++ ทบทวน//สรุปหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง : การอุทธรณ์และฎีกา ++

7,643 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Nov 17, 2013, 9:14:21 AM11/17/13
to law...@googlegroups.com

การอุทธรณ์ และฎีกา

    การยื่นอุทธรณ์ 

    1. ต้องทำเป็นหนังสือ ยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง

       - จะยื่นอุทธรณ์โดยส่งทางไปรษณีย์ไม่ได้  เป็นการยื่นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ (ฎ.4718-19/34) 

                2. ต้องยื่นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

                3. ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ (ตามมาตรา  229)   

                4. ต้องยื่นสำเนาอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อส่งให้แก่จำเลยอุทธรณ์ (เท่าจำนวนจำเลยอุทธรณ์)  

                5. ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 ท้าย  ป.วิ.พ. ซึ่งต้องเสียในขณะยื่นอุทธรณ์ (ตามมาตรา  18)  

                - ทนายความ มีอำนาจลงชื่อในอุทธรณ์( เป็นผู้อุทธรณ์) แทนตัวความได้  แต่หากตัวความมิได้แต่งตั้งให้มีอำนาจดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ด้วย ถือว่าเป็นเรื่องผิดระเบียบตามมาตรา  27  ศาลสั่งให้แก้ไขได้ (ดู ฎ. 531/34 ป., 2091/26)    ทั้งสองเรื่องนี้ผู้ลงชื่อในอุทธรณ์เคยเป็นทนายความของจำเลยมาก่อน แต่ไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ จึงถือว่าศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มาโดยผิดหลง ศาลสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ตามมาตรา  27   ( เพราะถือว่าทนายความดังกล่าวรักษาประโยชน์ของตัวความ)   แต่ถ้าผู้ที่ลงชื่อในอุทธรณ์ไม่เคยเป็นทนายความมาก่อน  ถือว่าเป็นการอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ (ฎ. 2315/29)         

                กำหนดเวลาอุทธรณ์

                -  ต้องยื่นภายในกำหนด 1 เดือน  นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง

                -  อุทธรณ์หรือฎีกาต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง  

                -  การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกา ก็ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งด้วยเช่นกัน   ดังนั้นกรณีที่มอบหมายให้ศาลอื่นบังคับคดีแทน  เมื่อศาลที่บังคับคดีแทนมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาลที่บังคับคดีแทน (ฎ.5004/40)

                - ในกรณีที่วันสุดท้ายของระยะเวลาที่ยื่นอุทธรณ์ตรงกับวันหยุดราชการ คู่ความที่ประสงค์จะยื่นอุทธรณ์มีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ในวันเริ่มทำการใหม่ได้   แต่การนับวันต้องนับต่อจากวันสุดท้ายที่ครบกำหนด ไม่ใช่นับต่อจากวันเริ่มทำการใหม่   (ฎ. 316/46,2981/45)

             ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์

 ในการอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล 2  กรณี    เป็นคนละส่วนกัน  คือ

1. ค่าขึ้นศาล (ตามมาตรา  18)   ซึ่งต้องเสียในเวลายื่นอุทธรณ์ ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.

2.  เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา  ซึ่งต้องนำมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ตามมาตรา 229  

                - เฉพาะค่าขึ้นศาลหากผู้อุทธรณ์ไม่นำมาชำระให้ครบถ้วน  ศาลต้องกำหนดเวลาให้ผู้อุทธรณ์นำเงินขึ้นศาลมาชำระให้ครบถ้วนเสียก่อน หากไม่ชำระในกำหนด  ศาลจึงจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้  ศาลจะสั่งไม่รับอุทธรณ์ทันทีไม่ได้  เพราะเป็นเรื่องที่มิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมโดยถูกต้องครบถ้วน ตามมาตรา  18   แต่สำหรับค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง  ที่ผู้อุทธรณ์ต้องนำมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ตามมาตรา  229  เพราะมิใช่กรณีที่เป็นค่าขึ้นศาล ตามมาตรา  18   การที่ผู้อุทธรณ์ ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา  229 มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ มีผลทำให้เป็นอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ศาลจึงชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที โดยไม่ต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมให้ถูกต้องครบถ้วนก่อน (ฎ. 3/48,8684/47,4348/47)          

                **- อย่างไรก็ตามถ้าหากศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้อุทธรณ์ มิได้จงใจฝ่าฝืนที่จะไม่ปฎิบัติตามกฎหมายก็อาจมีคำสั่งกำหนดเวลาให้ผู้อุทธรณ์ปฎิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ก็ได้ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะในกระบวนพิจารณาชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ ตามมาตรา  232   และคำสั่งศาลดังกล่าวมิใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตามมาตรา  234    ผู้อุทธรณ์จึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว  (ฎ. 1125/45,665/48,132/49, 6026/49)  

                     - ศาลอุทธรณ์สั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลเป็นอำนาจโดยทั่วไปของศาลอุทธรณ์ที่จะทำได้   ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่ปฎิบัติตามถือว่าเป็นการทิ้งอุทธรณ์ (ฎ. 6616/46)

                *- มาตรา 229  บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่อีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์  ดังนั้นจะหาประกันมาแทนการวางเงินไม่ได้ (ฎ. 6/15)  และจะขอทุเลาการบังคับในเงินค่าธรรมเนียมนี้ก็ไม่ได้ (  ฎ.170/09,197/85) ( เพราะการขอทุเลาการบังคับตามมาตรา  231 นั้น  หมายถึงกรณีที่จะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษา ไม่กินความถึงค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนอันต้องวางพร้อมอุทธรณ์)    แต่เงินนี้ไม่ต้องนำมาวางศาลถ้ารับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา (ฎ. 3333/27)

             การวางเงินค่าธรรมเนียมกรณีอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น 

 ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา หรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ตามมาตรา 229  ในทุกกรณีหรือไม่  แบ่งการพิจารณาออกได้เป็น 2 กรณี   คือ 

                1. กรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้น(อุทธรณ์ในเนื้อหา) ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์เสมอ

                2. กรณีอุทธรณ์คำสั่งอื่นใดของศาลชั้นต้นนอกจากคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด (ที่ไม่ใช่เนื้อหา)  แบ่งออกเป็น  2  กรณี  คือ

                 2.1  กรณีอุทธรณ์คำสั่งใดๆของศาลชั้นต้นที่ มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ต้องถูกยกเลิกเพิกถอนหรือสิ้นผลบังคับไปในตัว    กรณีนี้ผู้อุทธรณ์ ต้องนำเงิน ค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ตาม มาตรา  229  เช่น  อุทธรณ์คำสั่งศาลที่ให้งดสืบพยาน  หรืออุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การ หรือ อุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้พิจารณาใหม่   กรณีเหล่านี้จะเห็นได้ว่าหากฟังได้ตามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ต้องพิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่  ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาอยู่ในตัว   ผู้อุทธรณ์จึงต้องวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวพร้อมอุทธรณ์  (ฎ. 2672/48,7657/48,7489/46 ป.) 

                2.2  กรณีอุทธรณ์คำสั่งใดๆของศาลชั้นต้นที่ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น  ไม่ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกยกเลิกเพิกถอนไป  ผู้อุทธรณ์จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม มาตรา  229    เช่น อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ไว้พิจารณาอ้างว่า เป็นคำร้องที่ไม่ชอบหรือยื่นเกินกำหนด   หากศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยก็เพียงให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ไว้พิจารณาต่อไปเท่านั้น (ฎ. 756/50,6643/48,6447/48)   หรืออุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์  ( คร.1811/47 ป.)   กรณีเหล่านี้หากศาลอุทธรณ์ จะเห็นพ้องด้วยกับอุทธรณ์  คำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ยังคงมีผลอยู่เช่นเดิม ไม่ได้ถูกยกเลิกเพิกถอนไปโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่อย่างใด   

                ข้อสังเกต 

              1.    กรณีที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย โดยอ้างว่าเป็นคำร้องที่ไม่ชอบ และยื่นเกินกำหนดเวลา  ศาลชั้นต้นยังไม่ได้รับคำร้องและไต่สวนคำร้องแต่อย่างใด   ดังนี้หากศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย ก็จะมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอพิจารณาใหม่ไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปเท่านั้น จะก้าวล่วงไปสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ยังไม่ได้ คำสั่งดังกล่าวจึงยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้น         

            2.   กรณีตามข้อ  1  จึงแตกต่างจาก ฎ. 7489/46 ป. , 819/48ฯ   ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของจำเลยทำการไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอพิจารณาใหม่   และจำเลยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่   กรณีหลังนี้หากศาลอุทธรณ์อนุญาตให้พิจารณาใหม่  ผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นอันเพิกถอนไป  จึงมีผลเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในตัว  จำเลยจึงต้องวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา  229    

             3.  การอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ หากศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย(ว่าเห็นควรเลื่อนคดี)  ศาลชั้นต้นก็ต้องไต่สวนพยานในชั้นขอพิจารณาใหม่ ว่าควรเลื่อนหรือไม่ แล้วมีคำสั่งต่อไป  จึงเป็นอุทธรณ์คำสั่งไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น  จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายมาวางตามมาตรา  229  (ฎ.6447/48)

             เรื่องนี้จำเลยขอพิจารณาคดีใหม่ ระหว่างไต่สวนคำร้อง   จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ มีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี  แม้คำขอท้ายอุทธรณ์จะมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยพิจารณาคดีใหม่  แต่เนื้อหาในอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านเฉพาะเรื่องการไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องใหม่ตามรูปคดีเท่านั้น

                - คดีที่คู่ความฝ่ายเดียวกันหลายคนอุทธรณ์  หากอุทธรณ์รวมกันมาฉบับเดียวกันสามารถวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนเพียงจำนวนเดียวได้      แต่ถ้าแยกกันยื่นอุทธรณ์คนละฉบับและมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันมิได้  เมื่อผู้อุทธรณ์คนหนึ่งได้นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลครบถ้วนแล้วก็มีผลไปถึงผู้อุทธรณ์คนอื่นด้วย  ตามหลักมาตรา  59   ดังนี้ผู้ที่ยื่นอุทธรณ์ภายหลังก็ไม่จำต้องนำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนวางศาลอีก (ฎ. 2571/41)   แต่ถ้ามูลความแห่งคดีมิใช่เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ (แบ่งแยกได้)   ทุกคนก็ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมฯ พร้อมอุทธรณ์ด้วย (ฎ. 5590/48)

                -  แต่ถ้าคู่ความคนเดียวกันยื่นอุทธรณ์มา 2 ฉบับ  เมื่อวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนตามอุทธรณ์ฉบับแรกครบถ้วนแล้ว ก็ไม่ต้องวางสำหรับอุทธรณ์ฉบับที่ 2  อีก  (ฎ. 5617/48)  เรื่องนี้ยื่นอุทธรณ์ คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี  และยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา โดยยื่นคนละคราวกัน   สำหรับอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีในคดีหลัก (ไม่ใช่ในระหว่างการยื่นขอพิจารณาใหม่)  เป็นอุทธรณ์ที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้น  เพราะหากอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นศาลอุทธรณ์ก็จะอนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่  จึงมีผลทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นถูกเพิกถอนไปด้วยในตัว   จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์คำสั่งตาม มรตรา  229   และหากจำเลยได้วางครบถ้วนแล้ว  จำเลยก็ไม่จำต้องวางค่าธรรมเนียมในส่วนอุทธรณ์คำพิพากษาซ้ำอีก

               - เปรียบเทียบกับค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ฎีกา  กรณีศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยหลายคนร่วมกันรับผิด การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คนละฉบับ  จำเลยแต่ละคนต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ด้วย  (ฎ. 9014/47)

                    - ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลที่ต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ แต่ก็อาจขอขยายเวลาวางเงินออกไปอีกได้  ตามมาตรา  23  (ฎ. 603/20)

                   - ในกรณีฎีกา   หากศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายเวลาวางเงินพร้อมฎีกา  ก็ต้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามลำดับชั้นศาล  จะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาทีเดียวไม่ได้เพราะไม่ใช่อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ตามมาตรา 252 (ฎ. 561/15)  แต่ต่อมามี ฎ.1284/31  วินิจฉัยว่ากรณีดังกล่าวโจทก์ยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาและศาลฎีกาสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้  (เรื่องหลังนี้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง แต่ใช้วิธียื่นคำร้องต่อศาลฎีกา  ต่างจาก ฎ. 561/15)

                     -  ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่ได้ขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมไว้ขณะที่ยื่นอุทธรณ์  ดังนี้จะนำมาวางภายหลังเมื่อเกินกำหนดอายุอุทธรณ์แล้ว เป็นการไม่ชอบ (คร. 358/40, 4052/28)  

         -  เมื่อศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้ว ผู้อุทธรณ์ไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา  229  ได้อีก (ฎ. 2385/45)  

                    - ค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องวางพร้อมอุทธรณ์ตามมาตรา  229  นี้  ก็เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้อีกฝ่ายชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ผู้ชนะคดีจะได้รับค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวโดยไม่ต้องดำเนินการบังคับคดี  ผู้ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์จึงมีสิทธิขอรับเงินที่วางนั้นได้ (ฎ. 1331/44)

                   ข้อสังเกต   ที่ว่าค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา ตามมาตรา  229   เป็นการวางเพื่อเป็นหลักประกันให้ผู้ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ให้ได้รับค่าธรรมเนียมดังกล่าว   การวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา  229  จึงมิใช่เป็นการชำระหนี้เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งมารับไปเลยทีเดียว    ดังนั้น หากภายหลังยื่นอุทธรณ์แล้ว คู่กรณีได้ตกลงระงับค่าธรรมเนียมตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น อีกฝ่ายหนึ่งย่อมไม่มีสิทธิขอรับค่าธรรมเนียมที่ผู้อุทธรณ์วางพร้อมอุทธรณ์ได้ (ฎ. 3207/28)   เรื่องนี้มีการวางเงินตาม  229  ต่อศาลแล้ว ต่อมาโจทก์จำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงในชั้นบังคับคดีเพื่อรับหนี้ตามคำพิพากษาและหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมฯ ตาม  229  ด้วย  จำเลยจึงมาขอรับเงินที่วางศาลไปได้  ส่วนโจทก์มีสิทธิขอรับเพราะไม่ใช่เป็นการวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์  

             - กรณีกลับกันถ้าศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ และให้อีกฝ่ายหนึ่งรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม ผู้อุทธรณ์ก็น่าจะขอรับเงินที่วางศาลคืนได้  นอกจากนี้ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่  ผู้อุทธรณ์ก็ขอรับเงินคืนได้เช่นกัน (ฎ. 1327/22)

             - กรณีมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลสูง  ย่อมมีผลทำให้สิทธิตามคำพิพากษาของศาลล่างระงับไป อีกฝ่ายจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าฤชาธรรมเนียมของศาลชั้นต้นที่ผู้อุทธรณ์นำมาวางเพื่อใช้แทนโจทก์ตอนยื่นอุทธรณ์ (ฎ. 6841/40)            

                การตรวจรับอุทธรณ์คดีต้องห้าม (มาตรา 230)

                คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  ศาลจะสั่งรับได้เมื่อมีความเห็นแย้ง หรือมีการรับรองให้อุทธรณ์  ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์  ในกรณีเช่นนี้ ผู้อุทธรณ์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลถึงอธิบดีผู้พิพากษา หรือ อธิบดีผู้พิพากษาภาค ภายใน 7 วัน  เพื่อให้อธิบดีผู้พิพากษา หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคที่มิได้เป็นคณะในคำสั่งนั้น  มีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งศาล  คำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษา หรืออธิบดีฯ ให้เป็นที่สุด

                ข้อสังเกต

                1.  อำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาที่จะอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามมาตรา  224   วรรคหนึ่งตอนท้าย  กับอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาที่จะมีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา  230  วรรคสาม   นั้น เห็นได้ว่าเป็นคนละกรณีกัน  (ฎ. 3438/29,2124/42)                 

                   2. การขอให้อธิบดีผู้พิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา  224  วรรคหนึ่ง ตอนท้าย   ผู้อุทธรณ์ต้องยื่นคำขอให้อธิบดีฯ อนุญาตในกำหนดอายุอุทธรณ์  ส่วนการขออนุญาตให้อธิบดีฯ ทบทวนคำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 230  วรรคสามนั้น ผู้อุทธรณ์ชอบที่จะยื่นคำร้องภายใน 7 วันนับแต่วันทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์         

                   ดังนั้นการขอให้อธิบดีผู้พิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามมาตรา  224 วรรคหนึ่งตอนท้าย ผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้อนุญาตฯ   หรือจะรอไว้ยื่นคำร้องขอให้อนุญาตหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้ว ตามมาตรา  230 วรรคสาม ก็ได้ 

                -  ตาม ป.วิ.พ. ภาค  3  ลักษณะ 2  ว่าด้วยฎีกามิได้บัญญัติถึงวิธีปฎิบัติในการยื่นคำร้องเพื่อที่จะรับอนุญาตให้ฎีกาเป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค   จึงต้องนำ มาตรา  230 วรรคสาม มาบังคับใช้โดยอนุโลม ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา  247   ดังนั้นหากศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา ผู้ฎีกาย่อมยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาคฯ รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงภายในกำหนด  7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา เพื่อมีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งของศาลชั้นต้น  คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด   

                -   ตามมาตรา  230  กฎหมายบังคับให้ยื่นคำร้องภายใน  7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์เท่านั้น  โดยไม่จำต้องยื่นคำร้องภายในกำหนดอายุอุทธรณ์ด้วย    อธิบดีผู้พิพากษา หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค จึงไม่อาจปฎิเสธไม่รับรองอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่าผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องเกินกำหนดเวลาอุทธรณ์ ได้หากมีคำสั่งว่ายื่นคำร้องขอให้รับรองหรือฎีกาเกินกำหนดระยะเวลาฎีกา  จึงไม่รับรองให้ฎีกาให้นั้นเป็นการไม่ชอบ และถือว่ายังไม่ได้พิจารณาสั่งคำร้อง   ศาลฎีกาย่อมให้ศาลชั้นต้นจัดส่งสำนวนและคำร้องดังกล่าวไปยังอธิบดีฯ เพื่อพิจารณามีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ต่อไป  (คร. 861/40)

- ฎ. 8200/49  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามมาตรา  224   และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย    จำเลยชอบที่จะ ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ถึงอธิบดีผู้พิพากษาภาค 4  ภายใน 7 วัน  เพื่อมีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งศาลชั้นต้น  ตามมาตรา   230 วรรคสาม       การที่จำเลย มีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ ภาค  4 ส่งคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไปให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 4  พิจารณารับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง   หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามมาตรา  224   และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


     ...คุณเคยมีปัญหาเหล่านี้หรไม่ ? 

      - เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
      - 
สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซัที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที

      - สอบมาหลายครั้งแล้ว  เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..ะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
      - 
อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ 
      - 
สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
      - 
สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ 
กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ันสอบ
      - เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ด...กลับมาก็เหนื่อย
 
     - อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรีนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบัติวก็อยู่หน้ารามกันหมด

      - ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก 


    ถ้าเปรียบกับการสอบเนติบัณฑิต กับการทำศึกสงคราม มีกลยุทธ์ 3 อย่าง ดังนี้
        - ท่องตัวบท   คือ อาวุธ ที่เรา สะสมไว้ ต่อสู้ ยิ่งท่องตัวบทได้มาก ก็ มีอาวุธ เก็บไว้สำรองมาก หยิบใช้เมื่อไรก็ได้
        - จดฎีกา       คือการ ศึกษาแผนการรบว่าสถานการณ์แบบใดเราควรจะใช้อาวุธแบบใด ยิ่งจดจำฎีกาไว้มาก ก็มีแนวการตอบข้อสอบได้ตรงจุด ตรงประเด็น ได้มาก และไม่โดนข้อสอบหลอกล่อให้หลงทา
        -  ล่าข้อสอบ   คือ การหัดซ้อมรบก่อน เข้าสู้ศึกสงครามสนามสอบจริง ยิ่งหัดทำข้อสอบมากเท่าใด ก็เป็นการสั่งสมประสบการณ์การหัดทำข้อสอบมากขึ้นทำให้ จับประเด็นและเขียนตอบได้เร็วและทันเวลา
     -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------     
     ขอแนะนำ !!

     ชุดรวบรวมเอกสารคำบรรยายเนติฯ สำหรับเตรียมสอบ ภาค 1/66 และ 2/65
    ++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา ++  
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวน 1/66 New !!
      -  ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 
      -  ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 1/66 
      -  ไฟล์บทบรรณาธิการ 1/63-1/66 
      -  ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      -  ไฟล์เอกสารทบทวนสรุปประเด็นน่สนใจ 1/66
      -  ไฟล์เอกสารรวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66
      -   เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)
    ..................................................................................................................................................
    ++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา ++ 
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์ 
      - ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 
      - ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 
      - ไฟล์บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 
      - ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      - เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)  
    ..................................................................................................................................................
     ค่ารวบรวม  :   ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 
     หมายเหตุ   :   สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเ อกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี) 

   ** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com **

     

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages