สรุปคำบรรยาย พระธรรมนูญศาล ภาค 2/61 ครั้งที 13

577 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Mar 2, 2009, 12:54:56 AM3/2/09
to LAWSIAM, lawsiam com, TRAITHEP tupkit

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์อนันต์ ชุมวิสูตร ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 13 ( 26/02/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 7

 ปัญหาฟ้องคดีแพ่งที่มีคำขอท้ายฟ้องทั้งไม่มีทุนทรัพย์กับมีทุนทรัพย์รวมกันมาจะถือว่าเป็นคดีเกี่ยวเนื่องกันหมดหรือไม่  หลักนี้ถ้าเคลียร์แล้วสามารถเอาไปสอบได้สองวิชาคือ พระธรรมนูญกับวิแพ่ง

ถ้าเราดูฎีกา มักจะเจอว่าให้ดูว่าตัวไหนเป็นคำขอประธานที่เหลือเป็นอุปกรณ์ที่เหลือก็เฮโลเพื่อดูว่าอุทธรณ์ติดไหมครับ ถ้าเป็นพระธรรมนูญศาลก็ถามว่าฟ้องศาลแขวงได้หรือไม่  ผู้พิพากษานายเดียวได้หรือไม่ 17+25(4) ศาลนายเดียวก็ 25 ( 4)

            ถามว่างี้ครับ ถามว่า คดีแพ่งโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดว่าจำเลยเช่าห้องชุด แล้วผิดสัญญาเช่านำให้ชาวต่างชาติให้เช่าช่วงโดยไม่ชอบและจำเลยได้ลักถอดเครื่องแอร์และของประดับในห้องรวมทั้งสิ้นมูลค่า 2 แสน แปดหมื่น ขอท้ายฟ้องให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินที่พิพาท และให้ใช้ราคาทรัพย์ ปรากฎว่านายเล็กผู้พิพากษาศาลจังหวัดผู้เดียวคนเดียวตรวจคำฟ้องโจทก์ จะสั่งอย่างไรจึงชอบพระธรรมนูญศาล

ก่อนตอบดู 25 วรรคท้าย

ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม (๓) (๔) หรือ (๕)

(๓) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

(๔) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

(๕) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

 คดีเมื่อกี้เหตุที่ขอให้คืนเงินมาจากมูลเหตุอะไรครับ นั่นคือข้ออ้างแห่งข้อหาที่เป็นหลัก ก็มาจากมูลละเมิด คนล่ะตัวนะครับกับ กรณีที่ให้ขับไล่ที่มีมูลเหตุจากสัญญาเช่า จะเห็นว่าสภาพแห่งข้อหา ที่เป็นหลักในการฟ้องต่างกัน  ถ้าอย่างนี้เห็นชัดครับ ว่า มันมีความเกี่ยวเนื่องกันไหมครับ คนล่ะเรื่องกันเลยครับ ในการพิจารณาคดีนี้ ผู้พิพากษาธรรมดานี่แหละครับอย่าไปถึงประเด็นผู้พิพากษาประจำศาล ก็ต้องพิจารณาทีล่ะตัว ขับไล่เกินอำนาจศาลแขวงแน่ๆ 17 ( 4 ) ก็มามาตรา 18 ต้องสั่งรับฟ้อง ครับ

แล้ว 17+25(4)  กรณีค่าเสียหาย อยุ่ในอำนาจศาลแขวง สาลจังหวัดต้องสั่งแยกคดีนี้ก่อน ตามมาตรา 29 แล้วให้โอนคดีนี้ไปว่ายังศาลแขวงที่มีอำนาจ ตาม 16 วรรค 4

แล้วคดีใดเป็นคดีเกี่ยวเนื่องหลักการดูก็เหมือนเมื่อสักครู่เลยครับคือให้ดูว่ามูลเหตุแห่งคดี เกี่ยวเนื่องกัน มีตัวอย่างฎีกาเยอะเช่น

คดีส้วมแตก 6641/2538

ส้วมบ้านจำเลยแตกเข้าบ้านโจทก์ทั้งน้ำทั้งกลิ่น สมมุติว่าฟ้องศาลแขวง 7 หมื่นแปดพัน ค่าป่วยอนามัยแย่ อันนี้คือคำขอข้อ 1. และข้อสองขอให้บังคับจำเลยย้ายถังส้วมจากบ้านจำเลยออกจากใกล้บ้านโจทก์หรือให้ทำถังส้วมใหม่ และไม่กระทำการใดๆที่ไม่ทำให้ส้วมซึมแก่โจทก์อีก ถามว่าศาลแขวงรับฟ้องคดีนี้ได้หรือไม่เพราะเหตุใด

อย่างนี้แหละคือคำขอเกี่ยวเนื่องแต่มีปัญหาว่าตัวไหนคือ ประธาน ได้หลักมาอย่างแต่อย่าจำหลักคือมั่ว อ่าวว ลองนึกเดาใจโจทก์ว่า ต้องการอะไรเป็นหลัก วิญญูชนมันน่าจะเน้นตัวไหน อย่างคำถามเงินที่ขอคงเป็นเรื่องรอง ทีสำคัญเอากลิ่นเหม็นพวกนี้ออกไปก่อนดังนั้นก็เข้าหลัก ว่าเฮโลตามคำขอประธาน ก็เป็นคำขอไม่มีทุนทรัพย์

ผู้พิพากษาศาลแขวงพิจารณาไม่ได้ต้องโอนคดีไปศาลชั้นต้น

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายก่อนฟ้อง78,200บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะโยกย้ายถังส้วมหรือปรับปรุงแก้ไขจนน้ำเสียจากบ้านจำเลยไม่ไหลซึมเข้าบ้านโจทก์กับมีคำขอให้จำเลยย้ายถังส้วมและห้องน้ำออกไปจากบริเวณข้างบ้านโจทก์โดยที่ไม่ทำให้น้ำจากถังส้วมและห้องน้ำไหลซึมเข้าบ้านโจทก์ได้หรือให้จำเลยทำถังส้วมใหม่โดยการเทฐานคอนกรีตก่ออิฐมอญฉาบปูนขัดมันภายในถังส้วมของจำเลยและไม่กระทำการใดๆให้น้ำเสียจากบ้านจำเลยไหลซึมเข้าบ้านโจทก์ความประสงค์โดยตรงของโจทก์มุ่งที่จะขอให้บังคับจำเลยย้ายถังส้วมและห้องน้ำออกไปถือได้ว่าเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคสองซึ่งมิได้ห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงแม้จะมีคำขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายก่อนฟ้องพร้อมดอกเบี้ยก็ไม่ทำให้เป็นคดีมีทุนทรัพย์อันจะทำให้โจทก์ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา248วรรคหนึ่ง

ถามใหม่ ห้ามซ่อมรถเพราะเสียงกวนโจทก์และ พ่นสี เพราะกลิ่นกวนโจทก์ และเรียกค่าเจ็บป่วยเพราะการซ่อมรถและพ่นสี ถ้าสมมุติว่าในส่วนอนามัยโจทก์ป่วยเสียหายซัก 2 หมื่นบาท ถามว่าฟ้องศาลนายเดียวได้หรือไม่  อันนี้คือคำขอสองตัวทั้งสองตัวมาจากสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างอันเดียวกันเป็นคดีต่อเนื่องก็ดูต่ออันไหนเป็นคำขอประธานจะได้เฮโลตามขอประธานได้ถูก ก็แน่นอน คำขอไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเป้นหลัก ก็ ต้องเข้า 25 ( 4 )

พอได้อย่างนี้แล้วก็คงสบายใจ แล้วในเรื่องที่มีทั้งสองแบบ คือ คดีไม่มีทุนทรัพย์ และ มีทุนทรัพย์มาปนกัน หรือเรียกว่าคดีเกี่ยวเนื่อง

ฎ.534/2538

ในคดีฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน135,433บาทพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายอีกเดือนละ50,000บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์เมื่อโจทก์มิได้เรียกร้องค่าเสียหายนี้อย่างเอกเทศในข้อหาอื่นคงเรียกมาเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นเมื่อได้ความว่าขณะยื่นฟ้องโจทก์ให้เช่าที่ดินพิพาทไม่เกินเดือนละ2,000บาทจึงเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา224

ก็คล้ายๆคือฟ้องจำเลยบุกรุกไม่มีสิทธิแล้วทำให้ดินเสียหาย ต้นไม้ เรียบเลยก็เห็นได้ชัดว่าทั้งสองมาจากละเมิด โจทก์ก็ขอ 1. ให้ขับไล่ ( ไม่มีทุนทรัพย์ ) 2. ค่าเสียหายทั้งหมดสามแสนบาท

ก็ชัดว่าคดีเกี่ยวเนื่องโจทก์ก็น่าจะให้ยึดที่ดินเป็นเรื่องหลักหรือเรื่องประธาน ก็ขับไล่คือตัวพระเอก ส่วนค่าเสียหายเป็นตัวรอง คดีที่ฟ้องแบบนี้ระวังนิดหนึ่ง 224 วรรค 2 ว่าอุทธรณ์ได้หรือไม่ต้องไปดูค่าเช่าอีก ส่วนในพระธรรมนูญศาลไม่ต้องไปดูในส่วนค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้แล้ว

เติมนิดหนึ่งว่าคดีที่มีฟ้องแย้งเข้ามาด้วย ถ้าเป็นศาลนายเดียว หรือศาลแขวงได้หรือไม่ก็ต้องถือหลักวิแพ่งคือแยกพิจารณาฟ้องแย้งกับฟ้องเดิมออกจากกัน 16 ววรค 4 จังหวัดต้องโอนไปแขวง

คดีที่จะเกิดแบบนี้ก็ต้องเป็นการที่ผู้พิพากษาเวรที่รับไว้เผลอ รับไว้ ก็ต้องแก้กันไป

คำให้การที่จำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์นำไปใช้ตอบสอบ 224 วรรคสอง กับ 248 วรรคสอง กรณีตอบเรื่องอุทธรณ์วิแพ่ง 25 ( 4 ) ใช้ตอบสอบเรื่องพระธรรมนูญศาล ใช้หลักเดียวกัน

ศาลฎีกาตอบว่าเมื่อจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ก็เป้นคดีมีทุนทรัพย์มีเท่าไหร่ก็เท่ากับราคาทรัพยืที่พิพาท

เมื่อจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์คือ สู้ว่าทรัพย์พิพาทเป็นกรรมของจำเลย สิทธิครอบครองของจำเลย ขีดเส้นใต้สองเส้นตรงคำว่าของจำเลย เป็นตัวแปรทำให้เป็นคดีมีทุนทรัพย์

ถ้าเป็นของแม่จำเลย ก็ไม่เป็นการต่อสู้กรรมสิทธิ์  ต้องอ่านโจทก์ให้จบกระแสความก่อนว่าสู้ว่าเป็นของใคร

คำถามจะถามที่ 16 แต่ที่มาของคำถามต้องผ่าน 17+25( 4 ) มาก่อนนะครับดังนั้นต้องจำให้ดี

เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้ตอบเรื่องผู้พิพากษาประจำศาล เลยในคำถามแรก ถามว่านายเล็กผู้พิพากษาประจำศาลจะเกษียณสั่งอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมายก็ดู 25 วรรคท้าย หรือจะให้กว้างทั่วพระธรรมนูญศาลว่าห้ามผู้พิพากษาประจำศาลทำอะไร ก็ห้ามขึ้นเป้นเบอร์หนึ่ง ตาม มาตรา 8 9 

ก็ห้ามผู้พิพากษาประจำศาลที่อ่อนพรรษา ในมาตรา 25 วรรคท้าย อย่าไปทำเรื่องสำคัญคือมาตรา 3 4 5 ของมาตรา 25 นี่คือที่มาที่ห้ามเฉพาะผู้พิพากษาประจำศาล

ต่อนะครับคำสั่งก็คือว่า รับฟ้องหมดเลยและให้แยกเป้นสองส่วนตามมาตรา 29  แล้วให้โอนไปยังศาลแขวง

มาตรา 29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้ ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา และเฉพาะในศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และศาลชั้นต้น มีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้ หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(๑) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกา

(๒) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองประธานศาลอุทธรณ์ หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี

(๓) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาครองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี

ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๓ มีอำนาจตาม (๑) (๒) และ (๓) ด้วย

และการสั่งนี้ไม่ใช่การพิจารณาตามมาตรา 25 (4 )  คือไม่ใช่การพิจารณาพิพากษาคดี แต่เป็นการสั่งตาม 24 ( 2 ) คือไม่ได้ชี้ขาดในประเด็นคดี

ดูฎีกาตัวอย่าง

ฎ.1030/2509

ฟ้องว่าจำเลยบุกรุก ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และขอให้ขับไล่จำเลย จำเลยต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย ดังนี้ เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ แม้จะมีคำขอให้ขับไล่รวมอยู่ด้วย ก็เป็นเพียงผลต่อเนื่องในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่พิพาทเท่านั้น ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่าที่พิพาทเป็นของใคร จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคดีมีคำขออันไม่มีทุนทรัพย์แยกกันได้จากคำขอที่เป็นทุนทรัพย์ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและที่พิพาทมีราคาไม่เกิน 5,000 บาท คู่ความจึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมิได้ (อ้างคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 568/2504)

คดีก่อน โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดก คดีหลังโจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่ดินที่ได้มาจากคดีก่อนเป็นคนละประเด็นไม่เป็นฟ้องซ้ำ

จำเลยต่อสู้ในศาลชั้นต้นว่า ฟ้องเคลือบคลุม แต่มิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นศาลอุทธรณ์ดังนี้จะมาอ้างในชั้นศาลฎีกามิได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา249

 

ฎ.7949/2538

คดีนี้โจทก์ในฐานะทายาทของ ถ. ผู้เช่าซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า ถ.หรือจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา แม้โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 มาด้วยก็เป็นเพียงผลต่อเนื่องในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์นั่นเอง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์

ฎ.803/2544

การพิจารณาคดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ในคดีเดียวกันว่าจะต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาว่าคำขอใดเป็นหลัก คำขอใดเป็นคำขอที่ต่อเนื่อง โจทก์มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยให้ถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกแล้วจึงให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ถือว่า คำขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทเป็นคำขอหลัก คำขอให้จำเลยที่ 1โอนที่ดินพิพาทเป็นคำขอต่อเนื่องคดีจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง

ที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ได้ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่เคยขอดูหลักฐานทางทะเบียนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่นั้นเป็นการผิดวิสัยของการซื้อที่ดินโดยทั่วไป ซึ่งจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าที่ดินที่จะซื้อเป็นของผู้ขายหรือไม่เพื่อไม่ให้มีปัญหาในภายหลัง จำเลยที่ 2ซื้อที่ดินพิพาทในราคาถึง 400,000 บาท แต่หลังจากซื้อแล้วก็ไม่ได้ เข้าทำประโยชน์ ข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ดำเนินการใด ๆ ให้จำเลยที่ 1ออกจากที่ดินพิพาท กลับได้ความว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทเพราะต้องการช่วยจำเลยที่ 1 ตามพฤติการณ์จึงเชื่อว่า ก่อนจะซื้อที่ดินพิพาทมาจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังนั้น จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและจดทะเบียนโดยสุจริต จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์ขอให้ เพิกถอนการจดทะเบียนขายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300

 

ฎ.2383/2540

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินของจำเลย ต่อมาจำเลยได้รื้อรั้วไม้ขัดแตะ ซึ่งกั้นแนวเขตออกแล้วนำสังกะสีมาล้อมเป็นรั้วรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 3 ตารางวา ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยรื้อรั้วสังกะสีออกไปจำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยซ่อมแซมรั้วไม้ขัดแตะโดยเปลี่ยนรั้วสังกะสีในแนวเดิมมิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์และฟ้องแย้งว่า โจทก์ปลูกสร้างบ้านใหม่โดยชายคาบ้านรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยประมาณ 2 ตารางวาขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนชายคาบ้านในส่วนที่รุกล้ำที่ดินของจำเลยออกไป ซึ่งโจทก์ทั้งสามได้ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสามปลูกสร้างบ้านในเขตที่ดินของโจทก์มิได้รุกล้ำที่ดินของจำเลยจำเลยสร้างรั้วสังกะสีรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทำให้ชายคาบ้านโจทก์ทั้งสามล้ำแนวรั้วสังกะสีที่จำเลยทำขึ้นใหม่ จึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยต่างอ้างว่าตนเองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทอันเป็นกรณีพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์แม้โจทก์จะมีคำขอให้บังคับจำเลยรื้อรั้วสังกะสีออกไปจากที่พิพาทและจำเลยจะมีคำขอให้โจทก์รื้อถอนชายคาบ้านในส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่พิพาทมาด้วยก็ตาม แต่คำขอให้รื้อถอนดังกล่าวจะบังคับให้ได้หรือไม่เพียงใดนั้นเป็นเพียงผลต่อเนื่องมาจากข้อวินิจฉัยในเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทอันเป็นประเด็นสำคัญในคดีคดีนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์อย่างเดียว หาใช่เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วยไม่ ที่พิพาทมีเนื้อที่ครึ่งตารางวาซึ่งโจทก์ตีราคาที่พิพาทตารางวาละ 70,000 บาท และจำเลยตีราคาที่พิพาทตารางวาละ 375 บาทดังนี้ ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท และทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาทจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้โดยพิพากษาคดีมาก็ดีและที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ทั้งสามมาก็ดี เป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว

 

ฎ.2547/2538

โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์จำเลยสร้างรั้วรุกล้ำเข้ามาขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์จำเลยให้การว่าจำเลยกั้นรั้วตามแนวเขตที่ดินของจำเลยที่จำเลยได้กรรมสิทธิ์มาโดยการครอบครองปรปักษ์เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่ดินพิพาทราคา9,600บาทแม้จะมีคำขอให้จำเลยรื้อถอนรั้วที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินพิพาทด้วยก็ตามแต่ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของใครส่วนคำขอให้รื้อถอนรั้วออกไปเป็นผลต่อเนื่องในเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเท่านั้นถือไม่ได้ว่าเป็นคดีมีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แยกกันได้จากคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์อย่างเดียวเมื่อราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา224วรรคหนึ่ง

 

ก่อนเลิกกลับบ้านก็แถมฎีกาสักเรื่องเป็นข้อสอบเนหรือผู้ช่วยไปแล้วไม่แน่ใจ

ฎ.5971/2544

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทคนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วน ใน 9 ส่วนคิดเป็นเงินรวม 279,632 บาท จำเลยให้การว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดก แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกเป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

เหลืออีกสองครั้งใช่ไม๊ครับ คือวันที่ 5 กับวันที่ 12 คิดว่าน่าจะทันนะครับ

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages