บทความวิชาการ
ปัญหาอายุความตามกฎหมายตั๋วแลกเงิน
รศ.เดชา ศิริเจริญ
*1. อายุความการฟ้องผู้รับรองตั๋วแลกเงินและผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน
มาตรา 1001 “ในคดีฟ้องผู้รับรองตั๋วแลกเงินก็ดี ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินก็ดี ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นเวลาสามปี นับแต่ตั๋วนั้น ๆ ถึงกำหนดใช้เงิน”
มาตรานี้บทบัญญัติกำหนดอายุความการฟ้องคู่สัญญาซึ่งอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นให้รับผิดตามตั๋ว ซึ่งได้แก่
(1) ผู้รับรองตั๋วแลกเงิน
(2) ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งต้องผูกพันรับผิด เช่นเดียวกับผู้รับรองตั๋วแลกเงิน ตามมาตรา 986
ระหว่างเวลาแห่งอายุ
อายุความในการฟ้อง กฎหมายกำหนดไว้ ว่าจะต้องฟ้องเสียภายในกำหนดเวลาไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันที่ตั๋วเงินนั้นถึงกำหนดใช้เงิน กล่าวคือถ้าเป็นตั๋วแลกเงิน ต้องฟ้องผู้รับรองภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ตั๋วแลกเงินถึงกำหนดใช้เงิน ถ้าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน ต้องฟ้องผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นถึงกำหนดใช้เงิน
สำหรับกรณีที่ผู้ออกตั๋วตกลงให้ผู้ทรงกรอกวันถึงกำหนดใช้เงินเอาเอง และผู้ทรงได้กรอกวันถึงกำหนดใช้เงินตามที่ตกลงกันไว้ ดังนี้ อายุความเริ่มนับแต่วันที่ผู้ทรงกรอกวันลงไป
ข้อสังเกต
(1) กล่าวคือมาตรา 1001 มิได้ระบุถึงเฉพาะตัวบุคคลที่ถูกฟ้องซึ่งได้แก่ผู้รับรองตั๋วแลกเงินซึ่งต้องรับผิดโดยเฉพาะเจาะจงในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นตามมาตรา 937 ซึ่งต้องรับผิดตามจำนวนเงินและเนื้อความ ซึ่งตนรับรองไว้ กับฟ้องผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งผูกพันตามตั๋วเสมือนผู้รับรองตั๋วแลกเงินตามมาตรา 986 วรรคแรก แต่ตัวบุคคลที่จะใช้สิทธิฟ้องกฎหมายมิได้กำหนดไว้ว่าเป็นผู้ใด ดังนั้นคงจะมิได้หมายความเฉพาะผู้ทรงซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามตั๋วเงินเท่านั้นที่จะมีสิทธิฟ้อง แต่คงจะเป็นบุคคลใดก็ได้ที่มีสิทธิฟ้องตามกฎหมายตั๋วเงิน อาจเป็นผู้สลักหลังซึ่งเข้าถือเอาตั๋วตามมาตรา 967 วรรคสาม หรืออาจจะเป็นผู้รับอาวัลซึ่งได้ใช้เงินไปตามตั๋วย่อมได้สิทธิไล่เบี้ย ตามมาตรา 940 วรรคสาม หรืออาจจะเป็นทายาทผู้สืบสิทธิก็ได้
* อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ12
(2) การฟ้องผู้รับอาวัลผู้รับรองตั๋วแลกเงิน หรือการฟ้องผู้รับอาวัลผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ก็ย่อมมีกำหนดอายุความตามกฎหมายมาตรานี้คือ 3 ปี เพราะผู้รับอาวัลย่อมผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนประกันตามมาตรา 940 วรรคแรก
