ครั้งที่ 3
ครั้งที่แล้ว ก็เพิ่งทราบว่าเราไม่มีรัฐบาล เรื่องคดีมโนสาเร่ คราวที่แล้วพุดเรื่องจะฟ้องศาลไหน คราวนี้ก็จะพุดถึงเรื่องการเสนอคำฟ้อง
เราก็ต้องทำคำฟ้อง คำฟ้องคดีมโนสาเร่ทำได้ 2 วิธี
1.ทำเป็นหนังสือก็เช่นการฟ้องทั่วไป ข้อความในคำฟ้องก็ไม่ได้มีบัญญัติไว้ก็นำบททั่วไปตามมาตรา 172 หากศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ในคดีมโนสาเร่ ไม่ถูกต้องก็มีอำนาจ เรียกให้โจทก์ มาแก้ฟ้อง 191 วรรค 2 แต่บทบัญญัตินี้ก็ไม่ตัดอำนาจตามมาตรา 18
2.ฟ้องด้วยวาจาทางปฏิบัติจริงๆเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานศาลจดบันทึกข้อความแทน
การเสียค่าขึ้นศาล มีการแก้ไขจากเดิม ให้โจทก์เสียค่าขึ้น ศาล 200 บาท( เท่ากับคดีไม่มีทุนทรัพย์ ) แก้ไขใหม่เป็น ตามตาราง 1 แต่ไม่เกิน 1000 บาท ตาราง 1 ก็มีการแก้ไข ว่า ไม่เกิน 50 ล้านบาทแรก ไม่เกิน ร้อยละ 2 แต่ไม่เกิน 2 แสน ส่วนที่เกินกว่านั้นให้เสียร้อยล่ะ 0.1 ส่วนคดีมโนสาเร่ กรณีฟ้องขับไล่ ก็เสีย 200 บาทเช่นเดิม
เหตุที่วรรค 2 ไม่ได้มีการแก้ไขเพราะว่าคดีมโนสาเร่ต้องการให้ยุติในศาลชั้นต้นหากยังมีการอุทธรณ์ ฎีกาต่อไปก็ต้อง เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีสามัญ
เมื่อศาลรับฟ้องแล้วศาลก็ต้องหมายแจ้งจำเลย
กรณีที่ฟ้องไม่ใช่คดีมโนสาเร่ อาจแยกพิจารณาเป็น 2 กรณี
1.ทราบตั้งแต่เริ่มฟ้อง ก็อาจสั่งให้ไปทำคำฟ้องมาใหม่เป็นหนังสือแล้วดำเนินคดีสามัญ ถ้าฟ้องเป็นหนังสืออยู่แล้วก็รับฟ้องแล้วหมายสำเนาคำฟ้องให้จำเลย
2.มีการแก้ไขฟ้องทำให้ไม่เป็นคดีมโนสาเร่ หรือเพิ่มเติมคำขอไม่มีทุนทรัพย์เข้ามา ถ้าเป็นศาลแขวงแล้วเห็นว่าหากแก้แล้วทำให้เป็นคดีสามัญอันทำให้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงจะไม่อนุญาตให้แก้ฟ้องได้หรือไม่ ตอบใช้หลักเกณฑ์ในคดีแพ่งสามัญล้วนๆในการแก้ฟ้อง
การแก้ไขคำฟ้องของคดีมโนสาเร่จะแก้ฟ้องเป็นวาจาได้หรือไม่ ตอบไม่ได้ เพราะไม่มีบทบัญญัติในคดีมโนสาเร่ที่บัญญัติไว้จึงต้องทำบทบัญญัติคดีสามัญมาใช้
ฏ.2444/2542 –
แม้ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นคดีมโนสาเร่และยังไม่เปลี่ยนแปลงคำสั่งขณะจำเลยยื่นคำร้องแต่จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือไว้แล้วก่อนหน้านั้นเมื่อไม่มีบทบัญญัติกฎหมายกำหนดโดยเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ลักษณะ 2 หมวดที่ 1ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ จึงต้องนำบทบัญญัติในคดีสามัญมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 195 คือการแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 179(3),180 เมื่อคำร้องขอแก้ไข เพิ่มเติมคำให้การของจำเลยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ แห่งกฎหมายดังกล่าว โดยยื่นในวันเดียวกันกับวันสืบพยานโจทก์ทั้งไม่ปรากฏเหตุที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อน หรือเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อย คำสั่ง ศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตและยกคำร้องจึงชอบแล้ว
หากศาลที่รับคดีเป็นศาลแขวง ก็ต้องคืนคำฟ้องเพื่อให้ไปฟ้องในศาลที่ถูกต้องและมีอำนาจพิจารราต่อไป
หากมีฟ้องแย้งที่เกินอำนาจศาลแขวงมีสิทธิที่จะสั่งไม่รับได้หากพิจารณาแล้วเห็นว่าฟ้องแย้งเกินอำนาจพิจารณา
การรวมพิจารณาคดีแล้วทำให้คดีเกินศาลแขวง ม.192 วรรค 4
5.วันที่พิจารณา
ศาลต้องดำเนินการ 3 ขั้นตอนคือ 1. ไกล่เกลี่ย 2. สอบจำเลย
ฏ.3370/2541
แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้องอย่างคดีมโนสาเร่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 วรรคสอง บัญญัติให้จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หรือจะให้การด้วยวาจาได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือ กรณีจึงต้องอยู่ในบังคับมาตรา 177 วรรคสอง ประกอบมาตรา 195 โดยจำเลย ต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการ ปฏิเสธนั้นด้วย แม้จำเลยไม่จำต้องอ้างตัวบทกฎหมายว่า ขาดอายุความตามมาตราใดก็ตาม แต่จำเลยก็ต้องให้การโดย แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏจำเลยจึงต้องบรรยาย ด้วยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้อง การที่จำเลยให้การเพียงว่า คดีโจทก์ขาดอายุความโดยมิได้ กล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะคดีโจทก์ขาดอายุความการที่โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอายุความโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ เมื่อศาลฎีกาเห็นว่า คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ และการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเป็นการไม่ชอบ ประกอบกับพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้ว ศาลฎีกา จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่
– องค์การโทรศัพท์ฟ้องจำเลย เป็นเงิน 9 พันบาทพร้อมดอกเบี้ย จำให้การต่อสู้งว่าไม่ได้ใช้และคดีโจทก์ขาดอายุความ ในนัดพิจารณาศาลต้นก็สอบจำเลยว่าคดีอย่างนี้น่าจะรับกันได้ จำเลยแถลงรับทุกอย่างยกเว้นเรื่องขาดอายุความ ศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะเห็นว่าขาดอายุความ โจทก์ฎีกาโดยตรงเฉพาะข้อกฎหมายตาม 223 ทวิ
ศาลฎีกาว่าเมื่อจำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือก็ต้องตกอยู่ใน 177 ก็ต้องให้การอย่างแจ้งชัดแม้ไม่ต้องอ้างตัวบทว่าขาดอายุความตราใด แต่ก็ต้องแสดงเหตุให้ปรากฏ ว่าขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้อง
หรือกรณีถ้าจำเลยไม่มาศาลและก็ไม่ได้ยื่นเป็นหนังสือไว้ก่อน
ฎ.4156/2543
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสองประกอบมาตรา 193 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสามและวรรคสี่เดิมกรณีที่จะถือว่าจำเลยในคดีไม่มีข้อยุ่งยากขาดนัดยื่นคำให้การ คือกรณีที่จำเลยมาศาลตามวันที่กำหนดในหมายเรียกแต่ไม่ยอมให้การโดยศาลไม่ต้องมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแต่ประการใดแต่คดีนี้ในวันนัดแก้ข้อหาและนัดสืบพยานโจทก์ดังกล่าว ทนายจำเลยได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดี และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีแล้วถือได้ว่าเป็นการเลื่อนทั้งคดีซึ่งหมายถึงการให้การแก้ข้อหาและสืบพยานโจทก์ด้วย มิใช่กรณีที่จำเลยมาศาลแต่ไม่ยอมให้การ และศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่ยอมให้เลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การและดำเนินการพิจารณาต่อไปตามที่กฎหมายกำหนดแต่ประการใด ศาลชั้นต้นจึงควรกำหนดวันนัดให้จำเลยแก้ข้อหาใหม่การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ จำเลยจึงไม่จำต้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแต่อย่างใดแม้การที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การและศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องก็ตาม ก็หามีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การกลับเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายไม่
เมื่อผ่านขั้นตอนขั้นที่สองคือ จำเลยให้การ เป็น ขั้นตอนที่สาม คือ สืบพยาน
จำเลยในคดีมโนสาเร่ก็เหมือนจำเลยคดีแพ่งสามัญคือมีได้แค่ ขาดนัดพิจารณาหรือขาดนัดยื่นคำให้การอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่