สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน สัมมนา วิแพ่ง ครั้งที่ 2 สอนเมื่อ พุธ 2/12/09 ท่านอาจารย์สุวรรณ ตระการพันธุ์ ผู้บรรยาย

750 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Dec 8, 2009, 10:45:02 PM12/8/09
to LAWSIAM
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สุวรรณ ตระการพันธุ์ ผู้บรรยาย ,  บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

สรุปคำบรรยาย  สัปดาห์ที่ 2 ชั่วโมงที่ 2 พุธ 2/12/52

ลองมาพิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง ในเรื่องการสาบานตนของพยานมีข้อพิจารณาอยู่สองกรณี หลักการวินิจฉัยของศาลต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงแห่งคดีก่อนว่ามีแค่ไหนเพียงไร

            พยานไม่ได้สาบานตัวมีผลเพียงไร กฏหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 112 ว่าก่อนเบิกความต้องสาบานตนเว้นแต่กรณีผู้ที่กฏหมายพิจารณาว่าผิดระเบียบแต่ก็ไม่ได้ตัดไปเสียเลย อันนี้เป็นวิธีการที่ปฏิบัติในศาล อันนี้ก็เป็นไปตามฏีกา 1040/2527 ก็คือเป็นหลักว่าโจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีอนาถาโดยไม่ได้สาบานตัว เป็นเรื่องที่โจทก์และเจ้าหน้าที่ศาลไม่ได้บัญญัติ ไว้ด้วยความยุติธรรม แม้ว่าในคดีนี้จะเป็นเรื่องสาบานตัว ก็พอจะนำมาใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาก่อนเบิกความถ้าหากพยานไม่ได้สาบานตัวอันนี้เป็นเรื่องกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถ้าความปรากฏแก่ศาลแม้ในศาลฏีกามีอำนาจให้แก้ไข แล้วให้เบิกความใหม่ อันนี้เป็นเรื่องที่พยานไม่ได้สาบานตัว

            เรื่องสาบานยังมีอีกนิด แต่ถ้าเป็นเรื่องที่พยานไม่มาศาล การมอบอำนาจให้บุคคลอื่นฟ้องคดี พอในชั้นเบิกความในศาลนี้ กลัวสาบาน ก็ให้นาย ข ผู้มอบอำนาจรับมอบอำนาจและเบิกความ แต่นาย ข ไม่ใช่ตัวความ ก็เป็นเรื่องขอเท็จจริง เป็นคดีเรื่องหนึ่ง ว่าด้วยเกี่ยวกับการฟ้อง ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดจากการใช้เช็ค ก็เบิกความว่าเช็คนี้ในการจ่ายมีการลงวันที่ กรณีเช่นนี้ศาลก็บอกว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด แต่พอเราฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย ผู้ได้เช็คมาจากจำเลยไม่มาเบิกความ ผู้รับมอบจะรู้ได้อย่างไรว่าได้มีการลงวันที่แล้วหรือยัง เมื่อตัวความไม่มาศาลเพราะไม่กล้าสาบานทำให้น้ำหนักลดน้อยลง

            การที่พยานฟังพยานคนก่อนเบิกความต่อหน้าตนมาแล้ว อันนี้เป็นพยานคู่มาเบิกความในข้อเท็จจริงเดียวกันปกติพยานคู่เบิกความได้สอดคล้องต้องกัน พยานคู่เบิกความแตกต่างขัดกันเป็นพิรุธอันนี้ก็เป็นถ้อยคำที่ศาลรับฟังเป็นทั่วไป กฏหมายจึงบัญญัติไว้ในมาตรา 114  ว่าศาลมีอำนาจสั่งพยานอื่นที่อยู่ในห้องพิจารณาให้ออกไปเสียได้ แต่ถ้าได้นั่งฟังอยู่แล้ว ถ้าศาลเห็นว่าคำเบิกความเช่นว่านี้เป็นที่น่าเชื่อฟังได้ สามารถให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลเปลี่ยนแปลงไปได้ ก็อาจถือว่าเป็นการผิดระเบียบก็เป็นได้ แต่กฏหมายมาตรา 114 ให้อำนาจศาลว่าทำให้การรับฟังพยานของศาลเปลี่ยนแปลงไปได้หรือไม่ หรือเฉพาะอย่างยิ่งมีพยานอย่างอื่นเบิกความไปแล้ว อย่างนี้เป็นต้นก็ไม่ทำให้คำพยานนั้น มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยต่อศาล ฏีกาที่

3026/2533  

กรณีที่พยานคนใดเบิกความโดยฟังคำพยานคนก่อนเบิกความต่อหน้าตนมาแล้ว แม้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะอ้างว่าศาลไม่ควรฟังคำเบิกความเช่นว่านี้เพราะเป็นการผิดระเบียบ ก็มิได้เป็นการบังคับมิให้ศาลรับฟังคำพยานดังกล่าวโดยเด็ดขาด เมื่อยังไม่ปรากฏว่าพยานจะเบิกความเป็นที่เชื่อถือฟังได้หรือไม่ และสามารถทำให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลเปลี่ยนแปลงไปได้หรือไม่ จึงสมควรให้พยานเบิกความไปก่อนเพื่อศาลจะได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังว่าเป็นการผิดระเบียบหรือไม่ ยังไม่ควรงดสืบพยานเช่นนี้.

 

            ก็มีคำพิพากษาฏีกาอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่ว่า การเบิกความต่อหน้าพยานอีกคนหนึ่งต้องเป็นเรื่องพยาน ฝ่ายเดียวกันไม่ใช่พยานฝ่ายตรงข้ามหมายความว่าถ้าจำเลยอ้างพยานสองคน คนหนึ่ง ก เบิกความ ข เบิกความอย่างนี้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องพยานโจทก์เบิกความ นาย ข เป็นพยานจำเลย มาฟังอย่างนี้ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าวไปนี้

2021/2543

แม้โจทก์และจำเลยจะอ้าง ท. เป็นพยาน แต่ตอนที่ ท. เบิกความได้เบิกความในฐานะพยานจำเลย หาได้เบิกความในฐานะพยานโจทก์ด้วยไม่ ว. และ อ. พยานโจทก์ซึ่งนั่งฟัง ท. เบิกความ จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114

 

เรามาดูอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่ว่าถามพยานปากนั้นยังไม่เสร็จ หันไปถามพยานอีกปากหนึ่งอันนี้ก็เป็นปัญหาที่เราต้องพิจารณา ถ้าไม่เคยได้รับทราบเลยก็งงนะครับ ก็คิดว่าข้อสอบที่ผ่านมาเป็นหลักเหลือเกิน มันก็ไม่มีอะไรออกแล้วสิครับ เลยมีการนำบทบัญญัติวิธีปฏิบัติมาทดสอบเยอะ และข้อปฏิบิตเล็กน้อยของศาลนี้มีความสำคัญยิ่งสำหรับการสอบผู้ช่วย

            ในการดำเนินคดี กฏหมายให้การแก้ไขให้ฝ่ายที่อ้างพยานถามพยาน หลังจากถามค้านแล้วก็ให้ฝ่ายอ้างพยาน ถามติง เว้นแต่จะขออนุญาตศาลก็ถามได้เพื่อความยุติธรรม

            วิแพ่งแก้ไขใหม่เมื่อ เร็วๆนี้ใช้วิธีการสืบพยานโดยการแก้ไข มาตรา 120/1  เพิ่มเติมให้ส่งคำพยานให้ผู้ที่ส่งสาร

            อันนี้เป็นเรื่องที่ว่าได้ถามไปบางส่วนแล้ว เพราะไม่มีกฏหมายห้ามไม่ให้ศาลรับฟังแต่เป็นเรื่องศาลเอาคำพยานนั้นมาชั่งน้ำหนักพยาน คือคำนึงถึงว่าฝ่ายไหนน่าเชื่อมากกว่ากัน เป็นการว่าพยานฝ่ายไหนมีเหตุผลพอฟังได้มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งอันนี้เป็นหลักการใช้ดุลพินิจ

            ก็กลับมาเรื่องที่ค้างในคราวที่แล้ว เราจะได้พูดกันต่อไปถึงเรื่องเขตอำนาจศาล ผมเคยพูดไว้ในชั่วโมงที่แล้ว ว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ทำให้ฟ้องได้อีกเยอะ มีนิดเดียวที่ฟ้องไม่ได้ ปกติก็จุดรวมอยู่ที่มาตรา 4 อันอื่นก็ปลีกย่อย ส่วนมาตรา 3 เป็นมาตราที่ถือว่าจำเลยมีภูมิลำเนา กว้างขวางมาก แม้เคยมาอยู่ในไทยแต่ตอนนี้ไม่อยุ่แล้วก็ฟ้องได้ แม้กระทั่งว่าจำเลยเป็นบริษัทต่างประเทศมาเช่าบูท ในไทย ต่อมาก็ฟ้องได้ถ้าอยู่ในสองปี ก็ถือว่าเป็นภูมิลำเนา ในมาตรา 4 เป็นบทบัญญัติหลักที่จะฟ้อง ไม่ใช่แค่ภูมิลำเนาหรือที่มูลคดีเกิด เวลาดูให้ดูในเรื่องที่เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นอันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ก็ไม่เข้าหลักทั่วไปตามมาตรา 4 เรื่องเขตอำนาจศาลข้อสำคัญก็คือมูลคดีเกิดกับภูมิลำเนาซึ่งเป็นหลักใหญ่แล้วมีข้อที่กำหนดไว้ นอกจากภูมิลำเนา เรามาดูมาตรา 3 เสียก่อน ในมาตรา 3 เขาว่าเพื่อประโยชน์ในการเสนอคำฟ้อง

            ดูตัวบทมาตรา 3

            ศาลแพ่งเท่านั้นที่เป็นศาลที่มีเขตอำนาจ อันนี้ก็เป็นกรณีตามวงเล็บหนึ่งซึ่งตามวงเล็บสอง ว่า จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร ถ้าหากว่าเคยมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร ภายในสองปีก่อนฟ้องก็ถือว่าจำเลยนี้ มีภูมิลำเนาที่จำเลยเคยอยู่ก่อนฟ้อง ถ้าหากว่า ( ข ) เคยประกอบกิจการ โดยมีบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นตัวแทน ถือว่าเป็นภูมิลำเนาของจำเลย

            คือถ้ามีคนต่างชาติมาขายของเด็กเล่นที่สนามหลวง ก็ฟ้องที่ศาลไหนอันนี้มันเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ ก็เข้านะครับ มาขายที่สนามหลวงก็ประกอบกิจการในราชแล้ว เขาไม่ได้บอกว่าต้องมีถิ่นที่อยู่แน่นอน เป็นบุคคลธรรมดาก็ได้ สถานที่ใช้ในการประกอบกิจการ คือสนามหลวงก็ฟ้องต่อศาลแพ่งได้ แต่ มีปัญหาว่าการส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องจะทำอย่างไร ไม่เกี่ยวกับเรื่องเขตอำนาจศาลไม่ต้องกังวลว่าส่งได้ไม่ได้ ที่ไหนเท่านั้น เรามาดูตัวอย่างตามคำพิพากษาฏีกา นักศึกษาจะได้นำไปพิเคราะห์ดูว่ากรณีเช่นไร ต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลไหน ตัวอย่างแนวคำวินิจฉัยของศาลฏีกา เรามาดูเรื่องคดีฟ้องเรียกเงินตามเช็ค อันนี้เป็นกรณีที่จำเลยออกเช็คโจทก์เป็นผู้ทรงเข็คปรากฏว่าเช็คนั้นขึ้นเงินไม่ได้ ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ที่แห่งใดเป็นที่ที่มูลคดีเกิดครับ

            ออกเช็คที่เชียงใหม่ สั่งจ่ายที่กรุงเทพ นำไปขึ้นเงินที่กรุงเทพ ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน มูลคดีเกิดที่ไหน มันเกิดเมื่อไหร่ คือทุกอย่างเราต้องพิเคราะห์ถึงเรื่องการโต้แย้งสิทธิ อันทำให้เกิดอำนาจฟ้องเกิดขึ้นเมื่อใด นอกจากนั้นเราต้องพิเคราะห์ว่ามูลคดีเรื่องนั้นเกิดขึ้นต้องปฏิบัติอย่างไร มันจะมีผลแล้วหรือยัง อย่างเช่นสัญญาเช่าซื้อ ได้ลงนาม ถึงคู่กรณีทั้งสองฝ่าย เมื่อสมบูรณ์แล้วจึงเป็นกรณีที่มูลคดีเกิด เราเมื่อรู้แล้วก็ไปฟ้องศาลที่มูลคดีเกิด ที่ที่จำเลยออกเช็คให้ มูลคดีเกิดหรือยังครับ มูลคดียังไม่เกิดหรอกครับ ยังไม่มีการโต้แย้งเลย มูลคดีจะเกิดก็ต่อเมือถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เราจะเกิดสิทธิเรียกร้องให้ใช้เงินตามเช็ค อย่างนี้เรามาฟ้องเขามูลคดียังไม่เกิด มูลคดีก็เกิดเมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

            ฎ. 7255/2539

สำเนาภาพถ่ายเช็คและสำเนาภาพถ่ายใบคืนเช็คเอกสารท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธถึงความถูกต้องของเช็คและใบคืนเช็คดังกล่าว เมื่อธนาคารตามเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ย่อมถือได้ว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ที่ศาลดังกล่าวได้ ตามป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยออกเช็คตามฟ้องเพื่อชำระหนี้เงินยืมให้โจทก์ แล้วธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทุกฉบับโดยระบุรายละเอียดของเช็คทุกฉบับพร้อมกับแนบสำเนาภาพถ่ายเช็คและสำเนาภาพถ่ายใบคืนเช็คมาท้ายฟ้องพร้อมทั้งคำขอบังคับ ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 172 วรรคสอง ครบถ้วนแล้วส่วนมูลหนี้ตามเช็คจะเป็นการชำระหนี้สำหรับการกู้เงินครั้งใดเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่จำเลยฎีกาว่าการที่ศาลรับฟังเช็คและใบคืนเช็คตามฟ้องโดยไม่มีการสืบพยานแล้วพิพากษาให้จำเลยรับผิดโดยโจทก์เพียงแต่ระบุว่าเป็นหนี้จากการกู้ยืมหาเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งหมดได้ไม่นั้น ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับฟ้องเคลือบคลุม แต่เป็นปัญหาว่าตามคำฟ้องและคำให้การจะมีประเด็นที่ต้องสืบพยานกันต่อไปหรือไม่ ไม่มีผลทำให้ฟ้องที่ไม่เคลือบคลุมนั้นเปลี่ยนแปลงไป

ฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คตามฟ้อง จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธไว้ กลับให้การว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องให้บุคคลอื่น จึงฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท

เช็คตามฟ้องทุกฉบับเป็นเช็คสั่งจ่ายเงินสดหรือสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ ย่อมโอนไปเพียงด้วยส่งมอบให้กัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 918เมื่อเช็คตามฟ้องตกมาอยู่ในความครอบครองของโจทก์ในฐานะผู้ถือ โดยจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์รับโอนเช็คมาโดยไม่สุจริตแต่ประการใด เพราะจำเลยให้การแต่เพียงว่าโจทก์จะได้รับเช็คตามฟ้องมาอย่างไร จำเลยไม่ทราบย่อมไม่มีประเด็นที่จำเลยจะนำสืบว่าโจทก์ครอบครองเช็คมาโดยสุจริตหรือไม่จึงต้องฟังว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 904 ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องให้แก่ ม.เป็นการชำระดอกเบี้ยล่วงหน้าเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เป็นการยกข้อต่อสู้โจทก์ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างจำเลยผู้สั่งจ่ายกับ ม.ผู้ทรงคนก่อนแต่คำให้การของจำเลยมิได้กล่าวอ้างต่อสู้ว่าโจทก์รับโอนเช็คตามฟ้องจาก ม.ด้วยคบคิดกันฉ้อฉลกับโจทก์ จำเลยย่อมไม่มีประเด็นจะนำสืบในข้อนี้ ดังนั้นจำเลยซึ่งลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทซึ่งเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นในฐานะผู้สั่งจ่าย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 และ 914ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยนั้นชอบแล้ว

 

            ทีนี้มีข้อพิจารณาว่า นอกจาก ศาลที่มูลคดีเกิดแล้วจะฟ้องที่ไหนได้อีก มาตรา 4 เราไม่ฟ้องที่ธนาคารตั้งอยู่แล้ว เราฟ้องศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาได้อีกนะครับ

เรื่องเช็คนี้มันเป็นเรื่องที่มูลคดีอาจเกิดได้หลายท้องที่ เช่นกรณีที่ชำระหนี้ เช่นการแลกเงินสดออกเช็คไปมันมีข้อตกลงกันการแลกเงินสดอีกอันหนึ่ง อย่างนี้ศาลฏีกาได้วินิจฉัยไว้ว่าเป็นที่ที่มูลคดีเกิดกับการแลกเงินสดนั้น ไม่ใช่ว่าที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

ฎ.7212/2545

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) บัญญัติให้เสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ คำว่ามูลคดีเกิดขึ้น หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คโดยบรรยายว่า เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ได้นำเช็คไปเข้าบัญชีที่ธนาคารสาขาชุมแพ (จังหวัดขอนแก่น) เพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ส่วนสถานที่ตั้งของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล โจทก์ระบุในคำฟ้องชัดเจนว่า ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 819/5 หมู่ที่ 1 จังหวัดขอนแก่น โดยมิได้บรรยายถึงสถานที่ตั้งแห่งอื่นอีก ดังนั้น สถานที่ที่จำเลยที่ 2 นำเช็คมาแลกเงินสดจึงได้แก่สถานที่ที่โจทก์ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งย่อมเกี่ยวข้องกับเหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ศาลจังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1)

แสดงว่าสถานที่แลกเช็คก็เป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดได้เหมือนกัน

1646/2537

การที่สลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ถูกลักไปในท้องที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ในเขตศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา และโจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระนครศรีอยุธยาไว้ด้วย แต่มูลคดีคือเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิ อันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องเอาคืนสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลย ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยรับไว้โดยทุจริต แต่ตามคำฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือได้กระทำการโดยทุจริต ในอำเภอพระนครศรีอยุธยา หรือท้องที่ในเขตอำนาจศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา มูลคดีจึงมิได้เกิดในเขตศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาไม่ได้

อันนี้ไมได้อ้างว่าลักอย่างไร เป็นเรื่องที่สลากกินแบ่ง หายไป จำเลยไม่มีภูมิลำเนาที่ในเขตอำนาจในศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา มูลคดีไม่เกิดก็ไม่มีอำนาจฟ้อง ก็บรรยายไปตอนวิแพ่งมาตรา 223 ทวิ อุทธรณ์ในข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฏีกา ศาลฏีกาก็วินิจฉัยว่าแม้ว่าสลากกินแบ่งหายไป ไม่เกี่ยวกับจำเลย แต่นี่คนร้ายลักไปในเขตนั้น แต่เป็นเรื่องจำเลยรับซื้อไว้อีกที่หนึ่ง

ก็เป็นฏีกาเรื่องเกี่ยวกับมูลคดีเกิดอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่หากมีกฎหมายสาระบัญญัติๆไว้ ในกรณีที่สมบูรณ์ได้ เมื่อมีการเช่าซื้อแล้ว ก็ถือว่าสัญญานั้นสมบูรณ์ที่ไหนมูลคดีเกิดขึ้นที่นั้น

ฎ.2586/2540

          สัญญาเช่าซื้อจะต้องทำเป็นหนังสือซึ่งต้องลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มิฉะนั้นจะเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ดังนั้นแม้มีการจัดทำหนังสือสัญญาเช่าซื้อให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้เช่าซื้อที่จังหวัดลพบุรีแล้ว แต่ยังไม่มีการลงลายมือชื่อคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้เช่าซื้อ จึงยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์เมื่อมีการส่งสัญญาดังกล่าวไปให้ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาแทนโจทก์ลงลายมือชื่อในนามผู้ให้เช่าซื้อที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ในท้องที่เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อให้สัญญาครบถ้วนบริบูรณ์ เช่นนี้ ย่อมถือได้ว่า สำนักงานใหญ่ของโจทก์เป็นสถานที่ที่ทำสัญญาฉบับนี้อันเป็นสถานที่ที่มูลคดีนี้เกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1ผู้เช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดในมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1) และมาตรา 5

อันนี้ก็ถือว่าสัญญาเช่าซื้อมีผลเมื่อไหร่ ก็ได้มีการลงลายมือชื่อก่อนเราดูเขตอำนาจศาลเราต้องคำนึงถึงกฎหมายในส่วนสาระบัญญัติได้บัญญัติในเรื่องนั้นๆอย่างไร

ข้อสังเกตฏีกานี้ สถานที่มูลคดีเกิด คือสถานที่ที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ตั้งอยู่ อีกแห่งด้วย อีกแห่งหนึ่งที่ไหน ก็ที่ที่ภูมิลำเนาจำเลย

ทีนี้มีฏีกาเกี่ยวกับสัญญาประกันชีวิตไม่จำเป็นต้องลงลายมือชื่อสองฝ่าย

ฎ.7176/2539

จำเลยโดยค.ผู้เป็นตัวแทนและผู้ตายทำความตกลงกันให้ผู้ตายทำคำขอเอาประกันชีวิตที่จังหวัดสตูลแล้วค. เป็นผู้นำใบคำขอเอาประกันชีวิตเสนอจำเลยซึ่งอยู่ที่กรุงเทพมหานครพิจารณาตกลงรับทำสัญญาประกันชีวิตทั้งการส่งเบี้ยประกันภัยผู้ตายก็ยังคงมอบให้ค.ที่จังหวัดสตูลเพื่อส่งให้แก่จำเลยต่อไปถือได้ว่ามูลคดีจากการทำสัญญาประกันชีวิตรายนี้เกิดที่จังหวัดสตูลโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดสตูลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา4(1) สารสำคัญของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา865อยู่ที่ว่าถ้าผู้เอาประกันภัยรู้อยู่แล้วละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจูงใจให้ผู้รับประกันภัยเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นหรือบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาสัญญาประกันชีวิตจึงจะตกเป็นโมฆียะการที่ผู้ตายมิได้แจ้งเรื่องเคยเข้ารับการตรวจรักษาในโรงพยาบาลและคลีนิกเกี่ยวกับกามโรคหนองในเทียมและซิฟิลิสให้จำเลยทราบยังไม่ถึงขนาดที่จะอนุมานได้ว่าถ้าได้แจ้งเช่นนั้นจะทำให้จำเลยบอกปัดไม่รับประกันชีวิตหรือเรียกเบี้ยประกันภัยให้สูงขึ้นอันจะทำให้สัญญาประกันชีวิตที่ทำไว้เป็นโมฆียะตามบทมาตรานี้

อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าตกลงทำประกันชีวิตที่จังหวัดสตูล

นอกจากนั้นเราก็มาดูตัวอย่างจากฏีกาคำฟ้องเกี่ยวกับการใช้ โทรศัพท์มือถือ หรือ เรื่องบัตรเครดิตร

ฎ.657/2549

เมื่อคำขอ/สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมเป็นอำนาจของสำนักงานใหญ่ของโจทก์ที่ตั้งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นเป็นผู้พิจารณาอนุมัติสัญญา และเมื่อได้อนุมัติสัญญาแล้ว พร้อมกันนั้นสำนักงานใหญ่ของโจทก์ก็จะเปิดสัญญาณคลื่นวิทยุที่อยู่ที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ หลังจากนั้นจำเลยก็จะสามารถใช้บริการวิทยุคมนาคมตามคำขอที่ยื่นไว้ได้ การอนุมัติและการเปิดสัญญาณโดยสำนักงานใหญ่ของโจทก์ในลักษณะนี้ จึงเป็นการกระทำอันใดอันหนึ่งซึ่งมีผลเป็นการแสดงเจตนาสนองรับคำเสนอของจำเลยตามคำขอที่ได้ยื่นไว้ต่อสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์ แม้ถึงจะเป็นการแสดงเจตนาที่กระทำต่อจำเลยซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้า แต่ก็ถือได้ว่าตามปกติประเพณีการตกลงทำสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระหว่างโจทก์กับจำเลยในลักษณะเช่นนี้ย่อมได้เกิดเป็นสัญญาขึ้นเมื่อสำนักงานใหญ่ของโจทก์ได้สนองรับคำเสนอโดยเปิดสัญญาณวิทยุคมนาคมที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ซึ่งมีผลทำให้จำเลยสามารถใช้บริการวิทยุคมนาคมจากโจทก์โดยไม่จำเป็นต้องมีคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยผู้เสนอตาม ป.พ.พ. มาตรา 361 วรรคสอง แต่ประการใดอีก ดังนั้น เมื่อสัญญาใช้บริการวิทยุคมนาคมระหว่างโจทก์จำเลยได้เกิดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นและโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บริการตามสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าศาลชั้นต้นเป็นศาลหนึ่งที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ศาลชั้นต้นจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

            ศาลชั้นต้นในคดีนี้คือศาลชั้นต้นที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยุ่

            ก็ที่เหลือก็เอาเลขฏีกาไปดูเฉยๆแล้วกันนะครับ เพราะฏีกามันมีมาก ก็ขอเอาเฉพะหลัก

ข้อสังเกต คือฟ้องได้อีกศาลคือ ฟ้องในเขตที่จำเลยมีภูมิสำเนา

            ในเรื่องเกี่ยวกับการใช้สิทธิไล่เบี้ยของพรบ ผู้ประสบภัยจากรถ มีสิทธิไล่เบี้ย เอาจากจำเลยผู้ทำละเมิด ก็ดูที่มูลคดีเกิด อันนี้เขาฟ้องต่อศาลที่ สำนักงานของกรมการประกันภัยอยู่ อันนี้ไม่ใช่ ลองคิดดูสิครับ ถ้าเป็นละเมิดก็ที่ละเมิดตั้งอยุ่นะครับ อันนี้ไม่ใช่ ที่ไหนที่ทำให้กรมการประกันภัยมีสิทธิ มีลักษณะที่เขาถูกต้องโต้แย้งสิทธิ อันนี้ฏีกาก็วินิจฉัย  

ฎ.2437/2540

ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา4บัญญัติให้เสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มีมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่นั้นคำว่ามูลคดีหมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้องแต่ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ว่าโจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ป. ที่สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงพระโขนง เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิไล่เบี้ยตามมาตรา31วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ.2535อันเนื่องมาแต่มูลเหตุละเมิดที่จำเลยได้ก่อขึ้นการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นดังกล่าวมิใช่ต้นเหตุพิพาทอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิแห่งโจทก์คงเป็นเพียงสิทธิที่โจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้นมูลคดีนี้จึงมิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลแขวงพระโขนง โจทก์จึงเสนอคำฟ้องต่อศาลแขวงพระโขนงหาได้ไม่

 

            ก็ลองคิดสิครับว่าต้องฟ้องที่ศาลไหน ก็ทำกันที่สำนักงานใหญ่ ใช้สิทธิไล่เบี้ยที่ไหน เขาเกิดสิทธิที่ไหนเมื่อเขาจ่ายเงินไปแล้ว กรณีนี้คือที่ที่ ตั้งสำนักงานใหญ่ บางทีเขาได้ทำที่สำนักงานใหญ่ก็เป็นที่ที่มูลคดีเกิดแต่อันนี้เขาไม่ได้บรรยาย สัญญาประกันภัยก็ทราบดีกว่าทำที่ตัวแทน เราก็ดูว่า คดีฟ้องในมูลหนี้เกี่ยวกับสัญญาประกันชีวิต ก็เคยพูดแล้วว่าได้มีการทำคำขอแล้วก็มีการ เก็บเบี้ยประกันผลประโยขน์อะไรก็อยู่ ณ ภูมิลำเนาของจำเลย และเป็นที่มูลคดีเกิดด้วย

ฎ.922/2542

ขณะ ท.ทำคำขอประกันชีวิตกับบริษัทจำเลยท.มีภูมิลำเนาอยู่อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดปราจีนบุรีในเขตอำนาจศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ในวันทำคำขอเอาประกันชีวิต ส.พนักงานของจำเลยไปอธิบายรายละเอียด ผลประโยชน์และเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันชีวิตที่บ้านอันเป็นภูมิลำเนา ของ ท. และพนักงานของจำเลยเป็นผู้กรอกรายละเอียดในคำขอประกันชีวิตให้ ท.ลงลายมือชื่อพร้อมทั้งพาท.ไปตรวจสุขภาพที่คลีนิคแพทย์ในตลาดวังน้ำเย็น แพทย์ได้ทำรายงานตามใบตรวจสุขภาพ ส. ลงลายมือชื่อเป็นพยานไว้ด้วยแล้ว ส. ส่งเอกสารดังกล่าวให้บริษัทจำเลยที่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานครพิจารณาออกกรมธรรม์ให้แก่ ท. และต่อมาจำเลยตกลงรับประกันชีวิตกับ ท. ถือได้ว่ามูลคดีจากการทำสัญญาประกันชีวิตรายนี้เกิดที่ภูมิลำเนาของ ท.ที่อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดปราจีนบุรี โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ศาลชั้นต้นคือศาลจังหวัดกบินทร์บุรีได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ก่อนทำสัญญาประกันชีวิต ท. ได้เคยให้แพทย์ตรวจรักษาร่างกายจากการตรวจร่างกายประกอบกับการเอกซเรย์ปอดแล้วแพทย์พบว่าท. น่าจะเป็นวัณโรคปอดจึงได้รักษา ท.ต่อเนื่องกันประมาณ5เดือนแล้วท.ขาดการติดต่อหลังจากนั้น ท.มาพบแพทย์อีกโดยท.มีอาการไอหอบ แพทย์จึงทำการตรวจรักษาและให้ยาไปรับประทาน การที่ ท. ได้ทำคำขอเอาประกันชีวิตโดยไม่ปรากฏว่า ท. ได้แจ้งว่า เคยเป็นวัณโรคปอดมาก่อน จำเลยย่อมไม่ทราบว่า ท. เคยเป็นวัณโรคปอดและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 865 เป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันภัยซึ่งการใช้เงิน ย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของตนต้องเปิดเผยข้อความจริงให้ผู้รับประกันภัยทราบ การที่ ท. ผู้เอาประกันชีวิตป่วยเป็นวัณโรคปอดซึ่งเป็นโรคร้ายแรงและได้รับการรักษาเกี่ยวกับโรคดังกล่าวเป็นเวลานาน แต่มิได้แจ้งข้อความจริงดังกล่าวให้จำเลยทราบเมื่อขอเอาประกันชีวิต ซึ่งหากจำเลยทราบก็อาจเรียกเบี้ยประกันสูงขึ้นหรือไม่รับประกันชีวิตสัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆียะ ผู้รับประกันภัยย่อมมีสิทธิที่บอกล้างนิติกรรมดังกล่าวได้ โดยมิต้องคำนึงว่าผู้เอาประกันภัยจะถึงแก่ความตายหรือไม่ หรือตายด้วยเหตุใดเมื่อจำเลยบอกล้างสัญญาประกันชีวิตอันเป็นโมฆียะต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินให้โจทก์

            ถ้าจะให้เกิดแนวคิดวิเคราะห์ในเชิงกฎหมายก็แนะนำให้ดู ฏีกาประชุมใหญ่ เพราะก็เป็นการกลับหลักที่เคยออกไว้แล้ว คดีฟ้องให้ชำระหนี้ตามบัตรเครดิตร

ฎ.7788/2546

          มูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง แต่ตามคำฟ้องของธนาคารโจทก์ที่ว่า ในทางบัญชีหลังจากจำเลยได้ทำสัญญาและรับบัตรเครดิตไปจากโจทก์จำเลยใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าและบริการหลายครั้งหลายหนประกอบกับสถานที่รับบัตรเครดิตคือธนาคารโจทก์สาขาหนองคาย ดังนั้น การอนุมัติและการออกบัตรเครดิตจึงเป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติระหว่างสำนักงานใหญ่กับสาขาหนองคาย เมื่อจำเลยทำสัญญาและรับบัตรเครดิตจากโจทก์สาขาหนองคายอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเลยจะสามารถนำบัตรเครดิตไปชำระหนี้ค่าสินค้าและบริการจนเป็นเหตุพิพาทซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิและมูลหนี้ตามฟ้องมูลคดีจึงมิได้เกิดในเขตศาลชั้นต้นที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ตั้งอยู่

ฎ.2841/2547

คำว่ามูลคดีหมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ตามสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตระบุว่าสถานที่รับบัตรและส่งใบเรียกเก็บเงินคือที่ทำงานของจำเลย ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มิใช่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ ดังนั้น การอนุมัติและการออกบัตรเครดิตโดยสำนักงานใหญ่ของโจทก์จึงเป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติของโจทก์เท่านั้น เมื่อจำเลยรับบัตรเครดิต ณ ที่ทำงานของจำเลยอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเลยจะสามารถนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้แทนการชำระค่าสินค้าค่าบริการ และหรือใช้ถอนเงินสดจากสำนักงานสาขาของโจทก์ หรือเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ จนเป็นเหตุพิพาทซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิและมูลหนี้ตามฟ้องหากปราศจากเหตุและขั้นตอนสุดท้ายดังกล่าวเสียแล้ว โจทก์จำเลยย่อมไม่มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อต่อกัน เช่นนี้ มูลคดีจึงมิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลแขวงพระโขนง ที่ศาลแขวงพระโขนงสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว

ฎ.6509/2547

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้อันเนื่องมาจากการใช้บัตรเครดิตต่อโจทก์ ซึ่งจำเลยผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์บางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ดังนี้ แม้ตามสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตระบุว่า สถานที่รับบัตรและส่งใบเรียกเก็บเงินคือบ้านจำเลยซึ่งอยู่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นสถานที่มูลคดีเกิด แต่ในคดีแต่ละคดี มูลคดีอาจเกิดขึ้นได้หลายแห่ง หลังจากจำเลยผิดสัญญาใช้บัตรเครดิตเป็นหนี้จำนวนหนึ่ง โจทก์จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งแม้ว่าไม่ลบล้างหนี้เดิมหรือเกิดหนี้ใหม่ แต่หนังสือรับสภาพหนี้เป็นนิติกรรมอันชอบด้วยกฎหมายมีผลผูกพันคู่สัญญา จึงถือได้ว่าสถานที่ทำหนังสือรับสภาพหนี้เป็นสถานที่เกิดมูลคดีอีกแห่งหนึ่ง เมื่อหนังสือรับสภาพหนี้ทำที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น (ศาลแขวงพระโขนง) อีกทั้งโจทก์ฟ้องขอบังคับตามหนังสือรับสภาพหนี้และแนบสำเนาหนังสือมาท้ายฟ้องอันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง การที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงพระโขนง) จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

            ฟ้องขอให้เพิกถอนอำนาจปกครอง สถานที่ที่ได้จดทะเบียนหย่า

ฎ.6155/2540

จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อันเป็นการ ได้มาโดยความยินยอมในกรณีหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1520 และมาตรา 1566(1) เป็นการได้อำนาจปกครองมาโดยข้อสัญญา การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ของจำเลย โดยอ้างเหตุแห่งการฟ้องร้องว่าจำเลยปล่อยปละละเลยไม่ทำหน้าที่ของผู้ใช้อำนาจปกครองจึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาหรือข้อตกลงในการจดทะเบียนหย่า ดังนั้น สถานที่ที่ได้มีการจดทะเบียนหย่าและทำบันทึกข้อตกลงในเรื่องการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ของจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนการหย่าและทำบันทึกข้อตกลงหลังทะเบียนการหย่าที่สำนักงานเขตดุสิต* กรุงเทพมหานครจึงต้องถือว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร และเมื่อศาลจังหวัดสระบุรีมิใช่ศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลโจทก์จึงไม่อาจนำคดีมาฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดสระบุรีได้คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่าบุตรผู้เยาว์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดสระบุรีอันเป็นศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปได้

            ถ้าฟ้องหย่า อะไรคือมูลคดีฟ้องหย่าเกิด เหตุแห่งการหย่า

ฎ.4443/2546

คำว่า "มูลคดีเกิด" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1)หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาของคำฟ้อง โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย ต้นเหตุของคำฟ้องคือเหตุหย่า ส่วนการจดทะเบียนสมรสเป็นต้นเหตุของความเป็นสามีภริยากัน สถานที่จดทะเบียนสมรสจึงมิใช่เป็นสถานที่มูลคดีของเหตุฟ้องหย่าเกิด เมื่อโจทก์จำเลยพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยได้กระทำการเป็นปรปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา โดยทำร้ายร่างกายโจทก์และขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน อันเป็นเหตุฟ้องหย่า จังหวัดนครศรีธรรมราช จึงเป็นสถานที่มูลคดีของเหตุฟ้องหย่าเกิด

            ไม่ใช่ที่ที่ไม่เคยเกิดเหตุฟ้องหย่านะครับ ส่วนสถานที่จดทะเบียนสมรสคือที่ที่ ได้เป็นสามีภริยากัน

            เหตุที่ทำให้มีสิทธิฟ้องหย่านั่นแหละถึงจะเป็นที่ที่มูลคดีเกิด

            มีข้อสังเกตว่าถ้าศาลนั้นเป็นศาลพิเศษ

            ก็มีเรื่องที่ยังไม่ได้มีการพูดเลยก็ คือ ภูมิลำเนาจำเลย แต่ก่อนในเรื่องของผู้ต้องโทษจำคุก ไม่ได้มีบัญญัติไว้ แต่พอมี ประมวลกฎหมายแพ่งบัญญัติไว้ ก็มีหลักว่าสำหรับผู้ต้องโทษจำคุกก็คือเรือนจำ จะไปถือตามฏีกาเก่าไม่ได้ เหมือนกับกรณี ที่ ผู้ไร้ความสามารถคือผู้เยาว์ อำนาจปกครองของผู้รับบุตรบุญธรรมใครเป็นผู้ฟ้องแทนผู้เยาว์เมื่อก่อนนี้กฏหมายเก่าก็วินิจฉัยว่าอำนาจปกครองไม่กลับมายังบิดามารดาผู้ให้กำเนิดแต่กฎหมายใหม่แก้แล้วว่าอำนาจปกครองคืนสู่ผู้ให้กำเนิด กฎหมายก็แก้แล้วก็ไปดูกันด้วย

            ก็มีข้อสังเกตเล็กน้อยเกี่ยวกับมาตรา 4 เกี่ยวกับการฟ้องคดีที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับอสังฯ ที่เกี่ยวกับมาตรานี้ ว่าถ้าเป็นบทบัญญัติทั่วไปถ้าเป็นฟ้อง

            ดูมาตรา 4 ทวิ ตัวบท

            มีข้อสังเกตที่เข้าใจผิดกัน คือถ้าฟ้องเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อันนี้ก็เข้ามาตรา 4 ทวิทั้งนั้น เราต้องดูว่ามันเกี่ยวกับอสังฯนั้นโดยตรงหรือไม่ เกี่ยวกับสิทธิหรือประโยชน์เกี่ยวกับการแย่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นโดยตรงหรือไม่ อำนาจฟ้องถูกเกิดขึ้น เนื่องจากตนเองผิดสัญญาขายฟ้องนั้นด้วยซึ่งไม่เกี่ยวกับที่ดินนั้นเลย กรณีซื้อขายจึงไม่ใช่คดีที่ฟ้องเกี่ยวด้วยอสังฯ อันนี้ก็เป็นบทบัญญัติในการฟ้องคดีทั่วไป ไม่จำเป็นต้องฟ้องต่อศาลที่อสังฯนั้นตั้งอยู่

ฎ.8947/2547

โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ได้ชำระไปแล้วคืนเพราะจำเลยผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทำที่สำนักงานของจำเลยในกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกิด ส่วนจังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินที่โจทก์ตกลงจะซื้อจะขายกันถือไม่ได้ว่าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อมูลคดีมิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินดังกล่าวโจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น

การที่โจทก์เสนอคำฟ้องโดยอ้างว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าโจทก์มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาในเบื้องต้น เมื่อจำเลยยื่นคำให้การและยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย คดีจึงมีประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยโดยรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนที่โจทก์จำเลยนำสืบ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความในชั้นตรวจคำฟ้อง หรือสั่งแก้ไขคำสั่งรับฟ้องเป็นไม่รับฟ้องเพื่อให้โจทก์นำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจก็ตาม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงหาเป็นการไม่ชอบไม่

ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วก็ย่อมไม่มีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ เนื่องจาก ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลคืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดเฉพาะกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโดยยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีเท่านั้น ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับจึงชอบแล้ว

            ต่างกับการบังคับจำนองที่ต้องฟ้องที่ศาลอสังฯนั้นตั้งอยู่ จริงๆก็มีตัวอย่างอีกเยอะครับ ในชั่วโมงหน้าอาจารย์จะได้บรรยายว่าคดีไม่มีข้อพิพาทซึ่งยังมีปัญหาที่ยังไม่เข้าใจอยู่บ้างนอกจากนั้นจะเอาตัวอย่างตามฏีกาของเรื่องการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และการดำเนินคดีของผู้บกพร่องทางความสามารถ ใครมีปัญหาในชั่วโมงหน้าก็ถามได้ วันนี้ขอยุติเพียงเท่านี้



Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages