ทิ้งฟ้อง ( มาตรา 174-176)
ทิ้งฟ้องตามมาตรา 174(1) เป็นการเพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ยื่นฟ้อง
ทิ้งฟ้องตามมาตรา 147(2) เป็นกรณีที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น โดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์ทราบโดยชอบแล้ว
คำฟ้องที่ต้องออกหมายเรียกให้จำเลยแก้คดี ได้แก่คำฟ้องในศาลชั้นต้น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 173 วรรคแรก
ถ้าเป็นคำฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกา มีมีการออกหมายเรียกให้จำเลยแก้คดีดังเช่นคำฟ้องในศาลชั้นต้น ดังนี้ หากผู้อุทธรณ์ หรือผู้ฎีกาไม่นำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์หรือฎีกาในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องตามมาตรา 174( 2)
ข้อสังเกต ตามมาตรา 174 ใช้คำว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ในชั้นอุทธรณ์ชั้นฎีกานั้นคำว่าโจทก์หมายถึงผู้ที่ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาซึ่งแจจะเป็นจำเลยก็ได้ หากจำเลยเป็นผู้อุทธรณ์หรือฎีกาและเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดก็ถือว่าจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาได้ (ฎ. 393/36)
ค่าธรรมเนียมการส่งหมายมิใช่ค่าธรรมเนียมศาล ผู้ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์หรือฎีกาอย่างคนอนาถา จึงไม่ได้รับการยกเว้น เมื่อคู่ความที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่วางเงินค่าธรรมเนียมการส่งหมายตามคำสั่งศาล จึงเป็นการทิ้งฟ้อง
การส่งคำฟ้องนั้น ตามมาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่าให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการส่ง ส่วนการนำส่งนั้นโจทก์จะนำส่งหรือไม่ก็ได้ เว้นแต่ศาลจะสั่งให้โจทก์มีหน้าที่ในการนำส่ง ดังนี้ ในการส่งสำเนาคำฟ้อง คำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฎีกา ต้องดูว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้นำส่งด้วยหรือไม่ ถ้าศาลไม่ส่งจะถือว่าทิ้งฟ้องไม่ได้ (ฎ. 5456/39)
แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งให้จัดการนำส่งด้วย โจทก์ผู้อุทธรณ์หรือฎีกาก็ต้องคอยติดตามผลการส่งว่า ส่งสำเนาคำฟ้องฯ ได้หรือไม่ ถ้าส่งไม่ได้ต้องแถลงให้ทราบตามคำสั่งศาล ถ้าไม่แถลงก็ถือว่าทิ้งฟ้อง ตามมาตรา 174(2) (ฎ. 4713/41)
กรณีส่งหมายข้ามเขต แม้ครั้งแรกศาลจะสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ แต่ต่อมาศาลได้มีหนังสือให้ศาลอื่นส่งหมายแทน ถือว่าเป็นการส่งหมายข้ามเขตโดยศาลเอง เมื่อส่งหมายให้ไม่ได้ ศาลสั่งให้โจทก์แถลงโดยไม่ได้แจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ การที่โจทก์มิได้ยื่นคำแถลง ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ (ฎ. 5001/47, 2816/39)
ทิ้งฟ้องตามมาตรา 147(2) เป็นกรณีที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด ที่จะถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดนั้น โจทก์ต้องทราบคำสั่งศาลโดยชอบแล้ว ในแบบฟอร์มคำคู่ความหรือคำร้องมีข้อความว่ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว ใช้ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งในวันที่ยื่นคำคู่ความหรือคำร้องนั้นต่อศาล (ฎ. 2449/35) ถ้าศาลมีคำสั่งในวันอื่นจะถือว่าโจทก์ (รวมทั้งผู้อุทธรณ์หรือฎีกา) ทราบคำสั่งศาลแล้วไม่ได้ ไม่เป็นการทิ้งฟ้อง (ฎ. 579/44) แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ศาลนัดให้คู่ความมาฟังคำสั่งในวันอื่น แม้ศาลจะมีคำสั่งในวันที่ยื่นคำคู่ความนั้น ก็จะถือว่าคู่ความทราบคำสั่งศาลในวันนั้นแล้วไม่ได้ ต้องถือว่าทราบคำสั่งในวันที่กำหนดให้คู่ความมาฟังคำสั่ง (ฎ. 828/46)
การที่คู่ความลงชื่อรับทราบว่าจะมาฟังคำสั่งศาลภายในเวลาที่กำหนด เป็นหน้าที่ของคู่ความต้องมารับทราบนั้นเอง และถือว่าทราบคำสั่งนั้นแล้ว (ฎ. 1668/48)
กรณีที่คู่ความมอบฉันทะให้เสมียนทนายความไปดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าศาลมีคำสั่งที่เกี่ยวกับเรื่องที่มอบฉันทะ ถือว่าคู่ความที่มอบฉันทะทราบคำสั่งนั้นด้วยแล้ว แต่ถ้าศาลมีคำสั่งในเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่มอบฉันทะ แม้หนังสือมอบฉันทะจะระบุว่าให้รับบทราบคำสั่งศาลด้วย ก็ไม่ถือว่าคู่ความทราบคำสั่งศาลแล้ว การที่คู่ความไม่ปฎิบัติตามจะถือว่าคู่ความทิ้งฟ้องไม่ได้ (ฎ. 4820/47)
คู่ความมอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดี กระบวนพิจารณาที่ถือว่าคู่ความผู้มอบฉันทะทราบ ต้องเป็นคำสั่งศาลที่เกี่ยวกับการขอเลื่อนคดีเท่านั้น ดังนั้นที่ศาลมีคำสั่งให้คู่ความชำระค่าขึ้นศาลส่วนที่ขาดให้ถูกต้อง ไม่เกี่ยวกับคำสั่งขอเลื่อนคดี จะถือว่าคู่ความผู้มอบฉันทะทราบคำสั่งศาลดั้งกล่าวด้วยได้ไม่ เมื่อคู่ความไม่นำค่าขึ้นศาลมาเสียในกำหนดจะถือว่าทิ้งฟ้องหาได้ไม่ (ฎ. 7513/40)
ถ้ามีการส่งสำเนาอุทธรณ์หรือฎีกาให้อีกฝ่ายหนึ่งในชั้นดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแล้ว ก็ไม่ต้องส่งสำเนาอุทธรณ์หรือฎีกาอีก ดังนี้ ถ้าศาลสั่งให้ส่งอีกผู้อุทธรณ์หรือฎีกาไม่ส่งจะถือว่าทิ้งฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้ (ฎ. 1105/ 43, 1005/39)
การดำเนินคดีตามคำสั่งศาลนั้นจะต้องเป็นกระบวนการพิจารณาที่บังคับให้โจทก์ต้องกระทำโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นกระบวนการพิจารณาไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ดังนี้ การที่ศาลสั่งให้คู่ความไปทำแผนที่พิพาท ถ้าไม่ไปอีกฝ่ายหนึ่งนำชี้ไปฝ่ายเดียว ถึงวันนัดโจทก์ไม่ไปนำชีก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำแผนที่พิพาท จะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไม่ได้ (ฎ. 3603/28) ข้อสังเกต ตามฎีกานี้คำฟ้องของศาลไม่เป็นการบังคับโดยเด็ดขาด ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ไปก็จะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไม่ได้
การที่โจทก์ไม่มาในวันนัดชี้สองสถานหรือวันสืบพยาน ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่บัญญัติไว้ในเรื้องดังกล่าว ไม่เป็นการทิ้งฟ้อง เช่นกรณีที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสองโดยจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การแล้ว ในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ แต่ในส่วนของจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำให้การไว้แล้ว แต่โจทก์ไม่นำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้จำเลยที่ 2 ตามคำสั่งศาล ศาลจะสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่ได้นำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้จำเลยที่ 1 ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ทำให้ศาลไม่อาจสอบถามจำเลยที่ 2 ได้ ศาลชั้นต้นต้องสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ไปสั่งว่าทิ้งฟ้อง (ดูฎ. 3443/45)
ทนายโจทก์แถลงว่าหากตกลงกันไม่ได้ จะนำผู้มีอำนาจฝ่ายโจทก์มาศาล เพื่อแถลงให้ศาลทราบ ดังนี้ เมื่อคดีตกลงกันไม่ได้ แม้ผู้มีอำนาจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาล ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด (ฎ. 4961/48) เรื่องนี้ ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาคดีว่า ... หากไม่ได้ข้อยุติทนายโจทก์จะติดต่อนัดหมายผู้มีอำนาจตัดสินใจซึ่งเป็นผู้เจรจาฝ่ายโจทก์มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบ มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ... นั้น เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลย แม้ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลก็ตาม แต่ทนายโจทก์ก็ได้แถลงให้ศาลทราบแล้วว่าผู้มีอำนาจฝ่ายโจทก์ได้พิจารณาข้อเสนอของฝ่ายจำเลยแล้ว ไม่อาจตกลงกันได้จึงไม่มาศาล เมื่อคดีไม่สามารถตกลงกันได้ การที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลเพื่อแถลงให้ศาลทราบด้วยตนเองตามที่ทนายโจทก์แถลงไว้ ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดอันจะถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง
การเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด หมายถึงการไม่ดำเนินคดีในคดีนั้นๆเอง ดังนั้นการที่ศาลสั่งให้คู่ความไปฟ้องเป็นคดีหนึ่ง แต่คู่ความนั้นเพิกเฉย ถือไม่ได้ว่าเป็นการทิ้งฟ้อง (ฎ. 1511/32)
แต่การที่โจทก์จำเลยตกลงกันว่าถ้ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นแล้วจะถอนฟ้องนั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนั้นเอง ดังนี้เมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมถอนฟ้อง เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด เป็นทิ้งฟ้อง (ฎ. 407/44 เรื่องเสาเข็ม )
คำขอพิจารณาใหม่ไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้ขอถือได้ว่าเป็นคำฟ้อง ตามมาตรา 1(3) เมื่อคู่ความยื่นคำขอพิจารณาใหม่ ไม่จัดการนำส่งสำเนาคำขอพิจารณาใหม่แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำสั่งศาล จึงถือว่าเป็นการทิ้งฟ้อง (ฎ. 821/11 ป.) เป็นการเพิกเฉย ตามมาตรา 174(2) ไม่ใช่มาตรา 174(1) เพราะการขอให้พิจารณาใหม่ไม่มีการออกหมายเรียกให้อีกฝ่ายให้การ เพียงแต่อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิคัดค้านเท่านั้น แต่ผู้ขอก็ยังมีหน้าที่จัดการนำส่งคำร้องขอพิจารณาใหม่ตามคำสั่งศาล เมื่อเพิกเฉยจึงเป็นการทิ้งฟ้องตาม 174(2)
ในกรณีที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยรับผิดหลายข้อหา ปรากฏว่าบางข้อหามีการชำระค่าขึ้นศาลไม่ครบถ้วน บางข้อหาโจทก์ก็เสียค่าขึ้นศาลถูกต้องแล้ว ศาลจึงได้เรียกให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในส่วนที่ไม่ถูกต้อง ถ้าโจทก์ไม่ปฎิบัติตามศาลจะสั่งจำหน่ายคดีทั้งหมดไม่ได้ ต้องสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะส่วนที่โจทก์ไม่ปฎิบัติเท่านั้น (ฎ. 2995/40)
หากศาลมิได้กำหนดเวลาให้คู่ความดำเนินคดีที่แน่นอนไว้โจทก์ก็ต้องดำเนินคดีภายในเวลาอันสมควร มิฉะนั้นถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องได้ (ฎ.1318/95)
กรณีที่โจทก์ทิ้งฟ้อง ศาลมีอำนาจจำหน่ายคดีได้ตามมาตรา 132(1) แต่ศาลจะจำหน่ายคดีหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล (ฎ. 6986/41)
เมื่อศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและจำหน่ายคดีแล้ว โจทก์จะยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งทิ้งฟ้องและจำหน่ายคดีซึ่งเป็นการพิจารณาผิดระเบียบตามมาตรา 27 ได้ (ฎ. 1288/32 ป.)
การทิ้งฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกา และให้จำหน่ายคดีเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์หรือ ศาลฎีกา แล้วแต่กรณี ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งเช่นว่านั้นได้ (ฎ.6320/37)
ถอนฟ้อง (มาตรา 175, 176)
การถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ (มาตรา 175 วรรคหนึ่ง)
กรณีโจทก์ถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ กฎหมายให้ทำเป็นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือ แต่โจทก์อาจเป็นคำร้องขอถอนฟ้องก็ได้ การขอถอนฟ้องกรณีนี้ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ เพราะจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ศาลจึงต้องอนุญาตให้ถอนฟ้องทุกกรณี จะใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องไม่ได้ และศาลอนุญาตโดยไม่ต้องฟังจำเลยก่อน (ฎ. 4769/40)
การถอนฟ้องภายหลังจะเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์ต้องทำคำขอเป็นคำร้อง และถ้าศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง กฎหมายบังคับให้ศาลต้องฟังจำเลยก่อน ซึ่งมีข้อสังเกตว่ากรณีที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเท่านั้นที่ศาลจะต้องฟังจำเลยก่อน ถ้าศาลไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง ก็ไม่อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว ศาลจึงไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องได้เลยโดยไม่ต้องฟังจำเลยก่อน ส่วนที่ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องโดยไม่ฟังจำเลยก่อน ถือว่าเป็นการไม่ชอบตามมาตรา 175 วรรคสอง (ฎ. 777/03)
แม้กฎหมายมิได้บัญญัติว่าโจทก์จะขอถอนคำฟ้องได้ถึงเมื่อใด ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์ต้องขอถอนฟ้องระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (ฎ. 7887/42) แต่ศาลจะอนุญาตหรือไม่ ก็ต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 175 อย่างไรก็ตาม ถ้าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีก็กลับเข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นอีกครั้งหนึ่ง โจทก์จึงขอถอนฟ้องได้ โดยอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีอำนาจสั่งคำร้องดังกล่าว (ฎ. 5623/48)
กรณีที่มีจำเลยหลายคน โจทก์ขอถอนฟ้องทั้งคดี ก็ต้องพิจารณาจำเลยแต่ละคนว่ายื่นคำให้การต่อสู้คดีแล้วหรือไม่ (ฎ. 3443/45)
การที่นายความแถลงคัดค้านว่า “คำร้องขอถอนฟ้องไม่บอกเหตุผลของการถอนฟ้อง” ย่อมถือได้ว่าศาลฟังจำเลยก่อนมีคำสั่งแล้ว (ฎ.1677/40)
กรณีมีจำเลยหลายคนโจทก์ถอนฟ้องเฉพาะจำเลยบางคน ดังนี้ศาลสอบถามเฉพาะจำเลยที่ถอนฟ้องเท่านั้น (ฎ. 679/06)
ข้อสังเกต คำร้องขอถอนฎีกา ต้องยื่นต่อศาลฎีกา เพราะเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นฎีกา แต่ถ้าเป็นคำร้องขอถอนฟ้องเดิม แม้คดีดังกล่าวจะมีการฎีกาและอยู่ในชั้นฎีกา ก็ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้น
ศาลจะอนุญาตให้ถอนฟ้องหรือไม่ ( กรณีจำเลยยื่นคำให้การแล้ว) เป็นดุลพินิจของศาล(ฎ.315/04 ป.) แต่ดุลพินิจที่ศาลจะอนุญาตให้ถอนฟ้องหรือไม่ ศาลต้องคำนึงถึงข้อได้เปรียบเสียเปรียบของคดีในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้อง คำให้การเท่านั้น ไม่ต้องคำนึงถึงฟ้องแย้ง (ฎ. 6443/37)
เมื่อได้ฟังจำเลยแล้วแม้จำเลยจะคัดค้าน ศาลก็อนุญาตให้ถอนฟ้องได้(ฎ.469/46)
โจทก์ขอถอนฟ้องโดยไม่สุจริต ซึ่งทำให้จำเลยเสียเปรียบ ศาลไม่อนุญาต เช่น ถอนฟ้องเพราะโจทก์อาจแพ้คดี (ฎ. 7944/42) และการที่โจทก์ถอนฟ้องเพื่อยื่นฟ้องใหม่ เนื่องจากฟ้องบกพร่องและพ้นกำหนดเวลาขอแก้ไขฟ้องแล้ว ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้ศาลไม่อนุญาต (ฎ. 6403/39)
โจทก์ขอถอนฟ้องเพราะฟ้องที่ดินผิดแปลง สมควรให้ถอนฟ้องได้ เพราะโจทก์ย่อมนำคดีมาฟ้องจำเลยเกี่ยวกับที่ดินแปลงที่พิพาทกันอย่างแท้จริงใหม่ได้ คู่ความทั้งสองฝ่ายก็จะได้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอีก (ฎ. 3871/41)
โจทก์ขอถอนฟ้องเพราะฟ้องผิดศาล โจทก์ก็อาจนำคดีไปฟ้องที่ศาลที่อยู่ในเขตอำนาจได้ ดังนี้แม้จำเลยจะยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้แล้ว ก็ไม่ทำให้จำเลยเสียหายต่อย่างใด สมควรอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ (ฎ. 903/47)
ผลของการถอนฟ้อง
คำว่าลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้อง รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆภายหลังยื่นคำฟ้องเท่ากับไม่มีการยื่นฟ้องมาก่อนเลย และกระบวนพิจารณาอื่นๆภายหลังจากยื่นคำฟ้องก็ถูกลบล้างไปด้วย เช่นการยื่นคำให้การจองจำเลยก็ถูกลบล้างไปด้วย ถือว่าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีโจทก์ จำเลยร่วมคนอื่นจึงไม่อาจถือเอาประโยชน์จากคำให้การของจำเลยที่โจทก์ขอถอนฟ้องตามมาตรา 59 (ฎ. 1938/40)
การที่โจทก์ขอถอนฟ้องโดยแถลงว่าไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป มีความหมายว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยในคดีนั้นเท่านั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ได้ (ฎ.2319/43, 3998/40)
แต่ถ้าโจทก์แถลงต่อศาลอย่างชัดแจ้งว่า จะไม่ฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันอีก ดังนี้โจทก์ฟ้องจำเลยใหม่อีกไม่ได้ เช่น แถลงว่าจะไม่ฟ้องจำเลยเกี่ยวกับทรัพย์พิพาทนั้นอีก (ฎ. 2002/11)
ข้อสังเกต คำฟ้องที่ถอนแล้วจะฟ้องใหม่ได้ตามมาตรา 176 ได้อีกนั้น หมายถึงการถอนฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว หากมีการอุทธรณ์หรือฎีกาคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ถอนฟ้องต่อไปอีก ระหว่างนี้จะฟ้องใหม่ไม่ได้ เป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 3522/29)
ฟ้องแย้ง ( มาตรา 177-179)
หลักเกณฑ์ จำเลยจะฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก (มาตรา 177 วรรคสาม) โจทก์มีหน้าที่ต้องทำคำให้การแก้ฟ้องแย้งยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้ส่งคำให้การถึงโจทก์(มาตรา 178 วรรคแรก) ฟ้องแย้งและคำฟ้องเดิมต้องเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ (มาตรา 179 วรรคท้าย)
จำเลยจะฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การก็ได้ ซึ่งรวมทั้งคำร้องขอแก้ไขคำให้การด้วย (ฎ. 629/24 ป.)
ผู้มีสิทธิฟ้องแย้งต้องอยู่ในฐานะจำเลย ซึ่งตามมาตรา 177 วรรคสาม แสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิฟ้องแย้งต้องตกอยู่ในฐานะจำเลยในคดีนั้น ในกรณีร้องสอดเข้ามาในคดีในฐานะจำเลยก็มีสิทธิฟ้องแย้งได้(ฎ. 163/07 ป.)
ข้อสังเกต การร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามมาตรา 57 มีอยู่ด้วยกัน 3 กรณี แต่ละกรณีมีสิทธิแตกต่างกัน(มาตรา 58) กล่าวคือ ถ้าเป็นร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะจำเลยตามมาตรา 57(1) หรือถูกเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามมาตรา 57(3) ผู้ร้องสอดมีสิทธิเสมือนถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ไม่ต้องอาศัยสิทธิเดิม จึงมีสิทธิฟ้องแย้งได้ แต่ถ้าเป็นจำเลยร่วมตามมาตรา 57(2) จะใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่จำเลยเดิมไม่ได้ ดังนี้ ถ้าจำเลยเดิมมิได้ฟ้องแย้ง ผู้ร้องสอดก็ไม่มีสิทธิฟ้องแย้งได้ (ฎ. 3665/38)
ในคดีไม่มีข้อพิพาท เมื่อมีผู้คัดค้านเข้ามาต้องดำเนินคดีไปอย่างคดีมีข้อพิพาทตามมาตรา 188(4) ผู้ร้องจึงมีฐานะเป็นโจทก์ ส่วนผู้คัดค้านมีฐานะเป็นจำเลย ผู้คัดค้านจึงฟ้องแย้งมาในคำคัดค้านได้ เช่น คดีร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผู้คัดค้านฟ้องแย้งขอให้ขับไล่ผู้ร้องได้ (ฎ. 385/44)
ปัญหาฟ้องแย้งตกไปตามฟ้องเดิมหรือไม่ นั้นให้พิจารณาว่า ถ้าเป็นกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งจะทำไห้ไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยจะฟ้องแย้งอีกต่อไป ฟ้องแย้งของำเลยก็ตกไปด้วย เหตุที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องก็เช่น ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อน ฟ้องซ้ำ หรือโจทก์เป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องแทนบุตร (ฎ. 7265/44, 972/32, 736/03) ส่วนกรณีอื่นๆที่ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แต่เป็นเพียงการทิ้งฟ้องหรือถอนฟ้อง ก็มีผลเพียงเฉพาะคดีโจทก์ไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาอีกต่อไปเท่านั้น ไม่ทำให้ฟ้องแย้งตกไปด้วย เพราะยังมีตัวโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยตามฟ้องแย้งอยู่ (ฎ. 6909/43 , 2686/48) และมีคำพิพากษาที่ 3604/40 วินิจฉัยเพิ่มเติมว่า เมื่อฟ้องแย้งของจำเลยนั้นเกี่ยวกับฟ้องเดิมแล้ว ศาลก็ต้องรับฟ้องแย้งไว้พิจารณาและมีประเด็นแห่งคดีตามฟ้องแย้งที่ศาลต้องวินิจฉัยให้คู่ความแพ้หรือชนะตามมาตรา 131(2) และมาตรา 133 บัญญัติไว้ ศาลจะไม่รับวินิจฉัยในฟ้องแย้งโดยอ้างว่าฟ้องเดิมตกไปไม่ได้
คดีที่ฟ้องแย้ง ถ้าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 202 ศาลต้องจำหน่ายคดีโจทก์จากสารบบความ แต่ในส่วนฟ้องแย้งต้องถือว่าจำเลยในฐานะโจทก์ตามฟ้องแย้งมาศาลแล้ว และถือว่าโจทก์(ในฐานะจำเลยตามฟ้องแย้ง) ขาดนัดพิจารณา ศาลต้องสั่งให้ชี้ขาดคดีไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 204 และในกรณีเช่นนี้ถือว่ายังมีตัวโจทก์ที่ยังคงเป็นจำเลยของฟ้องแย้งอยู่ต่อไปจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินคดีในส่วนฟ้องแย้งต่อไป (ฎ.3172/36,4499/45)
ฟ้องแย้งต้องพิจารณาสิทธิตามกฎหมายสารบัญญัติประกอบด้วย เช่น จำเลยจะฟ้องแย้งขอให้โจทก์จดทะเบียนสิทธิการเช่าให้ไม่ได้ ขัดต่อ ป.พ.พ.มาตรา 538 (ฎ. 3919/36) แต่ถ้าสัญญาเช่ามีข้อตกลงให้ผู้ให้เช่าไปจดทะเบียนการเช่า การฟ้องร้องบังคับคดีหมายถึงการฟ้องผู้ให้เช่าไปจดทะเบียนการเช่าตามข้อสัญญาด้วย ผู้เช่าจึงฟ้องบังคับผู้ให้เช่าไปจดทะเบียนการเช่าได้ แต่ต้องฟ้องภายใน 3 ปี (ฎ. 5542/42, 206/42 ป.) ดังนี้ถ้าจำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าตามข้อตกลงกันไว้ในสัญญา ถือว่าเป็นข้อสัญญาที่บังคับกันได้และเกี่ยวกับฟ้องเดิม ศาลต้องรับไว้พิจารณา แต่ถ้าไม่มีข้อสัญญาให้ไปจดทะเบียนการเช่าหรือขณะฟ้องแย้งให้จดทะเบียนการเช่าเกินกว่า 3 ปี ไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นข้อสัญญาที่บังคับไม่ได้ และฟ้องแย้งไม่ได้ ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป
กรณีเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าได้ (ฎ. 172/88, 796/95)
ฟ้องแย้งต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิม (มาตรา 177 วรรคสาม 179 วรรคท้าย)
จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดตามเอกสารที่โจทก์นำมาฟ้อง ดังนี้ หากฟังได้ตามข้อต่อสู้ จำเลยย่อมได้รับผลตามคำพิพากษาอยู่แล้วโดยศาลต้องพิพากษายกฟ้อง จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องฟ้องแย้งขอให้คืนหรือทำลายเอกสารดักกล่าวอีก ฟ้องแย้งเป็นเรื่องอื่น ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ.5520/42, 843/43)
จำเลยให้การว่าไม่ต้องรับผิดตามสัญญาที่โจทก์ฟ้องเพราะเป็นสัญญาปลอม หากศาลให้จำเลยชนะศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องสถานเดียว จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าเป็นสัญญาปลอมอีก(ฎ. 5189/46)
ฟ้องแย้งต้องเป็นการฟ้องบังคับเอาแก่โจทก์ ฟ้องแย้งที่บังคับเอาแก่จำเลยด้วยกันเองเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 3028/43,3045/30)
ฟ้องแย้งที่อ้างสิทธิของบุคคลภายนอก ถือว่าไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 802/15, 1300/00, 1897-8/ 47) นอกจากนี้จำเลยจะฟ้องแย้งกับบุคคลภายนอกก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 5578/49)
คดีที่มีจำเลยหลายคน ฟ้องแย้งที่โต้แย้งสิทธิของจำเลยคนอื่น ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 3932/49) คดีนี้จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิจำเลยที่ 1 ไม่ได้อ้างว่าโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง)
ฟ้องแย้งเพื่อหาพยานหลักฐานไม่ได้ ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 6/16)
จำเลยให้การว่าสัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องตกเป็นโมฆะ จะฟ้องแย้งขอให้โจทก์ปฎิบัติตามสัญญานั้นไม่ได้เพราะขัดกับคำให้การ ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 2648/41) แต่จำเลยฟ้องแย้งได้ว่าหนี้ตามสัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องตกเป็นโมฆะ ขอให้คืนเช็คที่จำเลยชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์ เป็นฟ้องแย้งเกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 5263/45)
จำเลยให้การปฎิเสธว่าไม่มีสัญญาต่อกันแล้ว จะฟ้องแย้งตามสัญญานั้นอีกไม่ได้ ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ.199/22,3920/48)
โจทก์ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรส จำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสอื่นนอกจากที่โจทก์ระบุในคำฟ้องได้ ทั้งนี้เพื่อให้การแบ่งสินสมรสเสร็จไปพร้อมกับการสิ้นสุดของการสมรส (ฎ.4650/45) แม้สินสมรสที่ฟ้องแย้งจะอยู่นอกเขตศาลเดิมก็ตาม (ฎ. 5149/49) เช่นเดียวกับการฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดรดก จำเลยฟ้องแย้งขอให้แบ่งทรัพย์มรดกนอกจากที่โจทก์ฟ้องได้ (ฎ. 1644/49)
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินกู้ จำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่ยอมให้จำเลยกู้ยืมเงินเพิ่มเติมตามที่ตกลงกัน เป็นการผิดสัญญาทำให้จำเลยเสียหาย ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 4468/48, 7086/39)
ต่างฝ่ายต่างอ้างที่ดินของอีกฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินของตน ถือว่าเป็นที่ดินคนละแปลง ข้อเท็จจริงที่จะได้ภาระจำยอมก็ต่างกัน ฟ้องแย้งจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 1068/27) ดังนั้นการฟ้องแย้งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันกับฟ้องเดิม ถือว่าเกี่ยวกับคำฟ้องเดิม (ฎ. 5741/34) ฟ้องแย้งให้ขับไล่ออกจากที่ดินคนละแปลงกับคำฟ้องเดิมก็ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 374/25)
สิทธิเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการยึดหรืออายัดชั่วคราวก่อนพิพากษา เกิดขึ้นเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี ทั้งนี้ตามมาตรา 263(1) ดังนี้ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา สิทธิเรียกร้องของจำเลยยังไม่เกิด จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายดังกล่าว (ฎ. 3319/42)
ฟ้องแย้งว่าโจทก์ผิดสัญญา แต่เป็นสัญญาคนละฉบับกับที่โจทก์ฟ้อง ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 4121/46)
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้ จำเลยให้การว่าไม่เคยกู้เงินและรับเงินจากโจทก์ และว่าได้ชำระหนี้เงินกู้ครั้งอื่นให้โจทก์โดยสำคัญผิดว่ายังไมได้ชำระ จึงฟ้องแย้งเรียกเงินที่ชำระเกินไป ดังนี้ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 2686/45)
ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดละเมิด จำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์ผิดสัญญา หรือกลับกันฟ้องแย้งว่าจำเลยผิดสัญญา จำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์ละเมิด เป็นฟ้องเรื่องอื่น ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 738/37, 6408/44) แต่ในบางกรณีฟ้องเดิมเป็นเรื่องละเมิด จำเลยฟ้องแย้งเรื่องผิดสัญญาก็อาจเกี่ยวกับฟ้องเดิมได้ เช่น โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยก่อสร้างอาคารวัสดุก่อสร้างตกใส่บ้านของโจทก์เสียหาย จำเลยให้การว่ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว โดยโจทก์ตกลงยอมออกไปอยู่ที่อื่นภายใน 1 ปี และจำเลยได้มอบเงินให้โจทก์ไปจำนวนหนึ่งแต่โจทก์ไม่ได้ไปอยู่ที่อื่น จึงฟ้องแย้งเรียกเงินคืนจากโจทก์ เช่นนี้ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 465/41)
ฟ้องเดิมเป็นเรื่องผิดสัญญา ฟ้องแย้งเป็นเรื่องละเมิด ถ้าเป็นผลสืบเนื่องจากการผิดสัญญาก็เกี่ยวกับฟ้องเดิม เช่นฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน จึงบอกเลิกสัญญาให้คืนเงินมัดจำและเรียกค่าเสียหาย แต่จำเลยให้การว่าโจทก์ผิดสัญญา และฟ้องแย้งให้ใช้เงินที่ทำให้ไร่อ้อยของจำเลยได้รับความเสียหาย เพราะสัญญาจะซื้อขายที่ดินมีข้อตกลงว่าจำเลยยอมให้โจทก็เข้าทำประโยชน์ในที่ดินนับแต่วันทำสัญญา การฟ้องแย้งว่าโจทก์ไถหน้าดินของจำเลยไปถมที่ดินของโจทก์เป็นการทำละเมิดต่อจำเลย ก็เป็นผลสืบเนื่องจากข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขาย นั่นเอง(ฎ. 2822/39)
ฟ้องเดิมและฟ้องแย้งแม้จะเป็นมูลละเมิดด้วยกัน แต่เป็นละเมิดคนละครั้ง ไม่เป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 2141/23, 5578/49)
ฟ้องแย้งว่าการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เป็นการฟ้องในมูลละเมิด เป็นคนละเหตุกับฟ้องเดิม ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 8143/49,1473/42)
ฟ้องขอให้รื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างรุกล้ำ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารส่วนที่รุกล้ำโดยสุจริต ขอให้โจทก์จดทะเบียนการโอนขายส่วนที่บุกรุกหรือจดทะเบียนภาระจำยอม เป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 5182/46) หรือโจทก์ฟ้องขอให้รื้อถอนสิ่งปกลูกสร้าง จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำแนวเขตที่ดินได้เช่นกัน เกี่ยวกับฟ้องเดิม เพราะเป็นการพิพาทกันเกี่ยวกับเรื่องเขตแดนระหว่างที่ดินของโจทก์จำเลย (ฎ.778/23, 57/18) ความสำคัญอยู่ที่ว่าต้องเป็นกรณีพิพาทกันในเรื่องเขตแดนที่ดิน
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาท จำเลยฟ้องแย้งว่าจำเลยได้ครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์แล้ว ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยได้ (ฎ. 1332/35)
ฟ้องแย้งแม้จะเกี่ยวกับฟ้องเดิม ถ้าฟ้องแย้งนั้นไม่อาจบังคับให้เป็นไปตามคำขอได้ ศาลสั่งยกฟ้องแย้งในชั้นตรวจฟ้องได้โดยไม่ต้องวินิจฉัยในชั้นมีคำพิพากษา (ฎ. 5183/38)
โจทก์ฟ้องขอให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดก จำเลยฟ้องแย้งให้กำจัดโจทก์มิให้รับมรดกเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ.7391/43) แต่ฟ้องเดิมโจทก์ฟ้องขอให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกที่ดินพิพาท จำเลยฟ้องแย้งห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทได้ (ฎ.6868/46)
กรณีที่โจทก์จำเลยต่างมีความผูกพันกันในอันที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่กันและกัน และอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะหักกลบลบหนี้กันได้ ตาม ป.พ.พ. ย่อมให้การต่อสู้ขอให้หักกลบลบหนี้ได้ (ฎ. 1190/20) โดยจำเลยมีสิทธิขอหักกลบลบหนี้มาในคำให้การได้ไม่ต้องฟ้องแย้ง ยิ่งกว่านั้นหากปรากฏว่าเมื่อหักกลบลบหนี้แล้วโจทก์ยังเป็นลูกหนี้จำเลยอยู่ จำเลยก็มีสิทธิฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระหนี้ในส่วนนั้นได้อีก ถือว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ (ฎ. 609/21, 3688/47)
ฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข มีลักษณะพอสรุปได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยมีข้อต่อสู้ว่าจะชนะคดีอย่างไรก่อน หากจำเลยชนะตามข้อต่อสู้ฟ้องแย้งก็ตกไป กล่าวคือศาลไม่ต้องพิจารณาฟ้องแย้งอีก แต่หากศาลไม่ฟังตามที่ให้การต่อสู้หรือจำเลยแพ้คดีจึงจะขอให้ศาลพิจารณาฟ้องแย้งต่อไป กล่าวอีกนัยหนึ่งคือจะให้ศาลพิจารณาฟ้องแย้งก็ต่อเมื่อแพ้ตามคำให้การเสียก่อน ดังนั้นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขจึงเป็นฟ้องที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ไม่ชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณา (ฎ. 1656/47, 34/49, 4471/49)
ถ้าข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยตกไป ฟ้องแย้งก็ตกไปด้วย ไม่เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข (ฎ.442/11)
- เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
- สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซักที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
- สอบมาหลายครั้งแล้ว เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..จะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
- อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ
- สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ติด...กลับมาก็เหนื่อย
- อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรียนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบันติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
- ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก