ครั้งที่ 14 – 15 ( 16 กุมภาพันธ์ 52 )
วันนี้ก็พยายามให้จบอุทธรณ์ ปัญหาที่เราเคยพูดในเรื่องอุทธรณ์ มาตรา 225 ต้องได้ว่ากล่าวไว้แล้ว
59 (๑) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดย หรือทำต่อ คู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่น ๆ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5336/2550 ค้นไม่พบ มีฎีกาที่เดินตามกันมาแต่ขัดแย้งกัน ( งง เลย ) ไม่เอา 59 ( 1 ) มาใช้ แต่ ฎีกา อื่นอีกมามาย บอกว่า ให้นำมาตรา 59 มาใช้ได้
เป็นปัญหาเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ผู้กู้ ยกข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ว่าได้ผ่อนเวลาให้ผู้ค้ำประกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ได้ตั้งประเด็น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ว่ากล่าว มาแล้วโดยชอบ ในศาลชั้นต้น อย่างนี้เท่ากับคนไหนยกคนนั้นมีสิทธิอ้าง ไม่นำ 59 ( 1 ) มาใช้
จดสักนิดว่าปัญหาเกี่ยวกับข้อว่ากล่าวตาม 225 หรือ 249 นั้นแนวคำพิพากษาที่ 5336/2550 และ 4037/2547 ไม่นำมาตรา 59 ( 1 ) มาใช้บังคับแม้มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้ก็ตาม แต่มีแนว 4072/2545 และ 6028/2550 นำมาตรา 59 ( 1 ) มาใช้แก่กรณีดังกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4037/2547 ค้นไม่พบ
เป็นกรณีที่เป็นคู่ขนส่งร่วม ซึ่งจะเห็นชัดว่ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1094/2545
จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาท ใบตราส่งตามที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกให้แก่ผู้ส่ง เป็นแบบพิมพ์ใบตราส่งที่มีไว้ใช้ในการรับขนส่งของจำเลยที่ 1 วัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ที่ได้จดทะเบียนไว้ได้ระบุถึงวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งว่าประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้าและคนโดยสารทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมทั้งรับบริการนำของออกจากท่าเรือตามพิธีศุลกากร และการจัดระวางการขนส่งทุกชนิด เหมือนกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เคยประกอบกิจการรับขนของร่วมกัน ทั้งไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ 1 เลิกประกอบกิจการรับขนของหรือจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันขนส่งสินค้าพิพาท
จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของสินค้าพิพาทให้แก่โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากผู้รับตราส่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4072/2545
จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ มีแต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันให้การยกอายุความขึ้นต่อสู้แต่เนื่องจากมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ การยกอายุความขึ้นต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงถือได้ว่าเป็นการทำแทนจำเลยที่ 4 ด้วย
ตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทกำหนดวันชำระเงินเมื่อทวงถามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 913(3) ประกอบกับมาตรา 985 ซึ่งอายุความจะเริ่มนับก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิทวงถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ออกตั๋วแล้ว เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 ส่วนการทวงถามจำเลยที่ 2 ได้ประกาศทางหนังสือพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2539 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ปีเดียวกัน จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความ 3 ปี ตามมาตรา 1001
โจทก์เป็นสถาบันการเงินมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 30(2) ข้อกฎหมายดังกล่าวศาลรู้ได้เองโดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ตามที่ปรากฏในตั๋วสัญญาใช้เงิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6028/2550 ค้นไม่พบ
ตัวนี้เคยออกข้อสอบมา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1445/2538
จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมดังเช่นจำเลยร่วมจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้เพราะเป็นข้ออุทธรณ์ที่นอกเหนือจากคำให้การของจำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1580/2538
โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทจำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทไม่สมบูรณ์เมื่อผู้ร้องสอดเข้ามาในคดีก็มิได้กล่าวอ้างว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยไม่สมบูรณ์การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยสมบูรณ์หรือไม่ก็เพื่อวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยเท่านั้นไม่เกี่ยวกับผู้ร้องสอดฉะนั้นเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์และจำเลยสมบูรณ์จำเลยและผู้ร้องสอดอุทธรณ์ต่อมาจำเลยได้ขอถอนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์อนุญาตแล้วถือว่าประเด็นข้อพิพาทข้อนี้ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นผู้ร้องสอดไม่มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นข้อพิพาทข้อนี้ การที่ผู้ร้องสอดฎีกาว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยมิได้ทำขึ้นโดยฉ้อฉลนั้นเมื่อข้อเท็จจริงที่ว่าสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นอันสมบูรณ์ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วประกอบกับคำขอบังคับของผู้ร้องสอดก็มิได้ขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือให้โอนที่ดินให้แก่ผู้ร้องสอดการวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องสอดดังกล่าวย่อมไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปฎีกาของผู้ร้องสอดจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5566/2539
ปัญหาว่าฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายแต่ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การและยกขึ้นอุทธรณ์แล้วแต่เมื่อผู้ร้องสอดมิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นผู้ร้องสอดก็ไม่มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ได้เพราะมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นผู้ร้องสอดจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และเมื่อผู้ร้องสอดฎีกาปัญหานี้อีกจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
สำหรับสิทธิของผู้ร้องสอดตาม 57 (2 ) ที่จะยกข้อต่อสู้อื่นไม่ได้ มีเฉพาะ ( 1 ) ( 3 ) ที่เหมือนกับได้ฟ้องหรือยกข้อต่อสู้ใหม่
225 กรณีศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ คู่ความก็ยกได้ในศาลอุทธรณ์ถ้าเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6370/2540
ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งจำเลยได้ให้การต่อสู้คดีไว้แล้วแม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ คู่ความก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา249 วรรคสอง
จำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์คิดยอดหนี้ตามบัญชีกระแสรายวันไม่ถูกต้อง แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าโจทก์ทำกลฉ้อฉลหลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามฟ้องหรือไม่ก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยในปัญหาที่จำเลยฎีกาให้ถูกต้องตามกฎหมายได้
จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดและขอถอนหลักประกันคืน เมื่อ ป.พ.พ.มาตรา 859 บัญญัติให้คู่สัญญาฝ่ายใดจะบอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดและให้หักทอนบัญชีกันเสียในเวลาใด ๆ ก็ได้ ถ้าไม่มีอะไรปรากฏเป็นข้อขัดกับที่กล่าวมานี้ และตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับพิพาทไม่มีข้อห้ามจำเลยบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนด ดังนั้น สัญญาบัญชีเดินสะพัดจึงเลิกกันในวันที่โจทก์ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวแล้ว
มีหลักคือในชั้นอุทธรณ์มีสิทธิยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ เดิมมีหลักว่าหากสละประเด็น เกี่ยวด้วยความสงบไปแล้วเสีย ไม่มีสิทธิอ้างในชั้นอุทธรณ์ (หลักเดิม )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4206/2540
การที่จำเลยยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องว่า ป.ผู้รับมอบอำนาจไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเป็นการมอบอำนาจทั่วไป ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การแล้ว แต่ต่อมาได้แถลงไม่ติดใจที่จะต่อสู้ต่อไป ประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้องจึงยุติไปตามคำแถลงของจำเลย จำเลยไม่มีสิทธิยกขึ้นฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249 วรรคสองได้อีก เพราะกรณีตามกฎหมายมาตราดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์และเมื่อประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้องยุติไปตามคำแถลงของจำเลยดังกล่าวแล้วจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249 วรรคแรก
หลักใหม่ ที่กลับหลักเดิมคือแม้ สละข้อต่อสู้อันเกี่ยวด้วยความสงบก็ตาม ก็ยังสามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ ฎีกาต่อไปได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6054/2550 หลักกฎหมายล่าสุด
การที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้จ่ายได้ลงลายมือชื่อรับรองในตั๋วแลกเงินจึงเป็นผู้รับรองตาม ป.พ.พ. มาตรา 927 ต้องผูกพันในอันจะจ่ายเงินจำนวนที่รับรองตามเนื้อความแห่งคำรับรองของตนตามมาตรา 937 ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่าย จำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่ในฐานะที่มีความผูกพันอยู่แล้วก่อนธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ตามมาตรา 967 วรรคสาม ดังนั้นเมื่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้จ่ายเงินให้แก่บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 92 ฉบับ ไปแล้ว ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จึงหามีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายได้ไม่ เมื่อไม่มีสิทธิไล่เบี้ยแล้ว ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ก็ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องที่จะโอนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองจะได้สละประเด็นข้อพิพาทข้อนี้ไปแล้ว แต่จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง
ลองเขียนตัวอย่างไลน์คำตอบ ที่ดีที่สุด
คำถาม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้จำนวน 1 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การว่าไม่ได้กู้ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ โดยเพิ่มเติม คำให้การว่า หากจำเลยกู้ก็ชำระแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตดังกล่าว เป็นไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การแล้วพิพากษา ให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องแก่โจทก์กับให้ใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความรวม 1 หมื่นบาทแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่เพิกถอนคำสั่งอนุญาต ที่ให้แก้ไขเป็นไม่อนุญาตแก้ไขคำให้การ โดยเสียค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ 1 หมื่นบาทมาวางศาลเพิ่มเติมด้วย จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณามิได้อุทธรณ์คำพิพากษา จึงไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ให้วินิจฉัยว่าข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวฟังได้หรือไม่ และศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยได้หรือไม่
ตอบ จะเห็นได้ว่าข้อสอบสวย ชัดเจน มัดข้อเท็จจริงมาแล้ว ประเด็นที่เราต้องมอง ก็คือคำสั่งที่เพิกถอนนั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ ประเด็นที่ 1
ประเด็นที่ 2 คือ การที่อุทธรณ์นี้ต้องเสียค่าขึ้นศาล เท่าไหร่
จะเห็นว่า เป็นการไม่รับคำคู่ความซึ่งทำให้คดีเสร็จไปบางเรื่อง ตามมาตรา 228
ประเด็นที่ 2 ต้องตอบว่ากรณีที่ผู้อุทธรณ์ อุทธรณ์คำสั่งใดๆหากการอุทธรณ์มีผลกระทบอาจทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ต้องวางเงิน เป็นค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนทุกกรณี เป็นหน้าที่ เคร่งครัด
สรุป อย่าลอกโจทก์ให้ตอบแบบนี้ คำสั่งศาลชั้นต้น ที่เพิกถอนคำสั่งอนุญาตที่ให้จำเลยแก้ไขคำให้การเป็นไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ มีผลเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความ ซึ่งไม่ได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ ตาม ป.วิ. พ มาตรา 228 ( 3 ) จึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา ตามมาตรา 226 วรรค 1
วิธีการตอบที่ สวย ในการอ้างชื่อกฎหมายในวรรคเดียวกัน ก็ อ้างชื่อกฎหมายแค่ครั้งเดียวก็พอ เป็นหลักที่เนฯ ใช้กัน
จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ในเมื่อศาลพิพากษาคดีแล้วตามความในมาตรา223ทั้งนี้ในความตามมาตรา 228 วรรคท้าย และต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลอุทธรณ์ 200 บาท ตามตาราง 1 (2 ) ท้ายป.วิ.พ อันนี้เป็นการอธิบายว่าเป็นการเสียตามมาตรา 24 ประกอบตารางท้าย
แม้จำเลยอุทธรณ์คำสั่งเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้อุทธรณ์ คำพิพากษา แต่เมื่อการอุทธรณ์คำสั่งเช่นว่านั้น ย่อมมีผลต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ต้องถูกยกไป ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับคำสั่งของจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยจึงอยู่ในบังคับให้ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นด้วยตาม 229 การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบ ข้ออ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5620/2548 ค้นไม่พบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2625/2548 ค้นไม่พบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8749/2550 ค้นไม่พบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7657/2548
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การมีผลเป็นการสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 (3) ซึ่งมิให้ถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยให้อุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมอุทธรณ์ตามมาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ
ป.วิ.พ. 229 ระบุให้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นเป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์จะต้องปฏิบัติและค่าธรรมเนียมที่ว่านี้เป็นคนล่ะส่วนของชั้นตรวจอุทธรณ์ ตรงนี้บอกว่าไม่เข้ามาตรา 18
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2520/2548
จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดี หากศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันทีตามมาตรา 232 แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลภายในเวลาที่กำหนดก่อนแล้วจึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เท่ากับศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลให้ถูกต้องก่อนที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวถือว่าเป็นกระบวนการชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามมาตรา 232 มิใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์อันจะทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามมาตรา 234 ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยให้จึงไม่ชอบและไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 1 ที่จะฎีกาต่อมา
เราดู 226 อีกนิดนึง เคยพูดไปแล้วว่าเป็นการโต้แย้งเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ เป็นสิทธิเฉพาะตัวแต่คู่ความแต่ล่ะคนไม่นำมาตรา 59 ( 1 ) มาใช้เด็ดขาด เป็นข้อห้ามไม่ให้อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา
ครั้งที่ 15
โดยนัยยะอย่างเดียวกับการขออนุญาตยื่นคำให้การ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือการขออนุญาต ยื่นคำให้การให้ในกรณีขาดนัด ก่อนศาลพิพากษาตัดสินคดี ลักษณะเดียวกันเลย ถ้าเป็นการขอในระหว่างพิจารณาคำสั่งที่อนุญาตหรือไม่อนุญาต เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาทั้งสิ้น เพราะเราถือว่ามันไม่ได้เป็นการตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ จึงไม่ใช่คำคู่ความ ตามมาตรา 1 ( 5 )
ถึงแม้คำร้องฉบับนี้จะมีคำให้การยื่นมาให้หรือไม่ก็ตาม เราเรียกรวมๆว่าเป็นคำสั่งที่อยู่ในขั้นตอนระหว่างยื่นคำให้การ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม 226
เคยออกข้อสอบแล้วเขียนกันไม่ได้คะแนนที่ดีกันเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2133/2545
การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรับคำให้การของจำเลยเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่จะยื่นคำให้การได้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ซึ่งเมื่อสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การแล้ว ก็ไม่จำต้องสั่งไม่รับคำให้การจำเลยอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การ มิใช่คำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยอันจะถือเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 จึงเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1)
ผลอย่างเดียวกันถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 801/2515
จำเลยซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า การขาดนัดของจำเลยเป็นไปโดยจงใจ ไม่มีเหตุควรอนุญาตให้ยื่นคำให้การ ให้ยกคำร้อง คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้ไม่ใช่คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 แต่เป็นคำสั่งตามมาตรา 199 ซึ่งเป็นคำสั่งโดยปกติในระหว่างพิจารณาของศาลก่อนที่จะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณา
การร้องสอด 1 หรือ 2 เป็นการตั้งประเด็น เป็น 227 แต่ถ้าเป็น 3 ไม่ได้ตั้งประเด็นเลย เป็นเพียงแสดงเหตุที่ขอให้เรียกเท่านั้นไม่อาจตั้งประเด็นได้เลย ถ้ายกคำร้องก็เป็นการยกคำร้องทั่วๆไป เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา
คำสั่งศาลเกี่ยวกับการเรียกหรือเข้ามาแทนที่คู่ความฝ่ายที่มรณะ 42 43 ก็ดีโดยลำพังคำร้องมันไม่ใช่การตั้งประเด็นระหว่างคู่ความแน่นอน มันจึงไม่ใช่คำคู่ความ ถ้าอนุญาตให้เข้ามาก็เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ชัดเจน แต่ถ้าเป็นคำสั่งที่ไม่อนุญาต คือ คำสั่งไม่รับคำคู่ความ ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา เหตุที่ไม่ถือ ฎีกาปี 36 ไม่ได้ให้ไว้แต่เราก็เทียบได้กับการร้องสอด อันนี้ต้องจำ
คำสั่งระหว่างพิจารณาก็เกิดขึ้นในชั้นอุทธรณ์ได้ คำสั่งที่ส่งให้ศาลชั้นต้นอ่าน
คำสั่งวินิจฉัยเบื้องต้นในข้อกฎหมายตามมาตรา 24 ดูมาตรา 24 ประเด็นหนึ่งก็คือคำสั่งเบื้องต้นในการวินิจฉัยข้อกฎหมาย ถ้าไม่ใช่การสั่งก็ไม่ใช่การวินิจฉัย
ถ้ามีเวลาต้องโต้แย้ง ไว้ก่อนเลยถ้าไม่โต้แย้งไว้ ปรากฏว่างดสืบพยาน
เนื่องจากการโต้แย้ง 226 พูดค่อนข้างชัดว่าการโต้แย้งต้องจดในรายงาน ปกติไม่ต้องระบุเหตุผลเพียงโต้แย้งแล้วเข้าใจว่าต้องการใช้สิทิที่จะอุทธรณืฎีกาต่อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5508/2545
โจทก์บรรยายฟ้องว่าคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกำหนดวันให้โจทก์เริ่มการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายโดยไม่พิจารณาความพร้อมของโรงงานน้ำตาลทราย ชาวไร่อ้อย และความหวานของอ้อย แต่มิได้บรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงวันประกาศราชกิจจานุเบกษาของประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายว่าเกิดขึ้นหลังวันที่กำหนดให้โจทก์เริ่มการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทราย และหลังจากวันที่โจทก์เริ่มการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายแล้วหรือไม่ ประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายฯ มีผลใช้บังคับเมื่อใด จะมีผลย้อนหลังบังคับโจทก์ได้หรือไม่ โจทก์มิได้บรรยายไว้ในคำฟ้องทั้งสิ้น ฎีกาโจทก์จึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแต่ศาลชั้นต้นแม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง
พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายฯ มาตรา 9 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย มิได้มีข้อกำหนดให้ระบุชื่อเฉพาะของข้าราชการและไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นใดบังคับว่าการแต่งตั้งข้าราชการให้เป็นกรรมการจะต้องระบุชื่อโดยเฉพาะ ทั้งตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน การแต่งตั้งข้าราชการให้ปฏิบัติหน้าที่พิเศษอื่นใดย่อมแต่งตั้งโดยระบุตำแหน่งได้โดยถือว่าผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นเป็นตัวแทนของส่วนราชการหน่วยนั้น ๆและเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตำแหน่งไม่ติดตัวและสิ้นสภาพไปเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งนั้น ตาย โอนย้ายหรือลาออกจากราชการไป ฉะนั้น หากผู้ดำรงตำแหน่งไม่อยู่ผู้อยู่ในลำดับรองลงไปก็สามารถรับมอบหมายให้รักษาราชการแทนหรือปฏิบัติราชการแทนในตำแหน่งนั้น ๆ ได้ ทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งโดยตำแหน่งหน้าที่ราชการดังกล่าว ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องประชุมด้วยตนเองและไม่มีกฎหมายห้ามมิให้แต่งตั้งผู้อื่นปฏิบัติหน้าที่แทนกรรมการดังกล่าวย่อมมอบหมายให้ข้าราชการในกรมที่ตนสังกัดอยู่ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยเข้าประชุมแทนได้
จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดระยะเวลาที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามมาตรา 198วรรคสอง คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์มิได้โต้แย้งคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ได้ คำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของโจทก์มิใช่คำโต้แย้งคัดค้านคำสั่งระหว่างพิจารณาเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาต่อไป
ผู้อุทธรณ์ต้องทราบคำสั่งระหว่างพิจารณาฉะนั้นถ้าไม่ทราบ ก็ถือว่าไม่ต้องโต้แย้งอุทธรณ์ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5449/2545 ค้นไม่พบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5344/2542
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยและนัดฟังคำพิพากษา แม้จำเลยจะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยต่อศาลชั้นต้น แต่การที่จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไว้ และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยก็ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวอีกนั้น ถือได้ว่าจำเลยได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) แล้วจำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งให้งดสืบพยานของศาลชั้นต้นได้
จำเลยขอเลื่อนคดีถึง 4 ครั้ง โดยมิได้ทำการสืบพยานจำเลยแม้แต่เพียงปากเดียว และเหตุที่ขอเลื่อนมาจากฝ่ายจำเลยทั้งสิ้น พฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาประวิงคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยจึงชอบแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6273/2537
วันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ไม่ไปศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและให้เลื่อนไปนัดสืบ-พยานจำเลย ในวันเดียวกันโจทก์ยื่นคำร้องว่าไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่
จำเลยอุทธรณ์คำสั่งว่า จำเลยไม่เห็นด้วยกับข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีโจทก์ใหม่ เพราะโจทก์จงใจขาดนัดและต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 201 แม้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจะไม่มีผลเป็นอุทธรณ์เพราะต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ก็มีผลเป็นการโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) แล้ว จำเลยจึงอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ได้
ศาลนัดสืบพยานโจทก์เวลา 9.00 นาฬิกา แต่โจทก์และทนายโจทก์มาศาลในวันนัดเวลาประมาณ 12.30 นาฬิกา เนื่องจากเสมียนทนาย-โจทก์บอกเวลานัดของศาลแก่ทนายโจทก์ผิดไปเป็นเวลา 13.30 นาฬิกา ทั้งตามคำร้องขอพิจารณาใหม่ โจทก์และทนายโจทก์ได้ลงชื่อในคำร้องที่ยื่นต่อศาลในวันเดียวกัน แสดงว่าโจทก์และทนายโจทก์ไปศาลในวันนัดจริง แต่ไปไม่ตรงตามเวลาเพราะเสมียนทนายบอกเวลานัดพิจารณาคลาดเคลื่อน โจทก์จึงมิได้จงใจขาดนัดพิจารณาและเมื่อศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งจำหน่ายคดี จึงไม่ต้องห้ามที่โจทก์จะขอให้พิจารณาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 201
ประเด็นข้อพิพาทมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์กับเจ้าของรวมหรือเป็นของจำเลยเท่านั้น ศาลจึงไม่ต้องรับฟังเอกสารสำเนาภาพถ่ายโฉนดที่ดินของโจทก์กับเจ้าของรวม และหนังสือให้ความยินยอมของเจ้าของรวมให้โจทก์ฟ้องคดี ส่วนแผนที่พิพาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้ทำขึ้นตามคำสั่งศาล มิใช่เอกสารที่โจทก์เป็นฝ่ายอ้าง โจทก์จึงไม่ต้องเสียค่าอ้างเอกสารตามตาราง 2 ท้าย ป.วิ.พ.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2544
จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่เท่ากับให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้พิจารณาคดีใหม่ จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ
หมายเหตุ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา อันเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องปฏิบัติในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา เช่นเดียวกับการชำระค่าธรรมเนียมศาลกล่าวคือ ในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา นอกจากจะต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลแล้วผู้อุทธรณ์หรือฎีกายังต้องนำเงินค่าธรรมเนียม ซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์หรือฎีกานั้นด้วย
แต่เดิมเข้าใจกันว่า การยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาเฉพาะในเนื้อหาของคดีเท่านั้นที่จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาล แต่ต่อมาได้มีแนววินิจฉัยของศาลฎีกาว่า แม้แต่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้ว ก็ต้องอยู่ในบังคับมาตรา 229 ด้วย เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2889/2540 วินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของ ศาลชั้นต้นและให้สืบพยานต่อไปเท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้สืบพยานต่อไปจำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ดังนั้น จึงพอจะถือเป็นหลักปฏิบัติได้ว่า คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว หากคู่ความยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ว่าจะเป็นในเนื้อหาของคดีหรือคำสั่งระหว่างพิจารณา แต่มีคำขอให้ยกหรือกลับคำสั่งหรือคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต้องปฏิบัติตามมาตรา 229 ดังกล่าว
ผลของการไม่นำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ทำให้เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์หรือหากศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มาแล้ว ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่รับไว้พิจารณา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2528,1400/2534)ซึ่งคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้อุทธรณ์รู้ดีอยู่แล้วว่าการยื่นอุทธรณ์ต้องปฏิบัติตามมาตรา 229 แต่ไม่ปฏิบัติตาม หรือเป็นกรณีที่ขอขยายระยะเวลาในการวางเงิน แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตหรือเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งขณะตรวจรับอุทธรณ์ ให้ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าธรรมเนียมที่ใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาล แต่ผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงสั่งไม่รับอุทธรณ์ คดีจึงมีการคัดค้านและขึ้นสู่ศาลฎีกาในปัญหาดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานดังกล่าวแล้วว่า เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ
คดีที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 ที่ขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกา ส่วนใหญ่มีอยู่ 2 ประเภท คือ
(1) เป็นประเด็นโดยตรง ที่คู่ความโต้แย้งและคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น กล่าวคือ ในการยื่นอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์มิได้วางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้อุทธรณ์นำมาวางศาลแต่ผู้อุทธรณ์โต้แย้งไม่ยอมปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นจึงสั่งไม่รับอุทธรณ์ผู้อุทธรณ์จึงอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นแบบอย่างตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ยกขึ้นเป็นตัวอย่างข้างต้น
(2) ไม่มีประเด็นโต้แย้งให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรา 229โดยตรง แต่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ ทั้งที่ผู้อุทธรณ์มิได้วางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง และศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้ปฏิบัติตามมาตรา 229 ครั้นคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ตรวจพบความบกพร่องดังกล่าว จึงยกขึ้นวินิจฉัยว่าเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบและยกอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์โดยไม่วินิจฉัยในเนื้อหาของคดี และไม่ให้โอกาสแก่ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายมาวางศาลเสียก่อน
คดีตามปัญหาประเภทหลัง แตกต่างจากคดีตามปัญหาประเภทแรกเพราะปัญหาประเภทแรกผู้อุทธรณ์หรือฎีการู้อยู่แล้วว่าการอุทธรณ์หรือฎีกา ผู้อุทธรณ์หรือฎีกาต้องวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่ปฏิบัติตามทั้งเป็นประเด็นโดยตรงที่ศาลอุทธรณ์หรือฎีกาจะต้องวินิจฉัย ส่วนปัญหาประเภทหลังเป็นกรณีที่คู่ความไม่จงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่รู้เฉพาะอย่างยิ่งตัวความย่อมขึ้นอยู่กับทนายความทั้งศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์หรือฎีกานั้นแล้ว ทนายความย่อมเข้าใจว่าเป็นอุทธรณ์หรือฎีกาที่ชอบแล้ว คดีประเภทนี้หากศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาสั่งยกอุทธรณ์หรือฎีกาโดยไม่วินิจฉัยในเนื้อหาของคดีย่อมเป็นผลร้ายแก่คู่ความโดยที่ผู้อุทธรณ์หรือฎีกานั้นไม่มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จริงอยู่แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จะเป็นบทบัญญัติที่กำหนดเป็นส่วนหนึ่งของหลักเกณฑ์ในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตามแต่ก็น่าจะมีวิธีการที่จะให้โอกาสแก่คู่ความในกรณีดังกล่าวได้นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลเสียก่อนแล้วจึงจะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป หากผู้อุทธรณ์หรือฎีกาไม่ปฏิบัติตามจึงชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยคดีนั้น ทั้งนี้ วิธีปฏิบัติดังกล่าวก็เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1321/2512 สนับสนุนอยู่ โดยถือว่าเป็นกรณีที่ศาลขยายเวลาให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ยื่นอุทธรณ์วันสุดท้ายที่อาจยื่นได้ โดยมิได้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนจำเลยในวันเดียวกัน วันนั้นเองศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางใน 7 วัน โจทก์นำมาชำระ ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้แล้ว ศาลมีอำนาจขยายเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่งได้ ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีสมควรขยายเวลาให้ (อ้างฎีกาโดย มติที่ประชุมใหญ่ที่ 1706/2500)" การดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นว่านี้ย่อมจะก่อให้เกิดความเป็นธรรม และไม่ทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียเปรียบกลับเป็นผลดีแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งชนะคดีมากกว่า ทั้งเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาที่จะกระทำได้โดยชอบ
สุวรรณ ตระการพันธุ์
มาตรา 234 ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง
ประเด็นอื่นๆไม่น่ามีอะไรต่อมาดู 234 กับ 236
มาตรา 236 เมื่อคู่ความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ให้ศาลส่งคำร้องเช่นว่านั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยไม่ชักช้าพร้อมด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นและฟ้องอุทธรณ์ ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการจำเป็นที่จะต้องตรวจสำนวน ให้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ในกรณีเช่นนี้ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้อง แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุด แล้วส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่าน
เมื่อได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้รับอุทธรณ์แล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยอุทธรณ์ และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่จำเลยอุทธรณ์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ หรือนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๓๗ สำหรับการยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้สิ้นสุดลง ให้ศาลส่งคำแก้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์หรือแจ้งให้ทราบว่าไม่มีคำแก้อุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับคำแก้อุทธรณ์หรือแจ้งความเช่นว่าแล้ว ให้นำคดีลงสารบบความของศาลอุทธรณ์โดยพลัน
ถาม ศาลต้นพิพากษให้ชำระเงินโจทก์ 1 ล้านยาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับเมื่อ 15 ก.ค. 51 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณืดังกล่าวเมื่อวันี้ที่ 13 อ้างว่าคำสั่งผิดระเบียนศาลต้นมีคำสั่งว่ำม่ ว่าให้ยกคำร้องวินิจฉัยว่าศาลอุทธรร์จะวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยได้หรือไม่
ที่เราไม่ต้องมอง 230 เลยเพราะทุนทรัพย์มัน 1 ล้านบาท จุดประสงค์จึงต้องให้ชั้นต้นรับไว้เอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5499/2550
การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการตรวจและมีคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ไปยังศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 232 ทางแก้ของจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 234 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเพื่อให้มีคำสั่งคืนอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมหรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง การที่จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้น จึงเห็นได้ว่าเป็นการพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เพื่อให้กลับไปสู่การวินิจฉัยเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงให้จำเลยที่ 1 สามารถอุทธรณ์ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 234 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และ 247 และถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อไปได้
หมายเหตุ
หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 แต่กลับยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยให้มีคำสั่งคืนอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทำมาใหม่ หรือแก้ไขเพิ่มเติมให้เป็นอุทธรณ์ที่ถูกต้องหรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนอย่างอุทธรณ์คำพิพากษาคดีมีทุนทรัพย์ภายในระยะเวลาและกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ตลอดจนเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่ศาลเห็นสมควร ศาลชั้นต้นซึ่งได้พิพากษาคดีนี้แล้วย่อมไม่มีอำนาจที่จะรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาได้อีกเพราะมิใช่กรณีที่เป็นเรื่องการยื่น การยอมรับหรือไม่ยอมซึ่งอุทธรณ์หรือฎีกาตามมาตรา 229 และ 247 ที่ศาลชั้นต้นจะดำเนินการได้ตามมาตรา 144 (3) ที่ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งยกคำร้องและเป็นคำสั่งที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านไว้ตามมาตรา 223 และมาตรา 229 เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาอย่างไร ยังมีสิทธิฎีกาต่อไปได้ตามมาตรา 247 อีกด้วย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมให้ยกคำร้องก็เช่นกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และ 229 มิใช่ทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งตามมาตรา 234 ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะรับคำร้องของจำเลยที่ 1 ไว้วินิจฉัยได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาต่อมา ศาลฎีกาก็รับวินิจฉัยได้ โดยพิพากษาด้วยเหตุผลดังที่กล่าวข้างต้น และไม่น่าจะเป็นการวินิจฉัยเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด
ไพโรจน์ วายุภาพ
คำพิพากษาฎีกาพวกนี้ ก็อาจมีสิทธิออกสอบได้
ครั้งที่ 16 ( 17 กุมภาพันธ์ 2552 )
คำฟ้องต้องเป็นเรื่องที่ว่ากล่าวในศาลชั้นต้น ประเด็นที่แพ้ในศาลชั้นต้นก็ต้องทำมาด้วย แม้โดยผลใหญ่จะชนะในศาลชั้นต้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7693/2550 ค้นไม่พบ
เป็นการอธิบาย 236 ได้อย่างดี
โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย 5 แสนบาท อันนี้ก็เลยคดีมโนสาเร่ เลยคดีไม่มีข้อยุ่งยาก จำเลยให้การว่าฟ้องเคลือบคลุม จำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ คดีขาดอายุความ ศาลพิพากษาว่าคดีโจทก์อายุความ ( ไม่เคลือบคลุม กู้เงิน ) โจทก์อุทธรณ์ว่าไม่ได้ขาดอายุความ จำเลยแก้ว่าขาด ศาลอุทธรณ์ฟังว่าไม่ขาดอายุความพิพากษากลับให้ชำระหนี้ตามฟ้อง จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม
ตามคำฟ้องและคำให่การของจำเลยมีประเด็นพิพาทกันสามข้อ คือฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยกู้เงินตามฟ้องหรือไม่ และคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นฟังว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ตามฟ้องแต่คดีโจทก์ขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ไม่ขาออายุความ จำเลยแก้อุทธรณ์ของโจทก์เพียงประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความโดยไม่ได้โต้แย้งในประเด็นในคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและจำเลยไม่ได้กู้ และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไว้ด้วยประเด็นทั้งสองข้อดังกล่าวจึงเป็นอันยุติในศาลชั้นต้นแล้ว ชั้นอุทธรณ์จึงมีประเด็นพิพาทตามคำฟ้องอุทธรณืของโจทกืเพียงว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายความ พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้องจำเลยจึงมีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้แต่ในประเด็นที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เท่านั้นส่วนประเด็นที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและจำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ย่อมถือว่าเป็นข้อที่ว่าจำเลยมิได้ยกขึ้นว่ามาแล้วในศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาใน ป.วิ. พ. 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยฎีกาในประเด็นดังกล่าวไม่ได้ คงพิพากษาได้เพียง ประเด็น ที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เพียงเท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3115 - 3116/2550
จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองเพราะเห็นว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีไม่จำต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่เป็นฟ้องซ้ำ จำเลยที่ 2 มีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุมขึ้นแก้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่จำเลยที่ 2 คงแก้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่เท่านั้น จำเลยที่ 2 หาได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมขึ้นแก้อุทธรณ์ด้วยไม่ ดังนั้น ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ จึงไม่ใช่ปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในชั้นศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9201/2542 นั้น จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ และมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของโจทก์ทั้งสอง โดยมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1447/2543 นั้น ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานรับของโจรทรัพย์รวม 4 รายการ และมีคำสั่งให้คืนทรัพย์ทั้ง 4 รายการแก่โจทก์ที่ 2 โดยคดีอาญาทั้งสองเรื่องดังกล่าวไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ซึ่งในการฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ 1 ในการรับเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไว้และโจทก์ที่ 2 ได้รับทรัพย์คืนจากจำเลยที่ 2 แล้ว 4 รายการ คือ ทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 20, 24, 25 และ 26 รวมเป็นเงิน 8,700 บาท ส่วนทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 17 ได้รับคืนเฉพาะองค์พระส่วนทองคำที่ลอกไปยังไม่ได้คืน โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวนอื่นๆ นอกจากทรัพย์ 4 รายการพร้อมองค์พระดังกล่าว ซึ่งศาลในคดีอาญาทั้งสองคดีดังกล่าวยังมิได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีนี้บางประเด็นจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
ดูมาตรา 234 ใช้ในกรณีศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ แต่ถ้ามีคำสั่งให้เสียเพิ่มเติมแล้วให้คืนไปทำมาใหม่ แต่ผู้อุทธรณ์คิดว่าไม่ต้องเสียเพิ่มไม่ต้องทำมาใหม่
ก็เห็นว่า เข้า 18 วรรค 2 และ 18 วรรค ท้าย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7494/2547 ค้นไม่พบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9219/2547
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์ทำมาใหม่เป็นคำสั่งชั้นตรวจคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ตามวรรคสองของ มาตรา 18 แต่วรรคท้ายของมาตรา 18 บัญญัติให้อุทธรณ์และฎีกาคำสั่งของศาลที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรานี้ได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228 และ 247 กรณีมิได้ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 234 แห่ง ป.วิ.พ. ที่จำเลยจะต้องอุทธรณ์คำสั่งนั้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แต่อย่างใด เพราะกรณีนี้อยู่ในชั้นตรวจคำคู่ความ การที่จำเลยไม่ทำอุทธรณ์มายื่นใหม่ภายในเวลา 3 วันตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 18 วรรคสอง หาทำให้จำเลยหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์ให้ทำมาใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 วรรคท้าย ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6008/2548
คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 มีเนื้อหาคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลเสียใหม่ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด มิฉะนั้นจะถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์ คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้มิใช่คำสั่งที่ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์หรือมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 232 จึงมิใช่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ (จำเลยที่ 1) จะต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 หากแต่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวโดยนำบทบัญญัติมาตรา 234 มาปรับแก่คดีนั้นจึงไม่ถูกต้อง
อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีและงดสืบพยานของจำเลยที่ 1 ซึ่งมิใช่อุทธรณ์ในเนื้อหาของคำพิพากษา แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นอุทธรณ์ในเนื้อหาของคำพิพากษาต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ให้จำเลยที่ 1 นำค่าฤชาธรรมเนียมมาชำระให้ถูกต้อง ก็แปลได้ว่าหมายถึงค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในตอนแรก เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีคำขอเพียงให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและย้อนสำนวนขึ้นไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่ 1 แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นอุทธรณ์ในคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. เพียง 200 บาท ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมตามจำนวนทุนทรัพย์จึงไม่ชอบ
คำสั่ง ตาม 236 เป็นเรื่อง 234 230 232 เป็นการตรวจ 233 เป็นกรณีให้เสียค่าอุทธรณ์เพิ่มขึ้น แนวฎีกาตัวเดียวที่ออกข้อสอบไปคือการเพิกถอนอุทธรณ์ที่ผิดระเบียบ เพราะเป็นการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบยอมแค่ตรงนี้เท่านั้น
ตัวอย่างที่ให้ศาลชั้นต้นสั่งได้ดูที่ 233 มีการรับอุทธรณ์แล้วเหมือนกัน