++ ข่มขู่ให้จำเลยทำสัญญากู้
หากไม่ทำจะดำเนินคดีกับบุตรจำเลยในคดีอาญา เหตุใดจึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ? ++
การแปลงหนี้ใหม่ คือ
การเปลี่ยนหนี้ใหม่แทนหนี้เดิมมีผลทำให้หนี้เดิมระงับ การเปลี่ยนนั้นจะเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อาจเป็นการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้
เปลี่ยนตัวลูกหนี้หรือเปลี่ยนวัตถุแห่งหนี้
การแปลงหนี้ใหม่จึงเป็นสัญญาเกี่ยวกับหนี้ 2
อย่าง คือ หนี้เดิมและหนี้ใหม่ ถ้าหนี้ใหม่ไม่เกิดขึ้นหนี้เดิมก็ไม่ระงับและไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่
หลักเกณฑ์การแปลงหนี้ใหม่
มีหลักเกณฑ์ที่สำคัญ 4 ประการ ดังนี้
1. มีหนี้เดิมที่คู่กรณีประสงค์จะให้ระงับ
2. คู่กรณีทำสัญญาแปลงหนี้เดิมเป็นหนี้ใหม่
3. มีการเปลี่ยนสาระสำคัญของหนี้เดิม
(อาจเป็นตัวเจ้าหนี้ หรืออาจเป็นตัวลูกหนี้ หรืออาจ เป็นวัตถุแห่งหนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง)
4. ในที่สุดมีหนี้ใหม่เกิดขึ้นมาแทนหนี้เดิม
หมายเหตุ
ผลของการแปลงหนี้ใหม่ มีผลทำให้หนี้เดิมระงับไปทำนองเดียวกับการชำระหนี้
ให้พิจารณาศึกษาและวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 5426/2553
ข้อเท็จจริง
1. โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544 จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 200,000
บาท ตกลงชำระคืนเสร็จในวันที่ 4 กรกฎาคม 2544
นับแต่วันที่กู้ยืมเงินจำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์
โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปีเศษ
แต่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยเพียง 1 ปี เป็นเงิน 15,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 215,000 บาท
พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
1.1 ทุนทรัพย์ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจะเป็นคดีมโนสาเร่ตาม
ป.วิ.พ. มาตรา 189(1) ที่บัญญัติว่า “ คดีมโนสาเร่
คือ (1) คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวนเป็นราคาเงินได้ไม่เกินสามแสนบาท....”
ซึ่งตามคำฟ้องต้องเสียค่าขึ้นศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 190 จัตวา ซึ่งบัญญัติว่า “ ในคดีมโนสาเร่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามตาราง
1 ท้ายประมวลกฎหมายนี้
แต่ค่าขึ้นศาลรวมกันแล้วไม่เกินหนึ่งพันบาท”
1.2 ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17,
25(4) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง
(กรุณาเปิดดูตัวบทกฎหมายตามที่กล่าวถึงทุกครั้งไปด้วยเพื่อให้เกิดความชำนาญ)
1.3 ในการนำคดีมายื่นต่อศาลนั้น
ศาลจะตรวจคำฟ้องว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือไม่ ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.พ.
มาตรา 2(1) และการฟ้องคดีครั้งแรกต้องกระทำที่ศาลชั้นต้นเท่านั้น
เว้นแต่ จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง
1.4 โจทก์จะนำคดีไปยื่นฟ้องที่ศาลใดนั้น
ให้พิจารณาเรียงลำดับดังนี้ ลำดับแรก ให้ดูภูมิลำเนาของจำเลยว่าอยู่ในเขตศาลใด
ก็สามารถนำคำฟ้องไปยื่นที่ศาลนั้นได้
(การจะพิจารณาว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใดนั้นให้ดู ป.พ.พ. มาตรา 37 ถึง มาตรา 47 เป็นหลัก)
หรือยังสามารถนำคำฟ้องไปยื่นที่ศาลซึ่งมูลคดีเกิดขึ้นก็ได้ สำหรับคดีนี้
มูลคดีเกิดขึ้นก็คือที่ทำสัญญากัน ทั้งนี้เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4(1)
1.5 ในคดีมโนสาเร่
เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 191 วรรคสอง
ศาลจะสั่งคำฟ้องของโจทก์ทำนองว่า “รับฟ้อง
หมายเรียกอย่างคดีมโนสาเร่ สำเนาให้จำเลย ให้โจทก์นำส่งภายในวันนี้
ถ้าส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงภายใน 7 วันนับแต่ส่งไม่ได้
มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง”
1.6 ในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง
ศาลมีอำนาจออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 190
ตรี โดยไม่ต้องมีพฤติการณ์พิเศษ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23
2. จำเลยยื่นคำให้การว่า
จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์ นาง ก.
บุตรสาวจำเลยเป็นนายหน้านำรถยนต์ไปจำนำแก่พวกของโจทก์แล้วไม่ชำระหนี้
ต่อมาโจทก์นำนาง ก.
ไปกักขังและบีบบังคับให้จำเลยลงชื่อในหนังสือสัญญากู้เงินตามฟ้องโดยมิได้กรอกข้อความ
แล้วนำไปกรอกข้อความเอง หนังสือสัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นเอกสารปลอมขอให้ยกฟ้อง
2.1 ในการยื่นคำให้การของจำเลยในคดีมโนสาเร่
กระทำได้ 2 วิธี วิธีแรกคือให้การเป็นหนังสืออย่างเช่นคดีนี้
และวิธีที่สอง ให้การด้วยวาจาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 193 วรรคสาม
ถ้าให้การเป็นหนังสือศาลจะสั่งทำนองว่า “รับคำให้การจำเลย
สำเนาให้โจทก์”
2.2 คำให้การของจำเลยทำนองนี้
จะส่งผลถึงกฎหมายลักษณะพยาน ประกอบไปด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 94 ส่งผลให้จำเลยมีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบหักล้างสัญญากู้ได้
และประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ซึ่งจำเลยปฏิเสธสัญญากู้ ดังนั้น
โจทก์ผู้อ้างสัญญากู้เป็นพยานนอกจากจะต้องระบุไว้ในบัญชีพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88
และส่งสำเนาให้อีกฝ่ายตามมาตรา 90 จะต้องนำต้นฉบับเข้าสืบตามมาตรา 93 แล้ว สัญญากู้ดังกล่าวจะต้องปิดอากรแสตมป์ เพราะถือว่าเป็นตราสาร
มิฉะนั้นจะห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง
2.3 ในคดีมโนสาเร่นั้น
ในวันนัดเมื่อคู่ความมาศาล ศาลจะทำการไกล่เกลี่ยหรือขอให้ตกลงประนีประนอมยอมความกัน
ตาม ป.วิ.พ มาตรา 193 วรรคสอง
หากไม่สามารถตกลงกันได้ศาลก็จะนัดสืบพยานคู่ความต่อไป
3. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง
ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
3.1 การสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมของศาลนั้น
เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161
3.2 ผลของการยกฟ้องคดีของโจทก์
จะมีทุนทรัพย์ 215,000 บาท ตามคำขอท้ายฟ้อง
ซึ่งคดีของโจทก์จะไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 แต่ปัญหาข้อเท็จจริงไปติดขัดที่ ป.วิ.พ. มาตรา 225 กล่าวคือ ข้อเท็จจริงที่โจทก์จะยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์นั้นต้องว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น
3.3 คดีนี้
แม้ในศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นฟ้องจะเสียค่าขึ้นศาลมาเพียง 1,000 บาท
ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 190 จัตวา วรรคแรก
แต่ในชั้นอุทธรณ์ถ้าโจทก์จะอุทธรณ์โจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลอัตราร้อยละ 2 ของจำนวนทุนทรัพย์ ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ทั้งนี้
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 190 จัตวา วรรคสอง
3.4 โจทก์จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด 1
เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229
4. เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์แล้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 215,000
บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน
200,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป
จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000
บาท
4.1 ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
หากจำเลยจะฎีกา ทุนทรัพย์ของจำเลยในชั้นฎีกา คือ 215,000 บาท
ดังนั้น หากจำเลยจะฎีกาต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอัตราร้อยละ 2 ของต้นเงิน 215,000 บาท ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 190
จัตวา วรรคสอง หากไม่นำค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามายื่นหรือยื่นไม่ครบ
ศาลชั้นต้นก็จะสั่งแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ก่อนเสมอ
4.2 ในการยื่นฎีกาของจำเลยนอกจากจะเสียค่าขึ้นศาลตามข้อ
4.1 แล้ว ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลพร้อมฎีกา
จะสังเกตจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะเห็นว่า เงินจำนวนแน่นอนตามมาตรา 229 ก็คือ ค่าทนายความ 5,000 บาท
ส่วนค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ส่วนอื่นๆ จะเป็นจำนวนเท่าใดนั้นต้องให้เจ้าหน้าที่ศาลตรวจสำนวนว่ามีอะไรบ้าง
จำนวนเท่าใด เช่น ค่านำหมาย ค่าป่วยการพยาน เป็นต้น ซึ่งเงินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229
ต้องนำมายื่นพร้อมฎีกาทันที หากไม่นำมาศาลก็จะไม่รับฎีกาได้ทันที
4.3 คดีของจำเลยที่ยื่นฎีกามีทุนทรัพย์ชั้นฎีกา
215,000 บาท จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม
ป.วิ.พ. มาตรา 248 ก็ตาม
แต่ข้อเท็จจริงต้องว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249
5. เมื่อจำเลยยื่นฎีกาแล้ว
คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นขั้นตอนดังนี้
5.1 ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า
เดิมนาง ก. นำรถยนต์ 3 คันของโจทก์ นาย ส. และนาย ว.
ไปจำนำไว้แก่บุคคลอื่นแล้วไม่สามารถไถ่จำนำเพื่อนำรถยนต์มาคืนแก่โจทก์กับพวกได้
โจทก์กับพวกจึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นาง ก. แล้วนาง ก.
ตกลงจะหาเงินไปไถ่จำนำรถยนต์ กับยินยอมชำระค่าเช่ารถยนต์แก่โจทก์ภายใน 7 วัน แต่นาง ก. ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้ จึงตกลงให้โจทก์หาเงิน 150,000
บาท ไปไถ่จำนำรถยนต์ โดยนาง ก. ยินยอมชำระเงิน 150,000 บาท กับค่าเช่า 50,000บาท รวมเป็นเงิน 200,000
บาทแก่โจทก์ และนาง ก. ขอให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้อง
ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 2 มอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐาน
5.2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า
จำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า บุตรจำเลยเช่ารถยนต์ 3 คันซึ่งเป็นของโจทก์ นาย ส. และนาย ว. บุตรจำเลยนำรถยนต์ไปจำนำผู้มีชื่อแล้วไม่สามารถนำรถยนต์มาคืนเพราะไม่มีเงินค่าไถ่
โจทก์ได้แจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่บุตรจำเลย
จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เพราะเกรงกลัวต่อโจทก์ เพราะโจทก์บอกว่า
หากจำเลยไม่ทำสัญญากู้บุตรจำเลยจะถูกดำเนินคดี
การที่โจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้หากไม่ทำก็จะดำเนินคดีอาญาแก่บุตรจำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยสุจริต
อันถือได้ว่าเป็นการขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยมไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ตาม ป.พ.พ.
มาตรา 165 สัญญากู้จึงมีผลใช้บังคับได้
และการที่จำเลยซึ่งมิได้เป็นลูกหนี้โจทก์มาทำสัญญากู้เนื่องจากบุตรจำเลยมีหนี้กับโจทก์เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้
ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 350 มิได้บัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือจึงใช้บังคับได้
จำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
หมายเหตุ
ให้พิจารณาศึกษาเปรียบเทียบจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1826/2529
ป.พ.พ. มาตรา 194, 303, 349,
350
การที่ ท.และ
ส.ยืมเงินจากโจทก์ไปชำระให้แก่บุตรจำเลยเป็นค่าสมัครไปทำงานต่างประเทศ เมื่อ ท.และ
ส.ไม่ได้ไปทำงานบุตรจำเลยจึงเป็นลูกหนี้ที่ต้องชำระเงินให้แก่ ท.และ
ส.โจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ของ ท.และ ส.เมื่อ ท.และ ส.มิได้โอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรจำเลยจึงไม่เป็นลูกหนี้โจทก์และไม่มีหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้แทนแต่อย่างใด
การแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากบุตรจำเลยเป็นจำเลยจึงเกิดขึ้นไม่ได้
ดังนั้นการที่จำเลยทำสัญญากู้ให้โจทก์เพื่อชำระหนี้แทนบุตร จึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิด
โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้รายนี้มิได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3781/2533
ป.พ.พ. มาตรา 653, 680, 681
ป.วิ.พ. มาตรา 94
โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้เงินและค้ำประกัน
ทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ตามฟ้องไปจากโจทก์แต่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองเช่าหลักทรัพย์ที่ดินของโจทก์เพื่อประกันตัวนาย
ว. ญาติของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์เรียกค่าตอบแทนและให้จำเลยที่ 1
ทำสัญญากู้เงินโดยให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันให้ไว้เพื่อเป็นประกันในการที่โจทก์ยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัวนาย
ว. ในคดีอาญาต่อศาล การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้เงินและค้ำประกันต่อโจทก์ก่อนแล้วโจทก์จึงไปยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัวนาย
ว. นั้น ขณะทำสัญญากู้เงินและค้ำประกันดังกล่าว สัญญาประกันตัวนาย ว.
ยังไม่ได้ทำและความเสียหายอันเกิดจากสัญญาประกันตัวนาย ว. ยังไม่ได้เกิดขึ้น
ทำให้ไม่มีมูลหนี้เดิมที่จะแปลงเป็นมูลหนี้ในสัญญากู้เงินได้ จึงไม่เป็นการแปลงนี้
อีกทั้งยังไม่รู้ว่าศาลจะตีราคาประกันเท่าใด
จึงเป็นหนี้ที่ไม่แน่นอนและไม่อาจทำสัญญากู้เงินเพื่อประกันหนี้นั้นได้ ดังนั้น
จำเลยที่ 1 ผู้กู้เงินและจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1234/2531
ป.พ.พ. มาตรา 349, 350, 650,
653
ป.วิ.พ. มาตรา 147, 243, 247
เดิม อ. และ พ.
เป็นหนี้โจทก์ตามเช็คและสัญญากู้ยืมเงินการที่จำเลยทั้งสองยอมรับผิดในหนี้ดังกล่าวโดยทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้
จำเลยทั้งสองต้องผูกพันรับผิดตามสัญญากู้ยืมต่อโจทก์
จะอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้เพื่อปฏิเสธไม่ยอมรับผิดตามสัญญากู้ไม่ได้
เดิมศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภรรยา โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง
พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปความ จำเลยฎีกา
แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับเพราะจำเลยไม่เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ชั้นฎีกา
ถือได้ว่าจำเลยไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อนี้
ประเด็นดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำเลยไม่อาจฎีกาในข้อนี้อีกได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6031/2549
ป.พ.พ. มาตรา 350
ป.วิ.พ. มาตรา 86
มูลหนี้เดิมที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นสัญญากู้เงินตามฟ้อง
เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 350 จำเลยต้องผูกพันรับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์
จะอ้างว่าจำเลยไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้เงินเพื่อปฏิเสธความรับผิดไม่ได้
การนำสืบว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ เป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งหนี้ตามสัญญากู้ตามฟ้องไม่เป็นการต้องห้าม
(ขอขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับที่มา : ทบทวนหลักกฎหมายกับอาจารย์ประยุทธ)
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ไม่เก่ง..แต่พยายาม เจ๋ง ! กว่า เก่ง....แต่ขี้เกียจ
ขอให้ประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ....