หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์มนตรี ยอดปัญญา ผู้บรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
สรุปคำบรรยาย สัปดาห์ที่ 1 ชั่วโมงที่1 พุธ 25/11/52
สวัสดีครับก่อนอื่นก็ขอแสดงความยินดีและยินดีต้อนเราสู่สำนักอบรมภาคที่สอง ก็ทุกท่านสำเร็จปริญญาตรีนิติศาสตร์มาแล้วทุกท่านก็ต้องการเป็นเนฯ
ในปัจจุบันหลักสูตรก็ขยายไปในเนื้อหาหลายวิชา ในส่วนวิแพ่งภาค 1 ก็เป็นเรื่องเขตอำนาจศาล ต่างๆ ก็เป็นข้อสอบ
ในส่วนของข้อสองเรื่องของคนอนาถาก็มีการแก้ไขใหม่ ทำให้ง่ายขึ้น ก็เหลือเพียงฟ้องซ้ำ ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ
ส่วนวิแพ่งภาคสองก็จะพุดต่อไปเนื้อหาก็น้อยลงไปอีก ในส่วนต้นก็เป็นการแก้คำให้การถอนฟ้อง
ข้อสี่ก็เป็นเรื่องวิธีพิจารณาวิสามัญอันนี้เป็นหัวข้อที่อาจารย์รับผิดชอบ ก็เป็นมโนสาเร่ และที่ออกประจำคือขาดนัด
ข้อห้าก็อุทธรณ์ฏีกา
ข้อหกก็วิธีการชั่วคราว
ข้อเจ็ดบังคับคดี
ข้อแปดล้มละลาย
ข้อเก้า ฟื้นฟูกิจการ
ข้อสิบพระธรรมนูญศาล
มาตราที่สำคัญจึงมีเพียงน้อยจึงมีโอกาสสอบได้มาก คนสองคนมีความรู้ความสามารถเท่ากัน แต่โอกาสอาจไม่เท่ากันก็ได้นะครับ ต้องเตรียมตัว วางแผนในการอ่านหนังสือให้ถูกต้องด้วยนะครับ แนววิชาการค่อนข้างนิ่งแล้ว
ถ้าเก็งถูกบางส่วนก็ผ่านแล้วครับ ถ้าเราเห็นข้อสอบแล้วนึกถึงธงคำตอบก็ทุนเวลามาก ไปใช้กับข้ออื่น
อีกส่วนหนึ่งก็มีผู้ถามว่า จะต้องไปเรียนทุกคาบหรือไม่ แน่นอนคนเราโอกาสไม่เท่ากัน ใครไม่มีเวลาก็หาช่วงเวลาอ่านเองได้ แต่ถ้ามีโอกาสก็ให้มานั่งฟังเพราะมีบางเรื่องเป็นเกร็ดความรู้ ดีกว่านั่งอ่านเอง บางครั้งฟังมันก้องอยู่ในหู ก็ควรมาฟังบ้าง
อันนี้ก็พูดถึงโอกาสและความจำเป็นต่อไปเป็นเรื่องเนื้อหาของวิชานี้คือ
วันนี้เป็นวันแรก วิแพ่งภาคสองก็มีสองลักษณะ คือ 170 – 188 อันแรกคือวิสามัญในศาลชั้นต้น ก็อยู่ในข้อสาม ชี้สองสถานก็ไม่ค่อยออกในวิแพ่งมันไปเกี่ยวในเรื่องพยานเสียมากกว่า ในส่วนนี้ก็มีสามสี่หัวข้อเท่านั้น ฟ้องซ้อนตาม173 ก็ไปออกในวิแพ่งภาคหนึ่ง
ส่วนในลักษณะที่สองคือวันนี้ ที่บรรยายทุกวันพุธ ก็มีเรื่องคดีมโนสาเร่ กับขาดนัด ส่วนเรื่องอนุญาโตตุลาการไม่ได้อยู่ละเอียดของวิแพ่ง เราก็เลยยกประโยชน์ว่าไม่ออกสอบ ก็มีเรื่องเด่นๆ คือคดีมโนสาเร่ คดีไม่ยุ่งยาก และ การพิจารณาโดยขาดนัดซึ่งเป็นตัวออก เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ก็มีความจำเป็นและสำคัญที่เราต้องศึกษาเรื่องนี้โดยละเอียด
ในการสอบอัยการหรือผู้พิพากษาก็มักมีข้อสอบในเรื่องขาดนัดอย่างน้อยหนึ่งข้อ ก็เพราะว่าการที่คู่ความฟ้องร้องคดีต่อศาลบางอย่างเป็นเรื่องจริงก็ไม่อาจมายื่นหน้าปฏิเสธได้ หรือยื่นคำให้การไปแล้ว เวลาไปเบิกความก็กลัวเป็นเบิกความเท็จได้ ก็เลยมีเหตุว่าให้การปฏิเสธไว้ก่อน
ทุกวันนี้ก็พิจารณาคดีไปได้โดยการขาดนัด เพราะฉะนั้นกระบวนการขาดนัดพิจารณาก็เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจเป็นอย่างดี ชกค้าข้างเดียวยังแพ้ก็ไม่รู้อะไร
ไม่กี่มาตราได้สองข้อเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ ยี่สิบกว่ามาตราเอง
อย่างที่บอกว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีไม่น้อยนะครับ ที่สอบครั้งเดียวก็ได้ไปเลย โอกาสก็เร็วกว่าดีกว่า ต้องทำตัวให้มีโอกาสดีกว่า ถ้าสอบในระดับผู้ช่วยฯนั้นเป็นการแข่งกับตัวเองนะครับ ในเรื่องเนฯเราก็ไม่จำกัดจำนวน ก็แข่งกับตัวเองล้วนๆ อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตในการศึกษา ก็มีข้อที่จะพูดในเรื่องทั่วไป อีกจุดหนึ่งคือการทำผิดระเบียบการสอบ มีอยู่เสมอนะครับ หลายครั้งน่าเสียดายที่ถูกตัดคะแนนจนตกก็มีนะครับ
การขึ้นหน้าใหม่ไม่เขียนเลขข้อ หรือท่านที่เป็นทนายความตกเติมแล้วต้องเซ็นต์กำกับแต่อย่ามาเผลอเซ็นต์ในกระดาษคำตอบนะครับ เพราะเราไม่อยากให้มีการให้คะแนนสงสาร คะแนนพิศวาส ก็ไม่ได้ ห้ามขีดเส้นใต้ ก็เกรงจะเป็นข้อสังเกต
เทอมหนึ่งก็มีจำนวนไม่น้อยทีเดียวอีกอันหนึ่งก็เกี่ยวกับการเขียนสมุดตอบ บ้างครั้งก็มองไม่เห็น
อีกเรื่องหนึ่งที่มักมากันหลังการสอบ คือสงสัยในการให้คะแนนต้องขอเรียนให้ทราบ โดยหลักของมติของคณะกรรมการ กรณีที่จะตรวจให้ใหม่ต้องเป็นการผิดพลาดทางเทคนิคเท่านั้น ต้องเขียนว่าไม่ตอบแล้วให้ศูนย์ แต่กรณีโต้เถียงดุลพินิจยังยืนยันในหลักการ ก็เป็นหลักการที่ยืนยัน แต่ก็มีข้อที่น่าเห็นใจ ในแง่ที่ทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรม เพราะดุลพินิจทำอย่างไรให้เป็นในทางเดียวกัน ในระบบศาลยังมีการตรวจสอบได้โดยการอุทธรณ์ฏีกา แต่ในกรณีอย่างนี้มันยาก เพราะคนสอบมีจำนวนเยอะ
ในการสอบผู้ช่วยยังมีการแก้ไขได้โดยการมีคนตรวจข้อหนึ่งสองคน เป็นการถ่วงดุลพินิจ แต่ในชั้นเนฯคนสอบเยอะ คงจะทำได้ยาก
อีกข้อหนึ่งที่ผิดพลาดแล้วเกี่ยวกับอนาคตเลย คือการทุจริต ถ้าถูกปรับทุจริตแล้วหมดอนาคตทางกฎหมายเลยนะครับ อันนี้ก็ฝากไว้ในตอนต้น
ก็คงจะใช้เวลาพอสมควร เปิดเทอมครั้งแรกในวันนี้ก็เกริ่นยาวหน่อยครับ
ก็คงฝากไว้ในเบื้องต้นอย่างน้อยก็เป็นการเตรียมความพร้อมแต่ต้น ในส่วนมาตรา 189 – 222 ซึ่งมีสามหัวข้อใหญ่ คือคดีมโนสาเร่ คดีไม่มีข้อยุ่งยาก และการพิจารณาโดยขาดนัด แน่นอนขาดนัดออกสอบ เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์
มันนี้เรื่องแรกจะพูดเรื่องคดีมโนสาเร่ เรื่องเล็กน้อยไม่เป็นสาระ
ข้อที่ 1 การที่เรามาศึกษาคดีมโนสาเร่จะเข้าใจคำว่า คดีขอให้ปลดเปลี้ยงทุกข์ อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งจะไปเกี่ยวพันกับการอุทธรณ์ฏีกา
คือเรียกสั้นๆว่าคดีมีทุนทรัพย์ เพราะว่าจะเป็นคดีมโนสาเร่หรือไม่ ต้องมีคำขอเรียกทรัพย์สินมูลค่าไม่เกิน สามแสนบาท พอเราเข้าใจปุ๊บ ก็จะทราบว่าอุทธรณ์ฏีกาในเรื่องนั้นๆได้หรือไม่
และถ้ามีคำขอที่ไม่อาจปลดเปลื้องทุกข์อันคำนวณราคาเป็นเงินได้ มาปน ก็ไม่เป็นคดีมโนสาเร่
ข้อที่ 2 ทำให้เข้าใจถึงการเสียค่าขึ้นศาล ที่ต่างไปจากคดีสามัญ ก็จะมีการเสียค่าขึ้นศาลในลักษณะพิเศษในคดีแพ่งทั่วไปเราจะเก็บร้อยละสอง
ข้อที่ 3 ทำให้เข้าใจเขตอำนาจศาล
ประเภทหนึ่งเท่านั้นที่ฟ้องศาลแขวงได้ ส่วนอนุมาตราสอง เป็นคดีฟ้องขับไล่ เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ การบังคับให้คนออกไปมันคิดเป็นตัวเงินไม่ได้ คดีนี้ฟ้องศาลแขวงได้หรือไม่ ไม่ได้เพราะศาลแขวงต้องพิจารณาคดีที่เป็นตัวเงินไม่เกินสามแสนเท่านั้น
ข้อที่ 4 ทำให้เข้าใจวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ที่ต่างจากคดีสามัญ ในคำบังคับกฎหมายก็ให้สั้นกว่าคดีสามัญ เวลาเราศึกษาเรื่องนี้ก็ทราบในเรื่องอื่นๆด้วยว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร เมื่อเราทราบถึงเหตุผล ก็มาดูเจตนารมณ์ของคดีมโนสาเร่นิดหนึ่งครับ
เจตนารมณ์ของคดีมโนสาเร่มีสามข้อ
1.เพื่อความสะดวกฟ้องได้ง่าย ฟ้องด้วยวาจาก็ได้ ไม่เป็นแบบพิธีการเหมือนอย่างคดีสามัญ
3.ประหยัดค่าใช้จ่ายหรือเงินในการที่ต้องเสียในการดำเนินคดี เห็นได้ชัดเจน อย่างคดีมโนสาเร่ 170 จัตวาให้เรียกได้ไม่เกิน คือให้เสียตามทุนทรัพย์ทั้งนี้ไม่เกินหนึ่งพันบาท
แต่ถ้าคดีสามัญจะคิด ร้อยละสองบาท
นอกจากนั้นก็มีการรวบรัด ตัวความอาจจะทำเองได้ไปที่ศาลฟ้องคดีด้วยวาจาก็ไม่ต้องจ้างทนายความ เป็นการคุ้มครองผู้บริโภคใช้สิทธิฟ้องก็อาจไม่ต้องจ้างทนายความ การซักถามพยานศาลจะเป็นผุ้ซักก่อน คล้ายๆระบบการพิจารณาอย่างไต่สวน
ความหมาย ดูมาตรา 189 คดีมโนสาเร่ ก็แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ คดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์
อนุหนึ่งคือคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสนบาท ถือว่าเป็นคดีมโนสาเร่
คดีมีทุนทรัพย์แต่เดิมกำหนดไว้เพียงสี่หมื่น เนื่องจากภาวการณ์ทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป
คดีมีทุนทรัพย์ตามอนุมาตราหนึ่งนี้คือคำฟ้อง ที่เรียกร้องเอาเงินหรือทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว แต่ถ้ามีคำขออย่างอื่นรวมอยู่ด้วย เช่นให้รื้อถอน ให้ปฏิบัติ ให้กระทำการ คดีนั้นก็ไม่ใช่คดีมโนสาเร่แล้วนะครับ
เพราะว่าการบังคับนั้นเป็นการบังคับโดยการยึดทรัพย์ขายทอดตลาดไม่ได้ คดีซึ่งถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ คดีต่อไปนี้ซึ่งถือว่าเป็น
1.คดีที่ผู้ขายฝากฟ้องไถ่ทรัพย์ที่ขายฝาก แต่จำเลยผู้ซื้อฝากบิดพลิ้ว ไม่ยอมไปจดทะเบียนขายฝาก เดิมก็โต้เถียงกันเหมือนว่าจะเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์เหมือนจะเป็นการบังคับให้กระทำการ
ฎ.2120/2540
คดีฟ้องขอไถ่ทรัพย์ที่ขายฝาก โดยโจทก์อ้างว่า ได้ขอไถ่ทรัพย์ดังกล่าวภายในกำหนดตามสัญญาขายฝากแล้วแต่จำเลยไม่ยอมให้ไถ่คืน เป็นคดีที่พิพาทกันเกี่ยวกับทรัพย์ที่ขายฝากอันจะมีผลทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้หรือเสียสิทธิในทรัพย์นั้นเข้าลักษณะคดีมีทุนทรัพย์โดยถือทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่ขายฝากหาใช่เป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่
ได้ให้เหตุผลว่าสัญญาขายฝากกรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อฝากโดยสมบูรณ์เพียงแต่ว่ามันมีเงื่อนไขว่า ผู้ไถ่ถอนไปตามสัญญา เป็นการเรียกร้องทรัพย์สินเป็นของตน จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์
อีกอันหนึ่งก็คือคนก็มองเข้าใจว่าเหมือนเป็นการฟ้องทำลายพินัยกรรม อ้างว่าพินัยกรรมนั้นเป็นพินัยกรรมปลอม ก็ถกเถียงกันว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่มี ก็เท่ากับว่าเป็นการเรียกรรมสิทธิในตัวทรัพย์
ฏ.1091/2530 – ค้นไม่พบ
ฎ.5332/2534
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ เป็นการเรียกร้องให้ทรัพย์ตามพินัยกรรมคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นทายาท เป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่ระบุไว้ในพินัยกรรม.
ที่วินิจฉัยนั้น ก็วินิจฉัยว่าเป็นมโนสาเร่หรือไม่ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามทรัพย์ที่กำหนดในพินัยกรรมนั้น
ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์
แต่คำพิพากษาฏีกานี้ไม่ได้วินิจฉัยโดยตรงในเรื่องมโนสาเร่ แต่เป็นเรื่องคำนวณค่าขึ้นศาล
เข้าใจในการจำนวนทุนทรัพย์ในการอุทธรณ์ฏีกา ไปในตัว
อันที่สาม คือเพิกถอนคืนการให้เพราะผู้รับประพฤติเนรคุณผู้ให้ก็มีสิทธิเอาคืน ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขนี้ก็หมดสิทธิเอาคืนนะครับ การฟ้องอย่างนี้ต้องเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ กรรมสิทธิ์โอนไปแล้วครับ มันเอาคืนได้ การเรียกเอาทรัพย์คืนก็เป็นคดีมีทุนทรัพย์ ถ้าทรัพย์ราคาไม่ถึงสามแสนบาท ก็เป็นคดีมโนสาเร่
ฎ.2180/2517
โจทก์และจำเลยต่างเป็นบุตรของ ย. แต่ต่างมารดากันมารดาโจทก์และมารดาจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากับ ย.มาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5. ใครจะเป็นภริยาหลวงหรือภริยาน้อยก็ตาม ก็อยู่ในฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ย. ด้วยกันทั้งคู่ การที่สามีจะยกสินสมรสซึ่งเป็นสินบริคณห์ให้แก่ผู้ใดโดยเสน่หานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473 สามีต้องได้รับความยินยอมของภริยาเสียก่อน เว้นแต่จะเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีงามหรือในทางสังคม และตามมาตรา 1476การใดที่สามีหรือภริยากระทำซึ่งต้องรับความยินยอมจากกัน. ถ้าการนั้นมีกฎหมายบัญญัติให้ทำเป็นหนังสือหรือให้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ความยินยอมนั้นต้องทำเป็นหนังสือ ในระหว่างสมรส ย. ทำนิติกรรมจดทะเบียนยกที่พิพาทพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยโดยเสน่หา การให้ในกรณีนี้ถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีงามหรือในทางสมาคม เมื่อไม่ปรากฏว่าภริยาของ ย. ได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือ การให้ดังกล่าวแล้วจึงไม่สมบูรณ์ หลังจากบิดาและมารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของมารดาซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ย. เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์พิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หานี้ได้
โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่า ย. ได้ทำนิติกรรมยกที่พิพาทให้แก่จำเลย โดยมิได้รับความยินยอมของมารดาโจทก์ซึ่งเป็นภริยาของ ย. จำเลยให้การต่อสู้ว่าย. ได้ยกที่พิพาทให้ด้วยความรู้เห็นยินยอมของมารดาจำเลยซึ่งเป็นภริยาอีกคนหนึ่งของ ย. แล้ว ดังนี้ ปัญหาเรื่องความยินยอมจึงเป็นประเด็นแห่งคดีมาตั้งแต่เริ่มแรก เมื่อมีกฎหมายบัญญัติว่าความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาคดีให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมายได้
โจทก์เป็นบุตรและทายาทของ ย. การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้โดยเสน่หา ย่อมเป็นการฟ้องเรียกร้องให้ได้ทรัพย์พิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นทายาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์
ฎ.1323/2529
การที่จำเลยกล่าวกับโจทก์ซึ่งเป็นมารดาว่า"ที่จำเลยมีบาดแผลโจทก์ไม่สนใจทีนี้ตัดลูกตัดแม่กันหากโจทก์ตายจะลากลงน้ำไม่เผาจำเลยเลือดทาแผ่นดินแล้วโจทก์ยังไม่มอง"นั้นยังไม่เป็นถ้อยคำหมิ่นประมาทโจทก์คงเป็นถ้อยคำที่จำเลยไม่สมควรพูดกับโจทก์ซึ่งเป็นบุพการีเท่านั้นโจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณไม่ได้ การฟ้องขอเพิกถอนการให้เพราะเหตุเนรคุณเป็นการฟ้องขอให้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทกลับมาเป็นของโจทก์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์.
คดีประเภทที่สี่ ก็คือ คดีที่พิพาทในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองระหว่างราษฏร์ กับ เจ้าพนักงาน หรือหน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดิน ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์เช่นนายอำเภอฟ้องขับไล่ จำเลยออกจากที่หลวง เป็นเจ้าพนักงานหรือหน่วยงานของรัฐที่ดูแลที่ดิน
หรือฟ้องว่าชี้เขตรุกล้ำ ประเด็นคือที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณะ
กรณีนี้การชนะหรือแพ้คดีทำให้โจทก์ได้หรือเสียที่ดินคดีพิพาทในเรื่องที่ดินนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามราคาที่ดิน ถ้าที่ดินราคาไม่ถึงสามแสนบาทก็เป็นมโนสาเร่
ฎ.4707/2551
องค์การบริหารส่วนตำบลโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาที่ดินพิพาทตามกฎหมาย จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์และจำเลยโต้เถียงกันจึงมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินของจำเลย หากศาลพิพากษาให้คู่ความฝ่ายใดชนะคดีย่อมมีผลทำให้คู่ความฝ่ายนั้นได้รับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยถือทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้อง 32,240 บาท ดังนี้ ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่คู่ความมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้แม้มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง นั้น จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงเพื่อการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่ฎีกา โดยข้อเท็จจริงที่จะนำมาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ กล่าวคือต้องมิใช่ข้อเท็จจริงในเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น หรือไม่เกี่ยวกับที่คู่ความฝ่ายในฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่ต้องนำสืบ
โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โดยอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่จำเลยมีสิทธิครอบครอง มิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ คดีจึงไม่มีประเด็นที่คู่ความจะต้องนำสืบว่า ส. และ พ. ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ภายในกำหนดเวลาห้ามโอนตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ ข้อเท็จจริงดังกล่าวที่จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ศาลฎีกาไม่อาจนำมาวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกามาได้ และถือว่าฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
ออกไปแล้วสองสามปีที่ผ่านมานี้เอง
เป็นการศึกษาอย่างบูรณาการ ข้อสังเกตเรื่องนี้ มีผู้สงสัย เพราะมันมีฏีกา อีกส่วนหนึ่งที่วินิจฉัยว่าโต้เถียงพวกนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
เพราะถ้าเป็นการโต้เถียงกันระหว่างราษฏร์ด้วยกัน จะกลายเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เป็นหลักที่ต้องจำ
โจทก์นั้นความจริงเป็นที่ดินสาธารณะ โจทก์ไม่ก่อให้ได้สิทธิในที่ดิน กรณีอย่างนี้
ฎ.199/2492 – ค้นไม่พบ
คดีประเภทนี้เป็นหมวดห้ามของอุทธรณ์ฏีกา
ต่อไปคดีอีกอันหนึ่งประเภทที่ ห้า คดีฟ้องขอให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวม ถ้าหากจำเลยโต้แย้งในส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่ได้มีส่วนเป็นเจ้าของถือว่ามีส่วนในทุนทรัพย์ ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในส่วนที่ยังโต้เถียงกันอยู่ แต่ถ้าฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเหมือนกันแต่จำเลยไม่ได้เถียงในส่วนต่าง แต่ให้การว่าที่ขอแบ่งนั้นไม่ถูก
ฎ.3189/2537
โจทก์ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษ จากจำนวนที่ดิน 7 ไร่ 1 งาน จำเลยให้การว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมเพียง1 งาน 26 ตารางวา เป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่โต้แย้งกันในจำนวนที่ดินส่วนที่ต่างกัน คู่ความตีราคาทุนทรัพย์พิพาท 90,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะไม่เป็นไปตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้
กรณีนี้ถือว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ก็เป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน คือถ้าโต้เถียงว่าแบ่งเท่าไหร่เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ถ้าไม่ได้โต้เถียงในอัตราส่วนแต่โต้เถียงว่าจะแบ่งเท่าไหร่ กรณีนี้ไม่มีทุนทรัพย์
ประเภทที่หก คือ คดีร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา 288 คือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามาคัดค้านว่าเป็นของผู้ร้อง ในตัวบทมาตรา 288 วรรคสอง ให้วินิจฉัยเหมือนคดีทั่วไป ผู้ร้องขัดทรัพย์เป้นโจทก์ โจทก์เดิม เป็นจำเลยในคดีร้องขัดทรัพย์
ต่อไปคดีต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นคดีมโนสาเร่ เพราะคดีต่อไปนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
1.คดีฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237 ปพพ คือกรณีที่เจ้าหนี้อ้างว่าลูกหนี้โอนทรัพย์ให้คนอื่น อันนี้เมื่อโจทก์ชนะทรัพย์ก็กลับมาเป็นของจำเลยลูกหนี้อยู่ดี
ฎ.2855/2526
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมยกให้ที่ดิน ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ลูกหนี้โจทก์ได้โอนให้แก่จำเลยที่ 3ที่ 4 อันเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบตามฟ้องของโจทก์มิได้เรียกร้องเอาที่ดินมาเป็นของโจทก์เพียงแต่ขอให้ที่ดินกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ที่ 2ลูกหนี้ตามเดิม จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้โจทก์ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์
2. คดีฟ้องให้ส่งมอบเอกสาร หรือเอกสารสิทธิ แม้จะอ้างว่าจำเลยยึดถือเอกสารเพราะเป็นมูลหนี้เกี่ยวกัน ก็ไม่ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์
ฎ.1362/2520
ตามฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องอ้างว่าหนี้ระงับแล้ว ขอให้บังคับจำเลย ส่งคืนเช็คสองฉบับให้โจทก์ตามสัญญา มิใช่เป็นการฟ้องเรียกร้องกระดาษเช็คในฐานะที่เป็นทรัพย์สินที่มีราคามาเป็นของโจทก์ เพราะ โจทก์หาได้ประสงค์จะถือเอาประโยชน์จากเช็คอันมีมูลค่าฉบับละ 25 สตางค์ นั้นไม่ และหาใช่หนี้ตามเช็คจะระงับต่อเมื่อโจทก์ได้รับเช็คพิพาทคืนมาไม่ แต่เป็นคำฟ้องที่อ้างว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้แล้ว ดังนี้ เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ อยู่ในอำนาจศาลจังหวัดพิจารณาพิพากษา
ที่บอกว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยส่งมอบเช็คคืนแม้โจทก์จะอ้างว่าไม่มีหนี้แล้ว ก็ตาม ศาลฏีกาก็มองว่าไม่ใช่การเรียกร้องกระดาษเช็ค ที่มีมูลค่าน้อย
ฎ.1496/2529
โจทก์ฟ้องเรียกเช็คพิพาทคืนจากจำเลย โดยอ้างว่าไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระตามเช็คพิพาท โจทก์มิได้ประสงค์ถึงราคากระดาษเช็คและหนี้ซึ่งระงับไปแล้ว จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1(2)(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ก็ทำนองเดียวกัน โจทก์ไม่ประสงค์ได้กระดาษ
ส่วนโฉนดก็มี
ฎ.8676/2544
โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายฟ้องเรียกต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งมีชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จากจำเลย หาใช่ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลยไม่ แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทก็ถือว่าจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยไม่ต้องคืนต้นฉบับโฉนดเท่านั้น จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ชอบแล้ว
เดิมที่ดินเป็นที่ดินมือเปล่าที่เจ้ามรดกมอบให้จำเลยเข้าทำนาจำเลยเป็นผู้ดูแลแทนผู้ตายซึ่งป่วยเป็นอัมพาต และผู้ตายมอบให้จำเลยดำเนินการออกโฉนดที่ดินแสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมรับในกรรมสิทธิ์ของผู้ตายว่ามีเหนือที่ดินโดยสมบูรณ์ จำเลยมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อแสดงว่าตนครอบครองปรปักษ์หรือเมื่อโจทก์ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งสิทธิต่อเจ้าพนักงานที่ดิน พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ที่ว่า ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง
ฎ.1593/2521
โจทก์ฟ้องเรียกโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสิทธิ์แสดงหลักฐานกรรมสิทธิ์คืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิ์จะยึดถือไว้เท่านั้น มิใช่พิพาทกันในเรื่องกรรมสิทธิ์ของที่ดิน ผลของคดีไม่ทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเปลี่ยนแปลงแต่ประการใด จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แม้คู่ความจะติราคาโฉนดที่พิพาทไว้ด้วย ก็ไม่ทำให้กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์
อีกประเภทหนึ่งอันที่
3. คดีฟ้องให้ไปจดทะเบียนการเช่า อันนี้บังคับให้กระทำการ
ฎ.4392/2547
ต. ให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด 30 ปี และจะให้จำเลยที่ 1 เช่าต่อไปอีก 30 ปี หลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงถ้าจำเลยที่ 1 ต้องการ โดยจำเลยที่ 1 ยอมให้ ต. กู้ยืมเงิน 300,000 บาท เพื่อนำไปซื้อที่ดินพิพาท การกู้ยืมเงิน ต. จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังไม่เรียกให้ ต. ชำระดอกเบี้ยนับแต่กู้ยืมเงินแต่ให้ชำระเมื่อครบกำหนดการเช่า 30 ปี ถ้ามีการต่ออายุสัญญาเช่าเป็นงวดที่สองอีก 30 ปี จำเลยที่ 1 จะไม่เรียกร้องดอกเบี้ยดังกล่าว ดังนี้ การได้มาซึ่งที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่มีสภาพบังคับโดยสมบูรณ์ในตัวของแต่ละสัญญา สัญญาทั้งสองประเภทแม้จะผูกโยงสิทธิประโยชน์ต่อกัน แต่โดยผลแห่งสัญญาแล้ว แต่ละฝ่ายได้ป้องกันสิทธิอันจะก่อผลได้เสียภายหน้าของแต่ละสัญญาแล้ว ถ้าหากมี หาใช่ข้อตกลงที่เพิ่มภาระแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าให้ต้องปฏิบัติยิ่งกว่าหน้าที่ของผู้เช่าตามปกติ สัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่าง ต. กับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา
ข้อความตามข้อตกลงในสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเป็นแต่เพียงคำมั่นของ ต. ว่าจะให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทต่อไปเท่านั้น ยังไม่ก่อให้เกิดสัญญา แม้สัญญาเช่าเดิมจะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ แต่คำมั่นนี้ก็ยังไม่มีผลผูกพัน ต. เพราะยังไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้สนองรับก่อน ต. ถึงแก่ความตาย ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รู้อยู่แล้วว่า ต. ถึงแก่ความตายก่อนสัญญาเช่าจะครบกำหนด 30 ปี กรณีก็ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 360 ซึ่งบัญญัติว่ามิให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ คำมั่นของ ต. ย่อมไม่มีผลบังคับ และไม่เป็นมรดกของ ต. จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 เช่าให้ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1600 จำเลยที่ 1 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนต่ออายุการเช่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 อีก 30 ปีไม่ได้
ฎ.2539/2549
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อตกลง หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 200,000 บาท เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งภาระจำยอม ภาระจำยอมซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์อ้างว่าตกลงกับจำเลยเพื่อให้ได้มาดังกล่าวย่อมอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ถือได้ว่าเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งมีทุนทรัพย์ขณะยื่นคำฟ้องไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอม หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 108,000 บาท คดีจึงมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยไม่เกิน 200,000 บาท
ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทำถนนในทางพิพาท โดยจำเลยตกลงจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอม ค่าเสียหายของโจทก์มีจำนวนน้อยกว่า 100,000 บาท เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์ถมดินในทางพิพาทเพื่อประโยชน์ของตนเอง แล้วนำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต เป็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า จำเลยได้ตกลงให้โจทก์ถมดินในทางพิพาทโดยจำเลยจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมให้จริงหรือไม่ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาจำเลยทุกข้อจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคแรก กำหนดให้การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิที่มิได้ทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ยันและไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิได้เป็นการกำหนดให้นิติกรรมนั้นในส่วนที่เป็นบุคคลสิทธิตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไป นิติกรรมดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น แม้จะได้ความว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นข้อตกลงที่มิได้จดทะเบียนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ใช้บังคับกันได้ในระหว่างโจทก์กับจำเลย
เรื่องนี้อาจ งง อันนี้ฟ้องให้ไปจดทะเบียนภาระจำยอม หากในคำขอจดทะเบียนไมได้ให้ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์สองแสน
อันนี้เป็นคำขอไม่มีทุนทรัพย์ ก็ต้องห้าม หรือ ถ้ากรณีนี้เรียกค่าเสียหาย สองแสน ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าฟ้องตามสัญญาเพื่อให้ได้ภาระจำยอม ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาท
ฏีกานี้มีท้ายหมายเหต และท้ายฏีกา ที่ไม่น่าจะถือเป็นบรรทัดฐานได้ต่อไป จริงๆแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ในส่วนที่จะเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ความจริงมันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่มันมีเรื่องอื่นรวมด้วย
ต่อไปคือคดีเริ่มต้นด้วยการเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทคดีนี้ก็เริ่มต้นเป็นคดีมโนสาเร่ไม่ได้เลย แต่ถ้ามีผู้คัดค้าน ไม่ได้เจตนาเป็นเจ้าของ เกิดราคาที่ดินไม่เกินสามแสน
คือถ้ามีคนเข้ามาเกี่ยวข้องก็กลายเป็นคดีมีข้อพิพาท ก็กลับมาที่ทุนทรัพย์ อันนี้เป็นหลักเกณฑ์ ในเรื่องคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสนเป็นคดีมโนสาเร่
ครั้งหน้าจะมองในอนุมาตรา 2 พบกันวันพุธหน้าครับ
สรุปคำบรรยาย สัปดาห์ที่ 2 ชั่วโมงที่ 2 พุธ 01/12/52
สวัสดีครับท่านนักศึกษาทุกท่านครั้งนี้ก็เป็นการบรรยายครั้งที่สอง ก่อนอื่นก็แจ้งให้ทราบ อาจารย์ได้ทำคำบรรยายตัวบท วิแพ่ง 2 วิสามัญในศาลชั้นต้นก็เป็นการรวบรวมเทอมนี้ คำอธิบายก็ เชื่อมโยงกับคำบรรยายถ้าท่านจะเอาไปอ่านล่วงหน้าก่อน ทำให้เข้าใจขอบข่ายของกฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวข้องได้ดีขึ้น ก็จะดีนะครับเหมือนกับการที่เราเรียนเรื่องมโนสาเร่มันไม่เล็กน้อยมันไปเกี่ยวข้องกับการที่ไปเสียค่าขึ้นศาล มันเกี่ยวข้องกันหมด ฏีกาต่างๆแม้ไม่ใช่คดีมโนสาเร่โดยแท้แต่เราก็เอาไปเทียบเคียงได้ อย่างที่เราพูดถึงการเรียนแบบนี้เป็นการทำความเข้าใจกฎหมายทั้งระบบ ก็เป็นเบื้องต้น อีกเรื่องหนึ่งคือ วันที่ 10 ธันวาคม มีผู้ที่สองปากเปล่า อย่างน้อย ก็คือ สองพันกับสิบห้า ก็เหลือท่านทั้งหลาย เหล่านี้ ที่จะไปสมทบ จากสองพันสิบห้า ปีนี้อาจจะรับสามถึงสี่พันก็เป็นไปได้ เป็นปีประวัติศาตร์ที่มีผู้รับ มากที่สุด ก็ขอให้ท่านขยันขันแข็งมุมานะทำตารางดูหนังสือให้ดี ก็เป็นเรื่องเบื้องต้นก่อนเข้าสู่เนื้อหา คราวที่แล้วเราพูดเรื่องคดีมโนสาเร่คือคดีทุนทรัพย์อย่างเดียวไม่เกิน สามแสนบาท คือเรียกเงินหรือทรัพย์สินมาเป็นของตน ไม่เกินสามแสน แต่ถ้ามีคำขอไม่มีทุนทรัพย์มาปนอยู่ด้วยนั้น แม้ทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสน ก็ไม่เป็นคดีมโนสาเร่ ทีนี้ต่อไปคดีมโนสาเร่ประเภทที่สอง คือมาตรา 189 คือคดีฟ้องขับไล่ ในอสังที่ให้เช่าหรืออาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ สี่พันบาท ประเภทที่สองนี้จริงๆแล้วไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งจะต่างจากประเภทแรก ถ้าเราเข้าใจในจุดนี้ แล้วก็ต่อยอดไปในเรื่องพระธรรมนูญศาลยุติธรรมว่า ฟ้อง ศาลแขวงไม่ได้
เรากลับมาในเรื่องคดีฟ้องขับไล่นี้ มีการแก้ไขครั้งหลังสุดเมื่อ 2546 ในต่างจังหวัดก็คงจะยากคงเป็นคดีมโนสาเร่ทั้งหมด แต่ถ้าเป็นย่านเจริญ อย่างกรุงเทพพวกนี้คงจะเกิน คดีไม่มีทุนทรัพย์ก็เป็นคดีมโนสาเร่ได้ ที่ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์เพราะ ก็เป็นการบังคับบุคคลอื่น ส่วนค่าเสียหายที่ไม่ออกเด๋วเราพูดว่ามันจะเข้าอนุมาตราไหน
แบ่งได้เป็น
ฟ้องขับไล่ผู้เช่า
ฟ้องขับไล่ผู้อาศัย
ฟ้องขับไล่ผู้อยู่ในอสังหาริมทรัพย์โดยละเมิด อันนี้เราดูจากข้อความ ตัวบท มาตรา 189
เพราะฉะนั้นเราก็อาศัยข้อความนี้มาจำแนกได้สามประเภท กรณีฟ้องขับไล่ผู้เช่าตัวบทก็บอกว่าอันมีค่าเช่า ก็สื่อให้เห็นได้ว่า ค่าเช่าก็เป็นวัตถุแห่งหนี้ตามสัญญาเช่าทรัพย์นั่นเอง ค่าเช่าเท่าไหร่เราก็ดูได้จากสัญญาเช่านั่นแหละ อันนี้ก็เป็นตัวที่กำหนดว่าจะเป็นคดีมโนสาเร่หรือไม่ นำมาฟ้องหรือดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่ ส่วนการฟ้องขับไล่อันมีค่าเช่านี้ มันมีความหมายโดยนัยยะอื่นๆ แต่เด๋วนี้มีเรื่องที่ มีการเซ้ง มีการตกลงเช่าระยะยาวๆโดยมีการกำหนดเงินกินเปล่า หรือเงินแป๊ะเจี๊ย กรณีนี้ค่าเช่าไม่สูง ไม่กี่พันบาท แต่คนจะไปอยู่ได้ต้องจ่ายเงินค่าช่วยค่าก่อสร้าง ก็มีปัญหาที่เกิดขึ้นว่าจะคิดจากที่ระบุในสัญญาหรือที่ ทั้งหมด แน่นอนถ้าคิดจากค่าเช่านั้น เป็นคดีมโนสาเร่หมดทั้งหมดแน่ ในที่สุดก็
ฎ.3830/2540
โจทก์ฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตามหนังสือสัญญาเช่ามีข้อความเกี่ยวกับค่าเช่าว่า ค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาทและผู้เช่าชำระเงินกินเปล่าแล้ว เมื่อเงินกินเปล่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระกันล่วงหน้าจึงต้องนำมาคำนวณเฉลี่ยรวมเป็นค่าเช่าด้วย เงินกินเปล่ามีจำนวน 2,000,000 บาท กำหนดเวลาเช่า11 ปี 6 เดือน คิดเป็นค่าเช่าเฉลี่ยเดือนละ 14,492.75 บาทเมื่อรวมกับค่าเช่าปกติเดือนละ 1,000 บาท จึงเป็นค่าเช่าเดือนละ15,492.75 บาท ในขณะยื่นคำฟ้อง ซึ่งเป็นค่าเช่าที่เกินเดือนละสี่พันบาท จึงไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ปัญหาว่าเงินกินเปล่าหรือค่าเช่าล่วงหน้าเป็นเงินจำนวน250,000 บาท ตามที่ระบุในสัญญาเช่าที่โจทก์ฟ้อง หรือเป็นจำนวนเงิน2,000,000 บาท ตามที่จำเลยอ้าง กรณีก็ไม่ต้องห้ามที่จะนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาเช่าตามมาตรา 94(ข) เพราะข้อโต้เถียงเรื่องค่าเช่ามิใช่ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงมิใช่กรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง
ก็คือต้องคิดคำนวณจาก การถั้วเฉลี่ยสมมุติว่าทำสัญญาสิบห้าปี จ่ายหนึ่งล้านก็ต้องนำมาหาร ได้เท่าไหร่ก็ต้องมาทอนเป็นปี และก็มาถอนเป็นเดือน ค่าเช่าคิดมาเฉลี่ย ก็ถือว่าอันนี้แหละเป็นการฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังฯ ปัจจุบันต้องเกินกว่าเดือนหล่ะสามหมื่นจึงจะเป็นคดีมโนสาเร่ แต่เราเอาหลักกฎหมายของศาลฏีกามาคิดอยู่ ปัจจุบันถ้าถั้วแล้ว ก็เกินแน่อย่างไรก็ไม่ใช่คดีมโนสาเร่ อันนี้ก็เป็นที่เข้าใจ หลักเกณฑ์นี้ความจริงน่าจะวินิจฉัยในคดีมโนสาเร่แต่ไปนำไปใช้ในคดีต้องห้าม คดีเหล่านี้ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฏีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้จะสู้ได้สามศาล ก็เป็นคดีมโนสาเร่ เพราะค่าเช่าไม่เกินสามหมื่น
โจทก์ก็ต้องกะประมาณค่าเช่ามา ก็ยังถึงกรณีนี้ ศาลฏีกาก็ว่ายังคงให้เช่าได้เดือนละไม่เกิน สามหมื่นบาทก็เป็นคดีมโนสาเร่ ถ้าโจทก์ตั้งค่าเช่าต่ำไปศาลก็ต้องเป็นผู้ตีราคา หลักเกณฑ์นี้ก็มาจากการคิดคำนวณค่าเช่าที่ยังเถียงกันอยู่การฟ้องขับไล่ผู้เช่าหรือผู้อาศัย ถ้าค่าเช่าไม่เกินเดือนละสามหมื่นแล้วเกิดมีค่าเช่าที่ติดก่อนวันฟ้องหล่ะ สมมุติค่าเช่าเดือนหล่ะหมื่น ติดมาสามปี เป็ฯสามแสนหก และฟ้องขับไล่ด้วย ถ้าดูตามอนุมาตรา สองก็เป็นคดีมโนสาเร่ แต่โจทก์ไม่ได้ขอให้ขับไล่อย่างเดียว ยังขอให้ชำระค่าเช่าที่ค้างอีก ในส่วนฟ้องเรียกเงินของโจทก์กรณีนี้มันเกินกว่าสามหมืนไม่เป็นคดีมโนสาเร่ แต่ถ้าฟ้องขับไล่ออกจากอสังฯ แล้วเสียค่าค่าเช่าแค่เก้าเหมือนก็เป็นคดีมโนสาเร่ ก็เป็นการฟ้องเรียกเงินที่ค้าง เมื่อใช้สิทธิมารวมกันก็เป็นคดีมโนสาเร่ทั้งสองส่วน อีกพวกหนึ่งคือการฟ้องขับไล่ไม่มีทุนทรัพย์ ก็เกิดขึ้นมากในสังคม แน่นอนคนให้เช่าก็อยากให้คนที่ค้างค่าเช่าออกไป มันจึงเป็นคดีอย่างนี้ไป ก็เลยจัดเป็นคดีที่เกิดขึ้นมากมายจัดเป็นคดีมโนสาเร่ ต่อไป การคำนวณทุนทรัพย์ในเรื่องมาตรา 190 เราบอกฟ้องเรียกตัวทรัพย์หรือเรียกเงินราคาไม่เกินสามแสนคิดจากอะไร เกี่ยวพันไปถึงเรืองอื่น อุทธรณ์ฏีกาได้หรือไม่ โดยการคำนวณทุนทรัพย์ในมาตรา 190 ก็เกี่ยวข้องในเรื่องอื่นๆด้วย ในมาตรา 190 ก็พูดถึงว่าจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาอันพิพาทกันในคดีนั้น ให้คำนวณดังนี้ ก็คือพูดถึงหลักเกณฑ์ในการคำนวนคือจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาให้คำนวณตามคำเรียกร้องของโจทก์ อยู่ตรงที่คำขอบังคับท้ายฟ้องนั่นเอง ในมาตรา 142 ที่ไม่ให้ศาลพิพากษาเกินไปกว่าที่คำนวณในฟ้อง ให้คำนวณตามคำเรียกร้องของโจทก์ ก็ต้องถือตามคำเรียกร้องของโจทก์ ขอให้ชำระค่าสินไหมทดแทน ก็ต้องถือว่าหนึ่งแสนบาทก็เป็นคดีมโนสาเร่อย่างไรก็ตัดสินเกินคำขอของโจทก์ไม่ได้อยู่แล้ว โจทก์บรรยายมาเยอะแล้วมาขอสามแสนบาทก็ต้องถือว่าสามแสนบาทตามที่เรียกร้อง โจทก์เอาสัญญากู้เงินหนึ่งล้านมา แล้วมาขอท้ายฟ้องเพียงสามแสนบาทก็เป็นคดีมสาเร่เพราะทุนทรัพย์ที่เรียกร้องไม่เกิน
ส่วนดอกผลอันมิถึงกำหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคำฟ้อง ห้ามมิให้คำนวณเข้าด้วย ในเรื่องดอกผลนี้ยังไม่ถึงกำหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคำฟ้องนี้ก็ไม่นับรวมสมมุติว่าจำเลยกู้เงินไปสองแสนห้า แต่ถ้านับแต่วันฟ้องต่อไปจนกว่าพิจารณาเสร็จก็เป็นสามแสนหนึ่งหมื่นบาทมันเกิน ดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดในวันฟ้องเค้าไม่นำมาคำนวณด้วย แต่ดอกเบี้ยจำนวนนี้ไม่ถึงกำหนดในวันฟ้อง ก้ต้องถือว่าทุนทรัพย์คดีนี้มีสองแสนแปดหลักเกณฑ์ในการคิดเช่นนี้ก็มีแนวฏีกาเดิม
อุทธรณ์ห้าหมื่น ต้องห้าม ฏีกา สองแสนต้องห้าม ทีนี้ในศาลชั้นต้นตัดสินดอกเบี้ยก็เดินสิครับ ผ่านไปสามปี ก็เกินห้าหมื่นหรือไม่เกิน ก็เห็นสองแนว แนวที่หนึ่งก็จำเลยจ่ายเงินที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ อีกฝ่ายหนึ่งบอกคดีนี้หนึ่งหมื่นบาท ไม่เอามาคำนวณ ก็เป็นสองความเห็ฯ
1926/2537 ก็วินิจฉัยว่าดอกผลยังไม่รวมถึงจำนวนทุนทรัพย์ แต่จริงๆก็คือคดีสี่หมื่นกว่านั่นเอง ก็เอามาตรา 190 มาใช้ เมือยื่นคำฟ้องมีเฉพาะต้นเงิน สามแสนพอดีไม่เกิน ก็เป็นคดีมโนสาเร่ส่วนดอกเบี้ยชอนับแต่ยื่นฟ้อง ดอกเบี้ยหลังฟ้องไม่นำมาคำนวณ ส่วนดอกเบี้ยหลังฟ้องคำนวณอยู่แล้ว ถือตามมาตรา 191 หลังพ้องไม่เอามาคิด 8019/2521
ดอกผลในอนาคตไม่อาจนำมาคำนวณเป็นราคาทุนทรัพย์ได้ คำนวณเฉพาะค่าเสียหายก่อนฟ้อง ต่อไปในตัวบทอนุมาตราหนึ่งหรือค่าธรรมเนียมศาลซึ่งอาจเป็นอุปกรณ์ไม่อาจนำมาคำนวณเข้าด้วยหมายความว่าในคดีแพ่งนั้น กำหนดให้ผู้ที่ต้องรับผิดคือคนแพ้คดี เวลาโจทก์มายื่นคำฟ้องก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลระหว่างเบิกความก็ต้องเสียค่าป่วยความให้แก่พยานเงินจำนวนนี้แหละรวมเป็นค่าฤชาธรรมเนียมเงินจำนวนนี้จะนำมารวมเป็นทุนทรัพย์หรือไม่ก็เป็นอันเดียวกับดอกเบี้ย ตามสิทธิที่โจทก์พึงจะมีพึงได้ แต่ค่าธรรมเนียมเหล่านี้เป็นเรื่องอนาคตทั้งนั้นก็เช่นเดียวกับดอกผลหรือดอกเบี้ยต่อไปอนุมาตรา 2 การคำนวณทุนทรัพย์นั้น กรณีเป็นข้อสงสัยให้ศาล กะประมาณตามที่เป็นอยู่ในการยื่นฟ้องคดีก็เป็นเรื่องที่ทนายความต้องระมัดระวัง
แต่มันต้องมีคำขอรอง ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็เอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าโอนไม่ได้ก็ให้ชำระเป็นจำนวนเงินนะ ตามจำนวนทุนทรัพย์ กรณีอย่างนี้ต้องตั้งจำนวนทุนทรัพย์ให้ตรงกับความเป็นจริง
ต่อไป อนุมาตรา 3 ก็เป็นการคิดคำนวณว่าจะเป็นคดีมโนสาเร่หรือไม่ มาตรา 190 ( 3 ) บอกว่าการคำนวณทุนทรัพย์แบ่งเป็นสองกรณีนะครับ
คดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินอันมีข้อหาหลายข้อ
ฎ.3601/2530
ศาลชั้นต้นได้รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาจนกระทั่งจำเลยให้การและศาลนัดชี้สองสถานแล้ว จึงได้พบเห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องรวมกันมาทั้ง ๆ ที่แต่ละคนสามารถฟ้องได้โดยลำพังตนเอง น่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมศาล จึงได้กำหนดเวลาให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมศาลเสียให้ถูกต้อง อันเป็นคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ไม่ใช่มาตรา 18 วรรคสอง เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ก็เป็นการทิ้งฟ้อง ศาลมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความได้ตาม มาตรา 132 และกรณีนี้ไม่เข้าเหตุใดเหตุหนึ่งที่ศาลจะมีอำนาจสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลให้โจทก์ได้ตาม มาตรา 151 ในกรณีที่ทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันได้ หรือโจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องที่สามารถจะฟ้องคดีได้โดยลำพังตนเอง หากโจทก์ฟ้องรวมกันเป็นคดีเดียว ค่าขึ้นศาลต้องคำนวณตามทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้อง.
ต่อไปกรณีฟ้องจำเลยหลายคน กรณีนี้แยก ตัวบทบอกว่า แม้รวมจำเลยหลายคนนั้น เป็นมโนเสเร่ก็ตาม
กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยหลายคน ก็ถือว่าคดีนั้นเป็นคดีมโนสาเร่ มาจากการคิดทุนทรัพย์มาจากการต้องห้ามอุทธรณ์ฏีกานั่นเอง
แต่อย่างไรก็ตามการที่โจทก์ฟ้องจำเลยหลายคนโดยหลักต้องฟ้องเป็นรายจำเลยแต่ละคน ถ้ามาฟ้องรวมกัน ก็ต้องมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันนะครับ
ขั้นตอนของการฟ้องคดีมโนสาเร่ ต่อศาลกรณีที่หนึ่งคือ ศาลที่จะรับฟ้องคดีมโนสาเร่ ก็ต้องแบ่งตามประเภทคดี ก็ต้องเกี่ยวข้องกับพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
ตามอนุมาตรา 1 ศาลแขวง ก็เท่ากับผู้พิพากษาคนเดียว พิพาทกันไม่เกินสามแสนบาท คดีมโนสาเร่ ก็ต้องยื่นฟ้องต่อศาลแขวงเท่านั้น ในท้องที่ที่มีศาลแขวงก็ต้องฟ้องต่อศาลแขวงเท่านั้น แต่ยังมีเว้นศาลจังหวัดใหญ่ ๆ
ต้องยื่นไปฟ้องคดีต่อศาลแขวง ศาลจังหวัดไม่ได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะเป็นคดีมโนสาเร่ ถ้าจำเลยมีภูมิลำเนาในกรุงเทพก็ต้องไปฟ้องศาลแพ่ง
จะยื่นฟ้องต่อศาลแขวงไม่ได้
5100/2545
โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดราชบุรีขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลจังหวัดราชบุรีชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่
วิธียื่นฟ้องมโนสาเร่ เปิดดูมาตรา 191 การยื่นฟ้องบัญญัติให้ทำได้สองวิธี วรรคหนึ่ง วิธีฟ้องคดีมโนสาเร่นั้นอาจฟ้องเป็นหนังสือ หรือแถลงด้วยวาจาก็ได้
อันนี้ก็ต้องทำด้วยผู้ที่มีความรู้ ต้องใช้ทนายความ อย่างนี้การที่กฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินคดีอย่างเรียบง่าย คนธรรมดาอาจทำไมถูก วรรคสองเลยให้อำนาจศาลในการช่วยเหลือ แต่ถ้าเป็นคดีสามัญนี้ ศาลไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้นะครับ
ฟ้องคดีด้วยวาจาต่อศาลที่มีเขตอำนาจ คำว่าโจทก์นี้ก็หมายถึงคนที่มีอำนาจหน้าที่แทนโจทก์ด้วย เช่นกรณีผู้เยาว์ฟ้องคดีมโนสาเร่ก็ มีอำนาจแทนศาล หรือผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีหรือดำเนินคดีแทนโจทก์หรือรวมถึงทนายความ
การเสียค่าขึ้นศาลก็ให้เสียตามตาราง 1 แต่ค่าขึ้นศาลรวมกันแล้วไม่เกินหนึ่งพันบาท โดยหลักเสียตามทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องคืออัตรา ร้อยละสอง ถ้าฟ้องหนึ่งหมื่นก็เสียสองร้อย แต่รวมกันแล้วอย่างไรก็ไม่เกินหนึ่งพัน
อันนี้เป็นคดีมโนสาเร่เป็นคดีมีทุนทรัพย์ 190 จัตวาให้เสียค่าขึ้นศาลแล้วไม่เกินหนึ่งพัน
ค่าขึ้นศาลในอนาคต คิดจากหนี้ในอนาคตถ้าเป็นคดีสามัญต้องเสียแต่พอเป็นคดีมโนสาเร่ไม่คิด
ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฏีกานั้นแล้วแต่กรณี เป็นหนี้โจทก์จริง ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์
มีฏีกาปี 50
ฎ.7679/2550
คดีมโนสาเร่คู่ความต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 190 จัตวา วรรคสอง ส่วนสิทธิในการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงของคู่ความต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 224
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จซึ่งโจทก์คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 43,800 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 93,800 บาท จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นเงิน 93,800 บาท เกินกว่าห้าหมื่นบาทไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224
ข้อที่ 4 การสั่งคำฟ้องของศาลในคดีมโนสาเร่
ก็ยื่นฟ้องไปแล้วศาลรับคำฟ้องไปแล้ว เป็นคดีสามัญก็ฟ้องแบบคดีมโนสาเร่ได้
เกิดในการยื่นฟ้องนั้นเป็นคดีมโนสาเร่ แล้วต่อมาทำให้เป็นคดีสามัญได้สามกรณี
192 วรรคสองกับวรรคสี่
คือ กรณีที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ในมาตรา 192 วรรคสอง คือถ้าคดีนั้นไม่เป็นคดีมโนสาเร่ ได้อย่างคดีสามัญก็ให้พิจารณาได้อย่างคดีสามัญ ทุนทรัพย์ ไม่เกินสามแสนบาทก็เป้นคดีมโนสาเร่ ตามมาตรา 179 อนุมาตรา 1 กรณีนี้ก็เกิดปัญหาขึ้นได้นะครับ กรณีนี้ในทางปฏิบัติ เพราะคดีดังกล่าวถอนฟ้องไปแล้ว อันนี้ก็เป็นเหตุหนึ่งที่เราจะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความให้ถูกต้อง ก็ใช้วิธีแก้ฟ้องให้ถูกต้อง
ในทางตรงกันข้ามโจทก์ฟ้องคดีสามัญ ต่อศาลที่มีเขตอำนาจต่อมายื่นคำร้องแก้ไขคำฟ้องลดจำนวนทุนทรัพย์ลงไม่ถึงสามแสน
561/2491
เช่าที่ดินปลูกตึกโดยมีข้อสัญญาว่าจะให้ตึกที่ปลูกตกเป็นของเจ้าของที่ดินในภายหน้านั้น เมื่อถึงกำหนดแล้วตึกย่อมตกเป็นของเจ้าของที่ดินตามสัญญาในฐานะเป็นส่วนควบที่ดินหาจำต้องไปทำการโอนไม่(อ้างฎีกาที่ 561/2488)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินปลูกตึกโดยตกลงให้ตึกตกเป็นของโจทก์ครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยไม่ยอมโอนตึกให้เป็นของโจทก์ จึงขอให้ศาลแสดงว่า ตึกตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และขอให้จำเลยไปทำการโอนให้ดังนี้เป็นเรื่องขอให้ศาลแสดงสิทธิตามสัญญาและบังคับให้จำเลยไปทำการโอนตามสัญญา แม้จำเลยจะต่อสู้ว่าตามสัญญาตึกยังคงเป็นของจำเลย ก็เป็นเรื่องต่อสู้ในทางแปลสัญญา จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ตกอยู่ในอำนาจศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ต่อศาลแขวง แม้จำเลยจะฟ้องแย้งเรียกจำนวนเงินเกินอำนาจของศาลแขวง ก็ไม่ทำให้คดีเดิมที่โจทก์ฟ้องเสียไปเพราะคดีเดิมโจทก์ฟ้องอยู่ในอำนาจศาลแขวงอยู่แล้ว เมื่อจำเลยนำคดีของตนไปฟ้องแย้งยังศาลแขวง ศาลแขวงก็บังคับให้ตามคำฟ้องแย้งของจำเลยไม่ได้ คงถือว่า ข้อที่จำเลยฟ้องแย้งเป็นแต่เพียงข้อต่อสู้ฟ้องเดิมของโจทก์ข้อหนึ่งเท่านั้น