(3) ที่น่าสงสัยและหาคำตอบไม่ได้ก็คือ เพราะเหตุใดกฎหมายตามมาตรานี้จึงมิได้บัญญัติไป
ถึงธนาคารผู้รับรองเช็คตามมาตรา 993 วรรคแรก ซึ่งจะมีฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นตามตั๋วเงินเช่นเดียวกัน ถ้าจะให้ผู้เขียนคาดเดาก็เข้าใจว่ากฎหมายไทยคงได้ไปเอาแบบอย่างมาจากกฎหมายของอังกฤษ ซึ่งตามกฎหมายของอังกฤษแล้วถือว่าเช็คนั้นเป็นตั๋วแลกเงินชนิดหนึ่ง คือถ้าเป็นตั๋วแลกเงินที่สั่งให้ธนาคารใช้เงินเมื่อทวงถาม ตามกฎหมายของอังกฤษเรียกว่าเช็ค ดังนั้นอายุความตามกฎหมายอังกฤษ สำหรับผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินซึ่งรับรองการใช้เงินแล้วกับธนาคาร ซึ่งรับรองการใช้เงินตามตั๋วแลกเงินซึ่งเป็นเช็คจึงมีอายุความเท่ากัน เพราะเป็นตั๋วเงินประเภทเดียวกัน จึงหมายความว่าตั๋วเงินตามกฎหมายของอังกฤษจึงมี 2 ประเภทคือตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน อายุความจึงได้กำหนดไว้เฉพาะตั๋วแลกเงินซึ่งครอบคลุมไปถึงเช็คด้วยกับตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่กฎหมายไทยได้แยกเช็คออกมาเป็นตั๋วเงินอีกประเภทหนึ่ง แต่มิได้กำหนดอายุความเพิ่มเติมขึ้นใหม่สำหรับเช็ค จึงทำให้อายุความการฟ้องธนาคารซึ่งรับรองการใช้เงินตามเช็คขาดหายไป
ต่อปัญหานี้ทำให้เมื่อเกิดคดีการฟ้องธนาคาร ซึ่งรับรองการใช้เงินตามเช็คแล้ว จำต้องกลับไปใช้อายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งซึ่งเป็นกฎหมายหลัก ที่กำหนดอายุความไว้ถึง 10 ปี ซึ่งอันที่จริง แล้วกฎหมายตั๋วเงินนั้นเป็นกฎหมายพาณิชย์ เป็นกฎหมายพิเศษเฉพาะเรื่อง อีกทั้งได้กำหนดอายุความการฟ้องคดีของตนไว้เป็นการต่างหาก จึงน่าที่จะแสดง ให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายตั๋วเงินว่าหนี้ตามตั๋วเงินซึ่งเป็นตราสารเปลี่ยนมือได้ ซึ่งทำให้คู่สัญญามีได้ไม่จำกัดจำนวน ควรมีอายุความที่รวบรัด ไม่ควรมีอายุความที่ยืดยาวดังเช่นหนี้สามัญทั่วไป ต่อปัญหา ต่อไปนี้ทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่าง 3 ปี กับ 10 ปี ซึ่งเป็นการฟ้องร้องลูกหนี้ชั้นต้นเหมือนกัน ในมูลหนี้ตามตั๋วเงินเหมือนกัน เป็นเพียงตั๋วเงินต่างประเภทกันเท่านั้น
ต้นกำเนิดหรือที่มาของแคชเชียร์เช็ค (Cashier cheque) ก็น่าจะเกิดจากปัญหาข้างต้นดังกล่าว ธนาคาร ซึ่งเป็นองค์กรทางธุรกิจคงจะไม่ยอมเอาตัวเข้าผูกพันทางสัญญาตั๋วเงินเป็นเวลายาวนานถึง 10 ปี โดยไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนที่คุ้มค่าด้วยการยอมรับรองการใช้เงินตามเช็ค แคชเชียร์เช็คเป็นเช็คที่ผู้ได้มาจะต้องเอาเงินไปซื้อจากธนาคาร หรือมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารแล้วให้ธนาคารออกเช็คชนิดนี้ให้แทนการเบิกเงินสดออกมา
ตัวอย่าง เช่น นายเดชามีภูมิลำเนาอยู่ที่ กทม. ต้องการซื้อที่ดินแปลงหนึ่งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรีในราคาห้าล้านบาท นายเดชาไม่กล้านำเงินสด จำนวนห้าล้านบาทไปชำระในวันนัดจดทะเบียนโอนที่ดิน เนื่องจากเกรงอันตราย นายเดชาจึงไปที่ธนาคาร ซึ่งตนมีบัญชีเงินฝากอยู่ แต่แทนที่จะเบิกเงินสดจำนวนห้าล้านบาท ก็ขอให้ธนาคารออกแคชเชียร์เช็ค กล่าวคือเป็นเช็คที่ธนาคารนั้นเองเป็นผู้สั่งจ่าย สั่งธนาคารเดียวกันที่อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรีเป็นผู้จ่าย จ่ายให้แก่ผู้รับเงินซึ่งอาจจะระบุชื่อของเจ้าของที่ดินลงไปก็ได้ แล้วนายเดชาก็นำเช็คฉบับนี้ไปมอบชำระหนี้ค่าที่ดินในวันจดทะเบียนโอนให้แก่เจ้าของที่ดิน เป็นเช็คที่ยอมรับกันในวงการทั่วไปว่าธนาคารต้องจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว เพราะหากผู้ใดไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเงินฝากกับธนาคาร ธนาคารก็คงไม่ออกเช็คดังกล่าวมาให้ผู้นั้น
วารสารวิชาการนิติศาสตร์ปัญหาอายุความตามกฎหมายตั๋วแลกเงิน
เดชา ศิริเจริญ
13
อายุความกรณีผู้สลักหลังฟ้องผู้สลักหลังและฟ้องผู้สั่งจ่าย
มาตรา 1003 “ในคดีผู้สลักหลังทั้งหลายฟ้องไล่เบี้ยกันเอง และไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สั่งจ่ายแห่งตั๋วเงิน
ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ผู้สลักหลังเข้าถือเอาตั๋วและใช้เงิน หรือนับแต่วันที่ผู้สลักหลังนั้นเองถูกฟ้อง”ระยะเวลาแห่งอายุความ
ความตามมาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่กำหนดอายุความที่ผู้สลักหลังฟ้องไล่เบี้ยกันเอง กล่าวคือ ผู้สลักหลังคนหนึ่งคนใดอาจถูกผู้ทรงฟ้องไล่เบี้ยบังคับ เอาเงินตามตั๋วเมื่อผู้สลักหลังซึ่งถูกบังคับใช้เงินได้ใช้เงินไปตามตั๋วและได้เข้าถือเอาตั๋วเงินนั้น ผู้สลักหลัง คนนี้ย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาผู้สลักหลังคนก่อนและผู้สั่งจ่ายโดยต้องฟ้องเสียภายในเวลา 6 เดือน นับแต่ผู้สลักหลังคนดังกล่าวนี้เข้าถือเอาตั๋วเงินตามมาตรา 967 วรรคสาม เช่นเดียวกับผู้สลักหลังคนหน้าที่ถูกผู้สลักหลังคนหลังที่เข้าถือเอาตั๋วเงินฟ้องตน เมื่อตนได้ใช้เงินไปและเข้าถือเอาตั๋ว ก็จะมีอายุความในการไล่เบี้ยต่ออีก 6 เดือนเช่นกันจนกว่าจะไปฟ้องถึงต้นสาย คือผู้สั่งจ่าย เมื่อผู้สั่งจ่ายได้ใช้เงินตามตั๋วแล้ว ทุกอย่าง ก็เป็นอันยุติ
ฎีกาที่
๖๒๘/๒๕๐๔ คดีที่โจทก์ฟ้องในฐานะผู้สลักหลังตั๋วเงินไล่เบี้ยเอาจากจำเลยเป็นผู้สลักหลังด้วยกันต้องถือว่า โจทก์เป็นผู้สลักหลัง หาใช่ผู้ทรงเช็คในขณะนั้นไม่ อายุความฟ้องร้องจึงต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๓ หาใช่ ๑๐๐๒ ไม่ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกา
ฎีกาที่
๑๖๕๗-๑๖๕๘/๒๕๑๖ อายุความที่ผู้ทรงเช็คจะฟ้องเรียกเงินตามเช็คจากผู้สั่งจ่ายและ ผู้สลักหลัง เริ่มตั้งแต่วันที่เช็คถึงกำหนดหรือวันที่ลงในเช็ค มิใช่เริ่มนับแต่วันที่ผู้สั่งจ่ายมอบเช็คให้ (กับมีฎีกาที่ ๘๖๘/๒๕๐๙)ฎีกาที่
๑๖๑/๒๕๑๘ อายุความฟ้องผู้สั่งจ่าย เช็คมีกำหนด ๑ ปี ตามาตรา ๑๐๐๒ นับตั้งแต่วันออกเช็คซึ่งเป็นวันที่ตั๋วเงินถึงกำหนดต้องจ่ายเงิน มิใช่วันที่ผู้ทรงยื่นเช็คต่อธนาคาร แล้วธนาคารไม่จ่ายเงิน (กับมีฎีกาที่ ๕๔๕/๒๕๒๑, ๑๔๑๐/๒๕๒๕)อนึ่ง เช็คไม่ลงวันที่ออกเช็ค หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายทำการโดยสุจริตจดวันตามที่ถูกต้องแท้จริงลง วันที่จดลงนั้นเป็นวันออกเช็คและตั้งต้นนับอายุความตั้งแต่วันนั้น
ฎีกาที่
๒๔๙๙/๒๕๑๙ ในชั้นพิจารณาคู่ความรับกันว่า เช็คพิพาทจำเลยออกให้โจทก์ก่อนฟ้อง ๓ ปี แต่ไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายไว้ ธนาคารได้ลงวันที่สั่งจ่าย ในเช็คโดยจำเลยไม่รู้เห็นด้วย แต่เงินในบัญชีของจำเลย ไม่มี ดังนี้เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงว่าเหตุใดจำเลยผู้ออกเช็ค จึงไม่ลงวันที่ขณะออกเช็ค จึงถือเป็นปริยายว่าจำเลยยินยอมให้โจทก์ลงวันที่ในเช็คเอาเอง และได้ลงวันที่โดยสุจริต อายุความนับตั้งแต่วันที่ระบุในเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๒ เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่พ้น ๑ ปี จึงไม่ขาดอายุความ (กับมีฎีกาที่ ๙๓๘/๒๕๒๑)ฎีกาที่
๔๖๙/๒๕๒๖ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คมีสิทธิฟ้องจำเลยผู้สั่งจ่ายให้รับผิดใช้เงินตามเช็คได้ภายในเวลา ๑ ปี นับแต่วันที่เช็คถึงกำหนดใช้เงินตามมาตรา ๑๐๐๒ เมื่อวันออกเช็คคือวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๒ เป็นวันหยุดราชการ และเป็นวันหยุดของธนาคาร โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินในวันนั้นได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันที่ ๖ ซึ่งจะครบ ๑ ปีในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๓ และวันถัดไปเป็นวันเสาร์และวันอาทิตย์ โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๒๓ ซึ่งเป็นวันเริ่มทำงานใหม่ได้ ไม่ขาดอายุความตามมาตรา ๑๖๑ฎีกาที่
๙๒๒/๒๕๒๖ เดิมโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คเงินสดและขีดคร่อม ได้โอนเช็คให้ ข. และ ส. แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงโอน14 Law Journal Vol. 1 No. 1 January - June 2008เช็คคืนโจทก์ การที่โจทก์โอนเช็คไปโดยมิได้ลงลายมือชื่อ จึงมิใช่ผู้สลักหลังลอยตามมาตรา ๙๑๙ เมื่อโจทก์ได้เช็คคืนมาจึงมีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท มีสิทธิฟ้อง จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่ตั๋วเงินถึงกำหนดตามมาตรา ๑๐๐๒ คดีไม่ขาดอายุความ (กับมีฎีกาที่ ๑๗๕๒/๒๕๒๖)
ข้อสังเกต
มีข้อสังเกตอีกเช่นกัน กล่าวคือมาตรา 1003 บัญญัติเฉพาะกรณีผู้สลักหลังซึ่งเข้าถือเอาตั๋วฟ้องผู้สลักหลังคนหน้าตนต่อ ๆ ไป ฟ้องผู้สั่งจ่าย แต่มิได้บัญญัติถึงกรณีผู้รับอาวัลซึ่งใช้เงินไปตามตั๋ว แล้วได้สิทธิไล่เบี้ย มาตามมาตรา 940 วรรคสาม ที่จะฟ้องร้อง เอาเงินตามตั๋วต่อไป แต่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความ ไว้สำหรับกรณีนี้ ดูตามคำพิพากษาฎีกาก็กำหนดให้ใช้ อายุความทั่วไปคือ 10 ปี
ในเรื่องของอายุความตามตั๋วเงินนี้ผู้เขียนมีความเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีปัญหามาก จึงขอแสดงความคิดเห็นดังนี้
ตามมาตรา 940 วรรคแรก ที่บัญญัติว่า “ผู้รับ อาวัลย่อมผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนประกัน” จากบทบัญญัติดังกล่าวนี้ มักเข้าใจกันว่า ผู้รับอาวัลมีความรับผิดตามตั๋วเงินเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนประกัน เช่น เข้ารับอาวัลให้แก่ผู้สลักหลัง คนหนึ่ง ดังนั้นผู้สลักหลังคนนี้มีความรับผิดตามตั๋วเงิน ฉบับนี้เป็นอย่างใดผู้รับอาวัลก็รับผิดตามตั๋วเงินฉบับนี้เป็นอย่างนั้น
แต่ผู้เขียนมีความเห็นว่าคำว่า “ผูกพัน” ตาม มาตรา 940 วรรคแรกนั้นมีความหมายที่กว้างกว่าเฉพาะ หน้าที่และความรับผิดตามตั๋วเงินเท่านั้น การที่บุคคลมีความผูกพันซึ่งกันและกัน ควรจะผูกพันทั้งสิทธิและหน้าที่ เช่น ความผูกพันระหว่างสามีภริยา บิดามารดา กับบุตร เจ้าหนี้กับลูกหนี้ ถ้าหากกฎหมายเจาะจงเฉพาะหน้าที่และความรับผิด ไม่เกี่ยวไปถึงสิทธิกฎหมาย ควรจะใช้ข้อความว่า” ผู้รับอาวัลย่อมมีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนประกัน”
คำว่า “ผูกพัน” ตามกฎหมายมาตรานี้ ผู้เขียนมีความเห็นว่า หมายความถึงนิติสัมพันธ์ เป็นความผูกพันกันทางกฎหมาย นิติสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้นั้นถ้าว่ากันตามหลักกฎหมายแล้ว เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิอยู่เหนือลูกหนี้ ส่วนหน้าที่และความรับผิดนั้นเป็นของลูกหนี้ที่มีต่อเจ้าหนี้ แต่หลักกฎหมายนั้นส่วนมากมักจะมีข้อยกเว้น เช่น นิติสัมพันธ์ ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ตามสัญญาตั๋วเงิน เจ้าหนี้ได้แก่ ผู้ทรงตามมาตรา 904 ก็จะมีสิทธิอยู่หลายประการ เช่น สิทธิยึดหน่วงตั๋วเงิน (ม. 905 วรรคสอง) สิทธิโอนตั๋วเงิน (ม. 917 วรรค และ ม. 918) สิทธิไล่เบี้ย (ม. 959) แต่ในขณะเดียวกันผู้ทรงก็มีหน้าที่ เช่น หน้าที่ทำคำคัดค้าน ตามมาตรา 960 หน้าที่ขอความยินยอมหรือทำคำบอกกล่าว กรณียอมรับเอาการรับรองเบี่ยงบ่ายของผู้จ่ายตามมาตรา 935 และมาตรา 936 เป็นต้น
สำหรับคู่สัญญาฝ่ายลูกหนี้ตามตั๋วเงิน เช่น ผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังตั๋วแลกเงิน ย่อมมีหน้าที่และความรับผิดตามมาตรา 900 อันเป็นความรับผิดตามหลักทั่วไปของบุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินกับมาตรา 914 อันเป็นความรับผิดเฉพาะเจาะจงที่จะต้องใช้เงินเมื่อตั๋วแลกเงินนั้นขาดความเชื่อถือ แต่หากผู้ทรงไม่ทำหน้าที่ให้ถูกต้องตามแบบระเบียบ กล่าวคือ ไม่ทำคำคัดค้านตามกำหนดกฎหมายระบุไว้ ผู้สั่งจ่ายและบรรดาผู้สลักหลังก็ย่อมบังเกิดสิทธิที่ไม่จำต้องใช้เงินตามตั๋วเงิน (มาตรา 973)
ดังนั้นความถูกต้องน่าจะเป็นดังนี้ การที่ผู้สลักหลังซึ่งเข้าถือเอาตั๋วเงินไล่เบี้ยผู้สลักหลังคนหน้าและผู้สั่งจ่าย มีอายุความ 6 เดือน ตามมาตรา 1003 ผู้รับอาวัลให้แก่ผู้สลักหลังคนหนึ่งซึ่งได้ใช้เงินไปตามตั๋วเงินหลังจากถูกไล่เบี้ย แล้วผู้รับอาวัลคนดังกล่าวมาใช้สิทธิไล่เบี้ยที่ได้มาตามมาตรา 940 วรรคสาม ที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สลักหลังและผู้สั่งจ่ายก็
15 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 2551 ปัญหาอายุความตามกฎหมายตั๋วแลกเงิน เดชา ศิริเจริญต้องมีอายุความ 6 เดือนเช่นกัน เพราะเขามีความผูกพันเป็นอย่างเดียวกันทั้งสิทธิและหน้าที่ ไม่เห็นด้วยที่จะให้บุคคลหนึ่งมีสิทธิเพียง 6 เดือน แต่อีกบุคคลหนึ่งมีสิทธิตั้ง 10 ปี ทั้งที่มีความผูกพันตามตั๋วเป็นอย่างเดียวกัน
อีกกรณีหนึ่งที่เป็นเหตุผลว่า ผู้รับอาวัลซึ่งได้ใช้เงินไปตามตั๋วเงินตามมาตรา 940 วรรคสาม แล้วใช้สิทธิไล่เบี้ยลูกหนี้ตามตั๋วเงินต่อไป ควรจะมีอายุความเพียงใด
ตัวอย่าง ก. ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่ ข. ข.สลักหลังโอนตั๋วต่อให้ ค. ค.สลักหลังส่งมอบตั๋วต่อให้ ง. ง. จึงเป็นผู้ทรงคนปัจจุบันโดยมี ก. เป็นผู้ออกตั๋ว ข. และ ค. เป็นผู้สลักหลัง ตั๋วฉบับนี้มีนายค้ำเข้ามารับอาวัลให้แก่ ค. เมื่อตั๋วถึงกำหนดใช้เงิน ก. ผู้ออกตั๋วปฏิเสธการใช้เงิน หาก ง. ผู้ทรงจะใช้สิทธิไล่เบี้ยฟ้องคดีเอากับบรรดาลูกหนี้ตามตั๋ว อายุความก็จะเป็นดังนี้ หาก ง. ฟ้อง ค. และ ข. อายุความก็จะเป็นไปตามมาตรา 1002 คือ 1 ปีนับแต่วันตั๋วถึงกำหนด (ตั๋วสัญญาใช้เงินโดยหลักแล้วไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำคำคัดค้าน เว้นแต่เป็นตั๋วซึ่งออกจากต่าง-ประเทศ) หาก ง. ฟ้องนายค้ำผู้รับอาวัล ค. อายุความ 1 ปีเช่นเดียวกันตามมาตรา 940 วรรคแรก เพราะผู้รับอาวัลย่อมผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนประกัน หาก ง. จะฟ้อง ก. ผู้ออกตั๋ว อายุความก็จะเป็นไปตามมาตรา 1001 คือ 3 ปีนับแต่ตั๋วถึงกำหนดใช้เงิน
สมมติว่า ง. ฟ้องนายค้ำ นายค้ำใช้เงินไปตามตั๋วแล้ว ได้ตั๋วมาอยู่ในความครอบครอง นายค้ำไม่มีฐานะเป็นผู้ทรงตามมาตรา 904 แต่ได้สิทธิไล่เบี้ยมาตามมาตรา 940 วรรคสาม ที่จะไล่เบี้ย ค. และ ข. ผู้สลักหลังและ ก. ผู้ออกตั๋ว หากนายค้ำฟ้อง ก. ผู้ออกตั๋ว มีอายุความกำหนดไว้ที่มาตรา 1001 คือ 3 ปี แต่หากนายค้ำจะฟ้อง ค. และ ข. ผู้สลักหลัง ให้ใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี โดยอ้างว่าเพราะไม่มีกฎหมาย ตั๋วเงินกำหนดอายุความไว้กลับกลายเป็นว่า หากนายค้ำฟ้อง ค.และ ข. ซึ่งมีฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นสอง อายุความ 10 ปี แต่พอมาฟ้อง ก. ซึ่งมีฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นกลับมีอายุความเพียง 3 ปี ดังนี้ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า หากนายค้ำฟ้อง ค. และ ข. ผู้สลักหลัง เขาจะมีอายุความเพียง 6 เดือนตามมาตรา 1003 ประกอบด้วยมาตรา 940 วรรคแรก
ทำนองเดียวกันหากหันกลับมาเปรียบเทียบความรับผิดของผู้สลักหลังกับผู้รับอาวัล ผู้สลักหลังผู้นี้ หากตั๋วเงินขาดความเชื่อถือ ผู้สลักหลังผู้นี้จะมีความรับผิดต่อผู้ทรงตามอายุความของมาตรา 1002 คือ 1 ปี ส่วนผู้รับอาวัลคนดังกล่าวผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนประกัน คือ 1 ปีเช่นกัน ตามมาตรา 940 วรรคแรก ดังนั้นจึงขอยืนยันว่า ทั้งสิทธิและหน้าที่ของบุคคลคู่นี้ต้องเท่าเทียมกัน เพราะเขาผูกพันเป็นอย่างเดียวกัน
ในกรณีตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือจะเห็นความขัดแย้งที่ชัดเจนยิ่งขึ้นกล่าวคือ ตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ให้โอนโดยการส่งมอบตามมาตรา 918 หากผู้ทรงโอนโดยการสลักหลัง ผู้ทรงคนดังกล่าวจะกลายเป็นผู้รับอาวัลให้แก่ผู้สั่งจ่ายโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 921 ปัญหามีว่า หากผู้รับอาวัลคนดังกล่าวนี้ถูกผู้ทรงไล่เบี้ยและได้ใช้เงินไปตามตั๋วแล้วพร้อมทั้งได้ตั๋วเงินมาอยู่ในความครอบครอง หากใช้หลักเกณฑ์ ตามมาตรา 940 วรรคสาม ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้สำหรับการที่ผู้รับอาวัลผู้นี้ จะใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อ จึงใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี แต่หากว่าการใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 904 ที่ว่า ตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ บุคคลใดถืออยู่ก็นับว่าเป็นผู้ทรง หากใช้สิทธิของความเป็นผู้ทรงไล่เบี้ยผู้สั่งจ่าย จะมีอายุความกำหนดไว้คือ 1 ปี ตามมาตรา 1002 มองเห็นปัญหาที่ขัดแย้งกันหรือไม่ ระหว่างสิทธิที่แตกต่างกันในบุคคลคนเดียวกัน