จึงเป็นอุทธรณ์คำสั่งไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายมาวางตามมาตรา 229 (ฎ.6447/48)
เรื่องนี้จำเลยขอพิจารณาคดีใหม่ ระหว่างไต่สวนคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ มีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี แม้คำขอท้ายอุทธรณ์จะมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยพิจารณาคดีใหม่ แต่เนื้อหาในอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านเฉพาะเรื่องการไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องใหม่ตามรูปคดีเท่านั้น
- คดีที่คู่ความฝ่ายเดียวกันหลายคนอุทธรณ์ หากอุทธรณ์รวมกันมาฉบับเดียวกันสามารถวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนเพียงจำนวนเดียวได้ แต่ถ้าแยกกันยื่นอุทธรณ์คนละฉบับและมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อผู้อุทธรณ์คนหนึ่งได้นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลครบถ้วนแล้วก็มีผลไปถึงผู้อุทธรณ์คนอื่นด้วย ตามหลักมาตรา 59 ดังนี้ผู้ที่ยื่นอุทธรณ์ภายหลังก็ไม่จำต้องนำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนวางศาลอีก (ฎ. 2571/41) แต่ถ้ามูลความแห่งคดีมิใช่เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ (แบ่งแยกได้) ทุกคนก็ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมฯ พร้อมอุทธรณ์ด้วย (ฎ. 5590/48)
- แต่ถ้าคู่ความคนเดียวกันยื่นอุทธรณ์มา 2 ฉบับ เมื่อวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนตามอุทธรณ์ฉบับแรกครบถ้วนแล้ว ก็ไม่ต้องวางสำหรับอุทธรณ์ฉบับที่ 2 อีก (ฎ. 5617/48) เรื่องนี้ยื่นอุทธรณ์ คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา โดยยื่นคนละคราวกัน สำหรับอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีในคดีหลัก (ไม่ใช่ในระหว่างการยื่นขอพิจารณาใหม่) เป็นอุทธรณ์ที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เพราะหากอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นศาลอุทธรณ์ก็จะอนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ จึงมีผลทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นถูกเพิกถอนไปด้วยในตัว จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์คำสั่งตาม มรตรา 229 และหากจำเลยได้วางครบถ้วนแล้ว จำเลยก็ไม่จำต้องวางค่าธรรมเนียมในส่วนอุทธรณ์คำพิพากษาซ้ำอีก
- เปรียบเทียบกับค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ฎีกา กรณีศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยหลายคนร่วมกันรับผิด การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คนละฉบับ จำเลยแต่ละคนต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ด้วย (ฎ. 9014/47)
- ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลที่ต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ แต่ก็อาจขอขยายเวลาวางเงินออกไปอีกได้ ตามมาตรา 23 (ฎ. 603/20)
- ในกรณีฎีกา หากศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายเวลาวางเงินพร้อมฎีกา ก็ต้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามลำดับชั้นศาล จะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาทีเดียวไม่ได้เพราะไม่ใช่อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ตามมาตรา 252 (ฎ. 561/15) แต่ต่อมามี ฎ.1284/31 วินิจฉัยว่ากรณีดังกล่าวโจทก์ยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาและศาลฎีกาสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ (เรื่องหลังนี้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง แต่ใช้วิธียื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ต่างจาก ฎ. 561/15)
- ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่ได้ขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมไว้ขณะที่ยื่นอุทธรณ์ ดังนี้จะนำมาวางภายหลังเมื่อเกินกำหนดอายุอุทธรณ์แล้ว เป็นการไม่ชอบ (คร. 358/40, 4052/28)
- เมื่อศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้ว ผู้อุทธรณ์ไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 ได้อีก (ฎ. 2385/45)
- ค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องวางพร้อมอุทธรณ์ตามมาตรา 229 นี้ ก็เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้อีกฝ่ายชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ผู้ชนะคดีจะได้รับค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวโดยไม่ต้องดำเนินการบังคับคดี ผู้ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์จึงมีสิทธิขอรับเงินที่วางนั้นได้ (ฎ. 1331/44)
ข้อสังเกต ที่ว่าค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา ตามมาตรา 229 เป็นการวางเพื่อเป็นหลักประกันให้ผู้ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ให้ได้รับค่าธรรมเนียมดังกล่าว การวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 จึงมิใช่เป็นการชำระหนี้เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งมารับไปเลยทีเดียว ดังนั้น หากภายหลังยื่นอุทธรณ์แล้ว คู่กรณีได้ตกลงระงับค่าธรรมเนียมตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น อีกฝ่ายหนึ่งย่อมไม่มีสิทธิขอรับค่าธรรมเนียมที่ผู้อุทธรณ์วางพร้อมอุทธรณ์ได้ (ฎ. 3207/28) เรื่องนี้มีการวางเงินตาม 229 ต่อศาลแล้ว ต่อมาโจทก์จำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงในชั้นบังคับคดีเพื่อรับหนี้ตามคำพิพากษาและหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมฯ ตาม 229 ด้วย จำเลยจึงมาขอรับเงินที่วางศาลไปได้ ส่วนโจทก์มีสิทธิขอรับเพราะไม่ใช่เป็นการวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์
- กรณีกลับกันถ้าศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ และให้อีกฝ่ายหนึ่งรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม ผู้อุทธรณ์ก็น่าจะขอรับเงินที่วางศาลคืนได้ นอกจากนี้ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ผู้อุทธรณ์ก็ขอรับเงินคืนได้เช่นกัน (ฎ. 1327/22)
- กรณีมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลสูง ย่อมมีผลทำให้สิทธิตามคำพิพากษาของศาลล่างระงับไป อีกฝ่ายจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าฤชาธรรมเนียมของศาลชั้นต้นที่ผู้อุทธรณ์นำมาวางเพื่อใช้แทนโจทก์ตอนยื่นอุทธรณ์ (ฎ. 6841/40)
การตรวจรับอุทธรณ์คดีต้องห้าม (มาตรา 230)
คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลจะสั่งรับได้เมื่อมีความเห็นแย้ง หรือมีการรับรองให้อุทธรณ์ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ในกรณีเช่นนี้ ผู้อุทธรณ์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลถึงอธิบดีผู้พิพากษา หรือ อธิบดีผู้พิพากษาภาค ภายใน 7 วัน เพื่อให้อธิบดีผู้พิพากษา หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคที่มิได้เป็นคณะในคำสั่งนั้น มีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งศาล คำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษา หรืออธิบดีฯ ให้เป็นที่สุด
ข้อสังเกต
1. อำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาที่จะอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่งตอนท้าย กับอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาที่จะมีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 230 วรรคสาม นั้น เห็นได้ว่าเป็นคนละกรณีกัน (ฎ. 3438/29,2124/42)
2. การขอให้อธิบดีผู้พิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย ผู้อุทธรณ์ต้องยื่นคำขอให้อธิบดีฯ อนุญาตในกำหนดอายุอุทธรณ์ ส่วนการขออนุญาตให้อธิบดีฯ ทบทวนคำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 230 วรรคสามนั้น ผู้อุทธรณ์ชอบที่จะยื่นคำร้องภายใน 7 วันนับแต่วันทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์
ดังนั้นการขอให้อธิบดีผู้พิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่งตอนท้าย ผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้อนุญาตฯ หรือจะรอไว้ยื่นคำร้องขอให้อนุญาตหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้ว ตามมาตรา 230 วรรคสาม ก็ได้
- ตาม ป.วิ.พ. ภาค 3 ลักษณะ 2 ว่าด้วยฎีกามิได้บัญญัติถึงวิธีปฎิบัติในการยื่นคำร้องเพื่อที่จะรับอนุญาตให้ฎีกาเป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค จึงต้องนำ มาตรา 230 วรรคสาม มาบังคับใช้โดยอนุโลม ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 247 ดังนั้นหากศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา ผู้ฎีกาย่อมยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาคฯ รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา เพื่อมีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งของศาลชั้นต้น คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด
- ตามมาตรา 230 กฎหมายบังคับให้ยื่นคำร้องภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์เท่านั้น โดยไม่จำต้องยื่นคำร้องภายในกำหนดอายุอุทธรณ์ด้วย อธิบดีผู้พิพากษา หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค จึงไม่อาจปฎิเสธไม่รับรองอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่าผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องเกินกำหนดเวลาอุทธรณ์ ได้หากมีคำสั่งว่ายื่นคำร้องขอให้รับรองหรือฎีกาเกินกำหนดระยะเวลาฎีกา จึงไม่รับรองให้ฎีกาให้นั้นเป็นการไม่ชอบ และถือว่ายังไม่ได้พิจารณาสั่งคำร้อง ศาลฎีกาย่อมให้ศาลชั้นต้นจัดส่งสำนวนและคำร้องดังกล่าวไปยังอธิบดีฯ เพื่อพิจารณามีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ต่อไป (คร. 861/40)
- ฎ. 8200/49 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามมาตรา 224 และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยชอบที่จะ “ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น” ถึงอธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 ภายใน 7 วัน เพื่อมีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งศาลชั้นต้น ตามมาตรา 230 วรรคสาม การที่จำเลย “มีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ ภาค 4 ส่งคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไปให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 4” พิจารณารับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามมาตรา 224 และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
- เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
- สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซักที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
- สอบมาหลายครั้งแล้ว เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..จะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
- อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ
- สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ติด...กลับมาก็เหนื่อย
- อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรียนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบันติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
- ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก
